บทที่ 19 จับจ่ายใช้สอย
หลังจากจับจ่ายใช้สอยอย่างบ้าคลั่ง คูปองสินค้าอุตสาหกรรมก็ใกล้จะหมดแล้ว
เดิมทีลู่เซี่ยอยากซื้อเตาและหม้อด้วย คิดว่าหลังจากไปอยู่ชนบทแล้วจะลองทำอาหารเอง แต่เนื่องจากไม่มีคูปองสินค้าอุตสาหกรรมแล้ว คงต้องรอดูอีกที ของเหล่านี้ยังไม่เร่งด่วน รอจนกว่าจะไปถึงชนบทแล้วค่อยเตรียมก็ได้
ลู่เซี่ยไม่ได้ซื้อของชิ้นใหญ่เพราะไม่มีคูปองแล้ว เธออยากจะซื้อนาฬิกาสักเรือน เพราะการมองไม่เห็นเวลานั้นไม่สะดวกจริง ๆ พรุ่งนี้ไปถามจินิดูก็แล้วกัน
ส่วนคูปองขนมและคูปองขนมหวานที่เหลือ ลู่เซี่ยก็เอาไปซื้อขนมโก๋ถั่วเขียวและลูกอมนมกระต่ายขาวหมดแล้ว เพราะอย่างไรก็เก็บไว้ในช่องว่างมิติอยู่แล้ว นานแค่ไหนก็ไม่กลัวเสีย
หลังจากนั้นก็ซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันอีกเล็กน้อย เช่น สบู่ ยาสีฟัน ผ้าเช็ดหน้า เป็ต้น
เมื่อคูปองในมือใกล้หมดแล้ว ลู่เซี่ยก็แบกตะกร้าที่เต็มไปด้วยของและเตรียมตัวจะกลับ
แม้จะมีของอีกมากที่อยากซื้อ แต่ตอนนี้ลู่เซี่ยไม่มีคูปองแล้ว คงก็ต้องรอโอกาสหน้าอีกที
ขณะลงบันไดผ่านเคาน์เตอร์เครื่องสำอาง ลู่เซี่ยก็ยังซื้อครีมบำรุงผิวอีกหลายขวด เธอไม่ได้ซื้อของดี ๆ หรอก สำหรับคนในยุคเจ็ดศูนย์นี้ ครีมบำรุงผิวถือเป็เครื่องสำอางระดับไฮเอนด์แล้ว แต่สำหรับคนทั่วไปนั้น แม้แต่น้ำมันมะพร้าวก็ยังไม่กล้าซื้อเลย
ลู่เซี่ยตั้งใจจะเก็บไว้ทาบำรุงผิวในฤดูหนาว แม้เธอจะรู้ว่าดื่มน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ก็ช่วยบำรุงผิวได้ แต่ฤดูหนาวในปักกิ่งทั้งลมแรงและหนาวกว่ามาก หากไม่ระวังผิวก็อาจจะแตกเป็ริ้วรอยได้ง่าย ดังนั้นเธอจำเป็ต้องป้องกันไว้ก่อน
สุดท้าย เมื่อมองไปยังเครื่องสำอางที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของยุคนี้ ลู่เซี่ยเห็นว่ามีทั้งดินสอเขียนคิ้ว ครีมทาหน้าสีขาว บลัชออน อายแชโดว์ มาสคาร่า และลิปสติก ไม่คิดเลยว่าจะมีครบขนาดนี้ แม้ว่าเธอจะไม่ได้ใช้ของพวกนี้เลยก็ตาม แต่ก็ยังซื้อกลับมาหนึ่งชุดเพื่อเก็บไว้เป็ที่ระลึก
ในที่สุดเมื่อเห็นว่าถือของไม่ไหวแล้ว ลู่เซี่ยก็หยุดซื้อของชั่วคราว แล้วออกจากห้างสรรพสินค้า
หลังจากออกมาแล้ว ก็หาที่ลับตาคนเพื่อนำของเข้าไปเก็บในช่องว่างมิติ
ยุคนี้ไม่มีกล้องวงจรปิด จะทำอะไรก็สะดวกกว่าศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดมาก ช่วยประหยัดเวลาไปได้เยอะเลย
