ที่สำนักไฉ่หง สำนักเล็กๆ ในเมืองหลวง ตัวสำนักตั้งอยู่ในเขตชานเมืองหลบลี้หนีจากความวุ่นวายได้เป็อย่างดี เ้าสำนักจางหย่ง ผู้ปราดเปรื่องทั้งเื่บุ๋นและบู้แต่ด้วยสุขภาพที่ไม่อำนวย ทำให้เขาเลือกที่เปิดสำนักแห่งนี้เพื่อผลิตบัณฑิตเข้าสู่ราชสำนักและหัวเมืองต่างๆจางหย่งหวังว่าเวลาในบั้นปลายชีวิตของเขาจะสร้างคุณประโยชน์ให้กับบ้านเมืองได้ไม่มากก็น้อย
สำนักแห่งนี้แม้จะไม่ใช่สำนักฝึกยุทธแต่ด้วยความที่จางหย่งจะถือได้ว่าเป็จอมยุทธมากฝีมือคนหนึ่งเพราะเขาเองก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล จางหย่งผู้นี้คือน้องชายแท้ๆของอ๋องจางเหว่ยแห่งแคว้นเหอฉี ดังนั้นศิษย์สำนักนี้ทุกคนจึงเป็ที่เกรงขามเลื่องลือในเื่ของฝีมือและความซื่อตรงเที่ยงธรรม
จางหย่งนั่งอ่านตำรับตำราฆ่าเวลาอยู่ในห้องทำงานเหมือนกำลังรอใครบางคนอยู่ ไม่นานนักคนที่เขากำลังรอก็เดินทางมาถึงไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็ชายแปลกหน้าที่หอนางโลมเทียนฉือนั่นเอง จางหย่งมีสีหน้าใเล็กน้อยเขานึกไม่ถึงว่าลูกศิษย์รักของเขา จะปลอมตัวได้เนียนขนาดนี้
“นี่ถ้าไม่ใช่เพราะแววตาอันนั้นของเ้าข้าคงคิดว่าคนจรที่ไหนบุกมาที่สำนักของข้า”
“ท่านอาจารย์ชมข้าเกินไปแล้ว ข้าแค่เติมหนวด เติมเครา ก็แค่นั้น”
“ภารกิจที่ข้าให้เ้าทำสำเร็จใช่มั้ย”
“เพราะการวางแผนของท่านอาจารย์ทำให้ทุกอย่างราบรื่น”
“สองคนนั่นเป็ยังไงบ้าง”
“ดูเหมือนว่าพวกเขาทั้งสองจะลำบากหนักแล้วเร่ร่อนไปทั่วไม่มีหลักแหล่ง แถมตอนนี้ไม่มีเงินติดตัวอยู่เลย”
“หลานข้าคนนี้นิสัยช่างไม่ต่างกับพ่อเค้าจริงๆ หยิ่งผยอง ดื้อรั้น ไม่ยอมคน แต่ก็ยังพอมีดีอยู่บ้างที่เป็คนใจกล้ามุทะลุ คิดจะทำอะไรแล้วก็ต้องทำให้ได้ นี่ถ้ารู้ว่าเ้าเป็คนที่ข้าส่งไปข้าเชื่อเหลือเกินว่าเขาคงจะไม่รับน้ำใจอันนี้เป็แน่”
“เป็อย่างที่ท่านอาจารย์ว่าเช่นนั้นจริงๆ ข้าสังเกตเห็นว่าแม้คุณชายชิงอวิ้นจะสิ้นไร้ไม้ตอก แต่เขาก็ยังมีกลุ่มอันธพาลเป็พรรคพวกอยู่มิใช่น้อยและที่สำคัญคนใกล้ตัวของคุณชาย เ้าหลี่ซื่อผู้นี้ข้าเห็นว่าเป็คนที่ไว้ใจไม่ค่อยได้”
“สายตาของเ้านี่ดูคนไม่เคยผิดเลยนะ”
“ข้าไม่เข้าใจเลยจริงๆ ทำไมคุณชายถึงไม่ยอมกลับบ้านเสียทีในเมื่อชีวิตที่สะดวกสบายรออยู่ แต่กลับต้องมาร่อนเร่อยู่แบบนี้”
