
ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง เสียงปืนดังสนั่นอีกครั้ง
แมพล้มลงไปนอนบนพื้นหญ้าจากการโดนะุยิงเข้าบริเวณกลางหลังเต็มๆ ะุอีกนัดยิงเฉี่ยวแขนขวาของฟ้าใส
“แมพรีบลุกขึ้นเร็ว” ฟ้าใสกล่าวพร้อมพยุงแมพขึ้นมา แต่ด้วยแรงอันน้อยนิดของเธอ บวกกับน้ำหนักตัวของแมพที่หนักเกือบเจ็ดสิบกิโล ทำให้ฟ้าใสไม่มีแรงมากพอจะดึงแขนแมพขึ้นมา “รีบลุกขึ้นสิ”
“ไม่ไหวแล้ว เธอรีบหนีไปเถอะ”
“ไม่เราต้องไปด้วยกัน” ฝ้ายกล่าวด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่นเด็ดขาดรวมทั้งสีหน้าที่แสดงออกถึงความจริงจังของเธอ
“ฝ้ายพูดถูก”
“ไม่ไหวหรอก ตอนนี้ลุกขึ้นไม่ไหวแล้ว ถ้าพาเราไปได้ก็คงเดินได้ช้ามากๆ ที่สำคัญฝั่งโน้นมีปืนนะ สามารถยิงพวกเราจากระยะไกลได้”
“แต่...” ปัง ปัง ฟ้าใสยังไม่ทันพูดจบเสียงปืนก็แทรกขึ้น ะุโดนแขนซ้ายของฟ้าใสเต็มๆ “อ๊ากกก” ฟ้าใสร้องด้วยความเ็ป
“หมอบลงเร็ว” ฝ้ายกล่าวเพื่อให้ทุกคนหมอบต่ำไว้ มีต้นอ้อยเป็โล่ป้องกันได้
ปัง ปัง เสียงปืนดังสนั่นอีกครั้ง แต่รอบนี้ะุยิงไม่โดนใคร
“รีบหนีไปเถอะ”
“แต่ว่า”
“หนีไปซะ” แมพตะคอกใส่ฟ้าใส
“พวกเราไม่ทิ้งเธอไว้เหรอนะ” ฝ้ายกล่าว
“ขอพูดตรงๆเลยนะ ถ้าอยู่อย่างนี้ต่อไปมือปืนจะตามเราทัน และเราจะตายกันหมด เข้าใจหรือป่าว รีบไปเถอะ”
“ไม่ ถ้าเราหนีไปเธอต้องถูกฆ่าตายแน่ๆ” ฟ้าใสว่า
“อย่าลืมสิ เราเป็พระเอกของเื่นี้นะ ผู้แต่งไม่ให้เราตายโง่ๆแบบนี้หรอก ถ้าเราตายจริงๆผู้แต่งโดนคนอ่านด่าเละแน่”
“...” “....” ทั้งฟ้าใสและฝ้ายเมื่อได้ยินอย่างนั้นก็พูดอะไรไม่ออก
“ไปเถอะ” แมพยืนยันคำเดิมอย่างหนักแน่น
“ตลกละ รีบลุกขึ้นเถอะแมพ” ฟ้าใสกล่าว
“ลุกขึ้นไม่ไหวแล้วละ”
“รีบหาที่ซ่อน แล้วพวกเราจะหาคนมาช่วย” ฟ้าใสกล่าวและหันหน้ามามองดวงตาสีน้ำตาลเข้มของฝ้ายเหมือน้าสื่อสารอะไรบ้างอย่าง
ฝ้ายหันมองซ้ายมองขวา จากนั้นมองมาที่ฟ้าใสและพยักหน้า ก่อนที่ทั้งคู่จะออกมาจากที่หลบและรีบวิ่งหนีให้เร็วที่สุด
“ไหวไหมฝ้าย” ฟ้าใสถามเพื่อนของเธอ เพราะฝ้ายต้องแบกพี่สาวหรือเ้าหน้าที่สาวของอุทยานแมลงที่อาสาขับรถมาส่งพวกเรา ตอนนี้พี่สาวยังไม่ได้สติเช่นเดิม ด้วยส่วนสูงประมาณร้อยห้าสิบกว่าและรูปร่างผอมบาง ทำให้น้ำหนักตัวไม่เยอะ ฟ้าใสคิดว่าตัวเองน่าจะให้พี่สาวผู้นี้ขี่หลังได้ เป็การแบ่งเบาภาระของฝ้ายอีกด้วย
