ภพสุดท้ายกลายเป็นเซียน

    เล่มที่1 ตอนที่4 ฝึกฝน

         หนึ่งปีผ่านไป
         ภายในบ้านบนเกาะอันเงียบสงบ
         หลินกำลังให้น้ำนมเด็กน้อยวัยหนึ่งขวบปีพลางร้องเพลงอันไพเราะให้ฟัง ยามผู้ใดได้ฟังแม้แต่น้อยผู้นี้ยังรู้สึกเคลิบเคลิ้ม...ฟังไม่ผิด..แม้แต่เด็กน้อยผู้นี้ เพราะเขานั้นมีความทรงจำมากมานอนิจจาเจตจำนงต่อต้านสวรรค์ของเขานั้นอีกเก้าสิบเก้าปีจึงจักตื่นขึ้นมา
         "หลงน้อยกินเยอะๆจะได้โตเร็วๆแล้วไปตามหาปู่กับย่าในประเทศจีน"หลินกล่าวออกมาย่อมหมายถึงหญิงชราและชราที่ได้จากไปไม่กี่วันก่อน ก่อนจากกันทั้งสองมอบแหวนเงินสลักคำว่าหลินไว้ให้หลินเพื่อมอบให้เด็กน้อยเมื่อเติบโตขึ้น แหวนวงนั้นสลักสกุลของบิดา ปู่ ย่าของหลงเอาไว้ หากเรียกให้ครบถ้วนจะเป็น 'หลินหลง'
         "แม่เป็นคนไทยพ่อเป็นจีนที่เกิดในไทย ปู่กับกับย่าเป็นคนจีนแท้ ตากับยายสิ้นอายุขัยไปหลายปีแล้ว หากพ่อไม่กลับมาหลงน้อยยังมีแม่เสมอ"
         หลินมองเด็กน้อยในอ้อมด้วยความรักใคร่ นางกล่าวขึ้นมาเช่นนี้ย่อมแน่นอนแล้วว่านางเหงาเพียงใด แต่นางยังอยู่กับบุตรของนางวัยหนึ่งขวบปี แม้เขามิสามารถกล่าวสิ่งใดได้หลินนั้นก็ยังรู้สึกอบอุ่น เพียงแต่อีกใจยังคงเป็นห่วงสามีของนาง 'หลินหลี่' เขาหายไปได้ปีกว่าแล้วย่อมเข้าใจได้ว่าหลินหลี่สมควรตกตายไม่สามารถหวนคืนแต่นางยังคงหวังให้เขามีชีวิตอยู่
         ภายในใจหลินลึกๆแล้วยังคงเหงาและเศร้าแต่นางนั้นต้องแสดงใบหน้ามีความสุขให้หลินหลงเห็นแม้ว่าในใจกำลังมัวหมอง
         "หลินหลง"หลินเอ่ยนามของเด็กน้อยอย่างแผ่วเบาราวเสียงลม
         'ข้ามีนามว่า...หลินหลงดูเหมือนโชคชะตาจะไม่เล่นตลกให้มารดาข้าผู้นี้มีนามว่าหลิงเทียน'เด็กน้อยในอ้อมอกพลันได้สติขึ้นมาแววตาไร้เดียงสาเปล่งประกายล้ำลึกคมเข้มครู่หนึ่งก่อนจะหายไป หากหลินได้เห็นแววตานี้นางย่อมตกใจเป็นแน่ ภายในห้วงความคิดตลอดหนึ่งปีมานี้ความทรงจำถูกจัดเรียงด้วยเจตจำนงในชาติก่อน หาไม่แล้วยามได้สติหลินหลงต้องทรมานนานหลายสิบปี
         'นักปราชณ์และผู้ฝึกตนความทรงจำของพวกมันย่อมเป็นความทรงจำหลังยุคสมัยข้าไปนานโข ความทรงจำของปราชณ์มันล้ำลึกยิ่ง ตกตายในอนาคตหวนคืนสู่ยุคกลางสร้างตำนานเปลี่ยนแปลงอนาคต ผู้ฝึกตนชราทักษะฝีมือมันมากล้นวิธีการฝึกมันแปลกประหลาดข้ามิเคยพบมิเคยเห็นจากแห่งหนใด' หลินหลงคิดพลางปิดดวงตาแสร้งว่าเข้าสู่นิทรา เพียงแต่ในความเป็นจริงเขาเพียงต้องการฝึกฝนร่างกาย 
