บทที่54โลกที่เห็นต่าง
เมืองหลวงที่เพียงยืนมองจากที่ไกลห่างยังแสดงให้เห็นถึงความโอ่อ่าเจริญรุ่งเรืองปรากฏฉายชัดอยู่ตรงหน้าฮุ่ยจวินที่หาทางเพื่อไปให้ถึงมันอย่างยากลำบากพอได้เห็นก็รู้สึกราวกับได้ยกภูเขาออกจากอกงานยากที่สุดของการเดินทางมาเมืองหลวงครานี้คือกลุ่มขอทานพรรคเอกยาจก แต่ในเมื่อตอนนี้ตนวางแผนล่อหลอกให้พวกมันติดกับอย่างแยบคายแล้วก็คงไม่มีสิ่งใดที่จะฉุดรั้งมิให้ไปถึงเมืองอันเจริญรุ่งเรืองตรงหน้าได้อีก
ฝีเท้าของฮุ่ยจวินจึงได้เร่งรีบพุ่งไปในเบื้องหน้าอย่างถึงขีดสุดตอนนี้มันไม่จำเป็นต้องหลบไปตามซอกหลืบอีกต่อไป เพราะนอกจากจื่อจิ้งและเหล่าผู้ติดตามของมันแล้วคนจากพรรคเอกยาจกอื่นที่เหลืออยู่คงไม่รู้จักและไม่เคยเห็นหน้าของตนอีก
พอมาถึงเส้นทางหลักฝีเท้าที่เร่งรีบก็ผ่อนลงอย่างผ่อนคลาย มันเดินฝ่าฝูงชนที่เริ่มคับคั่งอย่างไม่ช้าไม่เร็วฝูงชนที่คับคั่งนี้มีทั้งพ่อค้า ชาวเมือง และเหล่าจอมยุทธ์พเนจร พวกมันดูต่างที่มาทว่าจุดหมายล้วนเป็นเมืองหลวงเช่นเดียวกันทั้งสิ้น
ฮุ่ยจวินทำตัวอย่างปกติแฝงอยู่ในกลุ่มคนที่คับคั่งเหล่านี้ยังมีเวลาเกือบสองวันเต็มที่จะถึงวันนัดหมาย มันจึงมิได้ทำตัวเลิ่กลักเร่งรีบจนดูวุ่นวายให้ผิดสังเกตุแต่อย่างใด
แต่ตลอดรายทางมีอยู่บางครั้งที่มันนึกถึงบุรุษชราที่ฝึกพลังญาณผู้นั้นความเป็นห่วงเกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว มิรู้ว่ามันมีความรู้สึกญาติดีกับเหล่าคนที่ฝึกญาณตั้งแต่เมื่อใดรู้เพียงว่านับแต่ที่มันมิอาจรักษาชีวิตของบุรุษชราให้หายขาด ทั้งบุรุษชรายังรีบออกไปอย่างเร่งด่วนคล้ายมีเรื่องในใจมันก็พลอยรู้สึกหนักอึ้งในจิตใจไปด้วย
“บุรุษชราผู้นั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง"
ก่อนที่มันจะนึกไปถึงปู้ชิงเถา
“แล้วพี่ใหญ่จะถึงเมืองหลวงอย่างปลอดภัยแล้วหรือไม่"
เดินไปพลางคิดไปพลางจนกระทั่งมีอยู่จังหวะหนึ่งที่มีร่างที่ราวกับหินผาเฉียดผ่านมันไป มันค่อยได้รั้งสมาธิทั้งหมดคืนกลับมา
ร่างที่แข็งแกร่งปานหินผานั้นคราแรกฮุ่ยจวินนึกไปถึงบุรุษฉกรรจ์ที่ควรมีร่างกายที่กำยำล่ำสัน แต่พอมันได้มองอย่างชัดตาคนที่เดินเฉียดร่างมันไปนั้นกลับเป็นบุรุษชราที่หลังงองุ้มผู้หนึ่ง มันมีผมเผ้ารุงรังสวมชุดป่านที่มีรอยปะชุนจนไม่มีที่ว่าง ในมือมันถือไม้เท้าค้ำยันจนดูราวกับคนชราที่เดินแทบมิออกรอยแต่ถึงอย่างนั้นฮุ่ยจวินกลับหาได้รู้สึกถึงความอ่อนแอจากชายชราไม่ หนึ่งเท้าที่หนักอึ้งของมันหนึ่งเท้าที่กว่าจะก้าวเดินออกไปได้แต่ละก้าวล้วนดูมั่นคง หนักแน่น ราวกับมีขุนเขามาถ่วงก็ปานหากมีฝูงม้าวิ่งผ่านทางมา สิ่งที่จะล้มลงตรงนี้ก็คงจะเป็นฝูงม้ามิใช่มัน
