Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    บทที่ 90 เขตแดนรังมังกร

                ลมหายใจมังกรมารทำลายล้าง!


                ครืนนนน


                เพลิงไฟโลกันต์สีแดงดำพวยพุ่งออกไปจากปากของกุ้ยหลงในร่างจิตวิญญาณมังกรมารทุกอย่างเกินขึ้นรวดเร็วจนเกินไป อีกทั้งร่างกายของกุ้ยหลงยังมีสีที่กลมกลืนไปกับห้วงราตรีเป็นอย่างมากไม่มีใครสามารถสังเกตุเห็นร่างกายของมังกรสีม่วงดำนั้นได้เลยแม้แต่น้อยราวกับเปลวไฟพวยพุ่งออกมาจากความมืดในยามราตรี


                “นั่นมันอะไร!”


                  “หลบเร็วเข้า!”


                  ตู้มมมมมม!!


                  เปลวเพลิงสีแดงดำอันท่วมท้นด้วยความร้อนเข้าปะทะใจกลางของกลุ่มสองสำนักใหญ่ที่อารักษ์ขาบริเวณทางเข้าแดนลับทะเลปีศาจศิษย์ของทั้งสองสำนักต่างกระโดดหลบหนีตายกันอย่างจ้าละหวั่นมีบางคนที่ไม่สามารถหลบพ้นกลับถูกเปลวเพลิงโลกันต์ของมังกรมารเผาทำลายร่างจนเป็นเถ้าถ่านในทันที


                แต่ในตอนนั้นเองที่ได้มีเงาร่างสองสายพุ่งร่างขึ้นสู่ด้านบนเขม่าควันไฟถูกแหวกออกเป็นทางราวกับถูกผ่าเฉือนด้วยมีดอันแหลมคม เป็นร่างของหยางปินที่ขี่มังกรวายุหางหนามบินขึ้นไปนั่นเองมังกรวายุหางหนามวาดปีกของตนออกไปและก่อให้เกิดลมพายุที่แหลมคมราวกับใบดาบก็ไม่ปานใบดาบสายลมเข้าทำลามม่านควันและพุ่งเข้าสู่ร่างของมังกรมารในทันทีแต่กุ้ยหลงหาได้ถูกเล่นงานง่ายๆเพียงนั้นไม่กุ้ยหลงในร่างมังกรมารหุบปีกและหมุนตัวอย่างรวดเร็วจนหลบรอดคมดาบสายลมเหล่านั้นอีกทั้งยังพุ่งร่างลงสู่เบื้องล่างได้อย่างรวดเร็ว


                เมื่อร่างของกุ้ยหลงเข้าใกล้มังกรวายุหางหนามในทันใดนั้นเองที่ชายชราในร่างมังกรก็ได้กางปีกของตนออกมาเพื่อหยุดการเคลื่อนที่ของตนกลางอากาศในพริบตาเมื่อกางปีกออกมาทำให้หยางปินและมังกรวายุหางหนามสามารถเห็นร่างกายของกุ้ยหลงได้อย่างถนัดตาร่างของมังกรเกล็ดม่วงอันชั่วร้ายและในปากของมังกรตรงหน้ากลับมีเปลวเพลิงกำลังปะทุอยู่ภายในจนสามารถมองเห็นได้


                ลมหายใจมังกรมารทำลายล้าง!


                ตู้มมมมม!


                  เปลวเพลิงโลกันต์สีแดงดำได้พุ่งออกจากปากของกุ้ยหลงในทันทีเปลวเพลิงเหล่านั้นเข้าปะทะใส่ร่างของมังกรวายุหางหนามอย่างถนัดถนี่ กุ้ยหลงนั้นได้หลบการโจมตีของมังกรวายุหางหนามและได้ใช้ปีกครอบคลุมร่างของตนเองเพื่อเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่ลงมาจากเบื้องบนอีกทั้งยังใช้เพื่ออำพรางการโจมตีของตนอีกด้วย


                มังกรวายุหางหนามร้องออกมาอย่างเจ็บปวดบาดแผลจำนวนมากปรากฏขึ้นบนร่างของมันเป็นแผลไหม้นับไม่ถ้วนอีกทั้งเปลวเพลิงเหล่านั้นยังแฝงไว้ด้วยการโจมตีทางวิญญาณอันชั่วร้ายของจิตวิญญาณมังกรมารซึ่งการโจมตีทางวิญญาณเหล่านั้นมีความใกล้เคียงกับพลังในศาสตร์มรณะเป็นอย่างมาก


                ทางด้านหยางปินที่ไหวตัวได้ทันก็ได้กระโดดหลบฉากออกไปในทันทีอีกทั้งยังได้วาดฝ่ามือของตนและรวบรวมปราณดาบสายลมไว้ในมือก่อนที่จะวาดออกไปทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วอีกทั้งมังกรวายุหางหนามได้สลายกลายเป็นละอองปราณกลับเข้าสู่ห้วงวิญญาณของหยางปินอีกครั้ง


                “ตายเสียเถอะเจ้าเดรัจฉานชั่ว!” หยางปินตะโกนออกมาพร้อมกับปลดปล่อยพลังปราณวายุออกมาปราณเจ็ดสำเนียงสีเขียวหยกขั้นสูงสุดถูกปลดปล่อยออกมา รอบร่างของหยางปินราวกับเป็นแดนต้องห้ามที่เต็มไปด้วยวายุเชือดเฉือนอันแหลมคมไม่ว่าสิ่งใดก็ตามก็ไม่อาจผ่านเข้ามาได้โดยง่าย!


