เ้าบ่าวสกุลฉือคนนั้นมีลูกติดได้ยินมาว่าเด็กคนนั้นอายุเพียงหนึ่งขวบกว่าเท่านั้นเอง ถ้าเช่นนั้นเธอก็จะกลายเป็พี่เลี้ยงเด็กฟรีและจะต้องกลายเป็พี่เลี้ยงมืออาชีพดูแลเด็กงั้นหรือ?
แม้ว่าจะนั่งอยู่บนเกวียนลาแต่หลินกู๋หยู่ก็ยังรู้สึกได้ว่าร่างกายเริ่มมีหยาดเหงื่อซึมออกมาแล้ว
ท้องฟ้าเริ่มสว่างแล้วอากาศก็เริ่มร้อนขึ้น
เกวียนลาเคลื่อนไปและแกว่งไกวไปมาในเวลาเดียวกันคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกหนึ่งชั่วยามก่อนที่เกวียนลาจะหยุด
เกวียนลาถูกล้อมรอบไปด้วยกลุ่มคนขาของหลินกู๋หยู่รู้สึกอ่อนแรงเล็กน้อย เมื่อมองลงไปที่เสื้อผ้าของตนเอง นางก็รู้สึกว่ามันสกปรกเล็กน้อย
การแต่งงานนี่มันยากลำบากกว่าการทำงานเยอะเลย
หลินกู๋หยู่ถูกคนพยุงเข้าไปในห้องก้มศีรษะลงมองดูสิ่งที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าอย่างระมัดระวังและก้าวข้ามเตาอั้งโล่อย่างตัวสั่น ก่อนที่จะก้าวไปสองก้าวฝ่าเท้าของนางก็ถูกพรมด้วยน้ำ
นางเองก็ไม่รู้เหมือนว่านี่มันเป็ธรรมเนียมอะไรกันตอนนี้หลินกู๋หยู่รู้สึกว่าตัวเองเป็เหมือนหุ่นเชิดตัวหนึ่งที่คนอื่นบอกให้ทำอะไรนางก็จะต้องทำตามที่คนอื่นบอก
หลังจากเสร็จพิธีการที่แสนจะน่าเบื่อตามธรรมเนียมมากมายเ่าั้หลินกู๋หยู่ก็ถูกพยุงเดินเข้าไปในบ้าน
ชายที่อยู่ตรงหน้ารูปร่างสูงหลินกู๋หยู่รู้สึกว่าตนเองสูงไม่ถึงไหล่ของบุรุษผู้นั้นด้วยซ้ำ
ถ้าวัดตามความสูงในยุคปัจจุบันแล้วนางสูงราวหนึ่งร้อยห้าสิบเิเ ส่วนผู้ชายที่อยู่ด้านหน้านางดูเหมือนว่าจะสูงราวหนึ่งร้อยแปดสิบเิเ
ต่อไปคือการกราบไหว้ฟ้าดิน
ในเมื่อมาถึงจุดนี้แล้วหลินกู๋หยู่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำตาม
แม้ว่าใจจริงของหลินกู๋หยู่จะ้าที่จะต่อต้านมากเพียงใดก็ตามแต่นางก็ไม่สามารถทำได้
มือของสตรีคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆนั้นดูจะมีเรี่ยวแรงมากเป็พิเศษ นางใช้มือกดร่างของหลินกู๋หยู่ลงเต็มแรง
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการแล้วหลินกู๋หยู่ก็ถูกนำตัวออกจากพิธีการพร้อมเหงื่อโชกทั้งตัว
"เ้านั่งรอที่นี่ก่อน"เสียงของสตรีคนหนึ่งดังจากด้านหน้าของนาง "ข้าจะเฝ้าเ้าอยู่ที่หน้าประตู!"
มันไม่ใช่การเปลี่ยนวิธีคุมตัวหรอกหรือ!
