บทที่2-2คติประจำใจ
“จิ่งเทียน เ้าเป็ผู้ชายเหตุใดจึงร้องไห้ออกมาเช่นนี้”
“จงจำไว้ว่า ลูกผู้ชายเหงื่อออกได้เืไหลได้ แต่ห้ามหลั่งน้ำตา”
“แต่น้องจิ่งเทียน ยังเป็เด็กอยู่เลยนะเ้าคะ”หวังิซินเอ่ยคัดค้านหลิวอี้โจว
“เขาอายุเจ็ดปี ไม่นับว่าเป็เด็กตอนที่ข้าอายุเท่าเขาก็เริ่มเรียนรู้ทำการค้ากับท่านพ่อแล้ว”
‘นั่นมันท่านเ้าค่ะ ตอนข้าอายุเจ็ดปียังวิ่งรอบสวนผักอยู่เลยเ้าค่ะ’
“ข้าขอโทษขอรับพี่อี้โจวต่อไปข้าจะเข้มแข็งให้มากกว่านี้ขอรับ” หลิวจิ่งเทียนกล่าวกับพี่ชายของตน
“ดีมาก”
หลิวอี้โจวเดินตามหาน้องชายที่ไม่รู้ว่า ไปวิ่งซุกซนอยู่ที่ใดจนกระทั่งได้ยินคำพูดของเด็กสาวที่เอ่ยคำปลอบประโลมจิตใจน้องชายของตนเองเขามีอายุมากกว่าน้องชายถึงแปดปี น้องชายของเขาช่างน่าสงสารยิ่งนัก จดจำใบหน้าบิดาและมารดาของตนเองมิได้เพราะหลังจากบิดาและมารดาให้กำเนิดจิ่งเทียนได้เพียงสองปีก็โชคร้ายประสบเหตุเภทภัยจนถึงแก่ชีวิตทั้งคู่เขาผู้เป็พี่ชายจึงต้องทำหน้าที่เลี้ยงดูน้องชายคนนี้แทนบิดามารดา
ครอบครัวของเขาทำการค้ารับขนส่งสินค้าทางเรือ สำนักคุ้มภัย และร้านแลกเงินซึ่งครอบครัวของคุณหนูผู้นี้ก็เป็หนึ่งในลูกค้าของเขาตัวเขาเป็วรยุทธเพราะได้รับการฝึกฝนจากบิดาและอาจารย์ั้แ่เด็กแต่น้องชายของเขายังไม่ได้เรียนวรยุทธจึงได้ถูกเด็กพวกนั้นรังแกเป็ความเลินเล่อของเขาเองที่ยังไม่ได้จัดหาอาจารย์สอนวรยุทธให้น้องชาย
“น้องจิ่งเทียนนี่คือขนมที่พี่สาวของข้าเป็คนคิดขึ้น ยังไม่ได้ออกขายที่ร้านฉิงเล่อข้าขอมอบให้เ้า” ิซินยื่นห่อขนมให้กับเด็กชาย ซึ่งตนเองตั้งใจนำติดตัวมาเพื่อนั่งกินขนมท่ามกลางทิวทัศน์งดงามที่สามารถมองเห็นคลื่นทะเลได้
“ขอบคุณมากขอรับพี่ิซินขนมของร้านฉิงเล่ออร่อยทุกอย่างเลยขอรับ ข้าชอบกินมาก”หลิวจิ่งเทียนกล่าวขอบคุณหวังิซิน
“พี่สาวของข้าเป็คนคิดขึ้นทุกอย่างแต่ขนมที่ข้าให้เ้าไป เป็ฝีมือของข้าเอง พี่สาวเป็คนสอนข้าทำ”
“ข้าขอขอบคุณ คุณหนูิซินแทนน้องชายด้วยแต่คุณหนูเป็สตรี เหตุใดจึงออกมาเดินด้านนอกเพียงลำพังโดยไม่มีสาวใช้ติดตามเยี่ยงนี้ข้าขอเตือนให้คุณหนูระมัดระวังตัวให้มาก และชายหญิงย่อมแตกต่างจึงควรเว้นระยะห่างระหว่างกัน”
หวังิซินรู้สึกอึ้งและใที่เขาเอ่ยกับนางเยี่ยงนี้ แม้แต่พวกพี่ๆ ของนางทั้งสี่คนยังมิเคยว่ากล่าวนางเช่นนี้มาก่อน เขากับนางเพิ่งพบเจอกันครั้งแรกเหตุใดเขาจึงกล้าเอ่ยวาจาเช่นนี้กับนาง ในระหว่างที่นางกำลังสรรหาคำพูดที่จะตอบโต้เขากลับตัดบทนางด้วยการกล่าวว่า
“ข้ากับน้องชายคงต้องขอตัวก่อนคุณหนูเองก็ควรกลับเข้าไปข้างในได้แล้ว”
นั่นคือครั้งแรกที่นางได้พบเจอสองพี่น้องตระกูลหลิวถึงแม้ว่านางจะไม่ชอบหน้าของคนผู้เป็พี่ แต่นางกลับสนิทสนมกับผู้เป็น้องผู้ที่มีอายุน้อยกว่านางสี่ปี คนที่ทำให้นางรู้สึกว่า นางมีน้องชายเพิ่มมาอีกคน
“คารวะคุณหนูิซินขอรับ”เสียงเรียกของบุรุษผู้หนึ่งดึงนางออกจากภวังค์ความคิด
“คารวะท่านหัวหน้ามือปราบต่งต๋าเหวียนเ้าค่ะ”ิซินยอบกายเพื่อคารวะท่านมือปราบหนุ่ม
“ยวี่ถง ขอคารวะท่านหัวหน้ามือปราบต่งเ้าค่ะ”เพื่อนสนิทของนางเอ่ยคารวะผู้มาใหม่เช่นกัน
