ขณะที่ทุกคนกำลังแยกย้ายกันจัดการตามเจิ้งเถียนเหมียวสั่งอยู่นั้น เ้าของคำสั่งกลับยืนนิ่งอยู่กลางลานหน้าเรือนเขากรีดฝ่ามือข้างขวาของตนขึ้นเหนือศีรษะ ฉับพลันอากาศยามพลบค่ำก็เย็นะเืหนาวเหน็บหัวใจปราณสีเขียวขนาดเท่ากำปั้นเด็กบังเกิดขึ้นกลางฝ่ามือ เมื่อมันพุ่งขึ้นไปบนฟ้าก็เกิดแสงสีเขียวเจิดจ้าท่ามกลางท้องฟ้ายามราตรีแสงเขียวดุจพลุไฟสามารถมองเห็นได้จากทุกมุมภายในมหานครหวยแห่งนี้
เมื่อมันะเิออกก็เกิดไอควันสีเดียวกับปราณคละคลุ้งด้วยกลิ่นสุรากำจายซ่านปลายทางของไอควันหลายสายหยุดอยู่ที่ร่างของจารชนสอดแนมที่ลอบเข้ามาภายในจวนเพื่อสังเกตการณ์ร่างของพวกมันถูกพลังโจมตีจนต้องรีบล่าถอยอย่างคนหนีตาย
“พวกมดแมลง กล้าสอดขาเข้ามาในอาณาเขตของบิดา”มุมปากข้างขวายกยิ้มเ้าเล่ห์ ก่อนจะหมุนกายก้าวเข้าไปในเรือนอย่างรวดเร็ว
ร่างของหนานกงฉางเซินนอนอยู่บนเตียงไม้ไผ่หลังเดิมเพียงแต่เปลี่ยนสถานที่จากลานหินเขียวหน้าเรือน มาเป็ห้องภายในเรือน
ด้านขวาของห้องมีฮูหยินผู้เฒ่ากำลังนั่งรออยู่บนเก้าอี้ไท่ซือตัวใหญ่มีนายท่านใหญ่และจิ้งหวางยืนอยู่ข้าง ๆส่วนไป๋ซื่อนั้นกำกับดูแลเื่ราวของฝูอวี้ฉยงและบ่าวติดตามจากจวนโหวทั้งสองจึงไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย ขณะที่บ่าวรับใช้ต่างได้รับคำสั่งให้กลับไปั้แ่แรกแล้ว
“เ้าถอดเสื้อผ้า้าของเขาออก บิดาจะฝังเข็มทะลวงจุดชีพจรให้เขา”ผู้เฒ่าเจิ้งส่งสายตาไปยังบุรุษร่างผึ่งผายสวมชุดดำปักลายกระเรียนสีแดงที่ยืนอยู่
“ขอรับ”จิ้งหวางรับคำสั่งแล้วเดินมาจัดการตามที่ผู้าุโประสงค์ครู่ต่อมาคนบนเตียงก็ถูกถอดชุดออกเหลือเพียงกางเกงขายาวตัวล่างเผยให้เห็นร่างขาวโปร่งดุจหยกชั้นดีนอนหลับตาอยู่อย่างสงบนิ่ง หากใบหน้าของผู้หลับใหลกลับซีดเซียวไม่ต่างจากแป้งนึ่งริมฝีปากก็ขึ้นเืช้ำจนกลายเป็สีม่วงเข้ม
“ยังดีที่เดินทางกลับมาทันเวลามิฉะนั้นก็เกรงว่าปราณภายในคงแตกซ่านและย้อนกลับจนตัดชีพจรยุทธ์ในกายลงหากเป็เช่นนั้นจริงก็มีแต่ต้องกลายเป็คนพิการมิอาจฝึกปราณได้อีก”เจิ้งเถียนเหมียวพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่ทว่าบรรดาผู้ฟังกลับไม่อาจนิ่งเฉยได้อย่างผู้พูด