         หากหลินหลงมิฝึกร่างกายแล้วในอนาคตอันใกล้เขาจักมิสามารถเดินสู่หนทางของตนได้ ชาติภพนี้เขามิต้องการหยิบยืมพลังสวรรค์ในชั้นบรรยากาศ เพียงต้องการสร้างรูปแบบการฝึกฝนของตนตามผู้ฝึกตนชราวิญญาณสีม่วง มันมีเหตุผลมากล้นที่จะฝึกซ้ำยังสามารถสร้างพลังของตนขึ้นมาได้ หากไร้การช่วยเหลือจากสวรรค์แล้วไหนเลยสวรรค์จักอยู่ในสายตา เพียงต้องหลีกเลี่ยงรึต่อต้านสวรรค์เท่านั้นเป็นพออีกทั้งมันยังมิร้ายแรง 
         หากคำนึงถึงประการณ์ที่ผ่านมาของวิญญาณชายชราสีม่วงย่อมเข้าใจได้ว่าสวรรค์ไม่มาขัดขวางมันแม้แต่ครั้งเดียว ตัวตนมันก่อนกลายมาเป็นวิญญาณนั้นเหนือผู้ฝึกตนทั่วไปไกลเกินจินตนา
         "หลงน้อยหลับแล้ว"หลินมองหลินหลงในอ้อมอก ก่อนนำพาไปยังห้องนอนของนางซึ่งเป็นห้องนอนห้องเดียวในบ้านหลังนี้ เมื่อนำหลินหลงนอนลงเตียงนางก็เดินออกไปจากห้องทำกิจวัตรประจำวันของนาง
         เวลาผ่านไปถึงหนึ่งก้านธูป
         หลินหลงจึงลืมตาขึ้นมา แววตาล้ำลึกคมเข้มยิ่งกว่าผู้ผ่านประการณ์นับพันปีจ้องมองไปยังประตูห้องที่ปิดไว้อย่างลวกๆ สองใบหูเริ่มฟังเสียงจากความเงียบงั้นอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อไม่เห็นว่ามีเสียงอะไรหลินหลงจึงลงตาเตียงนอนและทาบร่างนอนไปบนพื้นไม้
         'ข้าต้องเสริมสร้างกล้ามเนื้อมัดหลักทั่วกายข้านี่คือขั้นแรกของการเริ่มต้นในเส้นทางของข้า' หลินหลงคิดในใจ 
         เขานั้นไม่สามารถเปล่งเสียงเป็นถ้อยคำได้ในช่วงอายุนี้ เพราะกล่องเสียงยังมิแข็งแกร่งพอ มีเพียงร่างกายเท่านั้นที่พอฝึกได้ส่วนอวัยวะภายในกระทบกระเทือนมากไม่ได้เช่นกัน เว้นแต่ฝึกไปได้ระยะหนึ่งร่างกายจึงจะเทียบเท่าเด็กสิบขวบ ตอนนั้นเขาก็จะสามารถฝึกกล้ามเนื้อมัดหลักทั้งหมดให้แข็งแกร่งได้ส่วนในตอนนี้มันเป็นเพียงการเริ่มต้นขับของเสียงในส่วนลึกของร่างกายและเพิ่มความอดทนให้กล้ามเนื้อเท่านั้น
         หลินหลงเริ่มฝึกร่างกายแบบเรียบง่ายไม่หนักเกินกว่าร่างกายจะรับได้ ในช่วงเช้าหลินหลงมีเวลาฝึกสี่ชั่วโมงก่อนหลินจะกลับมาบ้าน ช่วงกลางวันตัดทิ้งไปได้เพราะหลินจะคอยดูแลหลินหลง ช่วงเย็นก็ไม่ต่างกับช่วงกลางวันมากนัก สุดท้ายเป็นช่วงค่ำไปจนถึงเช้าที่หลินหลงสามารถฝึกร่างกายได้ รวมแล้วเป็นเวลากว่าแปดชั่วโมงในหนึ่งวันที่หลินหลงสามารถฝึกได้ นี่เป็นเวลาไม่แน่นอนนักบางครั้งอาจไม่ได้ฝึกหรืออาจะมีเวลาเพิ่มสองถึงสามชั่วโมงในบางวัน