                  ปราณดาบวายุโหมกระหน่ำเข้าสู่ร่างของกุ้ยหลงอย่างแม่นยำแต่ในตอนนั้นเองที่ร่างกายของมังกรมารได้เปล่งรัศมีปราณสีดำขึ้นครอบคลุมร่างกายราวกับเป็นกำแพงปราณที่ขวางกั้นไม่ให้คมดาบวายุเหล่านั้นผ่านเข้ามาปราณดาบเพียงหยิบมือเท่านั้นที่สามารถผ่านม่านลมปราณเหล่านั้นเข้ามาได้


                ในตอนนั้นเองที่กุ้ยหลงได้หุบปีกของตนเองและดึงดูดปราณที่ปกป้องร่างของตนเองกลับมาสะสมไว้ที่ปีกทั้งสองข้างปีกทั้งสองข้างเปล่งรัศมีสีดำม่วงอันลี้ลับเมื่อปราศจากปราณปกป้องกายจึงทำให้ปราณดาบวายุเหล่านั้นเข้าทำร้ายร่างกายของกุ้ยหลงได้อย่างง่ายดายหยางปินเผยรอยยิ้มออกมาอย่างพอใจที่โจมตีอีกฝ่ายได้สำเร็จในที่สุดแต่ในชั่วพริบตานั้นเองที่เขารู้สึกแปลกประหลาดในทันใดนั้นเองที่หยางปินเร่งพุ่งร่างหนีไปในทันทีด้วยสัญชาตญาณที่ร้องเตือน


                คลื่นมังกรมารวิปลาส!!


                  ครืนนนนน


                กุ้ยหลงกางปีกออกพร้อมกับหมุนร่างของตนอย่างรวดเร็วราวกับพายุปราณที่ถูกสะสมไว้ในปีกถูกวาดออกรอบตัวราวกับใบดาบปราณสุดชั่วร้ายกลิ่นไอแห่งความตายคละคลุ้งไปทั่วทั้งบริเวณเส้นแสงปราณเหล่านั้นที่บังเกิดจากการวาดปีกของกุ้ยหลงได้พุ่งผ่านหน้าของหยางปินไปอย่างฉิวเฉียด


                เส้นผมของชายชราถูกตัดขาดไปสามเส้นหยางปินพลิกร่างกลับและร่อนลงบนพื้นในทันทีชายชรากลืนน้ำลายของตนลงไปอย่างยากลำบาก เขาเริ่มรู้สึกถึงภัยคุกคามอย่างใหญ่หลวงจากมังกรเกล็ดม่วงดำตรงหน้าของเขาสายตาของเขาพลันเปลี่ยนเป็นจริงจัง ดวงตาสีทองของเขาลุกโชนด้วยเพลิงปราณสีทอง


                สายเลือดมังกรสวรรค์เนตรสวรรค์ผลาญภพ!!


                  ในตอนนั้นเองที่ปราณสีทองได้ปะทุขึ้นมาจากร่างของหยางปินละอองปราณถูกควบรวมไว้เบื้องหลังของชายชรา ในตอนนั้นเองที่ได้ปรากฏมังกรเกล็ดสีทองที่ลำตัวของมันยาวดุจดั่งอสรพิษแขนขาทั้งสี่ข้างขนาดเล็กที่อยู่บนร่างนั้นมีกรงเล็บอันแหลมคมดุจดั่งอาวุธวิเศษ คมเขี้ยวอันแหลมคมและยังมีแผงคอที่มีขนสีทองเขาที่ยื่นยาวออกมาจากส่วนหัวนั้นมีขาวยาวและแหลมคมหนวดของมังกรทองตนนั้นยื่นยาวออกจากส่วนหัวของมัน ดวงตาสองข้างของมันแหลมคมราวกับกระบี่ดวงตาสีทองของมันราวกับเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้ บนหน้าผากของมันมีเส้นขีดสีดำเส้นหนึ่งปรากฏอยู่ซึ่งสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนร่างของมันบินอยู่กลางอากาศอย่างน่าแปลกประหลาดทั้งๆที่ไม่มีปีกราวกับเหยียบย่ำอยู่บนอากาศได้นี่ก็คือจิตวิญญาณทางสายเลือดของตระกูลหยาง หนึ่งในห้ายอดตระกูลแห่งแผ่นดินต้าหลิง!


