“คุณชายกู้คือคนที่ช่วยเ้าไว้” ท่านหมอบอกกับลิ่วจื่อ
ลิ่วจื่อลงจากเตียงมาคุกเข่าต่อหน้ากู้เยี่ยนเฉิง “ข้าขอบคุณคุณชายที่ช่วยชีวิตขอรับ”
กู้เยี่ยนเฉิงพยุงให้ลิ่วจื่อกลับไปนอนบนเตียง “จะลงจากเตียงมาทำไม ร่างกายของเ้ายังไม่ฟื้นตัวดีเลย”
“อาการของข้าดีขึ้นมาแล้วขอรับ ท่านหมอบอกว่าวันนี้ข้าสามารถออกจากโรงหมอได้แล้ว”
“ออกจากโรงหมอแล้วเ้าจะไปอยู่ที่ใด”
ลิ่วจื่อก้มหน้า ออกจากโรงหมอแล้วเขาจะไปอยู่ที่ใดน่ะหรือ บ้านก็ไม่มี เงินก็ไม่มี ญาติก็ไม่ยอมรับ เช่นนั้นก็คงต้องกลับไปเป็ขอทานเหมือนเดิมกระมัง
“ข้าสังเกตเห็นรอยด้านที่ฝ่ามือของเ้า คิดว่าเ้าคงเป็คนรู้หนังสือคนหนึ่ง” กู้เยี่ยนเฉิงถามเมื่อเห็นอีกฝ่ายเอาแต่ก้มหน้า “และหากจะให้ข้าเดาต่อ ข้าคิดว่าเ้าคงร่ำเรียนมาหลายปีแล้วกระมัง”
ลิ่วจื่อยังไม่ตอบคำถาม เขาสอบเป็ถึงซิ่วไฉได้แล้วจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อเขาไม่สามารถนำความรู้นั้นมาใช้หาเลี้ยงชีพได้เลย ทั้งยังต้องเก็บซ่อนตัวตนเพื่อไม่ให้คุณชายคนนั้นตามหาเขาเจอ
กู้เยี่ยนเฉิงยังคงพูดต่ออย่างใจเย็น “อีกไม่กี่เดือนข้าก็ต้องไปสอบซิ่วไฉในตัวจังหวัดจึงจำเป็ที่ต้องมีผู้ติดตาม ข้ารู้สึกถูกชะตากับเ้ายิ่งนัก เ้าอยากมาเป็ผู้ติดตามของข้าหรือไม่”
ลิ่วจื่อรีบเงยหน้าขึ้นมามองกู้เยี่ยนเฉิง คุณชายท่านนี้รู้สึกถูกชะตากับเขาและอยากรับเขาไปเป็ผู้ติดตามอย่างนั้นหรือ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าญาติพี่น้องหรือแม้แต่คนในหมู่บ้านต่างก็เรียกเขาว่าตัวซวย ท่านพ่อท่านแม่ต้องมาเสียชีวิตเพียงเพราะอยากขึ้นเขาไปหาอาหารดีๆ มาให้เขากิน หลังจากท่านพ่อท่านแม่เสียชีวิต เขาก็ตระเวนไปอาศัยอยู่ตามบ้านญาติ และไม่ว่าเขาจะไปอาศัยอยู่กับใคร บ้านหลังนั้นหากไม่มีคนเจ็บก็ต้องมีคนตาย ฉายาตัวซวยจึงติดตัวเขามาั้แ่นั้น
“ข้าขอบคุณคุณชายกู้มากขอรับ แต่ข้ามันเป็คนอับโชคและยังเป็ตัวซวย คนอย่างข้าไม่เหมาะที่จะไปอยู่กับใครหรอกขอรับ”
“ภรรยาของข้าเคยกล่าวไว้ เราไม่สามารถกำหนดโชคชะตาได้ แต่เรากำหนดอนาคตของตัวเองได้”
ลิ่วจื่อคิดทบทวนคำพูดนั้นอยู่นาน นั่นสินะ...ไม่ว่าจะเป็ตัวซวยหรือตัวอับโชคล้วนเป็สิ่งที่ผู้อื่นตราหน้าเขา และที่เขาต้องมาเป็ขอทานไร้บ้านก็เพราะเขาไม่กล้าที่จะลุกขึ้นสู้ ต่อให้คุณชายผู้นั้นยังเห็นเขาอาศัยอยู่ในอำเภอเสียนหู่แล้วอย่างไร แม้จะต้องเอาชีวิตเข้าแลก เขาก็ต้องลองลุกขึ้นสู้ดูสักครั้ง