เมื่อได้ยินเสียงประตูปิดหลินกู๋หยู่พลันคว้าผ้าคลุมศีรษะไปวางไว้ข้างๆ พลางกลอกตามองรอบๆ ห้อง
สภาพแวดล้อมภายในห้องนี้ดูเป็ระเบียบเรียบร้อยแม้ว่าขนาดห้องจะไม่ใหญ่มากแต่เมื่อเปรียบเทียบกับบ้านของสกุลหลินที่นางอาศัยอยู่แล้ว ห้องนี้ย่อมดีกว่ามาก
หน้าต่างด้านข้างเปิดออกเล็กน้อยหลินกู๋หยู่ทอดมองผ่านช่องว่าง นางเห็นสวนผักสีเขียวด้านนอก
หลังจากปัดฝุ่นออกจากเท้าหลินกู๋หยู่ก็เดินมองดูสภาพแวดล้อมรอบๆ ห้อง
ห้องนี้อยู่ทางทิศเหนือประตูหันไปทางทิศใต้ขนาดห้องนั้นไม่ใหญ่มากนัก เตียงอยู่ทางทิศตะวันออก หน้าต่างอยู่ทางทิศตะวันตกและมีโต๊ะสี่เหลี่ยมอยู่ใต้หน้าต่าง มีเทียนไขหนึ่งแท่งวางอยู่บนโต๊ะและยังมีถ้วยเล็กๆ สองสามใบวางไว้ข้างๆ กาน้ำชา
หลินกู๋หยู่เดินไปแตะถ้วยเป็ถ้วยที่สมบูรณ์ปราศจากรอยร้าวหรือรอยแตกเสียหาย แปลกจริงสกุลหลินไม่มีถ้วยหรือชามที่ปราศจากรอยร้าวเลยสักชิ้น จากมุมมองนี้ สกุลฉือนับว่าเป็สกุลที่ค่อนข้างมีฐานะอยู่บ้าง
หลินกู๋หยู่วางถ้วยลงบนโต๊ะแล้วหันศีรษะทอดมองออกไป นางเห็นกล่องขนาดใหญ่หนึ่งกล่องวางอยู่บนพื้น
ดูเหมือนจะเป็สินสอดที่สกุลหลินมอบให้นางสินะหรือนี่จะเป็สินสอดของจ้าวซื่อ ตอนนี้มันกลายเป็สินสอดของนางแล้ว
เมื่อเดินไปทางทิศตะวันตกก็เห็นข้าวสารธัญพืชวางกองอยู่มากมาย
หรือที่นี่เดิมเป็ห้องเก็บของงั้นหรือ?
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าลอดดังมาจากข้างนอกหลินกู๋หยู่รีบไปที่ด้านข้างเตียง มือคว้าผ้าผืนแดงเพื่อคลุมศีรษะ
นางไม่้าให้คนอื่นพูดถึงนางในทางลบหรอกนะ
หลังจากนั่งลงได้ไม่นานก็รู้สึกได้ถึงความมืดเบื้องหน้า
ทันใดนั้นผ้าสีแดงบนศีรษะของนางก็หายไปในพริบตา
ด้านหน้าของนางเป็สีแดงนางเห็นชายคนหนึ่งสวมเสื้อสีแดงยืนอยู่ตรงหน้า
ในยุคปัจจุบันนางไม่เคยมีแฟนทว่าตอนนี้กลับต้องมาแต่งงาน เมื่อคิดถึงเื่นี้ หลินกู๋หยู่มักจะรู้สึกไม่คุ้นชินอยู่หลายส่วน
หลินกู๋หยู่ขยับตัวไปด้านข้างเห็นชายคนนั้นถูกพยุงให้นั่งลงด้านข้างเตียง
หลินกู๋หยู่ลอบเงยหน้าขึ้นมองผิวของชายคนนั้นเป็สีเหลือง ดวงตาของเขาหมองคล้ำไม่สดใส สภาพเหมือนคนนอนป่วยด้วยโรคร้ายบนเตียงเป็เวลานานอย่างไรอย่างนั้น
