ลัคนาสบตากับมอนสเตอร์เลเวล 40 แพนด้ารูปร่างเหมือนมนุษย์มองลัคนาหยั่งเชิงเธอขมวดคิ้ว มันค่อยๆ หันหน้ามาทีละน้อย ดาบลดในท่าเตรียมโจมตี ลัคนาเลื่อนมือจับด้ามดาบ
ใบหน้าที่มีดวงตาสีเขียวเรียกได้ว่าหล่อทีเดียว แต่ใบหน้าที่สมบูรณ์แบบนั้นเมื่อเป็ศัตรูก็ยิ่งทำให้รู้สึกไม่สบายใจขึ้นไปอีก
“ฮิบิคิ” เด็กสาวเอ่ยเรียก “ถ้าได้ยินเสียงมันมาเมื่อไหร่ เธอรีบวิ่งเลยนะ”
“จะให้ทิ้งเธอไว้เนี่ยนะ บ้าหรือเปล่า?” เขาตอบโกรธๆ
“ฉันน่าจะต้านไว้ได้พักหนึ่ง”
“เฮ้ย อย่าได้ใจไปหน่อยเลย!”
พอพูดจบ แพนด้าก็โน้มตัวลง สมองลัคนาว่างเปล่าไปชั่วครู่ เมื่อกำลังจะดันดาบออกจากฝักฮิบิคิก็กระชากแขนเธอออกวิ่งเต็มฝีเท้า
“ฮิบิคิ!” ลัคนาร้อง
“ไม่มีใครเอามันอยู่หรอก หนีเถอะ!”
เมื่อหันไปมองข้างหลังก็เห็นว่าซอร์ดแพนด้าไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด มันถีบตัวลอยกลางอากาศแล้ววาดดาบแขนของมันเป็วงโค้งด้านหน้าเด็กหนุ่มหักหลบไปหลังก้อนหินอีกก้อนเมื่อเสียงหนึ่งดังขึ้น
“ลัคกี้!” พร้อมกันนั้นเสียงแหลมสูงก็ดังขึ้น เส้นแสงสีฟ้าทะลุตัวซอร์ดแพนด้าไปมันเบนความสนใจไปที่ต้นเสียง ผมม้าสีดำสนิทเลื่อนลงปรกหน้า ถึงจะโดนแสงเจาะทะลุลำตัวมันก็ไม่สะทกสะท้าน
คนสองคนที่มีแถบสีเขียวอยู่เหนือศีรษะปรากฏตัวขึ้น คนหนึ่งถือง้าวที่มีปืนติดมาด้วยอีกคนไม่ได้พกอาวุธแต่สวมถุงมือ
...ผู้เล่น
“นี่” ฮิบิคิเรียก “รีบไประหว่างที่พวกนั้นยังไม่เห็น”
“เฮ้ ปกติเวลาที่เ้านี่ออกมาแพนด้าจะหายไปหมดไม่ใช่เหรอ? แล้วจุดแดงๆ สองจุดนี่คืออะไร? ใกล้ซะด้วย อ้าวหายไปแล้ว” พอได้ยินผู้เล่นคนที่สวมถุงมือพูดขึ้น ฮิบิคิก็ลากลัคนาวิ่งต่อทันที แต่เขากลับวิ่งได้ช้ากว่าเดิม
“นี่อย่าบอกนะว่า...?” เด็กสาวมองขาขวาของฮิบิคิที่ดูไม่ปกติ
“สงสัยฝืนไปหน่อย” เขาพูดแค่นั้นแล้วกัดฟันวิ่งต่อ
“เฮ้ย มันหนีไปแล้ว! MT แน่เลย”
“นายไปตามสองตัวนั่น เดี๋ยวฉันเก็บตัวนี้แล้วจะตาม—เหวอ!!”
ซอร์ดแพนด้าพุ่งเข้าโจมตีใส่คนถือง้าวแล้วเตะขาเขาจนเซ จากนั้นก็ฟันใส่แต่เขายกอาวุธกันไว้ได้ผู้เล่นถอยหลังแล้วรัวปืนปลายง้าวใส่ไม่ยั้ง ซอร์ดแพนด้าทรุดลง ทันใดนั้น แท่งไม้ไผ่แหลมพุ่งเข้าใส่ผู้เล่นจากทุกทิศทุกทาง
“เฮ้ย เอาปีศาจไว้ช่วยสักตัวมั้ย?” คนที่สวมถุงมือหยุดแล้วหันไปหาเพื่อนเขาดึงถุงมือออกเผยให้เห็นตราปีศาจบนหลังมือ ลักษณะเป็วงเวท มีสามเหลี่ยมอันเล็กอยู่ตรงกลางที่ขอบมีตัวอักษร FURFUR เขียนไว้
“ไอ้ระดับเลเมเกทัน ไม่ต้องเปลืองแรงกับของแบบนี้หรอก อึก!” พอพูดจบก็โดนแพนด้าถีบเข้าเต็มรัก“ก็ได้ เรียกมาเร็วๆ เข้า!”