                  “เหอะ!เจ้าเดรัจฉานไม่รู้จักตายข้าจะให้เจ้ารู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของสายเลือดแห่งตระกูลหยาง!”ในตอนนั้นเองที่หยางปินยื่นมือออกไปทางด้านหน้า ร่างกายของจิตวิญญาณมังกรสวรรค์ที่ด้านหลังได้สลายไปกลายเป็นละอองปราณสีทองและถูกรวบรวมไว้บนฝ่ามือของหยางปิน


                แสงสีทองเหล่านั้นควบแน่นขึ้นเรื่อยๆและยืดยาวออกไปกลายเป็นวัตถุที่เล็กและเรียวยาวจากนั้นในชั่วพริบตานั้นเองที่แสงสีทองได้จางหายไปและได้ปรากฏอาวุธจิตวิญญาณรูปร่างทวนที่สลักไว้ด้วยภาพของจิตวิญญาณมังกรสวรรค์บนด้ามของทวนสีทองปรากฏรูขนาดเล็กอยู่ทั้งหมดแปดรู หยางปินกำทวนนั้นอย่างแรงและทำให้ปราณสีทองกระจายตัวออกไปรอบด้าน


                หยางปินควงทวนสีทองไปมาด้วยความชำนาญหนึ่งในชื่อเสียงของตระกูลหยางแห่งห้ายอดตระกูลนอกจากสายเลือดมังกรสวรรค์ผลาญภพที่สกุลหยางครอบครองแล้วอีกสิ่งที่มีชื่อเสียงมาไม่แพ้กันก็คือฝีมือการรบและวิชาทวน!ทวนสกุลหยางซึ่งเป็นที่เลื่องลือกันมาอย่างยาวนาน!การใช้ทวนอยู่ในสายเลือดของพวกเขา!!


                เพลงทวนสำเนียงสวรรค์มังกรหลอนวิญญาณ!


                  นิ้วของหยางปินวาดผ่านรูที่สองนับจากด้านบนลงมาเมื่อนิ้วของเขาวาดผ่านไปแล้วก็ได้บังเกิดชั้นลมปราณที่บางเบาดุจดั่งกระดาษครอบคลุมอยู่บนรูนั้นจากนั้นเขาก็ได้ควงทวนสีทองนั้นไปมาอย่างรวดเร็ว ลมปราณวายุของเขาหมุนวนอยู่รอบทวนเล่มนั้นราวกับพายุปราณวายุได้ชักนำอากาศจำนวนมากเข้าสู่รูแรกบนทวนสีทองเล่มนั้น


                ทันใดนั้นเองเมื่ออากาศได้ผ่านเข้าสู่รูแรกบนทวนสีทองอากาศเหล่านั้นหมุนวนอยู่ช่องว่างภายในทวนสีทองซึ่งถูกขับดันโดยอาคมภายใน จากนั้นวายุเหล่านั้นได้ทวีความรุนแรงและรวดเร็วมากยิ่งขึ้นพายุหอบนั้นได้วาดผ่านรูที่สองบนทวนสีทองและทำให้ชั้นลมปราณบางเบาที่ปิดรูที่สองอยู่ได้เกิดการสั่นสะเทือนขึ้นในตอนนั้นเองระหว่างที่หยางปินกำลังควงทวนของเขาก็ได้บังเกิดเสียงเล็กแหลมบาดหูราวกับเสียงมังกรคำรามออกมาจากทวนสีทองเล่มนั้น!


                  วี้!!!


                ในตอนนั้นเองที่หยางปินได้ปรับเปลี่ยนเคลื่อนไหวนิ้วของตนระหว่างที่ควงทวนไปมาบนรูที่เหลืออีกหกบนตัวทวนสีทองเล่มนั้นทำให้เสียงที่ทวนส่งออกมาเปลี่ยนไปมาในทันทีเมื่อเสียงเหล่านั้นร้อยเรียงเข้าด้วยกันจึงได้บังเกิดเป็นบทเพลงหนึ่งขึ้นมาปราณที่ถูกควบรวมไว้บนทวนทำให้บังเกิดภาพมายาปราณรูปมังกรสวรรค์


                หยางปินเร่งพุ่งร่างขึ้นสู่ด้านบนและวาดทวนออกไปโจมตีร่างของกุ้ยหลงในทันทีกระบวนท่านั้นพุ่งทะยานออกไปด้วยฝีมือทวนอันเหนือชั้น อีกทั้งท่าทวนนั้นยังแฝงไว้ด้วยการโจมตีจากศาสตร์แห่งดนตรีของสำนักเสียงสวรรค์อีกด้วย!


