ตอนที่ 22 ความสำคัญของนักปรุงยา
หลังจากปรับสมดุลพลังอยู่ถึงหนึ่งวันหลินเฟยจึงกลับไปที่ตำหนักของเขาหากเป็คนอื่นคงใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้นในการปรับสมดุลของพลัง แต่หลินเฟยนั้นมีขอบเขตแหล่งกำเนิดพลังที่กว้างใหญ่มากเขาจึงต้องใช้เวลามากมายกว่าคนทั่วไปอย่างเทียบไม่ติด
“กลับมาแล้วรึเ้าคะ”
จิวหลินแย้มยิ้มอย่างน่ารักท่าทีเอียงอายของนางลดน้อยลงไปมากแล้วในตอนนี้ แต่เสน่ห์ของนางกลับไม่ลดลงเลย
หมับ!
หลินเฟยไม่รอช้าเขาใช้ท่าเท้าเงาัเข้าประชิดจิวหลินด้วยความรวดเร็วก่อนจะอุ้มดรุณีน้อยไปที่เตียงอย่างว่องไว
“ว๊าย! คุณชายไม่อาบน้ำก่อนรึเ้าคะ” จิวหลินกล่าวออกมาพร้อมกับใบหน้าที่แดงซ่าน
“ข้าแช่น้ำมาทั้งวันแล้วน้ำตกข้างหลังตำหนักนั้นหนาวเย็นอย่างมากตอนนี้ร่างกายข้าขาดความอบอุ่นเหลือเกินหวังว่าเ้าจะช่วยให้ข้าได้อบอุ่นขึ้นได้บ้าง” หลินเฟยยิ้มเ้าเล่ห์ออกมาพร้อมกับสูดดมไปที่ซอกคอของหญิงสาวอย่างหื่นกระหาย
“อ้า~ ♥”
หลังจากได้รับความอบอุ่นจากจิวหลินไปกว่าครึ่งชั่วยามหลินเฟยก็เดินออกมาจากห้องด้วยความกระปรี้กระเป่า เขานำตำราที่อาจารย์มอบให้ออกมานั่งศึกษาอย่างรวดเร็ว
“สุดยอด! พืชสมุนไพร ชิ้นส่วนของสัตว์อสูร การปรุงยานั้นเริ่มจากวัตถุดิบและวัตถุดิบนั้นก็มีมากมายหลากหลายเสียยิ่งกว่าเม็ดทรายตามชายหาดเสียอีก”
หลินเฟยจากที่ตอนแรกเพียงจะศึกษาพืชสมุนไพรที่ใช้ในการทำโอสถระดับหนึ่งแต่ไปๆมาความลุ่มหลงที่มีต่อพืชสมุนไพรก็ได้ทำให้เขาจมจ่อมอยู่กับรูปภาพและรายละเอียดของสมุนไพรต่างๆ
นอกจากสมุนไพรแล้วยังมีชิ้นส่วนสัตว์อสูรต่างๆที่สามารถนำมาเป็วัตถุดิบในการทำโอสถได้หลากหลายหลินเฟยที่ชื่นชอบเื่พวกนี้เป็ทุนเดิม จึงเพลิดเพลินไปกับความรู้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายในตอนนี้หลังจากที่ตบะแข็งแกร่งขึ้นไม่ใช่เพียงร่างกายแต่สมองนั้นก็สามารถพัฒนาตามไปด้วย
แต่เดิมหลินเฟยก็เป็บุคคลที่มีพร์ในการจดจำสิ่งต่างๆได้อย่างง่ายดายอยู่แล้ว ยิ่งร่างกายและสมองได้รับการยกระดับ การจดจำสิ่งต่างๆของเขานับว่าเกินมนุษย์ปุถุชนธรรมดาไปอย่างมากมายแล้วในตอนนี้
เจ็ดวันผ่านไป
“เ้ามาแล้วรึ”
ผู้าุโสองแย้มยิ้มเขาคิดอยู่แล้วว่าด้วยพร์ของหลินเฟยคงใช้เวลาไม่นานในการจดจำคุณสมบัติของพืชพรรณและวัตถุดิบอื่นๆในการปรุงโอสถระดับหนึ่ง
“ขอรับ”
หลินเฟยยิ้มตอบพร้อมกับยื่นตำราคืนให้กับอาจารย์ของเขาซึ่งทำหน้างุนงงไปในทันที
“เ้าเอามาคืนข้าทำไมกันเอาไว้ศึกษาต่อเถอะ”
“ข้าจำมันได้หมดแล้วขอรับ”
“ว่าไงนะ!”