“เพราะความดื้นรั้นของเขานี่แหละเขารู้ดีว่า ถ้ากลับไปในสภาพนี้ เขาก็คงจะไม่ได้รับการยอมรับจากพวกขุนนาง อย่าลืมว่าเหล่าขุนนางในแคว้นเหอฉีเต็มไปด้วยพวกเขี้ยวลากดิน ยากจะปกครอง สู้ทนอยู่แบบนี้รอให้ต้นไม้ผลัดใบค่อยกลับไปจะไม่ดีกว่าเหรอ เพราะถึงอย่างไรเขารู้ดีว่าตำแหน่งรัชทายาทยังไงก็ไม่มีทางเป็อย่างอื่น”
“แต่ข้าทราบมาว่าท่านอ๋องมีคุณชายอี้เจ๋ออีกคนไม่ใช่หรือ”
“อี้เจ๋อผู้นี้อาภัพั้แ่เกิด ร่างกายไม่แข็งแรง เจ็บออดๆแอดๆ มาตลอด แค่มีชีวิตอยู่ก็ยังลำบากอย่าคิดจะมาบริหารกิจการบ้านเมืองเลย”
“ถ้าเป็แบบนี้อนาคตของแคว้นเหอฉี ก็แขวนอยู่บนเส้นด้าย”
“ข้าคิดว่าเพราะเหตุนี้ท่านพี่ถึงต้องรีบตามตัวชิงอวิ้นกลับแคว้นให้เร็วที่สุดให้เขาได้อยู่ในราชสำนักใน่ที่ท่านอ๋องยังมีชีวิตอยู่ จะคิดการอะไรก็ยังมีท่านอ๋องหนุนหลังทั้งยังมีเวลาได้จัดการคัดสรรเหล่าขุนนางที่จงรักภักดีที่พร้อมจะทำงานร่วมกันแคว้นเหอฉีนี้ แม้ผู้คนจะมองว่าเจริญรุดหน้าได้ด้วยฝีมือของท่านอ๋องแต่แท้จริงแล้ว คนที่อยู่เื้ัทั้งหมดก็คือเหล่าขุนนางที่ร่วมแรงร่วมใจกันมาแม้จะผิดใจปีนเกลียวกันบ้าง แต่ก็ไม่เคยแตกแยกจนทำให้การงานเสียหาย”แม้จะอยู่ห่างไกลกันแค่ไหน แต่จางหย่งก็ยังคงเป็ห่วงและเฝ้าติดตามข่าวคราวของท่านอ๋องอยู่เสมอ
“เ้ามีอย่างอื่นจะรายงานอีกมั้ย”
“ข้าได้รับรายงานมาว่าม้าเร็วที่ไปส่งข่าวให้ท่านอ๋อง ถูกลอบสังหารในระหว่างทาง”
จางหย่งใเล็กน้อยกับสิ่งที่ได้ยินเขาไม่นึกว่าจะมีใครกล้าทำถึงขนาดนี้ การเป็ศัตรูกับท่านอ๋องก็เท่ากับเป็ศัตรูกับฮ่องเต้คนธรรมดาย่อมไม่กล้าลงมือแน่ แสดงว่ามีใครบางคนไม่อยากให้ชิงอวิ้นกลับแคว้นเหอฉี คิดแล้วก็น่าเป็ห่วงหลานชายคนนี้ยิ่งนักเขาคงต้องหาทางทำอะไรสักอย่างแล้ว เขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกไป
“เห็นทีเราจะต้องรีบส่งชิงอวิ้นกลับบ้านซะแล้ว”เ้าสำนักเอ่ยกับตัวเองเบาๆ พลางจ้องมองไปยังศิษย์รักด้วยความห่วงใย
“หวังหย่งเ้าเคยคิดอยากจะไปเป็ขุนนางกับเค้าบ้างมั้ย” จางหย่งเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
“คนอย่างข้าคงไม่เหมาะกับที่แบบนั้นข้าขออยู่รับใช้ท่านอาจารย์แบบนี้เห็นจะดีกว่า”
“เ้าก็เป็ซะอย่างนี้อยู่กับข้าจะมีอะไร สู้ออกไปผจญภัยเยี่ยงวีรบุรุษจะไม่ดีกว่าหรือ”