การเคลื่อนไหวง่ายๆ อย่างการนั่งลงเขากลับต้องให้คนคอยช่วยพยุงให้ ใบหน้าของเขามีเหงื่อซึมจากความเ็ป
เขาป่วยจริงๆ ด้วยแต่อย่างไรก็ตามนางคิดว่ามันก็ไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นป่วยหนักเช่นคนเล่าลือเช่นนั้น
ทันทีที่หลินกู๋หยู่เงยหน้าขึ้นนางเห็นคนสองคนที่พยุงเขา ใบหน้าของพวกเขาทั้งสองคลุมด้วยผ้า มือของพวกเขาก็ห่อผ้าด้วยเช่นกันเสื้อผ้าที่พวกเขาสวมใส่ก็เป็เสื้อคลุมทั้งตัว
เมื่อชายทั้งสองประคองเ้าบ่าวให้นอนลงพวกเขาก็ยืนขึ้น
“น้องสะใภ้ออกมาก่อน ข้าจะบอกวิธีการดูแลน้องสาม!” ชายที่ตัวเตี้ยกว่าผู้ชายที่นอนอยู่บนเตียงถอดผ้าโพกหน้าออกพูดเสียงเบาก่อนจะฉีกยิ้มให้หลินกู๋หยู่
หลังจากเดินตามสองคนนั้นออกไปหลินกู๋หยู่ก็ได้รู้ว่าคนที่เตี้ยกว่าและอ้วนกว่าเล็กน้อยคือฉือซู่มีศักดิ์เป็พี่ชายคนโตของฉือหาง
ส่วนชายที่มีรูปร่างผอมคล้ายลิงแต่สูงกว่าเล็กน้อยคนนั้นคือฉือเทามีศักดิ์เป็พี่ชายคนรองของฉือหาง
การจัดลำดับนี้เป็การจัดลำดับของสกุลฉือที่เป็ตระกูลใหญ่ทั้งหมดสำหรับบ้านนี้ฉือซู่เป็พี่ชายคนโต ลูกชายคนรองคือฉือเทา ฉือหางเป็ลูกชายคนที่สามได้ยินมาว่ายังมีน้องชายคนสุดท้องอีกคนหนึ่งที่กำลังเรียกหนังสือ มีชื่อว่าฉือเย่
“น้องสะใภ้เดิมทีเ้าสามออกไปล่าสัตว์บนูเา แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เขาถึงกลิ้งตกลงจากูเาหมอบอกว่าเขาอาจจะต้องนอนอยู่บนเตียงไปตลอดชีวิต” ฉือซู่พูดพลางทอดถอนหายใจ “เดิมทีข้าคิดว่าเป็เช่นนี้ก็ไม่เป็ไร พวกเราพี่น้องผลัดกันดูแลเพียงแต่...”
เอ่อ...
หลินกู๋หยู่ก้มศีรษะลงมือทั้งสองข้างไพล่หลัง จากที่ฉือซู่พูด ดูเหมือนว่าส่วนไหนสักแห่งของร่างกายของเ้าสามจะโดนกระแทกอย่างรุนแรงนั่นเป็สาเหตุที่ทำให้ร่างกายของเขาขยับเขยื้อนไม่ได้
“ไม่รู้ว่าเขาเป็โรคอะไรกันแน่ผิวของเ้าสามมีตุ่มสิวผุดขึ้นเยอะมาก หมอบอกว่ามันจะแพร่เชื้อไปติดคนรอบข้างต่อไปถ้าเ้าดูแลเขา เ้าก็อย่าใช้มือแตะต้องตัวเขาโดยตรง รู้หรือไม่?” พี่ชายคนรองฉือเทาพูดด้วยน้ำเสียงไม่แยแส
“พวกเ้าสองคนทำธุระตรงนั้นเสร็จแล้วยังรีบไม่ออกมาอีกพวกเ้าก็ไม่รู้จักสังเกตบ้างเลย ทางนี้งานเยอะเสียจนหมุนตัวแทบไม่ทันแล้ว ทางนั้นมีอะไรให้ต้องพูดให้มากหรือไง!”