                  การโจมตีของหยางปินราวกับคลื่นเสียงที่สะท้อนออกไปรอบด้านการโจมตีของชายชรายังแฝงไว้ด้วยญาณแห่งดนตรีที่ทำให้วรยุทธ์ศาสตร์ดนตรีกลายเป็นการโจมตีที่ไม่อาจป้องกันเสียงของดนตรีจะแทรกซึมผ่านประสาทการได้ยิน มันจะจมลึกจากผิวหนังเข้าสู่ร่างกายของคนผู้นั้นมันจะแทรกซึมเข้าสู่วิญญาณเพื่อคุกคามศัตรู!


                  จั่วหลิ่งจินที่อยู่ไม่ไกลเมื่อเห็นดั่งนั้นก็ได้เร่งรีบพุ่งทะยานหนีไปอีกด้านในทันทีเขารู้ซึ้งถึงการโจมตีในศาสตร์ดนตรีเป็นอย่างดีถึงอย่างไรสำนักของเขากับหยางปินก็เป็นคู่ปรับกันมานานการโจมตีในศาสตร์ดนตรีชั้นสูงเป็นการโจมตีที่ไม่เลือกมิตรหรือศัตรูมันจะเข้าจู่โจมทุกชีวิตที่เข้าใกล้


                  แต่การโจมตีในศาสตร์ดนตรีก็หาใช่ว่าไร้เทียมทานไม่ยังมีอีกหลากหลายวิธีในการป้องกันอีกทั้งยังสามารถทำลายได้อย่างง่ายดายหากคนใช้วรยุทธ์ศาสตร์ดนตรีนั้นมีความชำนาญที่ยังไม่เพียงพอหากทำการขัดจังหวะระหว่างที่เล่นบทเพลงต่างๆตั้งแต่ต้นจะทำให้กระบวนท่าไม่อาจสัมฤทธิ์ผล


                กุ้ยหลงในร่างกายาจิตวิญญาณมังกรมารเองก็หาได้ตื่นตกใจกับเพลงทวนตรงหน้าไม่ในสายตาของเขาภาพตรงหน้ากลับบิดเบี้ยวทวนที่พุ่งออกมาตรงหน้าของเขากลับกลายเป็นแยกไม่ออกว่าจริงหรือลวงมายาปราณของมังกรสวรรค์เข้าพันรอบร่างกายของเขาความรู้สึกที่สัมผัสได้ไม่อาจแยกออกได้เลยว่าจริงหรือเท็จกันแน่ นี่คือผลของกระบวนท่ามังกรหลอนวิญญาณของหยางปินเป็นเพลงทวนที่ชายชราได้บัญญัติขึ้นมาจากความเชี่ยวชาญในเพลงทวนและวรยุทธ์ดนตรี


                แต่ในตอนนั้นเองที่กุ้ยหลงได้อ้าปากของตนออกมา ปากของมังกรมารพลันดูดกลืนอากาศเข้าไปเป็นจำนวนมากปอดของมังกรพลันพองโตขึ้นโดยพลัน และในตอนนั้นเองที่มังกรมารได้ปลดปล่อยลมทั้งหมดออกมาจากคอเสียงเล็กแหลมที่แฝงไว้ด้วยปราณชั่วร้ายได้กระจายออกไปรอบด้าน


                โฮกกกกกกก!!


                  มังกรมารคำราม!


                  เสียงมังกรคำรามดังก้องสะท้อนไปทั่วเสียงเหล่านั้นเข้าหักล้างกับเสียงเพลงที่ออกมาจากอาวุธจิตวิญญาณของหยางปิน ภาพในคลองจักษุของกุ้ยหลงพลันชัดเจนขึ้นมากกว่าหลายส่วนภาพที่ชายชราเห็นกลายเป็นภาพทับซ้อนระหว่างความจริงแลความลวง ระหว่างกระบวนท่าแท้และกระบวนท่าเท็จ


                  ในชั่วพริบตานั้นเองที่กุ้ยหลงได้สะบัดปีกของตนและพลิกร่างหลบรอดการโจมตีของหยางปินได้อย่างน่าอัศจรรย์หยางปินเมื่อเห็นได้นั้นก็ได้พลิกฝ่ามือและตวัดทวนของตนออกไปในแนวขวางเพื่อฟาดฟันใส่ร่างมังกรมารเกล็ดม่วงตรงหน้าแต่กุ้ยหลงกลับหุบปีกและหมุนตัวหลุดรอดจากการโจมตีนั้นได้อย่างทันท่วงที


                แต่หยางปินเองก็ยังไม่สิ้นท่าเพียงเท่านั้นมือขวาของหยางปินเคลื่อนออกไปที่ท้ายสุดของด้ามทวนจากนั้นจึงได้ออกแรงกดลงไปอย่างรวดเร็วเมื่อหยางปินได้กดทวนจากด้านท้ายจึงทำให้คมของทวนสีทองเล่มนั้นพุ่งขึ้นสู่ด้านบนกระบวนท่าทวนถูกเปลี่ยนแปลงไปในชั่วพริบตาด้วยความพิสดาร