เพราะอาการของหนานกงฉางเซินหนักกว่าที่พวกเขาคาดคิดไว้มาก
“ถึงมือหัตถ์วิเศษอย่างบิดาแล้ว จะกังวลไปใย” คำโอ้อวดออกมาจากปากที่ยกยิ้มของปรมาจารย์แพทย์สูงวัยหากทว่ายิ้มนั้นกลับไปไม่ถึงดวงตาของเขาเลย
ห่อเข็มเงินทำจากผ้าป่านคุณภาพพื้น ๆ ถูกคลี่ออกภายในมีเข็มเงินเกือบร้อยเล่มสอดอยู่ในช่องเก็บ แต่ละเล่มมีขนาดเท่า ๆ กัน
เจิ้งเถียนเหมียวยกมือขวาของตนขึ้นยกนิ้วชี้นิ้วกลางเป็ท่าดรรชนีตั้งตรง แล้วขยับปลายนิ้วทั้งสองหมุนวนเป็วงหนึ่งรอบ
ควับ
เสียงแหวกอากาศดังขึ้นพร้อมกับเข็มเงินเล่มหนึ่งลอยออกมาจากห่อชายสูงวัยเพ่งมองด้วยสมาธิจดจ่อขยับปลายนิ้วทั้งสองอีกคราเข็มที่ลอยอยู่กลางอากาศก็ปักลงบนจุดชีพจรบริเวณกลางหน้าอกอย่างแม่นยำ
ควับ
ควับ
เสียงเข็มแหวกอากาศยังคงดังต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ยิ่งจำนวนเข็มเพิ่มมากขึ้นระยะเวลาในการเรียกแต่ละเข็มขึ้นมาก็ยิ่งเพิ่มตามขึ้นไปคล้ายว่าทุกเข็มที่ลงไปผู้ควบคุมต้องสูญเสียปราณในกายผสานเข้าไปด้วย กว่าปรมาจารย์เจิ้งจะฝังเข็มได้ครบ๓๖ จุดก็กินเวลาไปกว่า ๒ เค่อ
ฝ่ามือเหี่ยวย่นวางไว้เหนือหน้าอกของคนที่นอนอยู่เกิดเส้นสายสีเขียวและสีแดงไหลออกจากปลายนิ้วทั้งห้าปราณกลุ่มนั้นวิ่งตรงไปยังเข็มเล่มแรกที่เจิ้งเถียนเหมียวปักลงไปเมื่อแตะััก็เกิดการเคลื่อนไหวของพลังปราณ มันวิ่งต่อไปยังเข็มเล่มถัด ๆไปจนครบทั้ง ๓๖ เล่ม
บังเกิดเป็สนามพลังฟื้นฟูระดับสูงแม้แรงกดดันไม่ได้เทียบเท่ากับสนามพลังที่เ้าหมาป่าขนเงินปล่อยออกมา แต่ก็มีอานุภาพมากพอให้ฮูหยินผู้เฒ่ากับบุตรชายคนโตต้องถอยห่างออกมาหลายก้าวเดิน
ขณะที่ปรมาจารย์เจิ้งเมื่อผนึกปราณของตนลงไปในเข็มเงินจนเกิดเป็สนามพลังก็ผละจากจุดที่ยืนแล้วมาทิ้งกายลงนั่งบนเก้าอี้ไท่ซืออีกตัว เขาหยิบผ้าสะอาดขึ้นมาซับเหงื่อของตนพลางยกจอกน้ำชาที่วางจนเย็นขึ้นมาจิบดับกระหาย
การฝังเข็มด้วยพลังปราณแม้ไม่ใช่เื่ยากเย็นสำหรับชนชั้นปรมาจารย์แพทย์โอสถระดับสูงเช่นเขาแต่เพราะเสียศูนย์จากการเสียศิษย์รักไปเมื่อเจ็ดปีก่อนเขาจึงไม่มีกะจิตกะใจทำสิ่งใด แม้แต่จะทบทวนวิชาความรู้ที่มีก็เพิกเฉยเสีย