“แค่นี้สบายมาก”
ปัง ปัง ปัง ปัง ะุยิงเฉี่ยวศีรษะของฟ้าใสเพียงหนึ่งมิลลิเมตร
ฟ้าใสและฝ้ายวิ่งหนีอยู่ในไร่อ้อย มือปืนก็วิ่งตาม
เสียงแหลมๆดังขึ้นอีกแล้ว นั้นทำให้ฝ้ายเผลอเอามืออุดหู พี่สาวที่ขี่หลังฝ้ายอยู่ก็ล่วงลงมากระแทกพื้นหญ้าเสียงดังตุบ ทางด้านฟ้าใสก็รู้สึกปวดแก้วหูไม่ต่างจากฝ้าย “รีบวิ่งต่อเถอะ เดี๋ยวพี่สาวเราจะช่วยต่อเอง” ฟ้าใสกล่าวและให้พี่สาวขี่หลัง ฟ้าใสวิ่งต่อประมาณสิบก้าวก็เหนื่อยและรู้ว่าตัวเองรับนํ้าหนักไม่ไหว เมื่อฝ้ายเห็นฟ้าใสหยุดวิ่งก็รู้ได้ทันทีว่าเพื่อนรับน้ำหนักไม่ไหวแน่ๆ
“มาๆ” ฝ้ายกล่าวและแบกพี่สาวต่อ
สหายทั้งสองวิ่งไปข้างหน้าท่ามกลางไร่อ้อยโดยไม่รู้เบื้องหน้ามีอะไรรอพวกเธออยู่

ปัง ปัง ปัง เสียงปืนดังอีกหลายครั้ง ะุพุ่งชนต้นอ้อยข้างทาง มีเสียงดัง ซุบๆ ทั้งคู่วิ่งไปข้างหน้าเรื่อยๆ ในที่สุดพ้นจากไร่อ้อย เบื้องหน้าพบ
อาคารสีเขียวอ่อนมีสองชั้นขนาดเล็กหรือเรียกให้ถูกคงเป็บ้านหลังเล็กๆจะเหมาะสมมากกว่า ทั้งคู่วิ่งเข้าไปขอความช่วยเหลือที่อาคารแห่งนั้น
“ก๊อกๆ ช่วยด้วยค่ะ ก๊อกๆ ช่วยด้วยค่ะ” ฟ้าใสทุบประตูอย่างรุนแรงและะโขอความช่วยเหลือ ทันใดนั้นประตูก็เปิดออก ชายวัยกลางคนผู้มีกายสีน้ำผึ้งเดินออกมา
“เด็กๆมีอะไรหรือป่าว”
“ขอหลบเข้าไปเข้าในนะค่ะ” ฟ้าใสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
“เกิดอะไรขึ้น” ชายวัยกลางคนมองไปที่ฝ้าย เห็นเธอกำลังแบกมะนาวเพื่อนรุ่นน้องสมัยเด็กของตัวเอง
“หนูถูกคนไล่ยิงมาค่ะ”
“เข้ามาหลบข้างในก่อน” ชายวัยกลางคนกล่าวเชิญชวน
ทั้งคู่หลบเข้ามาในอาคารเล็กๆ ข้างในมีโต๊ะทำงานสีเขียว มีตู้โชว์ที่เต็มไปด้วยรูปถ่าย ฝาผนังแขวงรูปพระสงฆ์ ชายวัยกลางคนปิดประตูและล็อคลูกบิดประตู จากนั้นเขาเดินไปยกโต๊ะทำงานสีเขียวมาขวางประตูไว้
เมื่อเข้ามาภายในอาคารเล็กๆ ฝ้ายให้พี่สาวนอนบนพื้น ตอนนี้ฝ้ายปวดไหล่และปวดต้นแขนมาก เพราะเธอต้องแบกพี่สาวมาตลอดทาง เธอจึงเหยียดแขนสุดขึ้นเหนือศีรษะและมือประสานกัน ยืดแขนให้ตึง
