ตอนที่ 4: เรียกพบ
เหล่าอันพอจะคาดการณ์ได้อยู่แล้วว่าหากหลงเจิ้งมาที่ร้านทุกๆ วันคงไม่แคล้วต้องเกิดปัญหาขึ้นสักวันหนึ่ง แน่นอนว่ามันไม่ใช่ปัญหาไร้สาระอย่างเด็กทะเลาะกันเหมือนทุกเช้าที่ผ่านมา เป็ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น ยกตัวอย่างเช่นการถูกเชิญไปพบแม่ทัพหลงถึงที่จวนอย่างที่เหล่าอันกำลังประสบอยู่ในตอนนี้
“เชิญเถ้าแก่” พลทหารค้อมศีรษะให้อย่างสุภาพทว่าท่วงท่าองอาจดุดันราวกับจะข่มขู่ว่าห้ามขัดคำสั่ง เหล่าอันลอบระบายลมหายใจก่อนจะก้าวขึ้นไปบนรถม้าของสกุลหลงระหว่างที่รถเคลื่อนตัวไปก็อดคิดกังวลไม่ได้ว่าอีกฝ่ายจะเชิญเขาไปพบด้วยเื่อันใด ‘คงมิได้คิดว่าข้าล่อลวงบุตรชายของเขาหรอกระมัง?’ คิดแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าให้กับความฟุ้งซ่านของตัวเอง ทว่าพอได้พบหน้าแม่ทัพใหญ่ของแคว้นเข้าจริงๆ เหล่าอันก็รู้ซึ้งถึงความกังวลของผู้เป็บิดามารดา พวกเขาคิดมากเสียจนแม้แต่เหล่าอันเองก็ยังคิดไม่ถึง
เพียงก้าวแรกที่เข้ามาในโถงรับแขกเซียนหนุ่มก็ััได้ถึงแรงกดดันมหาศาลจากบุรุษผู้นั่งอยู่ตรงตำแหน่งเ้าบ้าน เขาเป็บุรุษท่าทางองอาจเค้าหน้าละม้ายคล้ายหลงเจิ้งอยู่หลายส่วน แต่แทนที่จะให้ความรู้สึกสบายใจน่าเข้าหาอีกฝ่ายกลับแผ่รังสีกดดันจนเซียนหนุ่มแทบไม่อยากก้าวไปนั่งที่เก้าอี้ตามคำเชื้อเชิญของฝ่ายเ้าบ้าน
“เ้าคือเถ้าแก่ร้านอวี้ไป่ไช่สินะ” แม่ทัพหลงเอ่ยถามด้วยเสียงเข้ม สีหน้าเรียบเฉยไม่อาจเดาความในใจได้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ ฮูหยินแห่งจวนแม่ทัพเองก็เช่นกัน เหล่าอันไม่รู้จะทำตัวอย่างไรจึงได้แต่ตอบบทสนทนาไปตามมารยาท
“ขอรับ ข้าแซ่เหล่านามว่าอัน เป็เ้าของร้านขายผักดองอวี้ไป่ไช่”
“แล้วเ้าก็เป็เสวียนด้วยใช่หรือไม่?”
“ขอรับ” คราวนี้เซียนหนุ่มได้แต่รับคำอย่างโง่งม เขาไม่เข้าใจเลยว่าอีกฝ่ายจะยกประเด็นเื่เพศของตนมาพูดเพื่ออะไร และสีหน้างุนงงคล้ายไม่เข้าใจความนัยที่้าสื่อของเหล่าอันก็ทำให้นายหญิงใหญ่แห่งจวนแม่ทัพอดรนทนไม่ไหวต้องเสียมารยาทพูดแทรกขึ้นมา
“เ้าเป็เสวียนแล้วอยู่ใกล้ชิดกับบุตรชายข้าเช่นนั้นมันมิงามรู้หรือไม่?”