ฉายาภูตเมามายที่แต่เดิมเป็เพียงสมญาเสริมให้บุคลิกนอกกรอบทำอะไรตามอำเภอใจของเขาชัดเจนขึ้น แต่หลังหนานกงหลิวอิงสิ้นชีวิตลงภูตเมามายก็กลายเป็กิจวัตรที่ทำเป็ประจำมากกว่าสมญาประกอบ
ในแต่ละวันหากไม่ดื่มเหล้าเมาสุรา ก็เอาแต่นอนก่ายหน้าผากทอดถอนใจ หรือไม่ก็นั่งตกปลาไร้เหยื่ออยู่ที่ริมน้ำในสำนัก
ยามนี้เมื่อต้องออกฝีมือเป็ครั้งแรกในรอบเจ็ดปีเลยทำให้เขารู้ตัวว่าความสามารถของตนถูกสนิมเกาะจากเนื้อในจนเกือบเสียกระบวน เดิมทีการฝังเข็ม๓๖ จุดสำหรับปรมาจารย์เจิ้งใช้เวลาไม่ถึง ๑ เค่อก็จัดการได้เสร็จสิ้นแล้วแต่วันนี้เขากลับใช้เวลาไปถึง ๒ เค่อ มิหนำซ้ำเมื่อฝังเสร็จก็รู้สึกเหนื่อยล้าดุจคนชรา...
หากเป็ชาวบ้านทั่วไปในผีโจววัยหนึ่งร้อยปีก็คงเป็วัยบั้นปลายของชีวิต เป็ชายแก่ที่มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมืองชีวิตในแต่ละวันถ้าไม่เอาแต่อ่านบทสวดมนต์ ก็คงนั่งดูนกสวยงามที่เลี้ยงไว้ในกรงหรือไม่ก็นั่งเอนหลัง มือหนึ่งถือบทกวี อีกมือก็หยิบเมล็ดแตงโมขึ้นมาแทะแล้วทิ้งเปลือกเกลื่อนกลาดพื้น
หากสำหรับโลกของผู้ฝึกตนอายุหนึ่งร้อยปีกลับเป็เพียงเสี้ยวธุลีของอายุขัย
ระดับยิ่งสูงอายุขัยยิ่งเพิ่มมากขึ้น
แค่ทะลวงเข้าสู่ชนชั้นระดับปฐีก็มีอายุขัยถึง๑๐๐ ปีเข้าไปแล้ว
เจิ้งเถียนเหมียวแม้เป็ผู้บำเพ็ญโอสถแต่ก็มีฐานะเป็ผู้ฝึกตนเช่นกัน ด้วยการก้าวสู่โลกแห่งโอสถจำต้องใช้พลังปราณหล่อเลี้ยง
ผู้บำเพ็ญโอสถทุกคนย่อมเป็ผู้ฝึกตน
แม้จะไม่ตั้งใจฝึกฝนสักเท่าไหร่ทั้งยังใช้ชีวิตด้วยความพึงพอใจของตนเป็ที่ตั้ง หากชายชราอายุหนึ่งร้อยปีผู้นี้ก็ยังได้ชื่อว่าเป็หนึ่งในทำเนียบผู้ฝึกตนระดับบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ขั้น๑ คนนึง
อายุขัยคือหนึ่งคุณวิเศษที่ได้มาจากการบรรลุเขตแดนของโลกแห่งการฝึกตน
อย่างชนชั้นนภาจะมีอายุขัยถึง๕๐๐ ปี
ขณะที่ชนชั้นบรรพชนศักดิ์สิทธิ์เช่นท่านผู้เฒ่าก็อยู่ได้ไปจนถึงอายุ๑ พันปีเลยทีเดียว
ทว่าไม่ใช่ทุกคนจะสามารถก้าวผ่านเขตแดนถัดไปได้ เพราะทันทีที่ผู้ฝึกตนระดับปฐีก้าวย่างสู่เขตแดนถัดไปคนผู้นั้นต้องรับทัณฑ์หกโลกธาตุ ด้วยเพราะฝืนชะตาของหกพิภพ
เพลิงผลาญปฐีอสนีพิฆาต์
หนึ่งเพลิงผลาญแผดเผาจากพื้นดินหนึ่งสายอสนีประหัตปะาจากฟากฟ้า
