บทที่ 25 เหยียดหยามต่อหน้า
ผ่านไปหนึ่งปีกับสิบรอบพระจันทร์…
ยามนี้ศิษย์รุ่นไป๋ลี่เฟยใกล้จะจบชั้นปีที่สองของการศึกษาแล้ว เหลือเพียงการออกป่าเพื่อหาสัตว์เทพหรือสัตว์อสูรมาให้สำเร็จก็จะถือว่าผ่านการทดสอบจบชั้นปี
ชาติใหม่นี้ไป๋ลี่เฟยได้โอกาสสนิทสนมกับฉือจี้ผ่ามากยิ่งกว่าเดิม เมื่อไม่ต้องเสียเวลาไปตามติดกับองค์ชายสามก็ดูเหมือนคุณหนูไป๋จะพัฒนาตนเองได้มากขึ้นจนไม่น่าเชื่อ ลี่เฟยเคยแอบคิดว่าหากนางไม่มัวแต่วนเวียนชีวิตรอบชายผู้นั้น นางอาจเป็ผู้มีปราณสีขาวไปแล้วก็เป็ได้
การฝึกวิชาสวมธาตุทำให้พลังปราณของทั้งไป๋ลี่เฟย และตงหม่าจางรุดหน้าขึ้นได้รวดเร็วกว่าเดิม ยามนี้ทั้งสองยืนอยู่เท่าเทียมกันในระดับสีเหลืองขั้นกลาง แต่พลังปราณเหลืองขั้นกลางนี้ ทั้งสองยังไม่อาจออกปราณได้สม่ำเสมอนัก ใช้ได้เพียงการเค้นออกมาเป็่สั้นๆ เท่านั้น ยิ่งปราณสูงยิ่งเลื่อนระดับให้สูงขึ้นได้ยาก การก้าวข้ามจากปราณเขียวมาเป็เหลืองก็นับว่าเก่งกาจแล้ว
“ลี่เฟยไปกัน เดี๋ยวจี้ผ่าจะรอนาน” เสียงของตงหม่าจางดังขึ้น
ไป๋ลี่เฟยหันมองศิษย์พี่ตงด้วยแววตาจับผิด “เดี๋ยวนี้อันใดก็จี้ผ่า ศิษย์พี่แอบชอบสหายรักของข้าแล้วหรือไม่”
“สหายของศิษย์น้องข้าก็ต้องดูแลตามปกติอยู่แล้ว” ตงหม่าจางให้คำตอบที่ฟังอย่างไรก็ไม่น่าเชื่อถือออกมา
เมื่อทั้งสองออกมาตรงหน้าเรือนเรียนของอาจารย์โฉ่ก็พบว่า ฉือจี้ผ่า หลินเจียจู หลินเจียหยุน โอจินโม่ และไป๋ช่างชาง ยืนรออยู่ก่อนแล้ว
“โอ๊ะ อยู่กันครบครันเช่นนี้ ใครเป็ผู้จับจองโต๊ะไว้เล่า” ไป๋ลี่เฟยเอ่ยถามออกไป
“่เวลาใกล้ทดสอบจบการศึกษาเช่นนี้ ศิษย์ปีสามต่างคลุกอยู่แต่ในเรือนอาจารย์ไม่มีใครออกมาหรอก มีแต่ข้า จินโม่ และเจียหยุนที่ทนอุดอู้ไม่ไหว อย่างไรก็มีที่นั่ง” ไป๋ช่างชางเป็ผู้ตอบออกมา
แท้ที่จริงแล้ว ไป๋ช่างชาง โอจินโม่ และศิษย์คนอื่นๆ จะนั่งกับองค์ชายหก แต่เมื่อองค์ชายหกไม่มาสำนักศึกษา ก็คล้ายว่ากลุ่มใหญ่ที่เคยนั่งรวมตัวกัน ก็กระจัดกระจายตัวไปนั่งกับผู้อื่นที่ตนสนิทกว่า ซึ่งการนั่งรวมกันเช่นนี้ก็ไม่ต่างอันใดกับชาติก่อน จะต่างก็ตรงที่ครานี้มีตงหม่าจางเพิ่มเข้ามา
“อย่างไรก็รีบไปเถิด มิเช่นนั้นอาจต้องนั่งแยกกัน” หม่าจางรีบพูดขึ้น ทำให้ทุกคนเร่งฝีเท้าอย่างพร้อมเพรียง
.