“ข้าไม่เคยหวังจะเป็วีรบุรุษใดๆทั้งสิ้น ชีวิตข้าตัวคนเดียว เป็เด็กกำพร้าไร้ญาติขาดมิตร บ้านช่องก็ไม่มีถ้าไม่ได้อาจารย์นำมาชุบเลี้ยงไว้ข้าก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าชีวิตข้าจะเป็อย่างไร ชีวิตของข้าในตอนนี้ขอแค่ได้ถวายตัวรับใช้ท่านอาจารย์เพื่อตอบแทนบุญคุณที่ท่านมีต่อข้า แค่นี้ชีวิตข้าก็ไม่หวังสิ่งใดอีกแล้ว”
“เ้าจะต้องเป็ได้มากกว่านั้น”
หวังหย่งเดินจากไปแล้วแต่ในเ้าสำนักยังคงนั่งอยู่ในห้องเช่นเดิมความรู้สึกเป็ห่วงต่อความเป็ไปในแคว้นเหอฉี นับวันจะทวีมากยิ่งขึ้นคิดย้อนไปในวัยเด็กที่เขาและท่านอ๋องจางเหว่ยเติบโตมาในครอบครัวของลูกชาวนาในชนบท พี่ชายคนนี้คอยดูแลปกป้องเขามาตลอดจนวันหนึ่งพี่ชายได้ไปไต่เต้าในกองทัพ จนได้รับตำแหน่งอ๋องอย่างยิ่งใหญ่วันนี้ ส่วนตัวเขา ไม่ชอบชีวิตที่โลดโผน แต่รักในการศึกษาอ่านตำรับตำราจนสามารถเปิดสำนักเล็กๆ นี้ขึ้นมาได้ สิ่งที่หวังหย่งเป็ห่วงก็คือเื่ราวนับจากนี้ที่จะต้องสานต่อความเจริญรุ่งเื่ของแคว้นเหอฉี มันจะเป็เื่ที่ยากขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ในตอนนี้ยังไม่มีใครมองเห็นปัญหาเพียงเพราะทุกคนกำลังเพลิดเพลินอยู่กับความสุขความสบายที่ได้รับมาคงไม่มีใครคิดหรอกว่าอนาคตของแคว้นจะเป็เช่นไร คงจะมีเพียงเขาและท่านอ๋องเท่านั้นที่เป็เริ่มมองเห็นปัญหานี้บ้างแล้ว ไม่เช่นนั้น ท่านอ๋องคงไม่ส่งคนออกมาสืบเสาะหาตัวองค์รัชทายาทเป็แน่แท้
..............................................
ที่จวนของท่านราชครูตงหยางบัดนี้ได้มีโอกาสต้อนรับแขกคนสำคัญ ถ้าไม่มีเื่สำคัญบุคคลผู้นี้คงไม่มาหาเขาถึงจวนเป็แน่
“คารวะท่านอัครมหาเสนาบดีมีเื่สำคัญอันใด ที่ทำให้ท่านต้องมาหาข้าเช่นนี้”
“ที่ข้ามาหาท่านก็เพียงแค่มาขอบคุณท่านที่ช่วยรักษาหน้าของข้าในที่ประชุมในวันนี้”
“หามิได้ที่จริงข้าก็คิดเห็นเช่นท่านนั้นแหละ เพียงแต่ข้ามิได้กล้าหาญเช่นท่าน”
แม้คำตอบที่ได้รับจะเหมือนคำยกย่องชมเชยจากราชครูแต่ในใจของอัครมหาเสนาบดีไม่ได้ยินดีแม้แต่น้อยยังคงมีความโศกเศร้าเสียใจปรากฏอยู่บนใบหน้าอย่างเห็นได้ชัด จนราชครูเ้าของบ้านต้องเอ่ยถาม
“ท่านมีเื่ใดไม่สบายใจหรือเปล่า”
เสนาบดีผู้าุโได้ยินคำถามเช่นนั้นก็คิดได้ว่าถึงเวลาแล้วที่เขาคงจะต้องระบายความในใจเสียที
“นานมาแล้วที่เราสามคนได้ร่วมศึกกับฮ่องเต้จนสามารถรวบรวมแผ่นดินให้เป็ปึกแผ่นขึ้นมาได้” อัครมหาเสนาบดีเริ่มต้นบอกความในใจ “จะว่าไปแคว้นเหอฉีนี่ก็เหมือนกับรางวัลที่ฮ่องเต้ประทานมาให้กับเราสามคน”