หากก้าวผ่านก็จะบรรลุสู่เขตแดนถัดไปอย่างแท้จริงแต่หากพลาดพลั้งก็อาจสูญเสียทุกอย่างที่บำเพ็ญมา อย่างดีคือาเ็อย่างร้ายคือพิการชีพจรยุทธ์เสียหายหรืออาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต
เขตแดนยิ่งสูงทัณฑ์หกโลกธาตุยิ่งรุนแรง
เหตุนี้ผู้ฝึกตนที่มีระดับการฝึกฝนห่างกัน๑ เขตแดน ย่อมมีฐานะสูงต่ำแตกต่างกัน
ธรรมเนียมยุทธภพมีข้อหนึ่งบัญญัติไว้
ผู้ฝึกตนชั้นปฐีพบชนชั้นนภาสองมือยกขึ้นประสานคารวะ
ผู้ฝึกตนชั้นปฐีพบชนชั้นบรรพชนศักดิ์สิทธิ์สองเข่าคุกคำนับสองมือประสานคารวะ
ระดับชั้นแตกต่างกันสามเขตแดนขึ้นไปสองเข่าคำนับ สองมือคารวะ ศีรษะโขกเคารพ
เจิ้งเถียนเหมียวผู้นี้จึงมีฐานะสูงส่งอย่างมากในแคว้นหนึ่งดาวแห่งนี้
“ผู้าุโ ไม่ทราบอาการของฉางเซินเป็เช่นไรบ้างขอรับ”เห็นว่าปรมาจารย์เฒ่าเงียบไปนาน จิ้งหวางก็เสียมารยาทเอ่ยถามขึ้นอย่างนอมน้อมต่อให้บุรุษชุดขาวผู้นี้จะเป็อาจารย์ของหนานกงหลิวอิงแต่นี่ก็เป็ครั้งที่สองเท่านั้นที่จิ้งหวางได้พบกับคนตรงหน้า บุรุษหนุ่มจึงต้องรักษากิริยาและท่าทีของตนอย่างระวัง
“ได้ปราณโอสถของบิดาทะลวงจุดชีพจรเข้าไปพรุ่งนี้เช้าก็คงรู้สึกตัวแต่หนานกงหน้าหยกผู้นี้าเ็สาหัสมาก่อนและอยู่ในระหว่างดูดซับโอสถวิเศษเมื่อฝืนใช้พลังจนปราณแตกซ่านบิดาจึงต้องใช้เข็มเงินสกัดพลังบางส่วนของเขาเอาไว้เพื่อรักษาชีพจรยุทธ์”ปรมาจารย์เจิ้งตอบคำถามพร้อมอธิบายอาการของคนเจ็บด้วยความลื่นไหลแต่ที่ดูจะสะดุดหูจิ้งหวางสักหน่อยก็ตรงคำเรียกแทนตนเองของชนชั้นาุโตรงหน้า
ปรมาจารย์เจิ้งผู้นี้มีฐานะาุโผู้สูงส่งแต่กลับใช้คำแทนตนว่า “บิดา” เช่นพวกนักเลงอันธพาลในตลาด มิหนำซ้ำยังเรียกหนานกงฉางเซินว่า“หนานกงหน้าหยก” เลยยิ่งทำให้ท่านผู้มีชื่อเหมือนนักเลงเฒ่าต้วนซิ่ว [1]ที่คิดแทะโลมบุรุษหน้าหยกผู้หมดสติอยู่บนเตียง
แม้แปร่งหูแต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาสนใจเท่ากับสิ่งที่ได้ยิน
“หมายความว่าฉางเซินมิอาจใช้พลังปราณได้หรือขอรับ”