ชายวัยกลางคนเดินมาหาพี่สาวพร้อมกล่าว “มะนาว มะนาว ได้ยินพี่ไหม” สาวผู้นี้ไม่มีท่าทีจะตอบกลับ นอนนิ่งอยู่อย่างนั้น ชายวัยกลางคนเห็นเืเลอะที่พื้น เมื่อเขาสังเกตพบว่าเืไหลออกมาจากบริเวณเอว เขารู้ทันว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป “พวกหนูห้ามเืหรือยัง”
“ยังค่ะ ตอนนั้นหนูใมาก” ฝ้ายตอบ
ชายวัยกลางคนรีบเดินไปหยิบนํ้าเกลือล้างแผลที่เก็บอยู่ในลิ้นชักของโต๊ะทำงานสีเขียว โดยตอนนี้โต๊ะตัวนี้ทำหน้าที่ขวางประตูอยู่
ชายวัยกลางคนเปิดชายเสื้อขึ้นมา แล้วใช้นํ้ายาล้างแผลเทใส่แผลบริเวณที่ถูกยิงและนำเสื้อยืดคอกลมมามัดปากแผลไว้
“เอาละ เราต้องแจ้งตำรวจ” ชายวัยกลางคนกล่าวพร้อมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทรแจ้งตำรวจ
ในขณะนั้นเองเสียงแหลมๆก็เกิดขึ้นอีกครั้ง และะุปืนทะลุประตูมาโดนกระจกของตู้โชว์แตก
“รีบหนีเถอะ” ฝ้ายกล่าว
“เห็นด้วยเป็อย่างยิ่ง” ฟ้าใสตอบด้วยน้ำเสียงที่แสดงความหวาดกลัว
“แล้วเราจะหนียังไง จะไปทางไหน” ฝ้ายกล่าวด้วยความสับสน
ในระหว่างที่ฟ้าใสกับฝ้ายพูดคุยกันอยู่ ชายวัยกลางคนผู้นี้จบการสนทนาทางโทรศัพท์กับตำรวจพอดี “ตำรวจกำลังมา อีกประมาณ 5 นาที ตอนนี้เราต้องหาที่ซ่อน ไปชั้นบนกัน ที่นั้นมีห้องลับอยู่ใช้หลบได้ดีเลย” ฟ้าใส ฝ้ายและชายวัยกลางคนที่กำลังอุ้มมะนาวก็พากันเดินขึ้นบันไดไม้ที่ดูเก่าๆ บางขั้นบันไดเมื่อวางเท้าก็มีเสียงดังเอี๊ยด เมื่อถึงชั้นบน ชายวัยกลางคนพาเดินเข้าไปในห้องนอนของตนเอง ภายในห้องดูสะอาด หมอน หมอนข้าง ผ้าห่มพัดเก็บเป็ระเบียบเรียบร้อย ชายวัยกลางคนเปิดตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่และเลื่อนผนังหลังตู้ นั้นเป็ประตูเข้าสู่ห้องลับ “อยู่ในนี้จะปลอดภัย” ชายวัยกลางคนกล่าวและเดินนำเข้าไปในห้องลับ ฟ้าใสและฝ้ายเดินตามเข้าไป
ห้องลับมีขนาดเล็ก ภายในไม่มีอะไรอยู่เลยหรือถ้าให้อธิบายง่ายๆก็เป็ห้องว่างเปล่าแม้แต่หลอดไฟก็ไม่มี ทำให้ภายในห้องมืดมาก ชายวัยกลางคนหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อใช้แสงสว่างจากโทรศัพท์ ทุกคนนั่งลงบนพื้นที่เต็มไปด้วยฝุ่นซึ่งมะนาวเป็คนเดียวที่นอนบนพื้น ตอนนี้ฟ้าใสคิดว่าตัวเองเลือกชุดมาเที่ยวถูกต้องเพราะวันนี้ต้องหลบช้าง วิ่งหนีะุ ซึ่งก่อนหน้านี้ฟ้าใสอยากใส่ชุดเดรสสีขาวที่พึ่งซื้อมาใหม่จากเดอะมอลล์ เหตุผลที่ทำให้เธอเปลี่ยนใจมาจากฝ้าย เพราะฝ้ายอยากให้ฟ้าใสใส่กางเกงยีนส์เป็เพื่อน ถือว่าโชคดีถ้าใส่ชุดเดรสมาวันนี้ไม่สะดวกแน่ๆจะวิ่ง จะนั่งก็กลัวโป๊