ในขณะที่หลินกู๋หยู่กำลังคิดฟุ้งซ่านนางก็ได้ยินเสียงดังลอดมาจากระยะไกล
ประตูทางมุมตะวันออกเฉียงเหนือเปิดกว้างดูเหมือนจะสามารถไปยังลานเรือนหลักได้
จากนั้นก็มีสตรีร่างอ้วนโผล่มาบนศีรษะปักด้วยปิ่น มือเท้าสะเอว ปากะโเสียงดัง
“นั่นคือพี่สะใภ้ใหญ่ของเ้านางแค่พูดเสียงดังไปหน่อย” ฉือซู่พี่ใหญ่ยิ้มอย่างเขินอายเขารีบเดินไปทางที่มาของเสียงนั้น
“พี่สะใภ้ใหญ่สวัสดีเ้าค่ะ!” หลินกู๋หยู่ที่ยืนอยู่ที่เดิมเอ่ยทักทายอย่างสุภาพ
เมื่อได้ยินคำทักทายของหลินกู๋หยู่ซ่งซื่อชะงักงันเล็กน้อย นางพยักหน้าด้วยใบหน้าแข็งเกร็ง ก่อนจะหมุนตัวหันหลังกลับและเดินจากไป
นางน่ากลัวมากขนาดนั้นเลยเหรอ? น่ากลัวถึงขนาดซ่งซื่อก็ยังกลัวจนเดินจากไป
หลินกู๋หยู่ชำเลืองมองที่ประตูจากนั้นก็ย้อนมองกลับมาที่กำแพงนี้ มันสูงมาก แม้ว่านางอยากจะปีนออกไปก็คงยากมากอยู่ดี
กลิ้งตกลงมาจากูเา เขากระดูกหัก?
เดิมหลินกู๋หยู่เรียนแพทย์เมื่อได้ฟังสิ่งที่พี่ใหญ่พูด นางพอจะคิดอะไรบางอย่างออกแล้ว
เด็กสาวเดินไปที่เตียงโดยสัญชาตญาณยื่นมือเพื่อจะถอดเสื้อผ้าของฉือหาง
มือที่ยื่นออกไปหยุดอยู่กลางอากาศด้วยความงุนงง
สายตาสบเข้ากับดวงตาครึ่งหลับครึ่งตื่นเนื่องจากความเหนื่อยล้าของบุรุษผู้นั้น
“อย่าแตะต้องตัวข้า” เสียงของเขาทุ้มต่ำ มีพลังดึงดูดที่ไม่เหมือนใคร “มันจะติดต่อไปยังเ้าได้”
หลินกู๋หยู่เปิดริมฝีปากเล็กน้อยนางนั่งลงข้างเตียงของบุรุษคนนั้นอย่างเป็ธรรมชาติ นางลดศีรษะลงมองอีกฝ่าย"เ้าตกลงมาจากูเาได้อย่างไร?"
ร่างกายของเขาเหนื่อยล้าสุดจะทนมองดูใบหน้าเล็กๆ ขนาดเท่าฝ่ามือของเขา หญิงตรงหน้าดูผอมแห้งไร้เรี่ยวแรงนางดูเหมือนเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ
พี่สาวของนางหนีไปแล้วทำไมนางถึงยังอยู่ที่นี่?
ชายหนุ่มหันศีรษะมองไปทางอื่นเขาไม่อยากคุยกับหลินกู๋หยู่
หลินกู๋หยู่ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจเห็นว่าเขาเป็ผู้ป่วยหรอกนะ นางจึงพูดซ้ำด้วยความอดทน "เ้าตกลงมาจากูเาได้อย่างไรหรือ?"
รออยู่เนิ่นนาน กระนั้นภายในห้องก็ยังคงเงียบสงัด
ท้องของหลินกู๋หยู่ร้องโครกครากอย่างไม่รู้เวลานางไม่ได้กินอะไรมาเลยั้แ่เช้า จึงลุกขึ้นไปหยิบของว่างบนโต๊ะ
ขณะที่เอาขนมยัดใส่เข้าปากหลินกู๋หยู่ก็ได้ยินเสียงทุ้มและแหบห้าวของชายหนุ่ม "อยู่ให้ห่างจากข้าเ้าจะได้มีชีวิตอยู่ได้นานกว่านี้!"