ลิ่วจื่อลงไปคุกเข่าต่อหน้ากู้เยี่ยนเฉิงอีกครั้ง “ข้าขอติดตามคุณชายขอรับ”
ท่านหมอเห็นว่าเ้านายกับลูกน้องคงมีเื่ที่ต้องคุยกัน เวลานี้เขากลายเป็คนนอกแล้ว ท่านหมอจึงออกจากห้องพักและปิดประตูให้ทั้งสองคน
เมื่อเห็นท่านหมอออกจากห้องไป กู้เยี่ยนเฉิงจึงถาม “เ้าเคยร่ำเรียนถึงระดับใดแล้ว”
“เรียนคุณชาย ความจริงแล้วข้าสอบซิ่วไฉผ่านมาหลายปีแล้ว แต่เพราะข้าไปทำให้คุณชายคนหนึ่งขัดเคืองใจ หลังจากนั้นข้าก็ไม่สามารถกลับไปที่สำนักศึกษาได้อีก ประกอบกับเงินเก็บและสมบัติที่ท่านพ่อท่านแม่ทิ้งไว้ให้ ข้าได้ขายไปหมด เมื่อไม่มีเงินไม่มีงาน ข้าจึงต้องกลายมาเป็ขอทานจนถึงทุกวันนี้ขอรับ” ลิ่วจื่อบอกความจริง แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะยังมีเื่หนึ่งที่เขาไม่อาจบอกใครได้
“ความรู้ของเ้ามีมากกว่าข้าเสียอีก” กู้เยี่ยนเฉิงยิ้ม “พี่ลิ่ว ต่อไปข้าจะเรียกท่านอย่างนี้ก็แล้วกัน”
“ไม่ได้ขอรับคุณชาย ข้าเป็เพียงบ่าว ข้าไม่อาจตีตนเสมอท่านได้” ลิ่วจื่อรีบปฏิเสธ
“แม้ท่านจะเป็ผู้ติดตามของข้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะให้ท่านมาเป็บ่าวรับใช้ของข้านะขอรับ ต่อจากนี้เราจะเป็ดั่งสหายและเป็ดั่งพี่น้อง พี่ลิ่ว...วันหน้าข้าคงต้องพึ่งพาความสามารถของท่านแล้ว”
“คุณชายกู้...” ลิ่วจื่อร้องไห้ออกมาทันที นานเพียงใดแล้วที่เขาไม่ได้รับการปฏิบัติที่ดีเช่นนี้
“ท่านหมอบอกว่าวันนี้ท่านสามารถกลับบ้านได้เลย ท่านจะกลับบ้านไปพร้อมกับข้าเลยหรือไม่” เมื่อเห็นลิ่วจื่อพยักหน้ารับ กู้เยี่ยนเฉิงจึงพูดต่อ “แต่ข้ายังต้องไปทำธุระที่สถานที่หนึ่งก่อน ท่านอาจจะต้องตามข้าไปด้วย ท่านสะดวกหรือไม่”
“าแของข้าเป็เพียงาแภายนอกและไม่ได้หนักหนาอะไรมากมาย ต่อให้ต้องเดินอีกยี่สิบลี้โดยไม่พัก ข้าก็เดินไหวขอรับ”
กู้เยี่ยนเฉิงเลือกที่จะพาลิ่วจื่อเดินมาที่หมู่บ้านกู้เจี่ย วันนี้เขาตั้งใจเอาโฉนดที่ดินมาให้ท่านอารอง หากท่านอารองเห็นเขานั่งรถม้า ท่านอารองต้องส่งคนไปสืบเื่ของเขาเป็แน่ และถ้าท่านอารองรู้ว่าภรรยาของเขากำลังจะได้เป็ลูกสาวบุญธรรมของตระกูลเฟิ่งแห่งเมืองหลวง ถึงตอนนั้นปัญหาต่างๆ ก็จะตามมาอีกมากมาย สู้เขาทำตัวให้เป็ปกติ ให้ท่านอารองคิดว่าเขากับภรรยาเป็คนยากจนเหมือนแต่ก่อนจะดีที่สุด