คำกล่าวของนางทำเอาเหล่าอันเสียกิริยาไปเลย ชายหนุ่มกะพริบตาปริบๆ อย่างงุนงง ใบหน้างามเอียงไปด้านข้างเล็กน้อยอย่างลืมตัว เขาเป็เสวียนก็จริง แต่การใกล้ชิดกับเด็กชายนี่นับว่าเป็ปัญหาหรือ?
“เหตุใดจึงทำหน้าเช่นนั้น เ้าก็เป็ผู้ใหญ่แล้วมิรู้ตัวเลยหรือ?” มารดาของหลงเจิ้งถามย้ำอีกเมื่อเห็นว่าบุคคลที่นางตั้งใจตำหนินั้นทำสีหน้าราวกับเด็กน้อยไร้เดียงสา ใจของคนเป็แม่นั้นแสนกังวลนางพยายามมาเนิ่นนานกว่าจะมีบุตรชายกับเขาได้สักคนหนึ่ง แล้วตอนนี้ชื่อเสียงของบุตรชายคนโตแห่งจวนสกุลหลงก็กำลังจะแปดเปื้อนเพราะเสวียนไม่รู้ความผู้นี้
“มิใช่ว่าเสวียนอย่างข้าต้องพึงระวังการอยู่กับบุรุษสองต่อสองหรอกหรือขอรับ? กับเด็กน้อยเช่นคุณชายหลงคงไม่มีผู้ใดครหาหรอกกระมัง?”
“ผู้คนเล่าลือกันไปทั่วสิไม่ว่า!” ผู้เป็มารดาแย้งด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “เ้ามิรู้หรือ? ผู้คนต่างลือกันไปทั่วว่าคุณชายใหญ่สกุลหลงติดใจเสวียนที่แก่กว่านับสิบปีถึงขนาดไปเยี่ยมหาทุกเช้าเย็น ชื่อเสียงบุตรชายข้าป่นปี้ไปหมดแล้วก็เพราะเ้า!”
“เมิ่งเอ๋อร์” แม่ทัพหลงปรามภรรยาของตนเอง นางพลันรู้ตัวว่าเสียกิริยาไปเสียแล้วจึงสงบปากสงบคำลง แต่กระนั้นความกังวลใจก็ยังฉายชัดอยู่ในสีหน้า สองมือกอบกุมกันไว้แน่นอย่างพยายามรักษาอาการ
ผู้เป็หัวหน้าครอบครัวเบนสายตาจากภรรยามายังแขกที่เชิญมา แล้วก็พบว่าเถ้าแก่หนุ่มน้อยกำลังขมวดคิ้ว สีหน้าไม่ผ่อนคลายเหมือนก่อน ซึ่งนับเป็สัญญาณที่ดี เพราะนั่นหมายความว่าอย่างน้อยๆ ผู้แซ่เหล่าคนนี้ก็รู้จักเป็ห่วงบุตรชายของเขาบ้าง หากเป็คนที่คิดไม่ดีหวังใช้เื่ราวเสื่อมเสียจากปากผู้คนหาผลประโยชน์ให้ตนเองแล้วไซร้ เขาคงต้องหาทางจัดการให้เด็ดขาด ก่อนที่อีกฝ่ายจะก่อเื่มากกว่านี้
“เ้าอาจมองว่าเสี่ยวเจิ้งเป็เด็ก แต่เขาก็อายุสิบขวบแล้ว อีกไม่กี่ปีก็แต่งภรรยาได้ การที่เ้าใกล้ชิดกับเขาย่อมเป็เื่ไม่เหมาะสม ยิ่งอยู่กันตามลำพังยิ่งไม่ควร” ผู้เป็บิดาเห็นว่าเสวียนหน้าหวานตรงหน้ามิได้มีเจตนาร้ายจึงตั้งใจจะสั่งสอนให้อีกฝ่ายรู้จักระมัดระวังตัวมากกว่านี้
