การกล่าวยกยออย่างกะทันหันของหลินเฉิงจางทำให้หลินเสวี่ยจู๋สูดลมหายใจแรงบิดานางไม่เคยทำเช่นนี้มาก่อน เหตุใดถึงได้เอ่ยวาจาเช่นนี้กับหยวนซิวได้เล่า?
เมื่อบุคคลที่เคยอดทนมาตลอดได้เปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมาการกระทำต่อจากนั้นล้วนน่ากลัวถึงเพียงนี้เชียว?
หลินเสวี่ยจู๋เหลือบมองหยวนซิว พบว่าอีกฝ่ายกำลังมองตนเองด้วยรอยยิ้มเสแสร้ง
จบสิ้นแล้ว นางถูกเปิดโปงเป็แน่!
หลินเสวี่ยจู๋ท่องสูตรคูณในใจเพื่อสงบสติอารมณ์เพิ่งท่องได้ถึงสองเจ็ดสิบสี่ก็ได้ยินหยวนซิวเอ่ย “ท่านพ่อตาเกรงใจเกินไปแล้วฮูหยินมีความสามารถเช่นนี้ ย่อมต้องสืบทอดความรู้มาจากครอบครัว”
ช่างเป็ลูกเขยที่แสนดีทันทีที่ได้รับคำยกยอก็ยกยอกลับไปทันที
หากไม่รู้ว่าอันที่จริงหยวนซิวร้ายกาจเพียงใดหลินเสวี่ยจู๋คงเชื่อการแสดงออกของเขาไปแล้ว
หลินเฉิงจางได้ฟังก็เบิกบานแลกเปลี่ยนคำยกยอกับหยวนซิวอีกหลายประโยค จนกระทั่งหลิวขุยสั่งให้ออกเดินทาง
เหวินซิ่วชิงเอ่ยกับลู่ซื่อ“น้องหญิง พวกเรารวมกลุ่มเดินทางไปด้วยกันเถิด ระหว่างทางจะได้ช่วยกันสอดส่องดูแล”
ลู่ซื่อไม่ได้ปฏิเสธ เพียงพยักหน้าอย่างเบิกบานใจ
ลู่โม่เขยิบเข้าใกล้หลินเสวี่ยจู๋อย่างเงียบงันท่าทางอึกอัก
หลินเสวี่ยจู๋เห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยปากถาม“เ้าอยากพูดอันใด?”
ลู่โม่หน้าแดงก่ำ พลางเอ่ยเสียงเบา“พี่สะใภ้ ข้าเองก็ทำงานได้ เพียงแต่ทำไม่ค่อยเป็ พี่สะใภ้สอนข้าได้หรือไม่ขอรับ?”
หลินเสวี่ยจู๋คลี่ยิ้ม
หนุ่มน้อยคนนี้น่าสนใจจริงๆแค่ของานทำมีอะไรน่าเขินอายกัน? นางอยากมีลูกมือหลายคนใจจะขาด “เ้าทำงานไม้เป็หรือไม่?”
ลู่โม่ครุ่นคิดอย่างจริงจัง“ตอนอยู่ที่สนามรบกับพี่ชาย ข้าเคยซ่อมหน้าไม้มาก่อน นับหรือไม่ขอรับ?”
หลินเสวี่ยจู๋ได้ฟังก็ดวงตาเป็ประกายรีบเอ่ย “จะไม่นับได้อย่างไร? หน้าไม้นับเป็อาวุธที่ต้องเล็งเป้า เช่นนั้นเอาอย่างนี้ก่อนอื่นเ้าหาไม้และเถาวัลย์ตามทางมาก่อน จากนั้นข้าจะทำสายรัดให้พี่ชายเ้าใหม่”
ลู่โม่ได้ฟังก็ดีใจ ยิ่งได้ทำประโยชน์ให้พี่ชายเขาก็ยิ่งเต็มใจ
ต่อมาหลินเสวี่ยจู๋หยิบฟางมากำหนึ่งแล้วเริ่มสานรองเท้าฟางตามวิธีของแม่นมหม่า
ลู่ซื่อมองอย่างแปลกใจ“เสวี่ยจู๋ เหตุใดรองเท้าฟางของเ้าถึงไม่เหมือนกับที่พวกเราสวมเล่า?”
หลินเสวี่ยจู๋ตอบ “อันที่จริงของข้าควรเรียกว่ารองเท้าบูทฟางมากกว่าท่านน้าดูสิเ้าคะ ้ามีช่องว่างไว้สำหรับสวม หากมัดด้วยเชือกฟางแล้วเช่นนี้จะปรับให้เข้ากับรูปทรงของเท้าได้ จะสวมหรือถอดก็สะดวกเ้าค่ะ”
ลู่ซื่อไม่เข้าใจ จึงเอ่ยถามอีกครา“สานรองเท้าฟางง่ายกว่ามาก เหตุใดถึงต้องเปลืองแรงสานรองเท้าบูทฟางด้วยเล่า?”