ท่ามกลางผู้คนมากมายกลับยังมีบุรุษชราที่มีความแข็งแกร่งผู้หนึ่ง
บุรุษชราผู้นั้นคล้ายมีความรู้สึกที่เชื่องช้ามันเดินเฉียดชนร่างของฮุ่ยจวินไปพักหนึ่งแล้ว มันค่อยหันมากล่าวกับชายหนุ่มว่า
“เจ้าคงไม่ถือสาคนชรา"
ฮุ่ยจวินรู้สึกว่าภายใต้ความเชื่องช้ากลับมีความฉับไวที่ยากตามทันยิ่งคำกล่าวอย่างเฉื่อยเนือยที่หลุดออกมาจากปากของบุรุษชราผู้นี้ ยิ่งกดทับความรู้สึกของชายหนุ่มให้หนักอึ้ง
“ผู้เยาว์มิได้รับความเดือดร้อนอันใดเชิญผู้อาวุโสไปต่อเถิด"
บุรุษชราหลังงองุ้มพยักหน้าก่อนจ้องมองที่นัยน์ตาของฮุ่ยจวิน
“เจ้าก็จะไปเมืองหลวง"
ฮุ่ยจวินกล่าวตอบ
“มิผิด"
บุรุษชรากล่าวเชิญชวน
“ร่วมทางไปด้วยกันหรือไม่"
ฮุ่ยจวินบอกปัด
“ผู้เยาว์ไม่รบกวน"
บุรุษชราผู้นั้นก็ไม่กล่าวสิ่งใดต่อมันพริ้มตาลงแล้วเดินมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงต่อทันที ในช่วงที่ผ่านมาฮุ่ยจวินพานพบบุรุษชรามาแล้วหลายผู้แต่ดูเหมือนว่าบุรุษชราผู้นี้จะสร้างความรู้สึกในหัวของมันว่า
มิควรพบเจอเป็นที่สุด!
บุรุษชราผู้นั้นเดินค้ำไม้เท้าออกไปแล้วท่าทางมันยังคงดูเชื่องช้า แต่ความเชื่องช้าเหล่านี้กลับให้ความรู้สึกว่องไว เพราะฮุ่ยจวินที่ก้าวเดินตามหลังของมันกลับมิอาจจะเดินตามหลังไปได้ทัน
เพราะถูกไล่ล่าชีวิตจึงมีแต่ความระแวดระวังหลังจากบุรุษชราถือไม้เท้าไปแล้ว เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบผ่านมาก็ทำให้ฮุ่ยจวินต้องเบนสมาธิไปจับจ้องทันทีเจ้าของฝีเท้านี้มีจำนวนสามคน พวกมันดูไปมิใช่เหล่าขอทาน เช่นนั้นฮุ่ยจวินจึงสบายใจได้ว่ายังไม่มีขอทานคนใดไหวตัวหรือรับรู้เรื่องของมันที่หลบมาที่นี่แต่พอได้ยินแว่วเสียงของคนทั้งสาม กอปรกับได้เห็นสัญลักษณ์รูปอักขระโบราณก่อลักษณ์เป็นดวงอาทิตย์บริเวณชุดคลุมกึ่งกลางหลังของพวกมันฮุ่ยจวินก็ต้องบังเกิดความใคร่รู้ในทันที
“มีข่าวว่าพบตัวมันที่ป่าทางเหนือของเมืองหลวง"
“มันที่สาหัสอยู่จะต้องไปได้ไม่ไกลแน่"
“มารเฒ่าจักต้องทิ้งชีวิตที่นี่"
แว่วเสียงตามลมทำให้จิตใจของฮุ่ยจวินยิ่งหนักอึ้งคนของนิกายเทวะวจนะกล่าวถึงมารเฒ่าที่บาดเจ็บ ทั้งท่าทีของพวกมันก็ดูเหมือนกำลังไล่ล่าเพื่อหวังสังหารมารเฒ่าที่ว่าจะใช่บุรุษชราที่ชายหนุ่มเคยให้การช่วยเหลือผู้นั้นหรือไม่