ซุนม่อหลงตาโตมันมองใบหน้าที่ยิ้มแย้มของหลินเฟยสลับกับตำราเล่มหนาในมือของเขาด้วยความตกตะลึง
ย้อนนึกไปถึงตัวเขาเองในครั้งที่ได้รับตำรานี้จากอาจารย์ของเขาในตอนนั้นซุนม่อหลงต้องใช้เวลากว่าสองปีในการจดจำรายละเอียดข้อมูลต่างๆที่อัดแน่นอยู่ภายในตำราอย่างยากลำบาก แต่ลูกศิษย์คนใหม่ของเขาคนนี้กลับใช้เวลาเพียงแค่เจ็ดวันเท่านั้น หากเป็จริงดังที่กล่าวมาคำว่ายอดอัจฉริยะคงจะไม่พอเสียแล้วสำหรับบุรุษหนุ่มผู้นี้
ซุนม่อหลงเก็บงำความตื่นเต้นของเขาลงไปการที่ได้ลูกศิษย์ที่มีพร์มากมายขนาดนี้นับเป็ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่สำหรับบุคคลที่เรียกตัวเองว่าอาจารย์แล้วเมื่อศิษย์เติบโตกล้าแกร่งสร้างชื่อเสียงขจรไกลไปทั่วหล้าแน่นอนว่าจะต้องมีคนที่ชื่นชมยกย่องไปยังอาจารย์ของบุรุษผู้นั้นด้วยอย่างแน่นอน
“เอ๊ะ! ตบะของเ้า”
ซุนม่อหลงอ้าปากค้างเขาไม่สามารถเก็บงำความตื่นเต้นได้อีกต่อไปแล้วกลับเดินสำรวจวนรอบตัวของหลินเฟยด้วยสีหน้าที่แสดงถึงความพึงพอใจถึงขีดสุด
“ไม่เลว ไม่เลว! ในทั่วทั้งสำนักโลหิตัไม่สิทั่วทั้งทวีปเสวียนจุนนี้ คงจะหาผู้ที่พัฒนาตบะของตนเองได้รวดเร็วเช่นเ้านั้นคงจะนับได้ด้วยฝ่ามือเดียว เป็โชคของข้าเสียจริงที่ได้รับศิษย์ที่มีพร์มากมายเช่นเ้านี้”
“ท่านอาจารย์ชมข้าเกินไปขอรับ” หลินเฟยกล่าวอย่างนอบน้อม เขาไม่จำเป็ต้องปิดบังพลังตัวเองอีกแล้วในตอนนี้
ก่อนหน้านี้ที่เขาจำเป็ต้องปิดบังพลังตบะที่แท้จริงของตัวเองนั้นหนึ่งก็เพราะเขาเป็เพียงศิษย์สายนอกธรรมดาที่ไม่มีอะไรโดดเด่นในก่อนหน้านี้ สองเขายังกังวลในเื่ของผู้าุโห้าที่หากรู้ว่าเขาพัฒนาได้รวดเร็วเช่นนี้จะไม่ปล่อยเขาไปง่ายๆ
และนั้นก็เกิดขึ้นไม่นานมานี้ที่มีมือสังหารเข้าโจมตีเขาแม้จะไม่แน่นอนแต่หลินเฟยก็มั่นใจกว่าแปดในสิบส่วนว่าผู้าุโห้าเจียนเหินต้องอยู่เื้ัการกระทะที่ชั่วช้าในครั้งนี้แน่นอน
ในเมื่ออีกฝ่ายไม่คิดยอมปล่อยเขาไปเขาก็จะใช้ฐานะของเขาให้คุ้มค่าเสียหน่อยและกลายเป็ศิษย์ที่โดดเด่นจนผู้าุโสองต้องปกป้องอย่างสุดความสามารถ
“ก่อนที่ท่านอาจารย์จะสอนข้าหลอมโอสถข้ามีเื่จะรายงานก่อนขอรับ”
หลินเฟยเล่าเื่ที่เขาเกือบเอาชีวิตไม่รอดจากมือสังหารเมื่ออาทิตย์ก่อนให้ซุนม่อหลงได้รับฟังเพียงแต่ไม่ได้บอกว่าเขาถูกพิษ เขาใช้เหตุผลว่าเขาใช้ความเร็วของเขาในการหลบหนีไปได้อย่างฉิวเฉียดแต่ก็าเ็ภายในไม่น้อยเหมือนกัน
โชคดีที่ยามนั้นได้โอสถทั้งสามเม็ดที่อาจารย์มอบให้จึงรอดมาได้ระหว่างที่รักษาตัวกว่าเจ็ดวันก็ได้ศึกษาตำราไปด้วยจนจดจำพวกมันได้ทั้งหมด วันนี้เขาจึงมาพบอาจารย์เพื่อบอกกล่าวในเื่ที่ถูกลอบสังหารและเรียนรู้การหลอมยาระดับหนึ่ง