“จำหน้าคนร้ายได้หรือป่าว” ชายวัยกลางคนถาม
“จำไม่ได้ค่ะ” ฟ้าใสเอ่ย
“คนร้ายมีกี่คน”
“ไม่รู้ค่ะ”
“อย่างนี้แย่แน่ๆ แล้วพวกหนูโดนไล่ยิงได้ยังไง”
ฟ้าใสกับฝ้ายนั่งนิ่งอยู่ชั่วครู่ พวกเธอไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไงดี “เอ่ยคือ...เื่มันค่อนข้างยาวมากค่ะ ถ้าสรุปสั้นๆก็คือ ขับรถอยู่ดีๆ ก็ถูกไล่ยิงค่ะ” ฟ้าใสพูด
“ก่อนหน้านี้ขับรถปาดหน้าใครหรือป่าว”
“คนขับคือพี่สาวคนนี้ค่ะ รถของหนูมีปัญหา พี่สาวเลยขับรถมาส่ง ระหว่างทางก็โดนไล่ยิง”
“มาจากอุทยานแมลงใช่ไหม”
“ค่ะ”
หลังจบการสนทนาทุกคนทำได้เพียงนั่งรอและก็รอ รออยู่อย่างนั้น รออยู่อย่างนี้ รอคอยเ้าหน้าที่ตำรวจอยู่เรื่อยไป ฝ้ายนั่งคุกเข่าและมองไปที่แขนฟ้าใส เธอจำได้ว่าฟ้าใสถูกยิง แต่เืออกน้อยมาก แขนเสื้อแทบไม่มีรอยเลอะเื
“ฟ้าใสโดนยิงมาไม่ใช่เหรอ เธอลืมทำแผลหรือป่าว” ฝ้ายเอ่ยขึ้นมา
“ใช่...ก็มันไม่รู้สึกเจ็บอะเลยลืมไปเลยว่าโดนยิง”
“ไม่เจ็บ” ฝ้ายพูดพร้อมสีหน้าที่ประหลาดใจอย่างชัดเจน
“ใช่ ไม่รู้สึกอะไรเลย ขยับแขนได้ปกติ” ฟ้าใสกล่าวพร้อมขยับแขนข้างที่ถูกยิง
“แปลกนะหรือะุแค่เฉี่ยว” ฝ้ายกล่าว
แปลก...เดี๋ยวนะรู้สึกคุ้นๆ... ความทรงจำของฟ้าใสก็นึกถึงคำพูดของท่านผู้นำเมสันที่ให้ฟ้าใสสังเกตตัวเอง เพราะความสามารถลักษณะใหม่ที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน ไม่มีข้อมูล ไม่รู้ว่าทำอะไร หรือส่งผลอะไรบ้าง บางคนอาจมีหลายความสามารถ จริงสิ เราโดนยิงแต่ไม่รู้สึกเจ็บ แปลกจริงๆ หรือ หรือว่า เรา เราจะมีหลายความสามารถ “นี้ๆ เป็อะไรหรือป่าว” ฝ้ายกล่าวเพราะเห็นฟ้าใสนั่งเหม่อลอย
“ไม่มีอะไรเหรอ”
“ต้องทำแผลนะ” ชายวัยกลางคนกล่าว “อยู่ที่นี้กันก่อนนะ เดี๋ยวไปเอาอุปกรณ์มาทำแผลให้” เมื่อเขาพูดจบก็ออกจากห้องลับไป
ฟ้าใสไม่ทันห้ามเขาก็ออกไปแล้ว
เสียงแหลมๆดังต่อเนื่องมานานแล้ว และไม่มีทีท่าจะหยุดในเร็วๆนี้ แต่ความแหลมของเสียงก็ไม่มากนัก มันทำให้ทุกคนรำคาญมากกว่าการปวดแก้วหู