“ที่ผ่านมาข้าคิดน้อยเกินไปต้องขออภัยพวกท่านด้วย” เหล่าอันคิดตามแล้วก็เห็นว่าตนสะเพร่าไปจริงๆ ชายหนุ่มจึงประสานมือคารวะอีกฝ่ายเป็การขอโทษ ก่อนจะขยายความเพิ่มเติมเพื่อให้ผู้เป็มารดาที่มีสีหน้ายุ่งเหยิงและซีดเซียวคล้ายจะเป็ลมได้คลายความกังวลลงว่า “แต่ข้าไม่เคยอยู่กับคุณชายหลงสองต่อสองนะขอรับ ทุกครั้งย่อมมีบ่าวในร้าน องครักษ์ของคุณชาย หรือไม่ก็เซียงหลันน้องสาวบุญธรรมของข้าอยู่ด้วยตลอด”
“ข้ารู้” แม่ทัพใหญ่กล่าวแล้วก็ถอนหายใจ บอกว่า “แต่ผู้อื่นไม่รู้ ต้องมีกี่มือจึงจะปิดปากผู้คนได้หมด การสยบข่าวลือที่ดีคือการสร้างข่าวใหม่มากลบข่าวที่มีอยู่ นี่แน่ะ ร้านผักดองของเ้ามีสิ่งใดที่พอจะเป็เหตุผลให้บุตรชายคนโตแห่งตระกูลแม่ทัพไปเยี่ยมเยียนทุกเมื่อเชื่อวันได้บ้างเล่า?” พูดไปแล้วแม่ทัพหลงผู้เกรียงไกรก็ถอนหายใจอีกครั้งหนึ่ง ลูกชายของเขาบอกแค่ว่าชอบฝีมือการทำอาหารของเสวียนผู้นี้ซึ่งมันมิใช่เื่ที่จะเอาไปป่าวประกาศเพื่อแก้คำครหาของผู้คนได้เลย
“อันที่จริงก็พอมีเหตุให้ใช้ได้อยู่หรอกขอรับ แต่เื่นี้หากพูดออกไปก็เป็การผิดต่อคู่ค้าของข้า...” กล่าวถึงตรงนี้เหล่าอันก็หยุดคิดนิดหนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “เอาอย่างนี้ดีกว่า ข้าน้อยจะทำอาหารให้พวกท่านชิมสักมื้อหนึ่ง เชื่อว่าท่านแม่ทัพจะต้องคิดหาเหตุผลดีๆ ไปแก้คำครหาได้อย่างแน่นอนขอรับ”
“เ้าหมายความว่าอย่างไร? รสมือเ้าดีเพียงนั้นเลยรึ?”
“หามิได้ ทักษะการทำอาหารของข้าน้อยนั้นธรรมดายิ่ง” เหล่าอันปฏิเสธอย่างถ่อมตัว
“เช่นนั้นเหตุใดยจึงต้องกินอาหารฝีมือเ้าด้วยเล่า”
“เพราะผักดองที่ไม่ได้ปรุงอร่อยสู้ผักดองที่ปรุงแล้วไม่ได้ขอรับ”
เหตุผลของเถ้าแก่ร้านอวี้ไป่ไช่แม้จะฟังดูประหลาดแต่ก็นับว่าสมเหตุสมผล ดังนั้นประมุขตระกูลหลงจึงจำต้องยอมให้แขกที่เชิญมาเข้าครัวเป็การพิเศษ แน่นอนว่าเขาย่อมสั่งกำชับบรรดาองครักษ์เงาให้คอยจับตาดูทุกการกระทำของเหล่าอันอย่างไม่ให้คลาดสายตา
เซียนหนุ่มมิได้รู้สึกอึดอัดกับสายตาหลายคู่ที่จ้องมองมา เขาชินเสียแล้วเพราะที่ผ่านมาองครักษ์เงาของหลงเจิ้งก็คอยเฝ้ามองเขาอยู่ตลอด เวลาจะหยิบจับอะไรจากเซียนซานหรือถุงแสนกลก็วุ่นวายไปหมด สุดท้ายก็ต้องเตรียมของไว้เสียั้แ่เนิ่นๆ พอคุณชายตระกูลหลงมาถึงพร้อมด้วยองครักษ์เงากลุ่มใหญ่เขาก็สามารถเริ่มทำอาหารได้เลยโดยไม่ต้องมาคอยกังวลอะไรอีก