“ฟูรฟูร” ผู้เล่นที่สวมถุงมือกล่าว ตราบนหลังมือสว่างวาบ ที่ปรากฏตัวออกมาคือกวางตัวผู้สยายปีกนกสีขาวอุ้งเท้าหน้าเป็มืุ์
สายฟ้าฟาดจนพื้นสั่น ลัคนาและฮิบิคิเสียหลัก ไอสีดำทะลักออกมาจากหลังมือจนผู้เล่นคนนั้นทรุดลง
“ข้า ฟูรฟูร ปีศาจลำดับที่สามสิบสี่แห่งเลเมเกทัน ผู้สร้างความรักและสายฟ้ามีอะไรหรือ ผู้ทำพันธะของข้า?” เสียงที่ออกมาจากปากกวางมีปีกเป็เสียงชายหยาบกร้านมันเหลือบมองซอร์ดแพนด้า
“รีบๆ จัดการมันได้แล้ว” ผู้เล่นชี้มินิบอสที่ลุกขึ้นมาและกำลังฟื้นพลังอยู่ดาบเล่มใหญ่ที่เป็ส่วนหนึ่งของแขนสะท้อนแสงแวววาว ดวงตาสีเขียวดูเหมือนมนุษย์เกินกว่าจะเป็แค่สัตว์
“ตอนนี้แหละ ไปกัน เร็ว!” เด็กหนุ่มตะคอก ลัคนาและฮิบิคิออกวิ่งอีกครั้งทิ้งเหล่าผู้เล่นและซอร์ดแพนด้าไว้เื้ั
หลังจากวิ่งไม่หยุดมากพักใหญ่ ทั้งคู่ก็ออกจากเขตป่าต้นหลิวมาถึงหน้าผาที่ลัคนาปรากฏตัวออกมาตรงนั้นไม่มีใครอยู่ ทั้งสองจึงเดินกลับเข้าไปในป่าที่มีต้นไม้ยืนต้นขึ้นอยู่เต็ม ฮิบิคิทรุดลง
“ฮิบิคิ?” ลัคนานั่งลงข้างๆอย่างเป็ห่วง สายตายังมองซ้ายมองขวา ระวังผู้เล่นคนนั้นว่าจะตามมาเจอหรือไม่ ใจเธอยังเต้นไม่เป็ส่ำปีศาจที่เรียกว่าฟูรฟูรตนนั้น ถ้าตามมาได้ละก็มีหวังพวกเธอได้ตายอยู่ตรงนี้แน่
“แค่เหนื่อยน่ะ เท้าขวาอีกเดี๋ยวก็หาย” เขาตอบอย่างหงุดหงิด มือข้างหนึ่งนวดคลำเท้าข้างที่เจ็บ“ั้แ่ฉันออกมา ไม่เคยเห็นอะไรแบบนั้นมาก่อนเลย เ้านั่นท่าจะอันตรายมาก”
เสียงสายฟ้าฟาดดังอยู่ไกลๆ ดูเหมือนว่าซอร์ดแพนด้าจะถูกโค่นแล้ว ได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุย
“อยู่ไม่ไกลละ” เสียงผู้ใช้ง้าวกล่าว
“นายข้า เครื่องสังเวยข้าอยู่ไหน?” เสียงหยาบกร้านของฟูรฟูรเอ่ย
“เอาอิลิกเซอร์แทนไหม? ถ้านายกำจัดสองตัวนั่นได้ฉันยกให้นายขวดนึงเลย”
“อ้าว แล้วของกูอะ?” คนใช้ง้าวประท้วง
“คนในบาเรีย? ข้าคิดว่าจะขวัญผวาไม่กล้าโผล่มาแล้วเสียอีกคนพวกนี้แข็งแกร่งมาก นายข้า”
“นั่นโกหกสินะ” ผู้เล่นที่เรียกฟูรฟูรออกมาพูด “ใครๆ ก็รู้ว่าพวกนั้นอ่อนกว่าพวกเพิ่งเริ่มเล่นอีก”
“มัวแต่คุยกันอยู่นั่นแหละ ทำไมอยู่ดีๆ จุดมันหายไปอีกละ?”