                แต่กุ้ยหลงกลับอ้าปากและกัดเข้าไปที่คมทวนสีทองนั้นอย่างพอดิบพอดีเพื่อป้องกันกระบวนท่านั้นไว้ แต่หยางปินพยายามจะพลิกมือและออกแรงแทงออกไปเพื่อให้คมทวนนั้นทะลุเข้าคอของกุ้ยหลงไปให้รู้แล้วรู้รอดไปแต่กุ้ยหลงกลับอ่านกระบวนท่านั้นออก มังกรมารได้ขยับเท้าที่เป็นกรงเล็บของตนออกไปและถีบออกไปยังกลางลำตัวของหยางปินอย่างทันท่วงทีกุ้ยหลงหุบเล็บของตนเพื่อยึดร่างของหยางปินไว้


                ในตอนนั้นเองที่กุ้ยหลงได้กระพือปีกของตนอย่างรวดเร็วเพื่อผลักดันให้ร่างของตนและหยางปินพุ่งลงสู่ด้านล่าง กุ้ยหลงได้ยื่นขาข้างที่ยึดร่างของหยางปินไว้ลงสู่ด้านล่างแม้ร่างมังกรของชายชราจะใกล้กระแทกพื้นเต็มที่แต่เขาก็ไม่ได้หยุดยั้งการโบยบินแต่อย่างใดร่างของมังกรยังคงพุ่งต่อไป!


                  ตู้มมมมมม!!


                  ในจังหวะที่เข้าใกล้พื้นดินนั้นเองที่กุ้ยหลงได้ปล่อยเล็บของตนออกเพื่อให้แผ่นหลังของหยางปินกระแทกเข้ากับพื้นอย่างเต็มแรงแต่กุ้ยหลงก็ยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น!ชายชราในร่างมังกรยังคงกระพือปีกต่อไปเพื่อเคลื่อนล่างของตนไปทิศทางด้านหน้าโดยไม่สนใจร่างของหยางปินแม้แต่น้อย


                แผ่นหลังของหยางปินถูกลากไปตามทิศทางที่กุ้ยหลงบินไปจนแผ่นหลังกลายเป็นแผลฉกรรแต่ในตอนนั้นเองที่มีลำแสงปราณหนึ่งพุ่งเข้ามายังทิศทางด้านหน้าของกุ้ยหลงลำแสงปราณสุดร้อนแรงนั้นก็คือกระบวนท่าเพลิงผลาญธุวดาราจากวิชาฝ่ามือสุริยันผลาญดาราของสำนักแปดดารา!


                  ตู้มมมมม!!


                  ลำแสงปราณของฝ่ามือนั้นเข้ากระแทกกับร่างของกุ้ยหลงอย่างถนัดถนี่ร่างของกุ้ยหลงถูกกระแทกดันกลับไปด้านหลังหลายจั้ง ส่วนหยางปินได้หลุดรอดจากการโจมตีอันโหดเหี้ยมนั้นของกุ้ยหลงได้ในที่สุดร่างของหยางปินได้ร่วงหลนลงกระแทกพื้นอย่างรุนแรงหยางปินชันกายขึ้นมาอีกครั้งด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาต


                จั่วหลิ่งจินได้พุ่งกายตามมาอยู่ด้านข้างของหยางปินพร้อมกับช่วยพยุงหยางปินขึ้นมาอีกด้วยจั่วหลิ่งจินหันไปกล่าวกับหยางปิน “เป็นเช่นไรบ้างเจ้าเฒ่าอาการของเจ้านั้นหนักมิใช่เบาเลย”


                แต่หยางปินกลับทำสีหน้าไม่พอใจเป็นอย่างมากออกมา“เจ้าสัตว์อสูรอันชั่วร้ายนี่มันอะไรกัน! สัมผัสที่ได้จากร่างกายของมันน่าจะเป็นสัตว์อสูรระดับห้าแท้ๆทำไมข้าที่อยู่ในขอบเขตชั้นนภาไม่อาจต่อกรกับชั้นพิภพขั้นกลางได้เลย!! มันเป็นตัวบ้าอะไรกันแน่!”หยางปินระบายความอัดอั้นของตนออกมา


                ชายชราทั้งสองหันกลับไปมองกุ้ยหลงในร่างมังกรมารเกล็ดม่วงที่กำลังโบยบินอยู่ตรงหน้านี้แทบจะไม่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของจั่วหลิ่งจินเสียเท่าไหรนักเกล็ดสีม่วงดำบนร่างของมังกรมารมีร่องรอยแตกและเลือดซึมออกมาเพียงเล็กน้อยเพียงเท่านั้นเองในตอนนั้นเองที่บรรยากาศรอบตัวของกุ้ยหลงกลับเปลี่ยนไป