หลินเสวี่ยจู๋อธิบายอย่างอดทน“ตอนนี้พวกเราเพิ่งออกจากเมืองหลวงได้ไม่นาน เส้นทางยังคงราบเรียบเดินสะดวก หากผ่านไประยะหนึ่งพวกเราจะต้องเข้าไปในูเาจำเป็ต้องมัดขากางเกงขึ้น ประการแรกรองเท้าบูทฟางป้องกันไม่ให้เท้าถูกกิ่งหนามขีดข่วนได้ประการที่สองป้องกันแมลงได้ เช่นนั้นรองเท้าบูทฟางจึงจำเป็อย่างยิ่งเ้าค่ะ”
ลู่ซื่อมีสีหน้าเข้าใจ นางลอบถอนหายใจพลางคิดว่าหลานสะใภ้คนนี้พอมีสมองอยู่บ้างจริงๆ
ผู้ที่ประหลาดใจยิ่งกว่านางคือหยวนซิวที่ตอนนี้อยู่บนหลังเหยียนต้าการป้องกันเท้าไม่ให้ถูกกิ่งหนามขีดข่วนหรือแมลงต่อยถือเป็เื่ที่ทหารทำบ่อยยามอยู่ในกองทัพเขาย่อมต้องเข้าใจเื่นี้เป็อย่างดี แต่หลินเสวี่ยจู๋เรียนรู้มาจากที่ใดกัน?
เขาทำศึกมาหลายปี จึงมีนิสัยชอบจดบันทึกอย่างขอไปทีแต่บันทึกเ่าั้เป็ความลับทางการทหาร เขาพกติดตัวไว้ตลอดเวลาหลินเสวี่ยจู๋ไม่มีทางที่จะได้อ่าน
นางโกหกคนสกุลหลิน
นางกำลังปิดบังอะไรอยู่?
นางเป็ผู้ใดกันแน่?
หยวนซิวมีเครื่องหมายคำถามอยู่เต็มหัวอดไม่ได้ที่จะมองหลินเสวี่ยจู๋อีกสองสามครา
หลินเสวี่ยจู๋ไม่รู้ตัวเลยนางย่อตัวลงแล้วสวมรองเท้าบูทฟางให้ลู่ซื่อ จากนั้นก็ฉีกยิ้มอย่างพึงพอใจแล้ววิ่งไปหาแม่นมหม่า
แม่นมหม่าเคยทำงานเช่นนี้มาก่อนเมื่อได้รับคำแนะนำเพียงเล็กน้อยจากหลินเสวี่ยจู๋ก็เข้าใจเจตนาของนางแล้ว จึงรับปากทันที“คุณหนูเสวี่ยจู๋วางใจเถิดเ้าค่ะ รอให้สานเสื่อฟางเสร็จ บ่าวกับชุ่ยเอ๋อร์จะเริ่มสานรองเท้าบูทฟางเ้าค่ะ”
ดียิ่ง แม่นมหม่าจัดลําดับความสําคัญได้อย่างถูกต้องแม่นยำหลินเสวี่ยจู๋ปลื้มใจยิ่งนัก นางเริ่มงอไม้หวายสองสามแท่ง กําลังจะสานหมวกฟางก็ได้ยินเสียงคนะโจากด้านหลัง “หลินเหนียงจื่อ”
หลินเสวี่ยจู๋หันหน้าไปมองก็เห็นหม่าซิงวิ่งมาพร้อมเถาวัลย์มัดใหญ่
“หลินเหนียงจื่อท่าน้าสิ่งนี้ใช่หรือไม่?” หม่าซิงถาม
หลินเสวี่ยจู๋พยักหน้า
หม่าซิงยิ้มร่า“เมื่อครู่ตอนกำลังพักข้าเห็นสาวใช้ของท่านนำก้อนหินมาเฉือนเถาวัลย์ ข้าจึงใช้กริชตัดมันออกมาหากหลินเหนียงจื่อ้าก็เอาไปเถิด”
หลินเสวี่ยจู๋ได้ยินเขาพูดเช่นนั้นก็ยินดียิ่งนักเถาวัลย์มีความยืดหยุ่นสูง แม่นมหม่ากับชุ่ยเอ๋อร์ไม่มีเครื่องมือย่อมไม่สะดวกที่จะเก็บเถาวัลย์
ขณะที่นางรับเถาวัลย์มาก็ถามหยั่งเชิง“ข้าซื้อกริชกับพวกท่านได้หรือไม่?”