ลัคนาฟังเสียงที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แทบลืมหายใจ
“ไม่รู้รึไง จุดแสดง MT บนแผนที่มันก็ติดๆดับๆ อย่างนี้แหละ ไม่รู้เป็อะไร”
“ถ้าแสดงตลอดมันก็ง่ายไปสินะ”
ทั้งคู่พูดจาโต้ตอบกัน ดูเหมือนว่าตอนนี้ผู้เล่นทั้งสองจะระบุตำแหน่งของลัคนาและฮิบิคิไม่ได้พวกเธอจึงใช้โอกาสนี้เดินลัดเลาะหลบ
“จากนี้จะไปไหนเหรอ?” เด็กสาวถาม
“ถ้าไม่กลับบาเรียก็ต้องไปหาคนอื่นเท่านั้นแหละ ซวยชะมัด เจอตัวเบิ้มั้แ่ครั้งแรก”เขาบ่นพลางย่ำเท้าเดินไม่หยุด “ที่แน่ๆ เราไม่ปลอดภัยแล้ว”
ทั้งสองเดินช้าลง ต่างก็ไม่พูดอะไร
“สวัสดีสหาย”
เปรี้ยง!!
ลัคนาหลับตาปี๋ แต่เธอกลับไม่รู้สึกอะไรเลย เมื่อลืมตาขึ้นช้าๆ เธอก็พบฮิบิคิที่เสื้อฉีกขาดมีรอยแผลอยู่กลางหลัง เืไหลออกจากแผลยาว ผิวบางส่วนเป็สีดำ เขายืนกันเธออยู่
“ฮิบิคิ!” เธอร้อง รีบประคองร่างที่เริ่มยืนไม่อยู่ของเด็กหนุ่ม
“โอ๋ ถึกเหมือนกัน ขนาดโดนสายฟ้าของฟูรฟูรผู้นี้ ขนาดสู้เต็มที่แล้วแท้ๆ...”กวางพูดได้หยุดไปพักหนึ่ง “ล้อเล่น เมื่อครู่ข้าแทบไม่ได้ใช้พลังด้วยซ้ำ”
ลัคนาไม่ฟังมันพูดพล่าม เธอแบกฮิบิคิไว้บนหลังแล้วรีบวิ่งไปในทิศทางเท่าที่จำได้จากแผนที่ลวกๆบนทราย ทางที่เธอวิ่งไปน่าจะนำเธอไปหาอุลริกและเรืองฤทธิ์ ไม่รู้ว่าทั้งสองคนจะช่วยอะไรได้หรือเปล่าแต่ตอนนี้ผู้เล่นที่ถือง้าวยืนปิดทางเดินกลับของเธอไว้เรียบร้อย
ฮิบิคิหายใจรวยรินรดต้นคอ สมองของเด็กสาวว่างเปล่า เธอหักเลี้ยวลึกเข้าไปในป่าใช้สัญชาตญาณนำทาง เธอได้ยินเสียงหัวเราะไล่หลังมา
“ขอร้องล่ะ...ขอร้องล่ะ...ฮิบิคิ...อย่าตายนะ” เธอพึมพำ ขาขยับเหมือนมีชีวิตของมันเองถ้าเธอหลบสายตาของฟูรฟูรไปได้ก็มีสิทธิ์หนีพ้น แต่สายฟ้าที่ผ่าข้างตัวตลอดเวลาก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นต้นไม้บางต้นเปลี่ยนเป็สีดำ ยิ่งวิ่งก็ยิ่งขวัญเสีย
“ใจเย็นไว้ ใจเย็นไว้” เธอย้ำกับตัวเอง ถ้าจะให้ฟ้าผ่าเข้าเป้า ปีศาจระดับนั้นน่าจะทำได้ไม่ยากแต่ตอนนี้เหมือนกับปีศาจกวางตัวนี้กำลังเล่นกับเธออย่างสนุกสนานมากกว่า
“รีบๆ ฆ่ามันสักทีสิ” ผู้เล่นเ้าของฟูรฟูรเร่ง
“ก็ได้ นายข้า...” ฟูรฟูรเอ่ยอย่างผิดหวัง สายตาเอาจริงมากขึ้น มันชูนิ้วขึ้น“ข้าจะยิงให้เข้าเป้าเดี๋ยวนี้—”
อยู่ดีๆ ผู้เล่นที่เป็เ้านายของฟูรฟูรก็ถูกไม้พลองฟาดเข้ากลางศีรษะล้มลงมีเสียงขยับจากพุ่มไม้แล้วเคียวเล่มใหญ่ก็เข้ามาในสายตา ร่างของฟูรฟูรเริ่มจาง
