ตอนที่ 55 เห็นแก่หน้าเรา
ในขณะที่เหอเหวยปังและลูกน้องกำลังลงลิฟต์มานั้น เขามองเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังต่อสู้กันอยู่ด้านล่างผ่านผนังกระจกของตึกใหญ่ ที่ตรงนั้นมีคนนับร้อยยืนล้อมสถานที่เกิดเหตุไว้ ใจกลางวงล้อมนั้นคือชายหนุ่มสองคน คนหนึ่งแต่งกายด้วยสีขาวล้วน ส่วนอีกคนเป็นสีดำสนิท นี่นับเป็นครั้งแรกที่เหอเหวยปังได้เห็นคนที่กล้าบุกเดี่ยวเข้ามาในพื้นที่ของเขาเช่นนี้“เกิดอะไรขึ้น สองคนเป็นใคร?”“สองคนนั้น...”“ทำไม?”ลูกน้องของเหอเหวยปังยังไม่ต่อความด้วยกลัวตนที่มองเห็นเหตุการณ์ไม่ชัดจะตอบอะไรส่ง ๆ ไป เขาพิงร่างเข้ากับผนังลิฟต์และพยายามชะโงกหน้าลงไปพิจารณาคนด้านล่างอีกครั้ง รอคอยอย่างอดทนให้ลิฟต์เคลื่อนที่ช้าลงจนกระทั่งมองเห็นสองร่างในชุดขาวดำนั้นชัดเจนยิ่งขึ้น และฉับพลันนั้นสีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนไป“สองคนนี้คือคนที่ผู้นำตระกูลใหญ่คนนั้นพามาด้วยไม่ใช่เหรอ?”“ผู้นำตระกูลคนนั้นพามางั้นเหรอ?” ดวงตาของเหอเหวยปังหรี่แคบลง เขาเอื้อมมือไปดึงคนของตนให้หลีกออกมา ก่อนตนเองจะเดินเข้าไปใกล้ผนังลิฟต์มากขึ้นเพื่อพิจารณาคนทั้งคู่ ใช้เวลาไม่นานเหอเหวยปังก็ค้นพบว่าสองคนด้านล่างนั่นเป็นอัลฟ่าที่แข็งแกร่งมาก ไม่แปลกใจเลยสักนิดว่าทำไมพวกลูกน้องไร้ค่าของเขาถึงไม่กล้าบุกเข้าไปตรง ๆ “เถ้าแก่ครับ นี่?”“พวกเขาทำแบบนี้ทำไม?”“ผมก็ไม่ทราบครับ บางทีอาจเป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน”ในตอนนั้นเองที่ประตูลิฟต์เปิดออกและเหอเหวยปังก็พาลูกน้องของตนก้าวออกจากลิฟต์มาด้วยใบหน้าเคร่งเครียด ในเวลานั้นผู้คนนับร้อยที่มองเห็นเหอเหวยปังเดินออกมาต่างก็พากันแหวกทางให้ ที่ตรงนั้นไม่มีใครกล้ายืนขวางหน้าเขาแม้แต่คนเดียว“ตูม!”เงาร่างหนึ่งร่วงหล่นจากที่สูงก่อนจะมาตกอยู่ตรงหน้าเหอเหวยปัง และพร้อมกันนั้นเองลูกน้องโง่ของเขาอีกสองคนก็ถูกโยนออกมาด้วยร่างโชกเลือด ลูกน้องที่เหอเหวยปังพามาด้วยต่างพากันรุดหน้าขึ้นมายืนขวางเจ้านายของตนไว้ด้วยความตื่นตระหนก ผู้คนนับร้อยที่พึ่งเริ่มสงบสติกันได้กลับมาตกอยู่ในความวุ่นวายอีกครั้ง ภายใต้การคุ้มกันของลูกน้องเหอเหวยปังพยายามมองจ้องไปยังชายคนหนึ่งที่มาปรากฏกายอยู่ด้านหน้าของตนอย่างกะทันหัน และเมื่อคนคนนั้นเงยหน้าขึ้นมา เหอเหวยปังก็จดจำร่างในชุดสีดำสนิทนั้นได้ในทันที กลิ่นอายของอัลฟ่าผู้แข็งแกร่งที่แผ่ออกมาจากคนตรงหน้ามากพอที่จะยับยั้งความวุ่นวายของฝูงชนในที่นั้นได้อย่างไม่ยากเย็นเว่ยเชียนเฉินกวาดตามองคนนับร้อยในบริเวณนั้นอย่างถ้วนทั่ว รอกระทั่งพวกเขาสงบลงแล้วจึงหมุนตัวเดินกลับไปหาหมิงจวงที่ยืนเอามือไขว้หลังอยู่ด้านข้าง หมิงจวงปรายตามองเว่ยเชียนเฉินแวบหนึ่งก่อนจะหันไปมองเหอเหวยปังที่ยืนอยู่ด้านในวงล้อมของคนกลุ่มหนึ่งด้วยใบหน้าเรียบเฉย“เถ้าแก่เหอ?”