                ควันสีดำได้พวยพุ่งออกมาจากร่างกายของกุ้ยหลงมันราวกับเป็นม่านหมอกที่ทำให้บรรยากาศรอบด้านดูเปลี่ยนไปบรรยากาศในตอนนี้เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและความรู้สึกหวาดกลัวที่บังเกิดขึ้นภายในหัวใจของทุกคนไม่เว้นแม้แต่อาวุโสทั้งสองในตอนนั้นเองที่จั่วหลิ่งจินทำสีหน้าตื่นตกใจเป็นอย่างมาก


                จั่วหลิ่งจินคว้าแขนเสื้อของหยางปินและเร่งถอยหลังออกไปให้ห่างจากควันสีดำเหล่านั้นที่แทรกซึมเข้าไปในห้วงอากาศจั่วหลิ่งจินพลันตะโกนออกมาด้วยความหวาดเกรงในตัวมังกรตรงหน้า “เจ้าเฒ่าหยาง! พวกเราเร่งรีบถอยออกมาก่อนเถอะสิ่งนั้นคือเขตแดนรังมังกร”จั่วหลิ่งจินกล่าวออกมาด้วยความตื่นตระหนก


                หากจะถามว่าเขตแดนรังมังกรคือสิ่งใด?สิ่งนั้นก็คือความสามารถพิเศษจำเพาะของเผ่าพันธุ์มังกรที่ครอบครองสายเลือดอันพิเศษจำเพาะต่างๆมันมิใช่ความสามารถดาษเดื่อนทั่วไป แต่เป็นความสามารถจำเพาะที่แสดงถึงความเป็นราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่ในหมู่เผ่าพันธุ์ต่างๆ


                แต่นั่นก็มิได้หมายความว่าเผ่าพันธุ์อื่นจะไม่สามารถชนะสายเลือดในเผ่าพันธุ์มังกรได้แต่ความสามารถประเภทนี้คือความพิเศษของมังกรที่จะสร้างอาณาเขตชั่วคราวของตนเองขึ้นมาเมื่อเขตแดนรังมังกรถูกสร้างขึ้นมาแล้วไม่ว่าจะเป็นความสามารถแบบไหนของมังกรตนนั้นจะถูกเพิ่มพูนมากขึ้นอีกทั้งยังทำให้ศัตรูที่ย่างกรายเข้าสู่เขตแดนรังมังกรของพวกมันอ่อนแอลง


                อีกทั้งความของเขตแดนรังมังกรยังแสดงออกถึงความไร้เทียมทานในอาณาเขตของพวกมันออกมาได้อย่างเต็มที่อีกด้วยพวกมันจะกลายเป็นราชาชั่วคราวในรังของพวกมันเอง ซึ่งความสามารถของรังมังกรไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่สัตว์อสูรเท่านั้นไม่ว่าผู้ใดตราบใดที่สืบสายเลือดของมังกรก็มีโอกาสได้รับความสามารถนี้


                ซึ่งกุ้ยหลงคือตัวอย่างที่ดีของกรณีนี้ชายชราผู้นี้ได้สืบสายเลือดที่เจือจางของมังกรมารเกล็ดม่วง ความสามารถของสายเลือดนี้ทำให้ชายชรามีความเข้ากันได้กับวิชาในศาสตร์มารและความตายมากกว่าคนทั่วไปอีกทั้งเมื่อชายชราเป็นชาวซีเซี่ยจึงทำให้เขาสามารถใช้จิตวิญญาณของตนออกมาในรูปแบบหลอมรวมกับร่างกาย


                เมื่อชาวซีเซี่ยที่สืบสายเลือดของมังกรได้แปลงเป็นมังกรแล้วพวกเขาก็เปรียบเสมือนกับเป็นมังกรไปจริงๆ พวกเขาจะสามารถสัมผัสและเข้าใจในความสามารถต่างๆของสายเลือดมังกรได้อย่างลึกซึ้งมากกว่าผู้คนที่ใช้จิตวิญญาณในแบบปกติ


                เขตแดนรังมังกรของมังกรมารเกล็ดม่วงคือการสร้างสภาวะความหวาดกลัวขึ้นในจิตใจของสิ่งมีชีวิตสายเลือดของมังกรมารเกล็ดม่วงจะหล่อเลี้ยงตัวเองด้วยความหวาดกลัวและความรู้สึกด้านลบพลังของมังกรมารจะถูกเติมเต็มด้วยสิ่งเหล่านั้น


                เมื่อกุ้ยหลงใช้เขตแดนรังมังกรของมังกรมารเกล็ดม่วงออกมานั่นจะทุกสิ่งในรังของชายชราเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาอย่างบังคับไม่ได้จากนั้นชายชราจะสามารถกลืนกินความหวาดกลัวเหล่านั้นเพื่อฟื้นคืนลมปราณของตนเองได้