.
.
ยิ่งเข้าใกล้โรงสำรับ เสียงอื้ออึงยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ บ่าวประจำตัวของคุณหนูคุณชาย เร่งสาวเท้านำชุดอาหารมาวางบนโต๊ะที่เ้านายของตนเลือกนั่งลง รวมทั้งยังหยิบมาเผื่อแผ่ให้กับตงหม่าจางที่ไม่มีบ่าวติดตามมาด้วย
กลุ่มของไป๋ลี่เฟยพูดคุยอย่างออกรสจนกระทั่งรู้สึกว่าเสียงรอบข้างเงียบลงจึงได้เงยหน้าขึ้นมองรอบกาย
“นั่นมัน…ไม่จริงหน่า” ศิษย์ปีสามที่เหลืออยู่น้อยนิดหันไปกระซิบกระซาบกันด้วยไม่แน่ใจว่าสิ่งที่สังเกตเห็นบนศรีษะของซินหยานใช่ปิ่นขององค์ชายสามแน่หรือไม่ นั่นรวมไปถึงหลินเจียหยุนที่ยกมือขึ้นปิดปากของตน พร้อมกับหันมามองไป๋ลี่เฟยอย่างเป็ห่วงด้วย ศิษย์ปีสามในเวลานี้คือศิษย์รุ่นสุดท้ายที่ทันเรียนในสำนักกับองค์ชายสาม จึงทำให้จำปิ่นที่องค์ชายปักไว้เป็ประจำได้แม่ยำ
“เอ๋…นั่นมันปิ่นประจำตัวของญาติผู้พี่มิใช่หรือ เหตุใดอยู่บนผมคุณหนูรองมิใช่คุณหนูใหญ่” ศิษย์ผู้หนึ่งจากสกุลมู่โพล่งออกมาอย่างสับสน
“องค์ชายนำมามอบให้ผ่านมารดาของข้า” ซินหยานตอบพลางปักปิ่นหยกขาวให้ถูกผมบดบังไว้
สิ้นคำตอบนั้นเอง สายตาของคนทั้งโรงสำรับจ้องมองไป๋ลี่เฟย และไป๋ซินหยานสลับกันไปมา ลี่เฟยยกยิ้มขึ้นมาทันที นางคิดเอาเองว่าอาจเป็เพราะการเปิดทางไม่นั่งขวางลำของตนเอง จึงทำให้ในชาตินี้ความสัมพันธ์น่าไม่อายดำเนินไปไกล จนถึงขั้นมีของแลกแทนใจกันไว้เปิดเผย
“มิใช่ว่ามู่กุ้ยเฟยหมายจะให้คุณหนูใหญ่ไป๋เป็ชายาเอกหรือ” เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นเบาๆ เรียกสายตาไม่เป็มิตรให้มาตกอยู่บนตัวของไป๋ซินหยาน
“แหม…เื่เช่นนี้จะโทษกันได้หรือ ยังมิได้หมั้นหมายอย่างเป็ทางการ และหากพวกเ้าเปรียบเทียบระหว่างไป๋คนพี่และคนน้อง คนใดเล่าจะมีประโยชน์มากกว่า พวกพลังชั้นต่ำไร้อนาคต หรือผู้มีปราณตั้งต้นสูงส่งอย่างสหายข้า” เสิ่นหรงฮวาเอ่ยออกมาอย่างถือดี
หากย้อนกลับไปสองปีคงไม่มีผู้ใดเชื่อว่าเสิ่นหรงฮวาจะออกปากปกป้องบุตรฮูหยินรอง แต่เพราะการถูกลงโทษร่วมกันถึงหกรอบพระจันทร์ ทำให้คู่สหายสุดประหลาดถือกำเนิดขึ้น แม้คุณหนูเสิ่นจะยังมีนิสัยดูถูกคนเช่นเดิม แต่นางก็เปลี่ยนแปลงจากการดูถูกดูแคลนฐานะ มาเป็ดูิ่ผู้คนด้วยระดับพลังแทน
