ท่านผู้เฒ่ากั๋วกงและเสนาบดีหลิวเดินออกมาจากห้องทรงพระอักษรพร้อมกัน ทั้งสองหยุดยืนเผชิญหน้ากันเล็กน้อย
“เื่ศึกที่เฉิงหยาง...” ท่านผู้เฒ่ากั๋วกงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงความกังวลเล็กน้อย “ท่านเสนาบดีหลิวมีความเห็นเช่นไร?”
เสนาบดีหลิวขมวดคิ้วเล็กน้อย “สถานการณ์ดูเหมือนจะตึงเครียดขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ การที่เป่ยหม่านเสริมกำลังพลอย่างต่อเนื่องเป็สิ่งที่มิควรมองข้าม การส่งกำลังเสริมไปสนับสนุนจึงเป็สิ่งที่ถูกต้องแล้วขอรับ”
“ข้าก็เห็นเช่นนั้น” ท่านผู้เฒ่ากั๋วกงพยักหน้าเห็นด้วย “และหวังว่าการตัดสินใจส่งองค์ชายเจ็ดไปดูแลเสบียง จะช่วยให้การสนับสนุนเป็ไปอย่างราบรื่น”
เสนาบดีหลิวพยักหน้า “องค์ชายเจ็ดทรงมีพระปรีชาสามารถในการจัดการ หากทรงใส่พระทัยในเื่นี้อย่างเต็มที่ ย่อมเป็ประโยชน์ต่อทัพหน้าอย่างแน่นอน”
“ส่วนเื่องค์ชายสี่ที่ถูกส่งไปดูแลภัยแล้งที่หานโจว...” ท่านผู้เฒ่ากั๋วกงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย “ท่านคิดว่าเป็การตัดสินใจที่เหมาะสมหรือไม่?”
เสนาบดีหลิวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “ภัยแล้งที่หานโจวเป็ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อราษฎรเป็จำนวนมาก การส่งองค์ชายสี่ไปดูแล ถือเป็การแสดงความห่วงใยของฝ่าาต่อพสกนิกร และยังเป็การมอบหมายภารกิจที่สำคัญให้องค์ชายได้ทรงเรียนรู้งานบริหารจัดการบ้านเมืองอีกด้านหนึ่งด้วย”
“หวังว่าจะเป็เช่นนั้น” ท่านผู้เฒ่ากั๋วกงถอนหายใจแ่เบา “ข้าเพียงแต่หวังว่าทุกการตัดสินใจในวันนี้ จะนำมาซึ่งความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองแก่แผ่นดินของเรา”
“ข้าก็หวังเช่นนั้นเหมือนกัน” เสนาบดีหลิวกล่าวเสริมด้วยความหนักแน่น
เมื่อสนทนากันพอสมควร ท่านผู้เฒ่ากั๋วกงและเสนาบดีหลิวก็เดินมาถึงหน้าประตูพระราชวังอันโอ่อ่า ทั้งสองหยุดยืนหันหน้าเข้าหากันอีกครั้งเพื่อกล่าวคำอำลาเป็ครั้งสุดท้าย
“เช่นนั้น ข้าขอลาท่านเสนาบดีหลิวแต่เพียงเท่านี้” ท่านผู้เฒ่ากั๋วกงกล่าวด้วยความเคารพ
“เชิญท่านกั๋วกง เดินทางโดยสวัสดิภาพ” เสนาบดีหลิวประสานมือคารวะ
จากนั้น ท่านผู้เฒ่ากั๋วกงก็หันหลังเดินออกจากเขตพระราชวัง มุ่งหน้าไปยังจวนของตนที่อยู่ไม่ไกลนัก เสนาบดีหลิวเองก็ยืนมองตามหลังท่านผู้เฒ่าครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกายเดินกลับเข้าไปภายในพระราชวังด้วยสีหน้าครุ่นคิด
นายท่านผู้เฒ่ากั๋วกงควบม้าคู่ใจกลับมาถึงจวนด้วยความเหนื่อยล้าเล็กน้อย แสงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อยส่องกระทบหลังคาจวนที่ดูโอ่อ่าและเงียบสงบ บ่าวไพร่ที่เห็นนายท่านกลับมาต่างรีบออกมาต้อนรับด้วยความเคารพ
นายท่านผู้เฒ่ากั๋วกงลงจากหลังม้า สั่งให้คนดูแลม้าให้เรียบร้อย แล้วเดินตรงไปยังเรือนของฮูหยินผู้เฒ่า ทันทีที่เข้าใกล้เรือน เขาก็ได้ยินเสียงไอแห้งๆ ที่คุ้นเคยดังมาจากภายใน น้ำเสียงนั้นฟังดูอ่อนแรงและน่าเป็ห่วงยิ่งนัก นายท่านผู้เฒ่ากั๋วกงรีบก้าวเท้าให้เร็วขึ้นด้วยความเป็ห่วงภรรยา
“ฮูหยินผู้เฒ่าเ้าคะ ไอมากขนาดนี้ ทานยาอีกหน่อยดีหรือไม่เ้าคะ?” เสียงแม่นมคนสนิทเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความห่วงใย
“แค่ก ๆ... ไม่เป็ไรแม่นม ข้าแค่... แค่ก ๆ... รู้สึกคอแห้ง” เสียงฮูหยินผู้เฒ่าตอบกลับมาด้วยความยากลำบาก ปะปนมากับเสียงไอ
“บ่าวจะไปเอาน้ำอุ่นมาเพิ่มนะเ้าคะ” เสียงหัวหน้าสาวใช้รีบเสนอตัวด้วยความกระตือรือร้น