เหอเหวยปังขมวดคิ้ว ผลักลูกน้องที่ขวางหน้าตนออกก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าอีกฝ่าย เขาหันไปพิจารณาใบหน้าที่แสนเย่อหยิ่งของเว่ยเชียนเฉินครั้งหนึ่งและหันกลับมาพิจารณาหมิงจวงผู้มีฝีมือร้ายกาจอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงตัดสินใจพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่แสนสับสน“คนของตระกูลเอสเต?”หมิงจวงโค้งหัวลงอย่างสุภาพก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเหอเหวยปังและกล่าวตอบ“ครับ”ใบหน้าของเหอเหวยปังดูแย่ลงในทันที “ผมไม่เคยมีเรื่องบาดหมางอะไรกับตระกูลเอสเต พวกคุณมาที่นี่ด้วยเรื่องธุรกิจหรือมาสร้างความวุ่นวายกันล่ะ?”“เถ้าแก่เหอมีลูกน้องมากมาย พวกเรามีกันแค่สองคน ผมเกรงว่าจะทำอย่างที่เถ้าแก่พูดไม่ได้ พวกเราสร้างความวุ่นวายให้ที่นี่เหรอครับ?” หมิงจวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหอเหวยปังไพล่นึกไปถึงเฉินอันหลานที่ยังคงนอนอยู่บนเตียงของตน ตอนนี้เขาไม่อยากเสียเวลากับคนของผู้นำตระกูลใหญ่อีกแล้ว เถ้าแก่เจ้าของบาร์จึงได้รีบตัดเข้าประเด็นอย่างรวดเร็ว“โอดินอยู่ที่ไหน?”“นึกไม่ถึงจริง ๆ ว่าหัวหน้าของพวกอันธพาลใต้ดินที่นี่จะเป็นแค่เบต้าธรรมดา ๆ คนหนึ่ง” เว่ยเชียนเฉินที่ยืนอยู่อีกฝั่งโพล่งขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย จากนั้นก็เริ่มพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม“มิน่า พวกลูกน้องใต้บัญชาของเขาถึงได้ไร้ประโยชน์ขนาดนี้”จบประโยคนั้นของเว่ยเชียนเฉิน สีหน้าของเหอเหวยปังก็แปรเปลี่ยนไป ลูกน้องที่ยืนอยู่ด้านข้างเขาพยายามที่จะถลาเข้าไปสั่งสอนคนที่ดูถูกเจ้านายของตน ทว่ากลับถูกเหอเหวยปังยกมือขวางไว้เสียก่อน เถ้าแก่เหอจ้องเขม็งไปทางเว่ยเชียนเฉิน บนใบหน้าฉายแววดูถูกเหยียดหยามอีกฝ่ายไม่แพ้กัน“พวกคุณคงไม่ได้อยากถ่วงเวลาอยู่กับผมที่นี่ให้นานนักหรอก ใช่ไหมล่ะ?”คิ้วเรียวเลิกขึ้นเล็กน้อย เว่ยเชียนเฉินยิ้มและเดินเข้าไปใกล้เหอเหวยปังมากยิ่งขึ้น จ้องมองใบหน้าสวยหวานราวกับผู้หญิงนั้นแล้วเปล่งเสียงหัวเราะต่ำ ๆ ออกมาครั้งหนึ่ง “แล้วยังไงล่ะ คุณอยากกินผมเหรอ?”