ตูม เสียงดังมาจากชั้นล่าง ฟ้าใสไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ได้แต่คาดเดาว่าเป็เสียงะเิหรือเสียงอะไรสักอย่างพังนี้ละ แต่นั้นก็เป็สัญญาณที่ไม่ใช่เื่ดี ฟ้าใสกับฝ้ายมองดวงตาอันหวาดกลัวของกันละกันอย่างเงียบสงบ ไม่พูดคุยกันแม้แต่คำเดียวเพราะทั้งคู่รู้ว่าการส่งเสียงอาจทำให้มือปืนรู้ตำแหน่งห้องลับได้
หลังจากนั้นเสียงแหลมๆก็ดังมากขึ้น เสียงสูงมากขึ้น ทำให้ฟ้าใสและฝ้ายเอามือปิดใบหูไว้ เสียงนี้แหลมมากทำให้กระจกของตู้โชว์ที่อยู่ชั้นล่างแตกจนหมด ฟ้าใสทรมานมาก อยากจะร้องออกมาแต่ก็ทำไม่ได้ มันแสบหูไปหมด
“อ๊ากก” เสียงร้องดังมาจากข้างล่าง ยิ่งทำให้ฟ้าใสกลัวมากขึ้นไปอีก
เสียงปืนดังต่อเนื่องประมาณ 15 นาทีก็หยุดลง เสียงแหลมๆที่ดังมาอย่างยาวนานแค่ไหนก็ไม่รู้ แต่ตอนนี้มันหยุดลงแล้วเช่นกัน บรรยายโดยรอบกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ไม่รู้ว่าการเงียบสงบเช่นนี้จะเป็ข่าวดีหรือข่าวร้าย เหมือนกับก่อนพายุใหญ่ถาโถมเข้ามาทะเลมักสงบหรือป่าวนะ
.
.
.
.
เข็มนาฟิกาขยับไปเรื่อยๆ จากวินาทีเป็นาที จากนาทีกลายเป็ชั่วโมง ถึงแม้เวลาจะผ่านมานานมากแล้ว สหายทั้งสองไม่กล้าลุกออกไปไหน ได้เพียงนั่งอยู่อย่างนั้น ถึงแม้มีความคิดจะลงไปตามหาชายวัยกลางคนแต่ก็ไม่กล้าพอ ฟ้าใสนั่งท่าขัดสมาธิยาวนาน นั่งท่านี้ั้แ่เข้าห้องลับโดยไม่มีการเปลี่ยนท่านั้ง ตอนนี้ฟ้าใสเริ่มรู้สึกว่าขาข้างซ้ายจะเป็เหน็บชา จึงเปลี่ยนมานั่งท่าชันเข่า
“แมพจะเป็ยังไงบ้าง” ฝ้ายกล่าวด้วยความเป็ห่วงปนกับความรู้สึกผิดที่ต้องทิ้งเขาไว้กลางทาง
“พี่ชายคนนั้นก็เหมือนกัน ถ้าไม่ลงไปเอาอุปกรณ์ปฐมพยาบาลก็ลงไม่เป็อะไรแท้ๆ” ฟ้าใสพูดด้วยนํ้าเสียงอันโศกเศร้า เมื่อพูดจบประโยคเธอก็เอามือทั้งสองข้างขึ้นมาปิดตาและร้องไห้อย่างเงียบๆโดยไม่มีเสียงร้องใดๆออกมา
“ไม่ใช่ความผิดของฟ้าใสนะ” ฝ้ายกล่าวพร้อมกับใช้มือข้างซ้ายลูบหลังฟ้าใสอย่างช้าๆด้วยความทะนุถนอมเบาๆ
“ขอให้ยังมีชีวิตอยู่นะ” ฟ้าใสรำพึงรำพันเบาๆ
“ต้องเป็อย่างนั้นอยู่แล้วละ”
“เราจะออกไปเมื่อไหร่”
“รอตำรวจมาแล้วค่อยออกไป”
“แต่นี่ก็นานแล้วนะ”
“ไม่รู้เหมือนกัน”