                แม้ชายชราทั้งสองจะหลบหนีจนออกไปนอกเขตแดนรังมังกรได้แล้วแต่ก็ยังคงมีศิษย์ของสำนักทั้งสองถูกทิ้งอยู่ในนั้นอีกหลายคนควันสีดำได้แทรกซึมเข้าสู่ร่างกายและจิตใจของหนุ่มสาวเหล่านั้นจนไม่อาจทำสิ่งใดได้อีกหัวใจของพวกเขาหลงเหลือเพียงแต่ความหวาดกลัว


                ศิษย์หนุ่มสาวเหล่านั้นกรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัวสุดขั้วใจหัวใจของพวกเขาเต้นเร็วราวกับม้าพยศ ภาพที่พวกเขาเห็นต่างก็แตกต่างออกไปตามแต่ละคนแต่ภาพเหล่านั้นทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่พวกเขาแต่ละคนหวาดกลัวอย่างถึงที่สุดซึ่งภาพเหล่านั้นเป็นความหวาดกลัวในจิตใจของพวกเขาที่สร้างขึ้นมาเองหาใช่ความสามารถของเขตแดนรังมังกรไม่


                ควันสีดำเหล่านั้นเมื่อได้ทำหน้าที่ของมันแล้วจึงได้ระเหยออกมาจากร่างกายของศิษย์เหล่านั้นสิ่งที่กำลังลอยออกมาจากร่างกายของผู้คนเหล่านั้นก็คือไอแห่งความหวาดกลัว ในตอนนั้นเองที่ชายชรากุ้ยหลงในร่างมังกรมารได้กระตุ้นสายเลือดของตัวเองและอ้าปากที่เต็มไปด้วยคมเขี้ยวออกมา


                ในชั่วพริบนั้นเองที่กลิ่นไอแห่งความหวาดกลัวเหล่านั้นก็ถูกสูบกลืนไปโดยปากมังกรที่อ้าออกของกุ้ยหลงควันสีดำจำนวนมากต่างถูกกลืนกินไปอย่างรวดเร็วพร้อมๆกับที่ระดับพลังปราณของกุ้ยหลงที่กำลังฟื้นคืนขึ้นมาเรื่อยๆ


                ชายชราทั้งสองต่างมีสีหน้าเคร่งเครียดพวกเขาไม่อาจต่อสู้กับศัตรูเช่นนี้ได้การต่อสู้ทั้งหมดก่อนหน้านี้ดูราวกับศูนย์เปล่ามังกรตรงหน้าของพวกเขาสามารถฟื้นคืนลมปราณของตนเองได้ตลอดเวลา อีกทั้งเขตแดนรังมังกรยังสร้างสภาวะที่ไม่เป็นผลดีต่อการต่อสู้อีกด้วยเมื่ออยู่ในนั้นก็เท่ากับเสียเปรียบเกินไป


                จั่วหลิ่งจินสถบออกมาอย่างเกรี้ยวกราด“บ้าเอ้ย!เขตแดนรังมังกรความสามารถอันน่ารังเกียจของพวกมังกือเหล่านี้!!”จั่วหลิ่งจินหันกลับไปมองชายชราด้านข้างของตนเองพร้อมกับกล่าว“เจ้าเฒ่าหยาง! เจ้าสืบสายเลือดของมังกรสวรรค์สมควรจะใช้เขตแดนรังมังกรได้เจ้าออกไปสู้กับมันแล้วทำลายรังของมันเสีย!!”


                เมื่อได้ยินดังนั้นหยางปินกลับรู้สึกเดือดดาลขึ้นมาเขาได้ตะโกนกลับไปด้วยสีหน้าอันแดงก่ำด้วยความโมโห “เจ้าบ้าหรืออย่างไร! เขตแดนรังมังกรไม่ใช่ความสามารถดาดเดื่อนข้าไม่อาจใช้มัน….” หยางปินกล่าวออกมาด้วยความอับอายอยู่บ้างเพราะนั่นเท่ากับเป็นการยอมรับว่าเขาไม่แข็งแกร่งพอที่จะใช้มัน


                ในตอนนั้นเองระหว่างที่ความสนใจของทั้งสนามรบพุ่งเป้าไปที่มังกรมารเกล็ดม่วงตรงหน้านี้ที่ห่างออกไปจากใจกลางของสนามรบได้มีคนสวมใส่เสื้อผ้าสีดำกลุ่มหนึ่งพุ่งทะยานไปตามริมแม่น้ำและใช้สีของเสื้อผ้าที่กลมกลืนไปกับความมืดในการอำพรางกายของพวกเขา


                โดยผู้นำกลุ่มของคนพวกนั้นกลับเป็นหญิงสาวที่ปิดบังโฉมหน้าครึ่งล่างของตนเองไว้ซึ่งมีนามว่าซินถงนางได้นำพากลุ่มคนเข้าไปใกล้จุดที่ตั้งของประตูข้ามสู่แดนลับทะเลปีศาจไปเรื่อยๆเป้าหมายของพวกเขาย่อมคือการเข้าสู่แดนลับแห่งนี้!