หลินกู๋หยู่ที่กำลังจะลุกขึ้นเป็ต้องหยุดชะงักชั่วคราวจากนั้นก็ค่อยๆ นั่งลงที่เดิม มองไปที่ใบหน้าด้านข้างที่แสดงออกถึงความดื้อรั้นนางตระหนักได้ว่าชายคนนั้นไม่อยากให้นางติดเชื้อจากเขาดังนั้นเขาจึงไม่้าให้นางเข้าใกล้
หลังจากทานของว่างเสร็จแล้วหลินกู๋หยู่ก็เดินไปที่กล่องด้านข้าง ก่อนจะหยิบเสื้อผ้าที่ทั้งขาดและเก่าของตัวเองออกจากข้างในจากนั้นพันมือตัวเองด้วยผ้า แล้วเดินกลับไปที่ข้างเตียง
เด็กสาวเอื้อมมือไปปลดที่คาดเอวของบุรุษที่นอนอยู่
"อย่าอย่า!" ชายหนุ่มใช้แรงที่มีอยู่น้อยนิดยื่นมือไปจับที่คาดเอวของตัวเอง เอ่ยด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักใบหน้าของเขาแดงก่ำ หว่างคิ้วปรากฏรอยย่นเล็กน้อย สุดท้ายจึงไออย่างไม่อาจควบคุมได้
หลินกู๋หยู่มองไปที่ชายหนุ่มด้วยความประหลาดใจทันใดนั้นนางก็ตระหนักได้ว่านี่คือยุคโบราณ ไม่ใช่ยุคปัจจุบันของนาง
“ข้าก็แค่อยากจะดูว่าสิวบนตัวเ้าเป็อย่างไร” หลินกู๋หยู่พูดอย่างใจเย็น “เ้าอย่าคิดมาก”
“ไม่มีทางหายแล้ว” น้ำเสียงของชายหนุ่มแหบแห้ง “หมอบอกข้าแล้ว”
หลินกู๋หยู่เอื้อมมือไปจับมือของชายหนุ่มออกไปแล้วนั่งลงข้างเตียงนางปลดที่คาดเอวเขาออกโดยไม่ลังเล
บางทีอาจจะเป็เพราะอากาศร้อนเสื้อผ้าที่ชายหนุ่มใส่จึงมีไม่มากการต่อต้านที่รุนแรงของเขาไม่ได้ส่งผลอะไรเลยในสายตาของหลินกู๋หยู่
หลินกู๋หยู่ถอดเสื้อผ้าส่วนบนของเขาออกแล้ว
ร่างกายของชายหนุ่มขาวมากแตกต่างกับผิวสีเหลืองบนใบหน้าอย่างสิ้นเชิง
ในขณะที่กําลังจะเปิดปากถามก็ได้ยินเสียงเปิดประตูหลินกู๋หยู่หันไปมอง นางเห็นสตรีนางหนึ่ง อายุประมาณสี่สิบปีกำลังยืนอยู่ที่ประตู
เป็โจวซื่อหลินกู๋หยู่เคยเจอแล้วเมื่อวันก่อน
โจวซื่อเบิกตากว้างอ้าปากค้างขณะมองไปที่หลินกู๋หยู่ และหลังจากสบกับสายตาของเด็กสาวนางก็ปิดประตูและเดินจากไป
สีหน้าของเด็กสาวปรากฏความกระดากอายเล็กน้อยก่อนจะหันมองไปที่ฉือหางปราดหนึ่ง
"นางคือแม่ของข้า"
ใบหน้าของฉือหางแปรเปลี่ยนเป็สีแดงอย่างไม่อาจควบคุมได้ใบหน้าของเขาเป็สีแดงเมื่อเขาไอในคราวก่อน และเป็สีแดงด้วยความเขินอายในคราวนี้หลินกู๋หยู่ไม่ได้สังเกตเห็นแต่อย่างใด
"ข้ารู้"หลินกู๋หยู่ตอบโดยไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองมากนัก จากนั้นมือของนางก็ทำงานต่อไป
ฉือหางมองไปที่หลินกู๋หยู่อย่างตกตะลึงเขาขยับร่างกายอย่างไม่สบายใจเจือความอายเล็กน้อยภายใต้สายตาของนาง
ทันทีที่ขยับตัว เขาก็เ็ปเสียจนต้องกัดริมฝีปากล่างเพื่อไม่ให้ตัวเองส่งเสียงร้องออกมา
บริเวณลำคอ ร่างกายส่วนบนและ่แขนเกิดผื่นแดงจํานวนมากและยังมีรอยของแมลงกัดต่อยทั่วไปอยู่ด้วย
หลินกู๋หยู่ม้วนแขนเสื้อของฉือหางขึ้นนางถามด้วยความจริงจังว่า "มันเริ่มจากส่วนของร่างกายที่เปิดเผยเช่นแขนและลําคอก่อนหรือไม่?"