“นายข้า ข้าคิดอยู่แล้วว่าระดับพลังของท่านไม่สามารถใช้เลเมเกทันได้แต่ก็ยังยอมทำพันธะเพราะเห็นว่าน่าสนุกถึงตอนนี้ถูกพวกที่ท่านเรียกว่าอ่อนแอฟาดจนหมดสติ ข้าก็ทำอะไรไม่ได้” ฟูรฟูรหัวเราะร่วนก่อนจะจางหายไป
ผู้ที่ปรากฏตัวขึ้นคืออุลริก เขาถือเคียวในท่าพร้อมโจมตี เรืองฤทธิ์ถือพลองอยู่ด้านหลังผู้เล่นคนที่ถือง้าวเขาเล็งปืนไปที่อุลริกแต่เรืองฤทธิ์ก็ก้าวเท้าแทงไม้พลองเข้ากลางหลัง ถึงจะไม่รุนแรงเหมือนหอกแต่ผู้เล่นคนนั้นก็สะอึก
“ง้าวจันทรา” เขาพูดเบาๆ แล้วง้าวก็เรืองแสง อุลริกฟันเคียวเข้าที่คอของผู้เล่นคนนั้นแต่ก็โดนง้าวฟาดล้มลัคนาวางฮิบิคิแล้วชักดาบ
“พวกนี้ อ่อนยิ่งกว่าอ่อนยังคิดจะสู้อีก” ผู้เล่นพึมพำ แล้วอยู่ดีๆ ก็ทรุดลงไปอีกคน
ฟูรฟูรโผล่ออกมาอีก
“ถึงข้าจะดูดพลังทั้งสองคนมาขนาดนี้ก็ยังโจมตีไม่ได้อีกรึ?” กวางติดปีกพูดเสียงเรียบ
“กะ แก...นี่จะฆ่ากันหรือไง...?”
“ข้าเป็ถึงปีศาจรับใช้แห่งโซโลมอน ผู้เล่นที่อ่อนแอเช่นท่านไม่สามารถเรียกข้าออกมาได้นานแต่ก็ยังให้ข้าฝืนใช้พลังมากมาย”ฟูรฟูรยังไม่เปลี่ยนน้ำเสียง “ข้าแค่อยากจะบอกท่าน เหล่าผู้คนแห่งบาเรียทั้งสี่ การเสียสละอันยิ่งใหญ่จำเป็จะต้องเกิดขึ้นและท่านจะได้พบกับคำตอบ นั่นไม่ใช่คำโกหก”
ทั้งสี่คนพากันเงียบ ฟูรฟูรเลือนหายไปอีกครั้ง
“อึก...ไอ้...ปีศาจ...แค่ AI แท้ๆ” ผู้เล่นพึมพำลัคนาแปลกใจกับคำที่ไม่เคยได้ยินแต่เสียงหนึ่งก็ขัดขึ้นเสียก่อน
“อุลริก พาฮิบิคิกลับเร็วเข้า” เรืองฤทธิ์พูดกับคู่หู อุลริกแบกฮิบิคิขึ้นหลังต้นไม้ที่เขาพิงอยู่เปื้อนเื
“ถ้าเราไม่ผ่านมาก็แย่เลย ดีนะที่เ้าปีศาจช่วยเราไว้” อุลริกพูด แถมเหยียบหลังผู้เล่นทั้งสองที่ถูกฟูรฟูรสูบพลังไป“ฮิบิคิ รอหน่อย อย่ารีบตายไปก่อนล่ะ”
เด็กหนุ่มไม่ตอบ เขาหอบหายใจอย่างทรมาน
ขากลับ จำนวนปูที่โผล่มาน้อยอย่างเห็นได้ชัด ทั้งสามวิ่งผ่านทุ่งร้างอย่างเร่งรีบเืยังไหลจากปากแผลของฮิบิคิถึงจะถูกห้ามเืแล้ว ระยะทางระหว่างป่ากับบาเรียดูจะไกลไม่มีที่สิ้นสุด
“โธ่เว้ย” อุลริกสบถ ลัคนามองเด็กหนุ่มที่ถูกแบก ครึ่งหนึ่งอยากจะร้องไห้อีกครึ่งก็ยังไม่อยากเชื่อว่าฮิบิคิจะอยู่ในสภาพแบบนี้ั้แ่วันแรก
“อีกนิดเดียว อดทนไว้นะ ฮิบิคิ” ลัคนาขยับไปหาฮิบิคิที่อยู่บนหลังอุลริกแล้วกล่าวเสียงสั่น
“ขอ...โทษ...”