“บิดาสกัดจุดชีพจรบางจุดไว้เท่านั้นทำให้ระดับฝึกตนของหนานกงหน้าหยกลดลงชั่วคราวราวสามถึงสี่ขั้นรอจนโอสถวิเศษดูดซับจนสำเร็จเมื่อนั้นเขาก็จะสามารถเดินพลังปราณคลายจุดที่ถูกสกัดไว้ได้วิธีนี้เป็วิธีที่ดีที่สุดในตอนนี้ เพราะต่อให้บิดาป้อนโอสถวิเศษระดับเสวียนขั้นสูงสุดให้เขาแต่ร่างกายของเขาก็ไม่สามารถดูดซับพลังโอสถเม็ดนี้ไว้ได้ อีกอย่างเพราะจุดชีพจรบางจุดถูกสกัดจะทำให้อารมณ์ของเขาแตกต่างจากเดิมอาจหงุดหงิดง่าย ใจร้อนมากขึ้น หรือโมโหร้าย พวกเ้าเองก็ต้องเตรียมรับมือไว้ให้ดี”
“ขอรับ”
“บิดาจะเขียนเทียบยาไว้ให้เ้าเพียงนำไปขึ้นที่ร้านขายโอสถก็ใช้ได้แล้วอีกอย่างบิดาจะเขียนรายชื่อสมุนไพรอีกส่วน ให้ห้องครัวผสมลงไปกับอาหารที่กินในแต่ละวันส่วนใหญ่เป็สมุนไพรบำรุงปราณ ฟื้นฟูพลัง และสมุนไพรที่ช่วยสงบจิตใจ เหตุนี้คนอื่นๆ ในจวนก็กินอาหารที่ใส่สมุนไพรพวกนี้ร่วมกันได้ไม่ต้องเป็กังวล”มือขวายกขึ้นก็ปรากฏพู่กันไม้หนึ่งเล่ม ขณะมือซ้ายที่วางอยู่บนโต๊ะเคาะปลายเล็บแค่หนึ่งครั้งก็ปรากฎกระดาษแผ่นหนึ่ง
าุโเจิ้งตวัดพู่กันเขียนอักษรลงไปหลายสิบตัวโดยไม่ต้องแตะหมึกเลยสักน้อยเพียงครู่เทียบยาและรายชื่อสมุนไพรก็ปรากฏขึ้นหนานกงจวิ้นฉือในฐานะนายท่านใหญ่ของจวนเดินเข้ามาค้อมกายลงแล้วน้อมรับกระดาษนั้นมาถือไว้อย่างยำเกรง
“แล้วอาการของเสี่ยวฉยง...”เมื่อนายท่านใหญ่เดินกลับไปยืนด้านหลังของมารดา สือเจียหย่งพลางเอ่ยถามถึงคนเจ็บอีกคนเพราะั้แ่เริ่มต้นที่นำร่างของหนานกงฉางเซินและฝูอวี้ฉยงเข้ามาในจวนปรมาจารย์แพทย์ผู้นี้เพียงส่งปราณตรวจสอบทั้งสองครู่หนึ่ง แล้วมอบโอสถคืนปราณหนึ่งเม็ดให้เด็กน้อยก่อนจะบอกให้พานางไปพักที่เรือนที่จัดเตรียมไว้
“ร่างกายนางไม่คล้ายคนเจ็บป่วยบิดาจึงไร้โอสถรักษาที่ทำได้ก็ทำไปแล้วนั่นคือการให้โอสถคืนปราณแก่นาง เื่น่าห่วงนั้นไม่มีแต่เื่น่าสงสัยนั้นมีอยู่มาก รอให้หนานกงหน้าหยกฟื้นขึ้นมาค่อยพูดจากัน”ท่าทีของเจิ้งเถียนเหมียวแตกต่างไป น้ำเสียงไม่ได้ติดทีเล่นเช่นยามพูดคุยก่อนหน้าทั้งหัวคิ้วที่มีขนสีขาวแซมขึ้นมาก็ขมวดขึ้นอย่างคนใช้ความคิด สีหน้าก็มีความคลางแคลงปนหนักใจ
ต้นยามเฉิน[2]วันถัดมานายท่านสามของจวนก็คืนสติเสี่ยวซาบ่าวรับใช้จึงรีบให้คนไปรายงานฮูหยินผู้เฒ่าและนายท่านใหญ่ ไม่นานเ้านายทั้งสองก็มาถึงเรือนพร้อมกับบ่าวรับใช้ เมื่อเห็นว่าหนานกงฉางเซินสามารถลุกขึ้นนั่งและพูดจาได้เกือบเป็ปกติพวกเขาก็หมดกังวลลง ...