ขาก้าวเดินไปเมืองหลวงแต่จิตใจกลับติดตามคนของนิกายเทวะวจนะทั้งสามไป เมื่อตัวกับใจมิลงรอย เช่นนั้นความสับสนจึงบังเกิดจะไปเมืองหลวงหรือจะไปช่วยบุรุษชราให้หลุดรอดจากชะตากรรมดี
“นี่เรากำลังเป็นอะไร"
ฮุ่ยจวินมีพื้นฐานจิตใจที่ถือคุณธรรมและเมตตาธรรมเป็นหลักมันเคยมีความคิดที่จะช่วยเหลือสรรพสิ่งให้หลุดพ้นจากโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ครานี้มันพบพานบุรุษชราที่เดินในเส้นทางอันนอกรีตแต่ภายใต้ความนอกรีต พื้นเพทางจิตใจของบุรุษชรากลับไม่เลวร้าย เช่นนั้นมันจึงมีความรู้สึกว่าคนที่ไม่เลวร้ายสมควรที่จะถูกแสงสว่างปฏิเสธหรือนี่จึงอาจเป็นสาเหตุให้มันรู้สึกว่าบุรุษชราที่มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานไม่สมควรจะต้องมาตกตายเพราะถูกไล่ล่าสังหารในโทษฐานที่เดินในมหาวิถีอันแตกต่างเช่นนี้
นี่อาจเป็นคำอธิบายเดียวที่ทำให้ความรู้สึกของฮุ่ยจวินบังเกิดความสับสนในตอนนี้
เวลายังพอมีที่เมืองหลวงเช่นนั้นสุดท้ายมันจึงตัดสินใจที่จะติดตามคนของนิกายเทวะวจนะไป ครานี้สิ่งที่มันต้องเผชิญจะมิใช่แค่ขุมอำนาจขนาดเล็กอีกต่อไปแต่มันกำลังจะนำตัวไปเสี่ยงกับมหาอำนาจแห่งปฐพีเพราะบุรุษชราแปลกหน้าทั้งยังเดินในวิถีอันนอกรีตผู้หนึ่ง!
.
.
.
ที่ป่าตอนเหนือของเมืองหลวงแคว้นเว่ยเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์และกินอาณาเขตครอบคลุมไปไกล ที่แห่งนี้มิได้มีบ้านเมืองหรือความเจริญดังเช่นภายในเมืองมีเพียงความเป็นธรรมชาติที่ราวกับเป็นคนละโลกกัน ปกติป่าตอนเหนือจะมีเหล่าสรรพสัตว์พลุกพล่านมากมายทว่าวันนี้ กลิ่นคาวโลหิตที่ลอยฟุ้งไปทั้งป่าได้ทำให้พวกมันต้องหลบลี้หนีหน้ามิกล้าโผล่พ้นแม้แต่ตัวเดียวเพราะพวกมันเองก็ต่างเกรงกลัวที่จะนอนจมกองเลือดเฉกเช่นเหล่าคนมากมายที่ทอดร่างระเนระนาดนี้
บุรุษชราร่างชวนเซสาหัสรอบการของมันมีบาดแผลและรอยโลหิตหยาดไหล แต่ทุกโลหิตที่ร่วงตกเหล่านี้มิได้เสียเปล่าแม้เพียงนิดเพราะโลหิตทุกหยาดหยดของมันเปรียบเสมือนกับเชื้อเพลิงชั้นดี ทุกที่ที่โลหิตของมันเคลื่อนไปเปลวเพลิงสีทองอันเรืองรองก็จะปะทุแผดเผาขึ้นตามไปด้วย
เปลวเพลิงสีทองที่แผดเผาบนหยาดโลหิตนี้มีอานุภาพความแกร่งกร้าวที่ไม่เป็นสองพลังความแผดเผาก็ราวกับดวงอาทิตย์ที่สาดส่อง พลังแห่งเปลวเพลิงนี้กลับเป็นเปลวเพลิงที่ผนึกรวมระหว่างสายโลหิตแลพลังธรรมชาติสายหนึ่ง
บุรุษชราผู้นี้กลับเป็นมารผู้อยู่ในมหาวิถีแห่งการฝึกญาณอันนอกรีต!
และมันก็คือบุรุษชราที่ฮุ่ยจวินพึ่งให้การช่วยเหลือผู้นั้น!
“เจ้าธรรมบาลแห่งยุทธ์และคาถามุดหัวอยู่ที่ไหนเหตุใดมันจึงไม่มา!”