“ท่านกำลังคิดอะไรอยู่”ราชครูแปลกใจกับคำพูดของอัครมหาเสนาบดียิ่งนัก
“มันไม่ใช่อย่างที่ท่านคิด”อัครมหาเสนาบดีเอ่ยออกมา “ข้าไม่ได้มักใหญ่ใฝ่สูง ข้าไม่เคยแม้แต่จะคิดทรยศท่านอ๋อง ตลอดหลายปีที่ผ่านมาข้าทำงานด้วยความจงรักภีดีมาตลอด ข้าเพียงแต่คิดว่า บัดนี้ ท่านอ๋องเปลี่ยนไปมากชีวิตนับหมื่นนับพันที่สังเวยไปในาที่ผ่านมา ส่งผลให้จิตใจท่านอ๋องเริ่มอ่อนล้า ข้าเชื่อว่าในตอนนี้ท่านอ๋องคงจะมีความคิดที่จะวางมือจากทุกๆ สิ่ง เพื่อหาความสงบในบั้นปลายของชีวิต แต่บ้านเมืองไม่ใช่ของเล่น ที่ใครจะสามารถเข้ามาปกครองได้ องค์รัชทายาทที่ออกจากแคว้นไปหลายปี แม้ท่านอ๋องจะส่งคนออกไปสืบหาทั่วทั้งแผ่นดินแต่ก็ยังไร้วี่แวว ลำพังท่านกับข้า ตอนนี้ก็ยากจะหาคนที่ไว้ใจได้อยู่แล้วเหล่าขุนนางพวกนี้วันๆ ไม่คิดจะทำการงานใดๆ เอาแต่ประจบสอพลอ ถ้าไม่ใช่ว่าท่านอ๋องยังเกรงใจเราสองคนอาศัยแค่คนพวกนั้น ไม่มีทางที่จะทำให้บ้านเมืองเป็ปึกแผ่นขึ้นมาได้”
ราชครูนิ่งฟังด้วยความตั้งใจ สิ่งที่อัครมหาเสนาบดีเอ่ยมานั้นไม่ต่างกับความคิดของเขาเลยสักนิด บ้านเมืองที่สงบเรียบร้อยในวันนี้เหมือนกำลังรอวันปะทุ แต่เขาสองคนจะทำอะไรได้
“ท่านก็เลยคิดจะวางมือไปพร้อมกับท่านอ๋องสินะ” ราชครูถามออกไปตรงๆ
“หรือตัวท่านไม่ได้คิดเช่นเดียวกับข้า” ไม่ต้องคิดนาน อัครมหาสนาบีก็ตอบกลับมาตรงๆเช่นกัน
“แต่ข้าเองก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมเมื่อเช้านี้ท่านจึงยกเื่น้ำท่วมขึ้นมาพูด”
“ข้าอยากจะทำให้มั่นใจว่าเมื่อองค์รัชทายาทกลับมา เราสองคนจะมีโอกาสได้ถวายงานก่อนคนอื่น”อัครมหาเสนาบดีตอบออกไป เมื่อเห็นว่าราชครูมีสีหน้าสงสัยไม่เข้าใจในสิ่งที่พูดอัครมหาเสนาบดีก็อธิบายต่อ
“อย่างที่เรารู้กันดีตอนนี้ท่านอ๋องได้ส่งคนออกไปสืบหาตัวคุณชายไปทุกที่ เท่าที่ข้ารู้มาคุณชายไม่ได้ไปไหนไกลเลย แต่เที่ยวสนุกอยู่ในเมืองหลวง ตัวคุณชายนั้นรู้ดีว่าจะกลับมาก็คงจะไม่ได้รับความนับถือจากขุนนาง สู้หลบลี้หนีหน้าไปสักพักรอพวกเราวางมือจึงจะค่อยกลับมา หาคนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะอยู่ภายใต้การบังคับบัญชามาทำงานร่วมกันจะยังดีกว่าเพราะยังไงตำแหน่งรัชทายาทก็ไม่ได้หนีไปไหนแน่ ข้าเชื่อว่าคงอีกไม่นานคุณชายก็คงจะถูกนำตัวกลับมาเป็แน่ ที่ข้ายกเื่น้ำท่วมขึ้นมาก็เพื่อให้อำมาตย์เฟยฉีกับอำมาตย์ลี่ถัง ได้ออกไปอยู่ดูแลการสร้างเขื่อนอยู่นอกเมืองสักพัก พวกเราต้องกันเขาให้ห่างไกลจากคุณชายให้มากที่สุดแน่นอนถ้าเฟยฉีออกไปทำงาน ลี่ถังก็ต้องไปร่วมด้วยเป็แน่ ท่านต้องไม่ลืมว่าสองคนนี้คือไม้เบื่อไม้เมากับเรามานาน ถ้ามีสองคนนี้อยู่ งานของเราก็คงจะยากขึ้นอีกอย่าง ข้าทราบมาว่า ลี่ถังผู้นี้ แอบไปกว้านซื้อที่ดินในเมืองฉูไว้ไม่น้อยหากเขาสามารถแปลงที่ดินรกร้างให้เป็ที่เกษตรกรรมได้ มีรึที่เขาจะปฏิเสธ”
“แผนการท่านช่างล้ำลึกยิ่งนักข้านับถือท่านจริงๆ” ราชครูเอ่ยคำชมออกมาจากใจ
“ในตอนนี้ที่ข้ากังวลก็คือ ทำอย่างไร เราถึงจะนำคุณชายกลับมาใน่ที่สองคนนั้นไม่อยู่ข้าได้ข่าวมาว่าม้าเร็วจากเมืองหลวงที่มาส่งข่าว ก็ถูกลอบสังหารเสียแล้วยังเป็ปริศนาอยู่ว่าใครกันที่ไม่อยากให้คุณชายกลับมายังแคว้นเหอฉี ถึงได้กล้าทำกันขนาดนี้”
“มันจะเป็ใครซะอีกละ” ราชครูเอ่ยขึ้นมาเบาๆ
“ท่านรู้เื่นี้เหรอ”อัครมหาเสนาบดีแปลกใจยิ่งนัก
“คุณชายชิงอวิ้นผู้นี้แม้จะดูว่าร่อนเร่ไปมา ไม่มีหลักแหล่ง แต่ด้วยนิสัยใจคอที่เป็คนกล้าหาญ มุทะลุชอบคบค้าสมาคมกับคนทุกคนไปทั่ว ไปอยู่ที่ไหนก็มีสหายคบหาไปทุกที่เมื่อเป็แบบนี้จะมีใครอีกละที่ไม่อยากให้เขากลับมาแคว้นเหอฉี”ราชครูทิ้งปริศนาไว้ให้อีกฝ่ายได้คิด
“เป็คุณชายเองหรอกหรือ” อัครมหาเสนาบดีตอบกับเองอย่างไม่มั่นใจนัก
“ถ้าอยากจะให้คุณชายกลับมาเราก็ต้องสร้างผลงานให้คุณชายได้มีชื่อเสียง หาไม่แล้วคุณชายก็คงจะพเนจรอยู่แบบนี้ไม่มีที่สิ้นสุด” ราชครูเอ่ยแผนการออกมา
“ท่านจะทำอย่างไรบอกมาเลย ข้ายินดีให้ความร่วมมือเต็มที่”
“ท่านยังมีพรรคพวกในเมืองหลวงอยู่ใช่มั้ย” ราชครูเอ่ยถาม
“ก็เหมือนกับท่านข้ายังมีเส้นสายอยู่ในเมืองหลวงมิใช่น้อยคนพวกนี้ล้วนแล้วแต่เคยอยู่ในบัญชาของข้าเมื่อครั้งเราออกศึกา ท่าน้าเท่าไหร่ จะให้ทำอะไรบอกมาได้เลยคนพวกนั้นยินดีถวายชีวิตให้กับข้าอยู่แล้ว”
“ดีมากแล้วข้าจะบอกท่านอีกที งานนี้เราจะต้องปกปิดเป็ความลับระหว่างเราสองคนจะให้ใครรู้ไม่ได้ แม้แต่ท่านอ๋อง” ราชครูเอามือลูบเคราตัวเองเบาๆเขาพยักหน้าด้วยความยินดี มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นที่ริมฝีปาก แผนการที่เขาได้วางไว้ถ้าได้อัครมหาเสนาบดีมาร่วมด้วยก็คงจะสำเร็จได้ไม่ยาก