         ในช่วงสามวันแรกหลินฝึกฝนได้ราบลื่น ทว่า! ในวันที่สี่หลินบังเกิดความประหลาดใจเมื่อเห็นหลินหลงไม่ได้ดื่มนมในช่วงกลางวันทำให้หลินต้องป้อนนมหลินหลงในช่วงค่ำเพิ่มเติม
         ว่าถึงวันที่สี่หลินยังไม่รู้สึกติดอะไรมากแต่พอมาถึงวันที่สิบร่างกายของหลินหลงจากนุ่มนิ่มกลายเป็นแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อยซ้ำยังดื่มนมมากกว่าปกในบางช่วงทำให้หลินอดสงสัยมิได้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับบุตรของนาง ด้วยเหตุนี้หลินหลงจึงต้องฝึกฝนอย่างยากลำบาก
         หนึ่งเดือนผ่านไป
         ร่างกายหลินหลงในยามนี้แข็งแกร่งเกินกว่าเด็กสิบขวบปีเกือบเท่าตัวซ้ำกระดูกและโลหิตรวมไปถึงอวัยวะภายในบางส่วนแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อย หามองรวมๆหลินหลงในเวลานี้สามารถล้มเด็กอายุสิบสองสิบสามขวบปีได้อย่างง่ายดาย
         ช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาร่างกายภายนอกของหลินหลงบังเกิดความเปลี่ยนแปลงเป็นแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดถึงขั้นที่หลินยังแอบสอดส่องหลินหลงอย่างลับๆเป็นบางเวลา น่าเสียที่นางมิสามารถหาความผิดแปลกได้เพราะเขาคือหลินหลงผู้ได้รับความรอบรู้จากปราชณ์และประสบการณ์จากชายชราเพิ่มเข้ามา สัมผัสที่หกเขาจึงแข็งแกร่งเกินความเข้าใจสามารถรับรู้ถึงนางได้เป็นอย่างดี ประกอบกับกลิ่น เสียงเท้า การหายใจและตัวตนยังประทับอยู่ในใจหลินหลงหาไม่แล้วยี่สิบวันก่อนนางต้องเห็นหลินหลงฝึกฝนร่างกายอย่างหนักหน่วงเป็นแน่
         'กายเนื้อกำลังบรรลุขั้นต้น กลุ่มกล้ามเนื้อในกายข้าทั้งสิบสี่จุดถูกเร่งพัฒนามากกว่ากล้ามเนื้อส่วนอื่น ใบหน้า ผ่ามือ ฝ่าเท้า ตอนนี้ข้ายังไม่สามารฝึกมันได้หากกลุ่มกล้ามเนื้อทั้งสิบสี่จุดหลักยังไม่สามารถตามสัญชาตญาณทัน'หลินหลงครุ่นคิด 
         เขาต้องการยกระดับ คอ อก หลังส่วนบน หลัง ปีกหลัง ไหล่ หน้าแขน หลังแขน แขน ข้อมือ ท้อง สะโพก ขา น่องให้แข็งแกร่งพอรองรับความเจ็บปวดในขั้นต่อไปที่มากกว่าขั้นนี้ได้ ในความทรงจำของนักปราชณยังมีวิธีผ่อนคลายกล้ามเนื้อเช่นการยืดกล้ามเนื้อให้หลินหลงไม่รู้สึกเจ็บปวดมากนัก
         ห้าเดือนผ่านไป