แต่กู้เยี่ยนเฉิงกลับไม่ได้สังเกตลิ่วจื่อเลยว่าเวลานี้ที่หน้าผากของลิ่วจื่อเต็มไปด้วยเหงื่อ ลิ่วจื่อเดินด้วยขาที่ไม่มั่นคงเท่าไหร่ เขาจะจำหมู่บ้านแห่งนี้ไม่ได้ได้อย่างไรกัน ‘วันนี้คุณชายบอกว่าจะกลับมาจัดการธุระเื่ที่ดิน เพราะที่ดินผืนนั้นถูกไฟไหม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายช่วยข้าด้วย...ขออย่าให้เป็บ้านหลังนั้นเลยนะขอรับ’
แต่คำขอของลิ่วจื่อกลับไม่เป็ผล ตอนนี้เขายืนอยู่บนที่ดินว่างเปล่า ที่ตรงนี้เคยเป็บ้านของท่านลุงท่านนั้น และเขาเป็คนทำร้ายท่านลุงจนท่านลุงต้องตาย
“คุณชาย...” ลิ่วจื่อคุกเข่าลงทั้งน้ำตา “ข้า...ข้าทำความผิดที่ไม่อาจอภัยได้ คุณชายส่งตัวข้าไปให้ทางการเถิดขอรับ”
“พี่ลิ่วท่านทำอะไร ท่านลุกขึ้นก่อนขอรับ”
“คุณชาย ข้าทำผิดต่อท่านอย่างใหญ่หลวง ท่านส่งตัวข้าให้ทางการเถิดขอรับ” ลิ่วจื่อยังร้องไห้ไม่หยุด
กู้เยี่ยนเฉิงไม่รู้จะทำอย่างไร หากมีคนมาเห็นจะไม่หาว่าเขารังแกผู้อื่นหรือ เขาฉุดลิ่วจื่อให้ไปนั่งที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกล จากนั้นเขาก็รีบไปบ้านท่านอารองเพื่อเอาโฉนดที่ดินไปมอบให้ หลังจากนี้เขากับท่านอารองก็ไม่ต้องมาเจอกันอีกแล้ว
กู้เยี่ยนเฉิงรีบกลับมาดูลิ่วจื่อ ยังดีที่ลิ่วจื่อยังนั่งอยู่ที่เดิม เพียงแต่ลิ่วจื่อกลับร้องไห้หนักขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
“พี่ลิ่ว ท่านบอกข้ามาเถิดขอรับว่าท่านเป็อะไร ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่ายังดีๆ อยู่หรือ อีกอย่างทำไมท่านถึงบอกให้ข้าเอาตัวท่านไปส่งทางการด้วยขอรับ”
“คุณชาย ข้าทำผิดต่อท่านขอรับ ข้าทำผิดต่อท่าน”
กู้เยี่ยนเฉิงไม่รู้จะทำอย่างไร เขาปล่อยให้ลิ่วจื่อนั่งร้องไห้อยู่อย่างนั้น ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม ลิ่วจื่อจึงหยุดร้องไห้
“ตกลงว่าท่านจะบอกข้าได้หรือยังว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมท่านถึงเอาแต่ขอโทษและอยากให้ข้าพาตัวท่านไปส่งทางการ” กู้เยี่ยนเฉิงจ้อง “บอกความจริงข้ามาเถิด”
ลิ่วจื่อคุกเข่า “ยังมีเื่หนึ่งที่ข้าไม่ได้บอกท่าน ก่อนที่ข้าจะมาเป็ขอทาน ข้าเคยทำงานรับใช้จวนสกุลโจวมาก่อน ตอนนั้นคุณหนูโจวสั่งให้เราไปพังบ้านของบัณฑิตคนหนึ่งเพื่อระบายความโกรธ ข้าเป็หนึ่งในคนกลุ่มนั้น แต่ไม่นึกว่าวันนั้นข้าจะพลั้งมือทำให้ท่านลุงผู้นั้นต้องตาย ด้วยเพราะกลัวความผิด หัวหน้าของข้าจึงจุดไฟเผาบ้านเพื่ออำพรางคดีว่าเป็เพียงเหตุเพลิงไหม้ธรรมดาไม่ใช่เหตุฆาตกรรม”
กู้เยี่ยนเฉิงตัวแข็งทื่อไปทันที “ท่านหมายความว่าท่านพ่อของข้าถูกท่าน...”