ร่องรอยของความประหลาดใจแวบเข้ามาในดวงตาของฉือหางเขาพยักหน้าอย่างลังเลเล็กน้อย "อืม”
หลินกู๋หยู่ไม่พูดอะไรต่อตอนนี้นางเกือบจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว
"ฟังที่พี่ใหญ่พูดเ้าตกจากูเา ตกลงมาอย่างรุนแรงหรือไม่?"หลินกู๋หยู่ขมวดคิ้วมอง ถามฉือหางอย่างจริงจัง
"เอว"ดวงตาของฉือหางที่มองไปที่หลินกู๋หยู่แปรเปลี่ยนเป็สีแดง เขาไม่้าพูดคุยกับนางแม้แต่น้อยเพราะนั่นจะไปสะกิดอาการาเ็ของเขา แต่กระนั้นเขาก็ไม่อาจทนที่จะเพิกเฉยต่อนางได้"ขยับไม่ได้แล้ว!”
หลินกู๋หยู่เอื้อมมือเปิดเสื้อผ้าบนร่างกายส่วนบนของฉือหางให้กว้างขึ้น
"เ้าพลิกตัวไปมาได้หรือไม่?" หลินกู๋หยู่ถามอย่างไม่แน่ใจ
แม้ว่าฉือหางจะผอมลงแต่กระนั้นเขาก็ตัวใหญ่มากกว่านาง การที่นางจะพลิกตัวให้อีกฝ่ายด้วยตัวนางเองจะต้องใช้แรงมาก
ฉือหางส่ายศีรษะลดศีรษะลงด้วยความผิดหวัง ความเศร้าเสียใจในสายตานั้นปรากฏให้เห็นชัดเจน"อย่าพยายามให้มากเลย ข้าเหนื่อยแล้ว"
"ข้าจะช่วยเ้าอดทนต่อความเ็ปหน่อยนะ" หลินกู๋หยู่พูดพลางยืนขึ้นช่วยฉือหางพลิกตัวกลับ"ระวัง เมื่อเ้าพลิกตัว ศีรษะ คอของเ้าไม่พลิกตามไปด้วยเ้ามองไปทางด้านข้างเช่นเดิมก็เพียงพอแล้ว"
เมื่อฟังหลินกู๋หยู่พูดดังนั้นฉือหางก็ขมวดคิ้วอย่างทําอะไรไม่ถูก เหมือนกับที่หมอคนนั้นพูดไม่มีผิด
ทว่าการเคลื่อนไหวง่ายๆสําหรับฉือหางนั้นกลับกลายเป็การเคลื่อนไหวที่ยากลำบากมาก เขายังต้องพยายามพลิกตัวอย่างยากลำบากในขณะที่ต้องอดทนต่อความเ็ปในเวลาเดียวกัน
หลินกู๋หยู่พยายามพลิกตัวของฉือหางจากนั้นเอื้อมมือออกไปถอดเสื้อผ้าที่เปิดครึ่งหนึ่งของฉือหางถอดออกทั้งหมดโดยไม่ลังเล
เมื่อเห็นแผลพุพองวงใหญ่บนแผ่นหลังคิ้วของหลินกู๋หยู่ก็ขมวดแน่น
ฉือหางนอนตะแคงบนเตียงเขารู้สึกไม่สบายใจและทำตัวไม่ถูก
หลินกู๋หยู่เหยียดนิ้วมือออกวางมือลงบนลำคอของฉือหางเบาๆ
แผ่นหลังที่น่าหวาดผวาของเขาถูกเปิดออกเดิมเขาตัวร้อนมีไข้เล็กน้อยอยู่แล้ว เมื่อรู้สึกถึงการััของหลินกู๋หยู่ร่างกายของเขาสั่นเล็กน้อยอย่างไม่สามารถควบคุมได้