“คารวะคุณหนูหยางขอรับ”
“ท่านหัวหน้ามือปราบมาถึงนานหรือยังเ้าคะ”ิซินเอ่ยถามชายหนุ่ม
“ข้าเพิ่งมาถึงพอดีเห็นคุณหนูิซินอยู่ทางนี้ จึงเดินมาทักทายกับคุณหนูเสียก่อน”
“เยี่ยงนั้นข้าจะให้เพ่ยฟางนำทางไปส่งที่โต๊ะของกลุ่มท่านมือปราบนะเ้าคะ”
“ขอบคุณ คุณหนูิซิน”
หวังิซินมองตามสาวใช้ตัวน้อยของนางที่เดินนำทางท่านหัวหน้ามือปราบอยู่ด้านหน้าส่วนเพื่อนสนิทที่ยืนอยู่ด้านข้างของนาง ได้เอ่ยกับนางว่า
“ข้ารู้สึกมาตั้งนานแล้วว่าท่านหัวหน้ามือปราบให้ความสนใจในตัวเ้ามากกว่าสตรีผู้อื่น เขาเป็บุรุษรูปงามเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงานมีอนาคตไกล ชาติตระกูลดี เ้ามีความคิดเห็นเยี่ยงไรกับเื่นี้”
“ข้าไม่สนใจเื่พวกนี้หรอกข้าสนใจแต่เื่หาเงิน เพราะข้ามีคติประจำใจที่ว่า”
“ไม่มีสามีก็ได้ ขอแค่มีเงินก็พอเ้าค่ะ”เป็คนที่ยืนด้านข้างของหวังิซิน ที่แย่งเอ่ยคติประจำใจออกมา
“ข้าฟังเ้าพูดหลายครั้งจนข้าจำคติประจำใจของเ้าได้แล้ว แต่ข้าจะคอยดูว่าเมื่อใดที่เ้าเจอคนที่ถูกใจและชอบจริงๆเ้ายังจะยืนกรานทำตามคติประจำใจของเ้าอยู่อีกหรือไม่”
“เหมือนกับที่เ้ารักใคร่ชอบพอกับคุณชายหมินเหยียนเล่ยจนได้หมั้นหมายกันเช่นนั้นเหรอ”
หวังิซินทำหน้าทะเล้น แล้วเหลือบมองใบหน้าเพื่อนสนิทของตนเองที่ตอนนี้นิ่งเงียบและแก้มได้เปลี่ยนเป็สีแดง เนื่องจากความเขินอาย จากนั้นจึงเอ่ยต่อว่า
“ก็คงต้องรอดูว่า จะมีวันนั้นหรือไม่เพราะข้ายังมิเคยรู้สึกชอบบุรุษผู้ใดมากกว่าเงิน”
ั้แ่วันที่นางได้พูดคุยกับพี่สาวของตนเกี่ยวกับเื่ของสามีภรรยา ทำให้นางมีความคิดและมีคติประจำใจข้อนี้ขึ้นมาซึ่งนั่นก็ทำให้มารดาของนางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันปวดหัวขึ้นมาอีกรอบ
หวังิซินกำลังนั่งดูงิ้วจากคณะของพระเอกที่นางชอบนางมิได้ชอบหน้าตาของเขา แต่ชอบน้ำเสียงที่ไพเราะของเขา ตัวนางเองก็มีความสามารถทางด้านดนตรีและยังได้รับการชมเชยจากอาจารย์สอนดนตรีอยู่บ่อยๆ ว่ามีพร์ทางด้านนี้ตรงกันข้ามกับอาจารย์ที่สอนนางเขียนหนังสือและแต่งกลอนที่ต่างถอนหายใจให้กับคำกลอนที่นางแต่งขึ้น
พี่สามเคยเอ่ยกล่าวต่อหน้าคนในครอบครัวว่าดรีมได้เข้าฝันเอ่ยบอกกับพี่สามว่า
“ซินเอ๋อร์มีการพัฒนาของสมองซีกขวาที่ดีเยี่ยมแต่สมองซีกซ้ายกลับไม่ค่อยทำงาน”
นางไม่ประจักษ์แจ้งในสิ่งที่ดรีมกล่าวกับพี่สามอะไรคือสมองซีกขวา และอะไรคือสมองซีกซ้าย แต่ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยถามเพราะทุกคนในครอบครัวของนาง ต่างนั่งฟังในสิ่งที่พี่สามเอ่ยโดยไม่มีผู้ใดสงสัยหรือเอ่ยถามอะไรออกมา นางจึงต้องนิ่งเงียบและเก็บความสงสัยไว้ในใจ
‘เพราะกลัวว่า คนอื่นจะหาว่า นางโง่!’
แต่นางก็เชื่อมั่นในคำบอกกล่าวของดรีมเพราะดรีมไม่เคยบอกเื่ที่ไม่เป็ความจริง และดรีมก็ไม่เคยผิดพลาดเลยสักครั้ง
หลังงานเลี้ยงเลิก ครอบครัวของหวังิซินพำนักค้างคืนอยู่ที่อำเภออู่โหวหนึ่งคืนพรุ่งนี้จึงเดินทางกลับตำบลฉางสุ่ย แต่นางยังคงอยู่ที่อู่โหวต่อด้วยว่าพรุ่งนี้นางจะเข้าไปตรวจกิจการร้านค้าของนาง
(*ตําบลฉางสุ่ยตั้งอยู่ในอําเภออู่โหวเมืองเฉิงตือ มณฑลเสฉวน)