ท่าทีของหนานกงฉางเซินไม่คล้ายว่าเคยาเ็สาหัสจนหมดสติมาก่อน
ทั้งสามคนพูดจาถามไถ่กันเกือบ ๒ เค่อหนานกงฉางเซินจึงรู้ว่าหลานสาวที่เขารับมาจากต้าเหลียนยังไม่ฟื้นทว่าปรมาจารย์เจิ้งก็ได้ให้นางกินโอสถเข้าไปแล้วคาดว่ายามบ่ายของวันนี้ก็คงฟื้นขึ้นมา ได้ยินเช่นนั้นบุรุษหนุ่มก็โล่งใจไปเปราะหนึ่งก่อนจะเอนกายพักผ่อนเพราะรู้สึกง่วงงุน
ขณะที่เ้านายทั้งสองกำลังกลับออกมาจากเรือนของคนป่วยก็ได้รับรายงานจากบ่าวว่ามหาขันทีประจำพระองค์ของฉินต้าหวางมาเยือนสองแม่ลูกเหลือบมองหน้ากันอย่างสับสนแต่ก็รีบออกไปต้อนรับอย่างรวดเร็ว และยิ่งแปลกใจเข้าไปอีกเมื่อทราบว่าต้าหวางพระราชทานของกำนัลรับขวัญหลานสาวคนใหม่ของสกุลหนานกง
เป็ของกำนัลล้ำค่าที่ประกอบด้วย
หีบสามใบบรรจุด้วยเหรียญทองหีบละ ๒พันเหรียญ
กล่องไม้ฮวาหลี ๒ กล่อง ภายในมีเครื่องประดับของสตรีทำจากหยกทองคำ และอัญมณีล้ำค่าหลายสิบชิ้น
ส่วนกล่องสุดท้ายเป็กล่องยาวภายในบรรจุโสมคนอายุ ๓๐๐ ร้อยปีไว้หนึ่งต้น
มิหนำซ้ำถัดมาเพียง ๑ เค่อก็มีคนจากสกุลฮั่วและสกุลโต้วนำของกำนัลมามอบให้อีกชุดใหญ่สร้างความแปลกใจให้กับคนในจวนหนานกงอย่างมาก จนเมื่อยามเซิน[3]หลังจากฝูอวี้ฉยงรู้สึกตัวได้ไม่นานจิ้งหวางก็เดินทางมาที่จวนพร้อมไขข้อสงสัยว่าเหตุใดต้าหวาง สกุลฮั่วและสกุลโต้วถึงได้ส่งของกำนัลล้ำค่ามามอบให้หลานสาวคนใหม่ของบ้านหนานกง
จารชนที่สอดแนมเมื่อเย็นวานเป็คนของต้าหวางสกุลฮั่ว และสกุลโต้ว แสงสีเขียวที่ปรากฏกลางฟ้าเมื่อเย็นวานสามารถมองเห็นได้จากทุกมุมในเมืองหลวงทั้งกลิ่นสุราที่มาจากพลังปราณของปรมาจารย์เจิ้งก็ยังติดตามพวกเขาไป
กว่าที่ผู้เป็นายจะรู้ตัวกลิ่นสุราก็ได้คละคลุ้งจนรัศมีร้อยก้าวยังไม่อาจหลีกเร้น