ซุนม่อหลงโกรธเกรี้ยวขึ้นมาทันทีเพชรในตมที่เขาค้นพบยังไม่ทันถูกเจียระไนก็พาลจะมอดม้วยไปเสียแล้ว เขารีบตามหน่วยชุดดำที่ขึ้นตรงกับเขาให้ป่าวประกาศไปทั่วสำนัก
ถึงข่าวการลอบสังหารหลินเฟยและหากมีใครคิดจะทำร้ายศิษย์เขาอีกครั้งก็ต้องเตรียมรับผลกระทบที่ตามมาจากความกราดเกรี้ยวของเขาไว้ได้เลย
หลินเฟยจงใจปิดบังเื่ที่เขาคิดว่าน่าจะเป็ฝีมือของผู้าุโห้าไว้กับตนเองเขายังไม่กระจ่างถึงบุญคุณความแค้นของผู้าุโห้ากับตระกูลหลินมากนัก
หลังจากฝึกฝนการหลอมยาเสร็จสิ้นหลินเฟยคิดว่าเขาน่าจะกลับไปพูดคุยกับบิดาของเขาถึงเื่ราวทั้งหมดเพราะตอนนี้ผู้าุโห้าถึงกับเริ่มลงมือกับเขาถึงขั้นจะให้ตกตายลงไปแล้ว
“เอาละ จากนี้ไปเ้าก็ต้องระวังตัวให้มากข้าจะให้คนคอยตามคุ้มกันเ้าห่างๆแล้วกัน”
ซุนม่อหลงถอนหายใจเขารู้สึกไม่พอใจอย่างมากกับเหตุการณ์นี้ รู้สึกเหมือนตนเองโดนตบหน้าหากศิษย์ที่มากพร์คนนี้ของเขาตกตายไปเขาลอบสาบานในใจเลยว่าจะขุดรากถอนโคนพวกมือสังหารให้จงได้
แม้ในใจจะอยากสืบสาวหาเื่ราวมากขึ้นกว่านี้แต่ดูเหมือนว่าเวลาที่ล่วงเลยผ่านไปหลายวันคงจะเป็เื่ที่ยากที่จะพบเจอเบาะแสให้สาวไปถึงมือสังหารผู้นั้นได้ ดูจากที่อีกฝ่ายล่วงรู้ถึงการเดินเวรยามเป็อย่างดีคงเป็ไปไม่ได้ที่จะทิ้งหลักฐานอะไรไว้เป็เบาะแสให้สืบสาวได้ต่อไป
จากนี้เขาจึงต้องคอยระวังหลังให้ศิษย์ผู้มากพร์คนนี้มากขึ้นกว่าเดิมเพียงให้เขาได้มีเวลาเติบโตสักปีสองปี คาดว่าด้วยพร์ที่สามารถพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็วเกินมนุษย์มนานี้จะทำให้เขาสามารถดูแลตนเองได้อย่างแน่นอน
“ถ้าเช่นนั้นเ้าตามข้าเข้าไปที่ลานหลอมโอสถเถอะ”
ผู้าุโสองเดินนำหลินเฟยผ่านทางเข้าตำหนักยาหลักไปเรื่อยๆ ระหว่างทางเต็มไปด้วยศิษย์และอาจารย์นักปรุงยาหลายท่านเดินสวนกันขวักไขว่บรรยากาศดูร่มรื่นอบอุ่นอย่างถึงที่สุดใบหน้าของพวกมันต่างประดับด้วยรอยยิ้มชื่นชมยามมองไปที่หลินเฟย
ไม่นานซุนม่อหลงก็หยุดลงเบื้องหน้าของทั้งคู่ปรากฎเตาหลอมนับพันใบเรียงกันอยู่อย่างเป็ระเบียบห่างกันเตาละประมาณสองเมตรมีอาจารย์และนักปรุงยาฝึกหัดอยู่ไม่น้อยกว่าสองร้อยคนในลานกว้างแห่งนี้
ทันทีที่พวกเขารับรู้ถึงการมาถึงของผู้าุโสองต่างหันมาคารวะด้วยความนอบน้อมอย่างถึงที่สุด ก่อนจะกลับไปสนใจเตาหลอมยาของตนเองต่อไป
“ที่นี่ต่างเป็ที่ที่นักปรุงยาฝึกหัดและอาจารย์ปรุงยาหลอมโอสถออกมาเ้าเดินดูพวกเขาสักพักเถอะเมื่อพอจะจับเค้าได้บ้างแล้วก็นำวัตถุดิบในแหวนวงนี้ใช้ฝึกฝน ข้าจะคอยให้คำแนะนำด้วยตนเองไม่มีอะไรต้องกังวล” ซุนม่อหลงกล่าว