“อย่าพูดสิ” เมื่อได้ฟังเสียงแหบแห้งของเขาแล้ว เด็กสาวก็ยิ่งอยากร้องไห้มากกว่าเดิม
“อุลริก วิ่งให้เร็วกว่านี้ได้ไหม?” เรืองฤทธิ์ที่รับหน้าที่ถือเคียวให้อุลริกถามโดยไม่ลดความเร็วลง
“ลัคนา ตามทันใช่ไหม?” เขาหันมาถาม เด็กสาวพยักหน้าแล้วทั้งสามก็เร่งความเร็วขึ้นอีกวิ่งขึ้นไปบนทางลาดชันของบาเรียโดยไม่ชะลอลงแม้แต่นิดเดียว
เมื่อทั้งสามเข้ามาในโดมพลังงานสีชมพูแล้ววิ่งตรงไปยังบ้านพัก อุลริกพยายามวางฮิบิคิอย่างนุ่มนวลที่สุดเด็กหนุ่มถูกวางคว่ำหน้าบนฟูก เขาหอบหายใจถี่
เรืองฤทธิ์เอาอาวุธไปวางไว้ห่างๆ แกะผ้าที่พันไว้ลวกๆ จัดการถอดเสื้อของฮิบิคิออกเริ่มมีคนโผล่หัวเข้ามาดูว่าเกิดอะไรขึ้นแต่อุลริกก็ไล่ออกไป
“ต้องทำยังไงบ้างเหรอ?” ลัคนาถามด้วยความกังวลสายตามองแผลยาวที่เริ่มมีเืไหลออกมาอีกรอบ
“แผลไม่ลึกมากแต่น่าจะเจ็บพอดู” อุลริกนั่งยองๆ ช่วยเรืองฤทธิ์ปฐมพยาบาล“ส่วนผิวดำๆ ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเป็อะไร สงสัยผิวไหม้”
“ฮิบิคิจะหายไหม?” เด็กสาวยังกังวลสองหนุ่มเงียบไม่พูดอะไร ลัคนาเห็นอย่างนั้นก็รู้สึกเหมือนมีอะไรมาบีบรัดอก น้ำตาก็จะไหล
“ตอนนี้ฉันจะพยายามประคองอาการไว้ก่อน ถ้าปีหรือหัวหน้าหยางกลับมาก็น่าจะทำอะไรได้บ้าง”พอเห็นหน้าลัคนา เรืองฤทธิ์ก็รีบพูดขึ้น “ปีน่ะ ก่อนมาใช้หน้าไม้เคยหัดใช้ธนูพิษเลยน่าจะพอรู้อะไรส่วนหัวหน้าหยางพอมีใครปางตายมาก็ช่วยจนรอดมาหลายคนแล้ว ฉายาหมอเทวดาเชียวนะ”
“ไม่ได้หมายความว่าฮิบิคิปางตายนะ ใจเย็น” อุลริกรีบเสริม
“อยู่แล้วล่ะน่า!” เสียงเด็กชายยังไม่แตกหนุ่มดังขึ้น ถ้าไม่ฟังดีๆ จะคิดว่าเป็เสียงเด็กผู้หญิงด้วยซ้ำ
ร่างเล็กผอมบางเดินผ่านประตูบ้านพักเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มน้อยๆ ปีมีผิวค่อนข้างคล้ำและผมสั้นสีดำเวลายิ้มตาจะหยี
“ปี...? ทำไมกลับมาเร็วนัก...?” อุลริกถาม
“เจอคนใหม่เลยรีบกลับ” เขาตอบสั้นๆ ด้วยเสียงดังเกินความจำเป็ “อึนริวดูอยู่”
เขาก้มลงมองผ้าพันแผลที่ดูพอใช้ของเรืองฤทธิ์และอุลริก ฮิบิคิดูจะสงบลงบ้างแล้วแต่คิ้วของเขาก็ยังขมวดเป็ปมอยู่ดีมือเรียวของปีแตะจุดสีดำบนหลังคนเจ็บ ฮิบิคิทำเสียงขุ่นในลำคอ
สายตาของปีจ้องมองจุดที่ไม่ได้ถูกผ้าพันแผลปิดไว้
“ไม่ใช่พิษ แผลไหม้มากกว่า” เขาบอก
“แผลไหม้สีดำ? หลังฮิบิคิเกรียมเลย?”