“คุณชาย ข้าไม่รู้จะว่าจะชดใช้ความผิดนั้นได้อย่างไร” ลิ่วจื่อล้วงมีดพกที่ตนเองมักจะพกติดตัวไว้เสมอขึ้นมา เขายกมือขึ้นแล้วตัดนิ้วก้อยและนิ้วนางด้านขวาของตนเองออกทันที ไม่เท่านั้นเขายังเอามีดสั้นเล่มนั้นแทงไปที่ท้องของตัวเองอีก “ข้าขอชดใช้ความผิดด้วยชีวิตของข้าขอรับ”
แม้จะเสียใจ แต่กู้เยี่ยนเฉิงก็ไม่อาจเห็นคนตายไปต่อหน้าได้ อีกทั้งลิ่วจื่อยังเคยทำงานรับใช้ตระกูลโจวมาก่อน เขาจำเป็ต้องพาลิ่วจื่อกลับไปให้ท่านหมอรักษาอาการอีกครั้ง ไม่แน่ว่าลิ่วจื่ออาจจะช่วยให้เขาแก้แค้นโจวม่านหรูได้ ‘โจวม่านหรู เ้าคือต้นเหตุที่ทำให้ท่านพ่อของข้าต้องตาย ครั้งนี้ข้าจะทำให้เ้าต้องชดใช้’
กู้เยี่ยนเฉิงเฝ้าอาการของลิ่วจื่ออยู่ที่โรงหมอ ถังหลีกับเฟิ่งเฮ่าจึงติดตามมาอยู่เป็เพื่อนเขา
“ตกลงว่าลิ่วจื่อผู้นี้มีที่มาอย่างไร” เฟิ่งเฮ่าถาม ก่อนหน้านี้คนขับรถม้ากลับไปรายงานเขาว่ากู้เยี่ยนเฉิงเฝ้าอาการของลิ่วจื่ออยู่ที่โรงหมอ แต่น้องสาวไม่เชื่อ เพราะคิดว่ากู้เยี่ยนเฉิงอาจจะถูกคนของโจวม่านหรูมาลอบทำร้ายเหมือนที่ผ่านมา เมื่อน้องสาวยืนยันจะมาที่โรงหมอให้ได้ เขาจึงต้องมากับน้องสาวด้วย
“ลิ่วจื่อเคยทำงานสกปรกให้กับตระกูลโจว และวันที่บ้านของข้าไฟไหม้ เขาก็อยู่ที่นั่นด้วยขอรับ” กู้เยี่ยนเฉิงไม่ได้บอกว่าลิ่วจื่อเป็คนทำร้ายจนท่านพ่อของเขาต้องตาย เขามีใจที่จะแก้แค้นให้ท่านพ่อ แต่ชีวิตที่ผ่านมาของลิ่วจื่อก็ไม่ง่ายนัก หากเดาไม่ผิด คุณชายที่บีบคั้นให้ลิ่วจื่อต้องเดินบนเส้นทางนี้คงเป็โจวเหวินฉิง เช่นนั้นถ้าจะโทษก็ต้องโทษว่าเื่เลวร้ายทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเขาและลิ่วจื่อล้วนมีต้นเหตุมาจากตระกูลโจวทั้งสิ้น
กู้เยี่ยนเฉิงนอนเฝ้าลิ่วจื่ออยู่ที่โรงหมอ ส่วนเฟิ่งเฮ่าพาถังหลีกลับบ้าน เพราะไม่สะดวกนักที่จะให้ถังหลีพักอยู่ที่โรงหมอด้วย เวลาผ่านไปหนึ่งคืนแต่กู้เยี่ยนเฉิงไม่อาจข่มตาให้หลับได้ จนกระทั่ง่สายของอีกวันลิ่วจื่อก็ฟื้น
กู้เยี่ยนเฉิงรู้สึกว่าคนป่วยที่นอนอยู่บนเตียงเริ่มขยับตัว “พี่ลิ่ว ท่านฟื้นแล้ว”
“คุณชายกู้ ท่านช่วยชีวิตข้าไว้หรือขอรับ” ก่อนหน้านี้ลิ่วจื่อนอนรักษาตัวที่ห้องนี้อยู่หลายวัน เขาจะจำไม่ได้ได้อย่างไรว่าที่นี่คือโรงหมอ “ท่านช่วยข้าไว้ทำไม ท่านไม่โกรธข้าหรือขอรับ”
“ข้าก็ไม่รู้ว่าข้ารู้สึกอย่างไร แต่การที่จะปล่อยให้ท่านตายไปต่อหน้าต่อตา ข้าก็ทำไม่ได้ อีกอย่าง...” กู้เยี่ยนเฉิงจ้องลิ่วจื่อ “ท่านเลือกที่จะจบชีวิตตนเองเพื่อชดใช้ความผิด ข้าคิดว่าวิธีนี้มันง่ายเกินไป ทำไมท่านไม่ทำความดีเพื่อชดใช้ความผิดแทนเล่า”
“ท่านหมายความว่าอย่างไร”
“ในเมื่อเื่ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะตระกูลโจว เช่นนั้นเรามาทำลายตระกูลโจวด้วยกันไม่ดีกว่าหรือ”
“แต่เื่ของบิดาท่าน...” ลิ่วจื่อน้ำตาไหลอย่างห้ามไม่อยู่ “ข้าจะไปสู้หน้ากับครอบครัวของท่านได้อย่างไรขอรับ”
“ข้ายังไม่ได้บอกใครเื่นี้ ท่านก็ไม่จำเป็ต้องบอกให้ใครรู้ พี่ลิ่ว...เชื่อข้าเถอะ แทนที่จะจบชีวิตของตัวเอง ท่านสามารถทำความดีเพื่อชดใช้ความผิดได้”