การมาเยือนเรือนสกุลหลงในคราวนี้เหล่าอันนำผักดองมาด้วยหลายไห ทีแรกเขาตั้งใจจะมอบให้เป็ของขวัญ แต่เมื่อแม่ทัพหลงพูดเื่ข่าวลือขึ้นมาชายหนุ่มจึงตัดสินใจนำผักดองมาทำอาหารให้คนสกุลหลงกิน เขาค่อนข้างมั่นใจว่าเมื่อท่านแม่ทัพได้ชิมแล้วจะต้องรู้ถึงคุณสมบัติที่ไม่ธรรมดาของผักที่เปี่ยมไปด้วยพลังปราณอย่างแน่นอน
เนื่องจากผักดองที่นำมานั้นมีหลากหลาย เหล่าอันจึงทำกับข้าวออกมาหลายรายการทั้งต้ม ผัด ทอดและตุ๋น ผักดองถูกนำมาประกอบเป็จานหลักและเครื่องเคียงตามความเหมาะสม ในที่สุดออกมาเป็สำรับที่ประกอบด้วยอาหารจานเสื้อสามอย่างจานผักสองอย่าง แม้จะไม่หรูหรามากนักแต่ก็ไม่นับว่าน่าเกลียดเกินไป ตอนที่พวกบ่าวยกอาหารแต่ละจานมาตั้งบนโต๊ะอาหารแม่ทัพหลงกับภรรยาก็ถึงกับแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา
ฝ่ายภรรยานั้นประหลาดใจที่อาหารธรรมดาๆ กลับมีหน้าตาน่ารับประทานและชวนให้รู้สึกอยากอาหารขึ้นมา แต่สำหรับผู้เป็สามีแล้ว ทันทีที่กลิ่นของอาหารโชยมาสีหน้าของเขาก็แข็งค้างไปในทันที
แน่นอนว่ากลิ่นหอมของอาหารย่อมไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจ แต่เป็ความปั่นป่วนของพลังปราณในร่างต่างหาก เพียงแค่ดมกลิ่นก็ทำให้พลังปราณเพิ่มพูนจนรู้สึกได้ ปกติแล้วหากมิใช่โอสถฟื้นพลังปราณหรือโอสถชั้นสูงกว่านั้นย่อมไม่อาจทำให้เกิดผลเช่นนี้ได้
แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นพลันหันไปมองพ่อครัวในวันนี้ทันที แล้วเขาก็พบว่าเสวียนผู้นั้นกำลังคลี่ยิ้มบางเบาตอบกลับมา ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม กล่าวชมเชยว่า “ท่านแม่ทัพยังมิต้องชิมก็ทราบได้ ช่างเก่งกาจยิ่งนัก”
คำกล่าวนั้นยืนยันชัดเจนว่าคนผู้นี้ทราบอยู่ก่อนแล้วว่าผักที่นำมาดองเป็พืชปราณ และใช่นี่เป็เหตุผลที่ดีพอจะล้มล้างคำครหาของผู้คนได้ แต่กระนั้นก็ใช่ว่าแม่ทัพหลงจะพอใจกับคำตอบเช่นนี้ เขากวาดสายตามองอาหารทั้งห้าจานบนโต๊ะ สูดกลิ่นอายผักปราณเข้มข้นด้วยความรู้สึกที่ทั้งยินดีทั้งขุ่นเคือง ‘เ้าลูกคนนี้นี่ มีของดีเหตุใดจึงปิดปากเงียบไม่บอกบิดาสักคำ!’
ขณะเดียวกันคุณชายหลงเจิ้งที่กำลังฝึกวิชายุทธ์ยามเช้าก็จามออกมาจนถูกอาจารย์สั่งให้เริ่มทำท่านั่งม้าใหม่ั้แ่ต้น
๐๐๐