“อือ หายากนะ เห็นไหม? รอยจางๆ นี่แผลฟ้าผ่า”สามคนมองรอยสีแดงจางๆ บนผิวฮิบิคิ มันเป็ลวดลายสวยงามเหมือนกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ส่วนแผลเปิดตรงกลางหลังก็ยังมีเืซึมออกมา
“สรุปแล้ว ทำอะไรได้ไหม?” เรืองฤทธิ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วนั่งลงกับพื้น
“โทษ ทำไม่ได้ ทนหน่อยนะเพื่อน” เด็กชายพูดเบาลงแต่ก็ยังดังอยู่ดี
“เออ...ไอ้...ลูกพี่...” ฮิบิคิเค้นเสียงพูด
หลังจากเฝ้ามองฮิบิคิอยู่นาน ทั้งสามหนุ่มก็ทยอยกันออกไป พอรู้ตัวอีกทีตะวันก็ลับขอบฟ้าสมาชิกหน่วยลาดตระเวนที่เหลือคงจะกลับกันมาหมดแล้วแต่ลัคนาก็ยังนั่งอยู่ข้างฮิบิคิทั้งปีทั้งอุลริกบอกว่าฮิบิคิไม่ปางตาย แต่เธอก็ทนมองเด็กหนุ่มทุกข์ทรมานอยู่คนเดียวไม่ได้
ฮิบิคิยื่นมือออกมา เด็กสาวจึงยื่นมือไปกุมไว้
“ขอ...โทษ...เธอน่าจะ...ได้เห็นอะไร...เยอะขึ้นแท้ๆ...”
“ช่างมันเถอะนะ ฮิบิคิต้องมาเจ็บตัวเพราะฉัน ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษ” ลัคนาพยายามกลั้นน้ำตาแค่จับมือของเขาทำให้เธอรู้สึกวางใจได้มากขนาดนี้ เธอเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็อะไร
“ฮิบิคิ” ลัคนาเรียกชื่อเขาโดยไม่หวังให้ขานรับ “ฉันขอ...จับมือเธออย่างนี้ได้ไหม?”
“....” ถึงจะไม่ได้พูดอะไร แต่เขาก็ดูลำบากใจพอสมควร
“ฉันไม่ตาย...ข้ามคืนหรอก...เดี๋ยวก็...ดีขึ้น”
เด็กสาวยิ่งกุมมือเขาแน่นขึ้น ฮิบิคิยอมแพ้ หลับตาลงแล้วจมลงสู่ห้วงนิทรา
...
่หัวค่ำ ลอร์น่าและนิชพรเดินเข้ามาในบ้านพัก
“โอย...เหนื่อย” ลอร์น่าคราง เธอตรงเข้าไปหาลัคนาที่นั่งหลับอยู่โดยมีมือของฮิบิคิอยู่บนตักนิชพรแตะไหล่เด็กสาวเบาๆ
“...คะ?” ลัคนาเงยหน้าขึ้นช้าๆสองสาวยิ้มจากนั้นก็นั่งลงข้างๆ พอดีกับที่อริสเดินเข้ามา
“เอาผ้าห่มไหมคะ?” อริสถามอย่างอ่อนโยนนิชพรชูหนึ่งนิ้ว อริสพยักหน้าแล้วเดินขึ้นไปชั้นสอง
“คืนนี้จะนั่งอยู่ตรงนี้จริงเหรอ? เดี๋ยวพวกผู้ชายก็กลับเข้ามาแล้วนะ”ลอร์น่าเอ่ยถาม ลัคนายิ้มบางๆ ทำปากว่าเดี๋ยวจะไปแล้ว
คืนนั้น ลัคนานั่งอยู่ในมุมหนึ่งของบ้านพักชั้นหนึ่งโดยมีผู้ชายนอนกรนอยู่เต็มไปหมดฮิบิคิดูผ่อนคลายลงบ้างแล้ว เด็กสาวกระชับผ้าห่มที่อริสถือลงมาให้แล้วปล่อยมือฮิบิคิขึ้นไปหาอริส