คนของเหอเหวยปังพุ่งตัวเข้าหาคนหยาบคายตรงหน้าในทันทีเว่ยเชียนเฉินเองก็เร็วไม่แพ้กัน เขาชักปืนพกออกมาและแนบปลายกระบอกปืนเข้าตรงกลางหน้าผากของศัตรูอย่างพอดิบพอดี คนที่เหลือเมื่อเห็นดังนั้นต่างพากันหยุดชะงักลง เว่ยเชียนเฉินยกยิ้มอย่างพึงพอใจก่อนจะหันหน้าไปมองเหอเหวยปังแล้วกล่าว“สมกับเป็นเถ้าแก่ของพวกเขาจริง ๆ ความอดทนเป็นเลิศ”เหอเหวยปังหรี่ตาลงและเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “โอดินอยู่ที่ไหน?”“นายน้อยของพวกเราขึ้นไปเยี่ยมชมชั้นบนแล้วล่ะครับ คงอีกสักพักกว่าจะลงมา”“หมายความว่ายังไง?”“ทำไมทำหน้าเครียดอย่างนั้นล่ะครับ?” เว่ยเชียนเฉินยิ้มพร้อมกับขยิบตาให้เหอเหวยปังไปทีหนึ่ง“ว่าไง มีของดีที่ไม่อยากให้ใครเห็นซ่อนไว้ด้านบนเหรอครับ?”เหอเหวยปังจ้องเขม็งไปทางเว่ยเชียนเฉินด้วยสีหน้าโกรธจัดแต่ไม่ยอมพูดอะไร“เถ้าแก่เหอครับ” หมิงจวงส่งเสียงเรียกเพื่อทำลายบรรยากาศอันแสนตึงเครียดภายในที่แห่งนี้ลง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงสุภาพ“เชียนเฉินเป็นคนพูดจาโผงผาง ตรงไปตรงมาแบบนี้แหละครับ หวังว่าเถ้าแก่จะไม่เก็บมาใส่ใจ ส่วนเรื่องธุรกิจ ผมเกรงว่าคืนนี้คงไม่เหมาะเท่าไรที่เราจะพูดคุยกัน”“งั้นพวกคุณบุกเข้ามาในที่ของผมแค่เพื่อมาเยี่ยมชมอย่างนั้นเหรอ?”“คืนนี้เถ้าแก่ได้พาคนคนหนึ่งมาที่นี่ใช่ไหมครับ?”“แล้วยังไง?”“คนคนนั้นมาล่วงเกินนายน้อยของพวกเราครับ หวังว่าเถ้าแก่จะเห็นแก่หน้าเราและมอบเขาให้เราจัดการ และหลังจากคิดบัญชีกับเขาเรียบร้อยแล้ว เราจะไม่ยุ่งกับสิ่งที่เถ้าแก่ต้องการอีกครับ”“เขาติดหนี้พวกคุณงั้นเหรอ?”“ครับ”อัลฟ่าทั้งสองใต้บัญชาของโอดินไม่ใช่คนที่ใครที่ไหนจะไปยั่วยุกวนประสาทก็ได้ เพราะถ้าหากพวกเขาเอาจริงขึ้นมาล่ะก็ ต่อให้มีลูกน้องมากมายแค่ไหนก็เกรงว่าจะยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนทั้งสอง ดังนั้นการไว้ไมตรีคงจะเป็นการดีกว่าสร้างความไม่พอใจให้คนตระกูลเอสเตอย่างแน่นอน ส่วนเรื่องที่เฉินอันหลานติดค้างเขาอยู่นั้น ตราบใดที่อีกฝ่ายยังคงอยู่ในเขตเมืองหวงกังเขาก็สามารถพาคนคนนั้นกลับมาได้อยู่ดีหลังจากครุ่นคิดชั่งใจกับตัวเองอยู่นาน ในที่สุดเหอเหวยปังก็ตัดสินใจหันไปออกคำสั่งให้คนอื่น ๆ ที่ยืนมุงดูเหตุการณ์กันอยู่สลายตัวไป เถ้าแก่เหอชำเลืองสายตาขึ้นไปทางชั้นบนเล็กน้อย ไม่นานก็ก้าวขาขึ้นรถที่ถูกเตรียมเอาและไว้ออกจากที่แห่งนั้นไป