หม่าซิงส่ายหน้าด้วยความลำบากใจ“ย่อมไม่ได้อยู่แล้ว เพียงแต่ข้าปลดโซ่ของหลินเหนียงจื่อกับครอบครัวได้”
ขณะที่พูดเขาก็หยิบกุญแจมาปลดโซ่ให้พวกหลินเสวี่ยจู๋เหลือไว้เพียงโซ่ที่ขาของหยวนซิวกับลู่โม่
หลินเสวี่ยจู๋รู้ว่าสองคนนี้มีวรยุทธ์ย่อมเป็เป้าหมายสำคัญที่เหล่าผู้คุมต้องจับตามอง
การปลดโซ่ถือเป็การมอบสิทธิพิเศษอย่างถึงที่สุดภายใต้ขอบเขตความสามารถของหม่าซิงแล้ว
หลินเสวี่ยจู๋แสร้งหยิบเงินสิบตำลึงจากมวยผมก่อนจะยัดใส่มือหม่าซิงอย่างเงียบๆ
คราวนี้หม่าซิงมีท่าทีสงบนิ่งเขารีบเก็บเงิน แล้วเดินกลับไปรวมกลุ่มกับเหล่าผู้คุม
หลินเจียย่วนรับเถาวัลย์ไปแล้วลงมือสานตะกร้าทันที
หลินเสวี่ยจู๋ใช้หวายสานหมวกฟางต่อไม่นานหมวกฟางที่มีใบไม้สีเขียวประดับอยู่ก็เสร็จเรียบร้อย
หลินเสวี่ยจู๋ถือมันไว้ในมือแล้วมองดูอยู่ครู่หนึ่งนางรู้สึกแปลกๆ เล็กน้อย เพียงแต่มีทรัพยากรจำกัด จึงไม่ใช่เวลาที่จะมาจู้จี้จุกจิก
นางสวมหมวกฟางบนศีรษะของหลินเจียย่วนทันที
หลินเจียย่วนรู้ว่าตนเองร่างกายอ่อนแอจึงได้รับการดูแลจากหลานสาวคนโตเป็พิเศษนางจึงไม่ได้ปฏิเสธ เพียงถอนหายใจก่อนจะเอ่ย “หมวกใบนี้สวมสบายนักหลานสาวฝีมือยอดเยี่ยมจริงๆ”
“อาหญิงชอบก็ดีแล้วเ้าค่ะ”
หลินเสวี่ยจู๋คาดว่าในยุคนี้ผู้คนน่าจะยังไม่มีแิเื่การสวมหมวกเขียว[1]จึงสานอีกใบแล้วสวมให้เหยียนต้าอย่างใจกว้าง
เหยียนต้าตกตะลึง“คุณหนูเสวี่ยจู๋ ไม่ได้ขอรับ นายท่านกับนายหญิงยังไม่มีหมวกเลย แล้วข้าจะมีก่อนได้อย่างไรขอรับ”
“แต่เ้าลำบากที่สุดนะ”หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ “ในเมื่อข้าให้แล้วเ้าก็สวมเถิดพูดมากไปจะส่งผลต่อความเร็วในการสานสิ่งต่างๆ ของข้านะ”
เหยียนต้าไม่กล้าพูดอีก จู่ๆก็รู้สึกว่ามีของเหลวอุ่นร้อนไหลลงมาจากหางตา ไม่รู้ว่าเป็เหงื่อหรือน้ำตาแห่งความซาบซึ้ง
ลู่ซื่อเห็นคนสกุลหลินต่างงานยุ่งมีเพียงนางที่ไม่มีอะไรทำ ก็ตัดสินใจนำกิ่งหลิวมาหลายกิ่ง แล้วเลียนแบบหลินเสวี่ยจู๋ด้วยการสานหมวกฟางขณะที่สานก็พบว่าเวลาราวกับจะเดินเร็วขึ้นมากโข
ร่างกายและจิตใจที่เดิมทีเหนื่อยล้าค่อยๆถูกลืมเลือนไป ยิ่งสานนางก็ยิ่งติดใจ เมื่อถึงเวลาตั้งค่ายพักแรม นางก็สานหมวกฟางให้หยวนซิวลู่โม่ และตนเองคนละใบ
เมื่อเห็นคนสกุลหลินสายรองสวมหมวกฟางลู่ซื่อก็รู้สึกคันไม้คันมือที่ตนเองยังไม่ได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เห็นแม่นมหม่ากำลังสานเสื่อจึงเดินเข้าไปใกล้และเรียนรู้เงียบๆ
ลู่โม่เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกขบขันเขาเอ่ยกับหยวนซิว “ข้าได้ยินว่าเมื่อก่อนท่านน้าชื่นชอบการแต่งกลอน ทว่าไม่ชอบงานเย็บปักถักร้อยเป็ที่สุดพี่สะใภ้เก่งกาจยิ่งนัก ทำให้ท่านน้าเปลี่ยนไปเสียแล้ว”
หยวนซิวไม่พูดไม่จา เพียงเหลือบมองหลินเสวี่ยจู๋อย่างเ็า
ต้องขอบคุณนางที่ทำให้พวกเขาสิบกว่าคนมีอะไรทำในขบวนเนรเทศนักโทษที่บรรยากาศอึมครึมตลอดทั้งบ่าย
นางไร้เดียงสาจริงๆหรือไม่รู้ว่าไม่อาจสวมหมวกให้ผู้อื่นตามอำเภอใจได้?
.............................
[1] สวมหมวกเขียวหมายถึง ถูกสวมเขา