“ฮ่าๆๆ ฮ่าๆ คิก โอ๊ย ข้าหายใจไม่ทัน” ไป๋ลี่เฟยหลุดหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“หัวเราะอันใด นังไป๋ม่วง” หรงฮวาตะคอกออกมา โดยไม่สนใจคำห้ามปรามจากซินหยาน
“น้องข้าหัวเราะเ้านั่นแหละ มาจิกเรียกผู้อื่นว่าไป๋ม่วง ใครต่อใครก็รู้กันทั่ว ที่เ้าขึ้นมาเป็ระดับน้ำเงินได้ก็เพราะโอสถที่บิดาซื้อให้ทั้งสิ้น” ไป๋ช่างชางเหยียดหยามออกไป
“ข้าพูดกับนาง!” คุณหนูเสิ่นตวาดลั่น
“หรงฮวาพอเถิด คนมองหมดแล้ว” ไป๋ซินหยานกระซิบกระซาบกับสหายของตน
“แต่ข้า…” เสิ่นหรงฮวากำลังจะเถียงแต่ก็เงียบลง เมื่อสังเกตเห็นว่าไป๋ลี่เฟยกำลังมุ่งหน้ามาใกล้ตน “ข้าไม่ออมมือหรอกนะ เ้ากล้าก็เข้ามา”
ไป๋ลี่เฟยกดเสียงกระซิบให้ได้ยินเพียงแค่สามคน “เพียงแค่เลื่อนมาได้ถึงปราณน้ำเงินขั้นต่ำ มิได้แปลว่าจะไปสูงกว่านี้ได้ ระวังตัวไว้ ข้าอาจเหยียบหัวเ้าขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว…อยากพนันกันหรือไม่”
“พนันอันใด” ซินหยานเป็ฝ่ายถาม
“หากข้ามีพลังต่ำกว่าคุณหนูเสิ่น ข้าจะซื้อผลึกธาตุแจกศิษย์ในสำนักคนละหนึ่งชั่ง แต่หากข้ามีพลังสูงกว่าคุณหนูเสิ่นต้องเป็ฝ่ายแจก”
“ตกลง! พนันไม่ดูระดับ ตัวไร้ประโยชน์อย่างเ้า เตรียมตัวถูกบิดาของเ้าก่นด่าได้เลย” เสิ่นหรงฮวาตอบโดยไม่ฉุกคิด ผิดกับไป๋ซินหยานที่มองมาด้วยสายตากังวลหนักหนา
.
.
.
การตรวจระดับจะทยอยเกิดขึ้นก่อนการไปทดสอบประมาณสัปดาห์หนึ่งของทุกปี แต่จะไม่ใช่การมารวมตัวรับรู้โดยทั่วกันอย่างยามคัดเลือกศิษย์ก่อนเข้าเรียน เพียงแต่ข่าวคราวการท้าพนันแพราไปทั่วสำนัก ศิษย์ทุกชั้นปีจึงมารวมตัวดูผลว่าตนต้องไปทวงผลึกธาตุจากผู้ใด
“คุณหนูเสิ่นเชิญท่านก่อน” ไป๋ลี่เฟยเชื้อเชิญให้ฝ่ายตรงข้ามขึ้นไปก่อน
ผลที่ออกมาเป็ไปตามคาดหมาย แม้เสิ่นหรงฮวามีปราณสีน้ำเงินขั้นต่ำเท่าเดิม ตอกย้ำข่าวลือว่าหรงฮวาใช้ยาช่วย แต่ผู้คนก็ยังแสดงสีหน้ากังวลออกมาแทนไป๋ลี่เฟย เพราะนึกขึ้นได้ว่าคุณหนูไป๋ผู้ที่พวกตนคิดว่านิสัยดีกว่านั้น พลังปราณไม่เพิ่มขึ้นเลยั้แ่เข้าศึกษา โดยที่ไม่รู้เลยว่านางปกปิดปราณไว้ มิได้ปล่อยออกมา
“อย่าพึ่งกังวลแทนข้าไปล่วงหน้าเช่นนั้นสิเ้าคะ” ลี่เฟยก้าวขึ้นไปยืนบนหินวัดระดับ คุณหนูไป๋ตั้งใจค่อยๆ ปล่อยพลังปราณไล่จากม่วงขั้นต่ำจนไปหยุดที่น้ำเงินขั้นต่ำครู่หนึ่ง
“ท…เท่ากันได้อย่างไร” เสิ่นหรงฮวาพึมพำออกมาดวงตาเบิกกว้างอย่างใ