เมื่อคืนวานหลังจิ้งหวางกลับออกจากจวนหนานกงคนของต้าหวางก็รีบมาถ่ายทอดคำสั่งว่าต้าหวางมีพระบัญชาเรียกตัวเขาเข้าวังอย่างเร่งด่วนเมื่อเขาไปถึงพระตำหนักหมาจิ่งก็ได้กลิ่นสุราอบอวลั้แ่ก้าวแรกที่เหยียบพื้นตำหนักพระพักตร์ของผู้เป็พี่ชายต่างมารดาแสดงออกถึงความกลัดกลุ้มพระทัยอย่างหนัก
ไม่นานเขาก็ได้รู้ความจริงที่เกิดแท้จริงต้าหวางให้คนของตนคอยสืบข่าวต่าง ๆโดยเฉพาะปรมาจารย์แพทย์โอสถระดับสูงที่พำนักอยู่ในจวนหนานกง ฐานะและความสามารถของชายชราผู้นี้หากสามารถสร้างสัมพันธ์อันดีกับบุรุษผู้นี้ไว้ได้ย่อมเป็ประโยชน์ต่อแคว้นฉินในภายภาคหน้าไม่คิดว่ายังไม่ทันได้ลงมือทำอะไรก็ดันถูกปรมาจารย์เจิ้งจับได้เสียก่อน
‘ปรมาจารย์เจิ้งผู้นี้นิมีสัยประหลาด มิอาจคาดเดาจิตใจแต่ที่กระหม่อมพอจะแน่ใจอยู่บ้าง คือท่านผู้าุโไม่คิดติดใจเอาความมิฉะนั้นท่านไม่ปล่อยคนของเสด็จพี่กลับมาง่ายดายเช่นนี้แน่เสด็จพี่มิลองพระราชทานของรับขวัญหลานสาวคนใหม่ของสกุลหนานกงดูเล่าอย่างไรเสียคุณหนูสกุลฝูผู้นี้ก็เป็บุตรสาวเพียงคนเดียวของศิษย์รักของท่านผู้าุโ’
เหตุนี้จึงมีของพระราชทานมากมายจากวังหลวงส่งถึงฝูอวี้ฉยง
ส่วนสกุลฮั่วและสกุลโต้วเองก็คงได้รับข่าวสารจากสายของตนในวังจึงนำเอาวิธีรับมือของต้าหวางมาใช้อย่างไม่นึกละอายใจภายนอกคือการส่งของมารับขวัญฝูอวี้ฉยงแต่แท้จริงคือคำสารภาพและการยอมรับความผิดที่ส่งถึงเจิ้งเถียนเหมียวผู้ยิ่งใหญ่
ฝูอวี้ฉยงที่หมดสติไม่รู้เื่ราวอันใดกลับเป็ฝ่ายรับทรัพย์ได้สมบัติเติมเข้าคลังของตนเองอีกหลายหีบคิดเป็มูลค่าก็ถือว่าได้ของกำนัลราคาเกือบ ๑ล้านเหรียญทองมาโดยที่ตัวนางเองก็ไม่รู้ที่มาที่ไปด้วยซ้ำ
*************
**ขอโทษทีนะ พยายามจะจัดหน้าแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมมันย่นเข้า ย่นออกไม่เท่ากันเลย ขอโทษจริง ๆ
[1] มาจากสำนวนตัดแขนเสื้อ หมายถึงชายรักชาย
[2] ยามเฉิน๐๗.๐๐-๐๙.๐๐ น.
[3]๑๕.๐๐-๑๗.๐๐ น.