บุรุษชราคำรามก้องเข้าใส่กลุ่มคนในชุดคลุมสัญลักษณ์นิกายเทวะวจนะที่รายล้อมเสียงอันทรงพลังและเปลวเพลิงอันร้อนลวกยากต่อต้านนี้ส่งผลให้เหล่าคนจำนวนมากบังเกิดความย่นระย่อมิกล้าลงมือ
“มารเฒ่าจางจวิ้นมุสิกที่ใกล้ตายยังกล้าปากดีอวดเก่งอีกหรือ"
“มุสิกที่พิการเช่นเจ้าแค่พวกข้าก็เพียงพอ มิจำเป็นต้องถึงมือของท่านธรรมบาล"
บุรุษชราผู้นั้นมีนามว่าจางจวิ้นมันมีความแค้นที่ไม่มีทางเสื่อมคลายต่อธรรมบาลแห่งยุทธ์และคาถา เพราะคนทั้งสองนั้นคือคนที่ไล่ล่าสังหารบุตรชายและบุตรสะใภ้ของมันเมื่อคนทั้งสองไม่มา เมื่อวาระสุดท้ายของตนใกล้มาถึง มันจึงจำเป็นที่จะต้องดั้นด้นไปให้ถึงตัวของธรรมบาลทั้งสองอีกครั้งอย่างน้อยก็เพื่อให้มันได้ระบายความคับแค้นภายในใจ เพราะหากมันตายเช่นนี้ มันคงมิอาจตายตาหลับ
จางจวิ้นกำหมัดจนลั่นเกลียวกราวผนึกพลังธรรมชาติผสานรวมเข้ากับเปลวเพลิงที่แผดเผาขึ้นจากโลหิตจนก่อเกิดพลังหมัดซึ่งก่อลักษณ์จากเปลวเพลิงสีทองขนาดใหญ่แล้วมันก็ทะยานกายขึ้นสู่กลางอากาศ พร้อมทุบหมัดเปลวเพลิงสีทองเข้าใส่เหล่าคนจากนิกายเทวะวจนะที่ขวางหน้าให้แตกกระจัดกระจายคนละทิศทาง
ตูมมม
พลังหมัดเปลวเพลิงเกิดการระเบิดอย่างรุนแรงนำพาเสาเพลิงที่พวยพุ่งสู่ผืนฟ้าพร้อมกวาดทับลงยังป่าเบื้องล่างจนเปลวเพลิงโหมกระหน่ำลุกไหม้ไปทั้งแถบจางจวิ้นอาศัยจังหวะที่ขบวนคนรวนเรนี้ ทุบหมัดเพลิงที่สองอย่างต่อเนื่อง ปลดปล่อยพลังทั้งหมดที่มีจนคล้ายมีเสาเพลิงอันร้อนลวกแกร่งกร้าวล้มครืนทั่วป่าใหญ่
เหล่าคนจากนิกายเทวะวจนะมิล้มเจ็บก็ล้มตายความกลัวจึงฉายชัดออกมาให้เห็น ปกติอานุภาพแห่งพลังธรรมชาติในยุคปัจจุบันจะไม่รุนแรงอย่างเช่นพลังธรรมชาติในช่วงพันปีผ่านแต่เหตุไฉนพลังธรรมชาติที่สร้างเป็นพลังปาฏิหาริย์ของบุรุษชราจึงแตกต่างจากผู้ฝึกญาณตัวตนอื่นทั่วไป
เหล่าคนจากนิกายเทวะวจนะล้วนสงสัยจะมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ว่านี่ก็คือความลับแห่งพลังทางสายเลือดที่สืบทอดภายในตระกูลของพวกมัน!