         ร่างกายหลินหลงเติบโตขึ้นเทียบเท่าเด็กสามขวบ แต่ร่างกายเขานั้นไม่มีร่องรอยของกล้ามเนื้อโผล่ขึ้นมาเหมือนสามเดือนก่อนเพราะหลินหลงได้ฝึกกล้ามเนื้อบรรลุถึงขั้นสูงเมื่อวันก่อน ความทนทานของกล้ามเนื้อหลินหลงนั้นเกินกว่าผู้ใหญ่ทั่วไปเสียอีก ด้านความแข็งแกร่งหลินหลงสามารถล้มผู้ใหญ่อย่างสบายแต่ยังไกลเกินไปที่จะปะทะกับนักสู้รุ่นเยาว เพราะร่างกายนักสู้รุ่นเยาวส่วนใหญ่มีอายุสิบห้าขวบปีขึ้นไป ร่างกายพัฒนาในด้านนักสู้สมควรล้มวัวได้ด้วยการโจมตีสามครั้ง
         หนึ่งปีผ่านไป
         ระยะเวลาที่เจตจำนงแห่งการต่อต้านสวรรค์ของหลินหลงจะตื่นขึ้นในเก้าสิบเจ็ดปีกับอีกหกเดือน เมื่อครึ่งปีก่อนหลินหลงอายุครบสองขวบปี หลินได้มอบของขวัญวันเกิดให้หลินหลงในวันเกิดหลินหงจึงได้รู้ว่าตนเกิดเดือนสองวันที่เจ็ด ส่วนวันเกิดของหลินหากเดาถึงช่วงวันเวลาพิเศษหลินหลงคาดเดาได้ว่าวันเกิดของหลินต้องเป็นเดือนหกวันที่สิบ 
         ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีมานี้ร่างกายหลินหลงยกระดับขึ้นถึงขั้นสุดยอดเขาสามารถควบคุมร่างกายได้ดั่งใจนึกแต่ยังติดขัดเกี่ยวกับอวัยวะภายในหลินหลงจึงฝึกควบคู่กับร่างกาย ก่อนร่างกายบรรลุขั้นสุดยอด อวัยวะภายในของหลินหลงยามนี้อยู่ในขั้นกลางหากได้รับแรงกระแทกรุนแรงเขาจะได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้องเท่านั้น ไม่ต้องกล่าวถึงร่างกายหลินหลงต่อให้ถูกไม้ฟาดเขาก็ไม่รู้สึกสะทกสะท้านแม้แต่ก้อนหินเขาสามารถป่นมันเป็นปุ๋ยผงได้ เว้นเพียงถูกเหล็กหลินหลงจึงจักได้รับความบอบช้ำ ส่วนมีดหรือดาบมิต้องกล่าวถึงต่อให้ตัดแขน ขา ร่างกายหลินหลงไม่ขาดอย่างน้อยมันก็สมควรไปถึงกระดูกเขาเป็นแน่ เว้นเสียแต่ดาบมันจักทื่อ
         หกเดือนผ่านไป
         ร่างกายของหลินหลงบรรลุระดับเหนือมนุษย์ อวัยภายในบรรลุขั้นสุดยอด กระดูกและเส้นเอ็นบรรลุขั้นกลาง กล้ามเนื้อส่วนอื่นในร่างกายบรรลุขึั้นสุดยอด แต่เรื่องเหล่านี้ยังมิน่าสนใจเท่ากับการครบรอบวันสามขวบปีของหลินหลง นอกจากฉลองวันเกิดแล้วยามเที่ยงคืนตราประทับหนึ่งได้ถูกปลุกขึ้นมา นับตั้งแต่เที่ยงคืนจวบจนรุ่งสางหลินหลงได้รับความเจ็บปวดมากกว่าฝึกกล้าเนื้อเกินจินตนา หลังจากความเจ็บปวดได้จางหายไปหมดสิ้นตราประทับหนึ่งได้ปรากฏขึ้นในห้วงวิญญาณของหลินหลง มันคือตราประทับ 'อมตะ'
         -----โปรดติดตามชมตอนต่อไป-----
         ไรท์:เม้นต์กันบ้างก็ได้ คนเขียนเหงานะ....เอ่อ เป็นไปได้ก็ช่วยๆแชร์กันด้วยนะ ความมันส์แบบเดือดพล่าปุดๆหรือจะเรียกว่าความซวยใกล้เข้ามาแล้ว
         ติชมได้นะ