เมื่อนายท่านผู้เฒ่ากั๋วกงเดินเข้ามาในเรือนของฮูหยินผู้เฒ่า เขาก็ได้ยินเสียงไอแห้งๆ ที่คุ้นเคยดังมาจากข้างใน พร้อมกับเสียงกระซิบกระซาบด้วยความเป็ห่วงของแม่นมและหัวหน้าสาวใช้ที่กำลังดูแลภรรยาอยู่
นายท่านผู้เฒ่ากั๋วกงก้าวเท้าเข้าไปในเรือนด้วยความเป็ห่วง “ฮูหยิน...” เขากล่าวเรียกภรรยาด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม เดินเข้าไปใกล้เตียงช้าๆ มองใบหน้าที่ซีดเซียวของนางด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ
เมื่อนายท่านผู้เฒ่ากั๋วกงเข้ามาในห้อง แม่นมและสาวใช้ที่กำลังดูแลฮูหยินผู้เฒ่าอยู่ ต่างก็หลีกทางให้ด้วยความเคารพ แต่ยังคงวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ด้วยความเป็ห่วง
“พวกเ้าออกไปรอข้างนอกก่อนเถิด ข้ามีเื่จะคุยกับฮูหยินตามลำพัง” นายท่านผู้เฒ่ากั๋วกงกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่ก็แสดงความ้าความเป็ส่วนตัวอย่างชัดเจน
แม่นมและสาวใช้มองหน้ากันเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ถอยออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งให้นายท่านผู้เฒ่าอยู่กับฮูหยินผู้เฒ่าเพียงสองคน
“เ้านอนพักเถิด ข้ามีเื่สำคัญจะแจ้งให้เ้ารู้ เป็การส่วนตัว” นายท่านผู้เฒ่ากั๋วกงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พลางนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียง มองภรรยาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหนักใจ
นายท่านผู้เฒ่ากั๋วกงสั่งให้สาวใช้และแม่นมที่คอยดูแลฮูหยินผู้เฒ่าออกไปจากห้องจนหมดสิ้น ทิ้งให้เขาอยู่กับภรรยาเพียงสองคนเท่านั้น
ฮูหยินผู้เฒ่ามองตามหลังบ่าวไพร่เ่าั้ไปด้วยความสงสัยในพฤติกรรมของสามี ปกติแล้วเขาไม่เคยสั่งให้คนออกไปเช่นนี้หากไม่มีเื่สำคัญจริงๆ แต่นางก็ไม่ได้เอ่ยปากถาม เพียงแต่เก็บความสงสัยนั้นไว้ในใจ
ทันใดนั้น ฮูหยินผู้เฒ่าก็ไอขึ้นมาอีกครั้ง เสียงไอแห้งๆ ที่ดังเป็ระยะๆ บ่งบอกถึงอาการป่วยเรื้อรังของนาง
นายท่านผู้เฒ่ากั๋วกงหันกลับมามองภรรยาด้วยความเป็ห่วง ฮูหยินผู้เฒ่าโบกมือให้สามีอย่างแ่เบา พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรงแต่ยังคงหนักแน่น “ท่านมีอะไรก็พูดมาเถิด... ข้าฟังอยู่”
นายท่านผู้เฒ่ากั๋วกงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ มองใบหน้าซีดเซียวของภรรยาด้วยความรู้สึกผิด ก่อนจะเริ่มเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าอย่างละเอียด
“เมื่อเช้านี้... ข้าไปดื่มสุราเพื่อเลี้ยงฉลองการมาเยือนของสหายเก่าแก่คนหนึ่ง... สหายชาวยุทธที่ท่านอาจจะเคยได้ยินชื่อ... เขามีสมญานามว่า ‘เ้าจอมวายร้าย’” นายท่านผู้เฒ่ากั๋วกงเล่าด้วยน้ำเสียงที่เจือความลำบากใจ
“ขณะที่พวกเราทั้งสามคน... ข้า ท่านกู้ และเ้าจอมวายร้าย... กำลังดื่มสุรากันอยู่นั้น... ข้าก็รู้สึกถึงความผิดปกติในร่างกาย”
เขาเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่ต่ำลง “ตอนแรกข้าไม่รู้ว่ามันคืออะไร... รู้สึกเพียงแค่ร้อนรุ่ม... ร้อนไปทั่วทั้งตัว... เหมือนไฟสุมอยู่ในอก... จนข้าแทบไม่มีสติ... ในหัวข้าคิดเพียงแค่ว่าต้องคลายความร้อนนี้ให้หายไป”
นายท่านผู้เฒ่ากั๋วกงหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเล่าต่อด้วยความรู้สึกผิดที่มากขึ้น “ขณะนั้นเอง... ข้าเห็นหญิงสาวคนหนึ่ง... นางถือไหสุราเดินผ่านหน้าห้องที่เราอยู่... ด้วยความที่ข้าขาดสติ... ข้าไม่ได้คิดหน้าคิดหลัง... ก็ฉุดนางเข้ามาในห้อง... และทำ... ทำเื่ที่ไม่สมควร...”