ความจริงซุนม่อหลงก็อยากลงมือหลอมโอสถให้หลินเฟยดูด้วยตนเองแต่ระดับความเชี่ยวชาญของหลินเฟยนั้นเป็ศูนย์ แม้จะมีพร์ที่สูงส่งแต่การปรุงยานั้นต้องอาศัยประสบการณ์และการเรียนรู้ซึ่งเขาอยากให้หลินเฟยได้ััด้วยตนเอง
หลินเฟยเหมือนเด็กน้อยที่ได้ของเล่นชิ้นใหม่เขาเดินไปหยุดตรงโน้นทีตรงนี้ทีมองดูอาจารย์และนักปรุงยาฝึกหัดหลอมยาอย่างตื่นเต้น หากเขาสามารถหลอมโอสถได้ด้วยตนเองไม่ต้องพูดถึงเลยว่าความก้าวหน้าของตบะเขาจะก้าวล้ำมากเพียงใด
เพียงแต่ขั้นตอนในการปรุงยานั้นสำหรับหลินเฟยนับว่าไม่ยากแต่การที่จะควบคุมเปลวไฟของเตาหลอมให้มั่นคงและเป็ไปอย่างราบรื่นนั้นแน่นอนว่าต้องอาศัยประสบการณ์และความแม่นยำอย่างสูง
ในแต่ละขั้นตอนหากทำผิดพลาดไปตัวโอสถที่ออกมาก็จะเสียความบริสุทธ์และคุณค่าไปอย่างมากมายทำให้สรรพคุณของมันลดน้อยถอยลงไปแล้วแต่ความผิดพลาดนั้นจะใหญ่หรือเล็กนั่นเอง
แต่เพียงแค่นั้นก็ไม่ได้ทำให้หลินเฟยท้อถอยแต่อย่างใดเขายังคงจดจ้องมองดูเทคนิคต่างๆของเหล่าบรรดานักปรุงยาด้วยความตั้งมั่นตั้งใจ
แววตาของหลินเฟยปรากฏความคมกล้าจับจ้องไปทุกๆรายละเอียดบางครั้งเขาถึงกับมองออกด้วยซ้ำว่านักปรุงยาฝึกหัดทำผิดขั้นตอนยังไง ควบคุมไฟพลาดตรงไหนนั่นก็เป็เื่ที่ทำให้เขาตื่นเต้นอย่างมาก
หลินเฟยมองดูเหล่านักปรุงยาที่ต่างใช้สมาธิของตนเองจมจ่อมไปกับเตาหลอมเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกชื่นชม ในขณะที่หลายคนกำลังเคร่งเครียดกับการฝึกฝนบำเพ็ญตบะเพื่อให้เหนือกว่าทุกผู้คนสร้างชื่อเสียงเป็ที่ระบือไกล
แต่ก็ยังมีคนอีกจำพวกหนึ่งที่เป็เหมือนเงาแห่งความสำเร็จของพวกเขาแน่นอนว่าหากตบะสูงล้ำขึ้นไปเรื่อยๆ ความยากในการเติมเต็มพลังฟ้าดินในแต่ละขั้นนั้นย่อมมากมายมหาศาล ผู้เชี่ยวชาญการปรุงยาระดับสูงจึงมีความสำคัญต่อสำนักหรือตระกูลใหญ่ๆอย่างมาก
และด้วยความยากลำบากในการปรุงหรือหลอมยานั้นผู้คนที่เลือกเส้นทางนี้และสามารถก้าวไปถึงขั้นอาจารย์ปรุงยาหรือผู้เชี่ยวชาญได้ นับว่าเป็บุคคลที่มีความพยามและทรงคุณค่าอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
พวกเขาล้วนมีฐานะสูงส่งสำนักหรือตระกูลต่างๆที่ผู้เชี่ยวชาญในการหลอมโอสถไว้ต่างก็ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อพวกเขาเพราะหากไร้ซึ่งอาจารย์นักปรุงยาแน่นอนว่าการบำเพ็ญตบะของพวกมันย่อมต้องล่าช้ากว่าสำนักหรือตระกูลอื่นอย่างไม่ต้องสงสัย
.
.
.
คอมเม้นด้วยจ้า ♥