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ลู่เซี่ยก็กลับบ้าน ซึ่งเป็เวลาเดียวกับเมื่อวาน ตอนเวลาเดียวกับเมื่อวานนี้
ครอบครัวไม่ได้ถามอะไรมากมายเกี่ยวกับการที่ลู่เซี่ยออกไปข้างนอกทั้งวัน เพราะพวกเขาก็รู้ว่า ไม่ว่าจะเป็อย่างไรลู่เซี่ยก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้แล้ว จึงปล่อยให้เธอได้ทำตามใจชอบ
ในขณะที่กำลังทานอาหารเย็น แม่ของลู่เซี่ยที่คาดว่าเธอคงหายโกรธแล้ว จึงเอ่ยขึ้น
“เซี่ยเอ๋อร์ อีกไม่กี่วันก็จะไปอยู่ชนบทแล้ว ลูกควรจะเริ่มเตรียมของได้แล้ว แม่รู้ว่าครั้งนี้ลูกต้องรู้สึกแย่ ผ้าห่มสี่ผืนที่แม่เตรียมไว้เป็ของขวัญแต่งงาน ครั้งนี้ให้ลูกเอาไปสองผืน ได้ยินว่าที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหนาวมาก ลูกเอาไปห่มสองผืนก็ยังอุ่นกว่า ครั้งนี้ก็ให้ลูกก่อนนะ รอให้น้องสาวโตขึ้น แม่จะเตรียมให้ใหม่”
ลู่เซี่ยได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเ็าอยู่ภายในใจ เธอรู้ดีว่าผ้าห่มทั้งสี่ผืนนั้น แม่ของเธอเตรียมไว้หลายปีแล้ว แต่เดิมตั้งใจจะให้ลู่ชุนเพื่อเป็ของขวัญแต่งงาน ซึ่งเคยพูดไว้ที่บ้านหลายครั้งแล้ว
ไม่คิดเลยว่าครั้งนี้จะยอมเอาออกมาให้อย่างเต็มใจ ดูท่าจะมีเื่ขอร้องอะไรสักอย่าง และเมื่อเห็นว่าลู่ชุนก็ไม่ได้พูดอะไรมาก ลู่เซี่ยก็รู้ได้ทันทีว่าเธอรู้เื่นี้แล้ว
ลู่เซี่ยรู้แล้วว่าเื่อะไร แน่นอนว่าต้องเป็เื่งาน เพราะหากเธอใช้ของของลู่ชุน แม่ของเธอคงคลั่งแน่ ๆ
แน่นอนว่าหลังจากที่แม่ของลู่เซี่ยพูดจบ และเห็นว่าเธอก้มหน้าก้มตาไม่ยอมตอบ ก็เลยคิดไปเองว่าเธอคงดีใจจนเขินอาย จึงพูดขึ้นต่อ “สองวันนี้ลูกก็ออกไปเที่ยวให้น้อยลงหน่อยนะ ใช้เวลาที่ยังเหลือไปจัดการเื่ส่งมอบงานที่โรงงานหลอดไฟให้พี่สาวของลูกก่อน จะได้ไม่ต้องรีบร้อนในภายหลัง”
ลู่เซี่ยฟังถึงตรงนี้ เธออดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะในใจ จริงอย่างที่คาดเดาเอาไว้ พวกเขารีบร้อนกันจริง ๆ แต่เธอก็เตรียมรับมือไว้แล้ว
จากนั้นจึงเงยหน้าแล้วมองไปยังแม่ของเธอ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเบา ๆ เลียนแบบเ้าของร่างเดิม “ถ้าฉันยังไม่ได้ไปรายงานตัวที่โรงงานแล้วมีคนมาแทน มันจะดีเหรอคะ?”