ไม่มีใครหยุดเปลวเพลิงสีทองอันคลุ้มคลั่งของจางจวิ้นได้จนในที่สุดจางจวิ้นก็สามารถตีฝ่ากลุ่มคนที่รายล้อมมุ่งสู่ทิศตะวันออกไป
ทว่าขามิอาจก้าวเสียงบริกรรมคาถาที่ลึกล้ำอึงอนดังออกมาก่อน เสียงสวดบริกรรมคาถานี้ทรงอานุภาพไม่น้อยเพราะเพียงตัวอักษรที่ไร้ลักษณ์กระทบโสตและแทรกผ่านมรรคจิตของจางจวิ้น บุรุษชราก็ร่างชะงักค้างศีรษะปวดแปลบราวกับจะระเบิดออกมาทันที
หลังเสียงบริกรรมคาถาเงาร่างสามสายก็ปรากฏ เหล่าตัวตนคนสำคัญแห่งวิหารคาถาก้าวเดินออกมา พวกมันทั้งสามก็คือผู้ที่ติดตามไล่ล่าสังหารจางจวิ้นมาตั้งแต่ต้นนั่นเอง
“มารเฒ่าที่เปรียบเหมือนบัวใต้ตมจะตายอยู่แล้วยังไม่แยกแยะผิดชั่ว"
“ท่านธรรมบาลคาถาของข้าอุตส่าห์สงเคราะห์ให้พวกเจ้าพ้นกรรมและเส้นทางอันดำมืดแทนที่จะสรรเสริญนึกถึงบุญคุณ แต่เจ้ากลับคิดถือโทษโกรธแค้นไม่ยอมลดละ"
“สมแล้วที่เป็นมารเพราะมารมักไร้หัวสมองให้คิด"
หลังกล่าววาจาเสียงบริกรรมคาถาที่เร่งเร้าและกอปรไปด้วยอานุภาพพลังจิตทำลายล้างก็ยิ่งสูงส่ง ดวงจิตของจางจวิ้นจึงปวดแปลบแทบทานทนมิไหวเต็มกลืนบุรุษชรารู้ดีว่าจอมคาถาจะมีความอ่อนแอทางร่างกาย แต่พลังโจมตีที่เกิดจากการเปล่งเสียงของพวกมันกลับร้ายกาจยิ่งในระยะทางที่ไกลจากตัวเช่นนั้นจึงเป็นเรื่องยากอย่างมากที่จะเข้าถึงตัวของจอมคาถา แต่หากมันมิอาจเข้าถึงตัวหากมันต้องทานรับพลังวาจาอันศักดิ์สิทธิ์นี้ มันมีแต่จะเสียเปรียบแลตกตายในที่สุด
จางจวิ้นกัดฟันฝ่ามือที่หุ้มไปด้วยเพลิงสีทองผลักออกไปยังเบื้องหน้าก่อเกิดบัวอัคคีสีทองต้านทานกระแสเสียงที่กำจายระลอกแล้วระลอกเล่าบุรุษชรากัดฟันพร้อมฝืนผลักดันบัวอัคคีแลก้าวเท้าออกไปเบื้องหน้าอย่างยากลำบาก หนึ่งการก้าวเดินเข้าหาศัตรูทั้งสามดูลำบากอย่างสุดแสนและกินพลังไปจำนวนไม่น้อย
หากบุรุษชรามันไม่บาดเจ็บสาหัสสะสมเป็นทุนเดิมอาศัยเพียงคาถาที่คนทั้งสามบริกรรมคงรั้งตัวมันได้มินาน แต่สภาพของมันในตอนนี้ หากมีจอมมุทราหรือจอมยุทธ์ซักคนโผล่มาเล่นงานที่เบื้องหลังมันคงได้ตกตายในทันที
“เหตุใดพวกเจ้าจึงไล่ล่าสังหารพวกข้าเหตุใดจึงทำราวกับพวกข้ามิใช่คน พวกข้ามีชีวิต มีจิตใจ มิได้มีจิตมุ่งร้ายต่อผู้ใดทว่าพวกเจ้าเหตุใดจึงไร้ปราณี"
หนึ่งประโยคที่กัดฟันฝืนมาพร้อมกับหนึ่งก้าวที่เยื้อย่างเข้าหาศัตรูเบื้องหน้าอย่างยากลำบาก
“เพราะพวกเจ้าเป็นมารมารที่หันหลังให้แก่แสงแห่งวจนะ มารที่ทำลายสมดุลแห่งธรรมชาติ มารที่จะเป็นภัยต่อปฐพีเท่านี้ก็เพียงพอสำหรับการสังหารล้างแล้ว"
ฟันที่ขบแน่นของบุรุษชราเผยให้เห็นโลหิตที่ผุดแซม
“สิ่งใดคือมารคนหรือวิถี การกระทำหรือคำพูด จิตใจหรือคำสอน!”
“มารก็คือมารมหาเทวะบอกว่าเป็นมารก็ต้องเป็นมาร!”
จางจวิ้นยกยิ้มอย่างขมขื่น
“นี่น่ะหรือโลกที่มหาเทวะของพวกเจ้าต้องการ"
จอมคาถาผู้หนึ่งก็เอ่ยทันควัน
“นี่คือโลกในอุดมคติของมนุษย์ที่ยืนอยู่บนแสงสว่าง"
เปลวเพลิงสีทองบนฝ่ามือของจางจวิ้นลุกโชนพร้อมกับเสียงฟันที่ถูกขบกัดจนดังกรอด บุรุษชราใช้ความแค้นเป็นแรงผลักดัน ทุ่มพลังเฮือกสุดท้ายทะยานฝ่ากระแสแห่งวาจาที่เปล่งออกมาส่งเพลิงสีทองอันเจิดจ้าร้อนลวกเข้าใส่คนทั้งสามทันใด
“นี่คือโลกของพวกที่เห็นแก่ตัวต่างหาก!”