เขาเงียบไปอีกครั้ง ไม่กล้าสบตาภรรยา “ข้ารู้สึกตัวอีกที... ทุกอย่างมันก็... มันก็เลยเถิดไปแล้ว... ข้าวสารกลายเป็ข้าวสุกเสียแล้ว... และสิ่งที่ข้าเพิ่งมารู้ในภายหลังก็คือ... เ้าจอมวายร้าย... สหายที่มาเยี่ยมเยือนของเรา... เป็คนแอบวางยาปลุกกำหนัดลงในสุราที่เราดื่ม... ทั้งข้าและท่านกู้ต่างก็ตกเป็เหยื่อของเขา”
นายท่านผู้เฒ่ากั๋วกงเงยหน้าขึ้น มองฮูหยินผู้เฒ่าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสำนึกผิด “ด้วยเหตุนี้... ข้าจึงจำต้องรับเด็กสาวผู้นั้นเข้ามาในจวน... ในนามของอนุภรรยา... ข้ามาบอกเื่นี้ให้เ้าได้รู้ไว้... เพราะข้าไม่อยากให้เ้าต้องคิดมาก... ข้าขอโทษ... ฮูหยิน”
ฮูหยินผู้เฒ่ารู้สึกราวกับมีน้ำเย็นจัดราดรดลงบนศีรษะ ความรู้สึกชาหนึบแล่นไปทั่วร่าง นางไม่แน่ใจว่าควรจะรู้สึกอย่างไรกับเื่ที่สามีเพิ่งเล่าให้ฟัง
ในใจหนึ่ง นางรู้สึกว่างเปล่าและห่างเหินจากเื่ทางโลกีย์มานานนับั้แ่ให้กำเนิดฮวาเจิ้น ความปรารถนาในเื่เช่นนั้นได้มอดดับไปจากชีวิตของนางนานแล้ว การที่สามีมีอนุหรือสาวใช้ข้างกายจึงไม่ใช่เื่ที่นางใส่ใจนัก
แต่ในอีกใจหนึ่ง ความรู้สึกแปลกประหลาดก็ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ นางไม่เคยคาดคิดว่าเื่เช่นนี้จะเกิดขึ้นกับสามีของนาง แม้จะไม่ได้มีความรู้สึกทางกายกับเขาแล้ว แต่ในฐานะภรรยา นางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงความผิดหวังและความเสียใจเล็กน้อย
การที่สามีต้องรับอนุเข้ามาในบ้านด้วยเหตุผลที่น่าอับอายเช่นนี้ ทำให้นางรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ นางไม่รู้ว่าจะวางตัวอย่างไรต่อไป และจะอธิบายเื่นี้กับคนอื่นๆ ในจวนได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น การที่สามีเล่าเื่นี้ให้ฟังอย่างตรงไปตรงมา ราวกับ้าความเห็นใจจากนาง ทำให้นางรู้สึกสับสน นางไม่แน่ใจว่าสามี้าอะไรจากนางกันแน่ ความเห็นใจ ความเข้าใจ หรือเพียงแค่้าบอกเล่าความผิดพลาดของตนเอง
ฮูหยินผู้เฒ่าเงียบไปครู่ใหญ่ มองไปยังใบหน้าของสามีด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ความรู้สึกหลากหลายปะปนกันอยู่ในใจของนาง จนไม่สามารถประมวลออกมาเป็คำพูดได้