                ในตอนนั้นเองระหว่างที่พวกเขาเริ่มเข้าใกล้จุดที่ปรากฏร่างของผู้คนซินถงจึงได้ปลดปล่อยจิตวิญญาณของตนออกมาละอองปราณสีขาวพวยพุ่งออกมาจากห้วงวิญญาณของเธอละอองปราณสีขาวนั้นได้รวมคัวกันจนก่อรูปร่างของจิ้งจอกหิมะเก้าหางตนหนึ่งขึ้นมาร่างเงาของจิ้งจอกหิมะตนนั้นได้ซ้อนทับกับร่างกายของซินถงในชั่วพริบตานั้นเองที่ร่างกายของซินถงหลอมรวมกับจิตวิญญาณของตนโดยสมบูรณ์ ในตอนนั้นร่างกายของซินถงได้หายไปและปรากฏจิ้งจอกหิมะเก้าหางตัวน้อยขึ้นมาแทน


                นี่คือจิตวิญญาณระดับสี่จิ้งจอกหิมะเก้าหางของซินถง เมื่อซินถงแปลงเป็นอสูรด้วยจิตวิญญาณกายาของซีเซี่ยนั่นจะทำให้ร่างกายของนางหดเล็กลงเพราะร่างจิตวิญญาณนี้มีขนาดที่เล็กและปราดเปรียวกว่าจิตวิญญาณอื่นนักนี่นับว่าเป็นจุดเด่นประเภทหนึ่งก็ได้อีกทั้งยังทำให้ซินถงกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการแทรกซึมสถานที่ต่างๆในระหว่างภารกิจของพรรคอสูร


                ถึงแม้จิตวิญญาณของตัวนางเองจะเป็นถึงระดับสี่แต่ขอบเขตการฝึกตนของนางยังต่ำเกินไปการแสดงอานุภาพในร่างนี้ของนางจึงนับว่าทำได้ไม่เต็มที่มากนัก เปรียบเสมือนให้คนอ่อนแอถือดาบเหล็กหนักพันชั่งคนผู้นั้นไม่อาจกวัดแกว่งดาบเล่มนั้นได้อย่างช่ำชองเป็นอันขาด


                ซึ่งต่างจากกุ้ยหลงที่ร่างกายของอสูรและขอบเขตการฝึกตนของเขาสมบูรณ์พร้อมเป็นสภาวะที่เข้มแข็งที่สุดและสามารถดึงศักยภาพของปีศาจออกมาได้อย่างสูงสุดในระยะสั้นของขอบเขตการฝึกตนเมื่อเทียบกันแล้วชาวต้าหลิงอาจเก่งกาจได้ไวกว่า แต่เมื่อเทียบฝีมือในระยะยาวชาวต้าเซี่ยจะสามารถได้เปรียบด้วยสภาวะร่างปีศาจ


                และนอกจากซินถงที่แปลงกายแล้วคนอื่นในกลุ่มของพรรคอสูรต่างก็แปลงกายเป็นสัตว์ชนิดต่างๆมากมายพวกเขาต่างแยกย้ายกันเดินทางโดยมีจุดหมายอยู่ที่ซุ้มประตูหินโบราณใต้แม่น้ำหมินเจียง


                ซึ่งไม่มีแม้แต่คนเดียวที่สังเกตการณ์คงอยู่ของสัตว์อสูรแปลกตาที่แฝงเข้ามาในพื้นที่สนามรบบ้างก็แทรกตัวไปตามพื้นหญ้าและใช้จังหวะที่ไม่มีใครสังเกตในการดำน้ำลงไปในแม่น้ำหมินเจียงบ้างก็แปลงเป็นวิหคที่โบยบินอยู่บนท้องฟ้าและโฉบลงมาโดยหุบปีกพุ่งลงไปในใต้น้ำในทันที


                ใช้เวลาไม่นานนักคนในกลุ่มทั้งหมดต่างก็เข้าไปใกล้จุดนัดหมายแล้วซินถงในร่างจิ้งจอกหิมะจึงได้ดำลงไปใต้น้ำเป็นคนสุดท้าย ไม่นานนักคนทั้งหมดของพรรคอสูรก็ได้มาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าประตูหินโบราณ…ทางเข้าแดนลับทะเลปีศาจ!



    ==================================================

    ทำไมร่างแปลงซินถงนี่คุ้นๆ จังน้า เคยโผล่มารึเปล่าน้า คำบรรยายคลักษณะคุ้นๆ ไหมน้า

    คล้ายกับเรื่องLegend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า ที่คุณอ่าน