บทที่ 30
เก็บเกี่ยว
ในวันเดียวกันกับที่การปะทะที่ทะเลสาบเกิดขึ้น
ท่ามกลางยามราตรีที่งานเทศกาลและงานเฉลิมฉลองถูกจัดขึ้นมา
ในเวลานี้ผู้คนส่วนใหญ่ต้องเดินทางเข้ามาภายในเมืองแห่งนี้เพื่อร่วมงานเปิดฉลอง
แต่ว่ามันกลับมีขบวนสินค้าขบวนนึงที่แปลกและแตกต่างออกไปจากขบวนอื่น
นั่นก็คือขบวนสินค้าขบวนนี้พวกเขากำลังมุ่งตรงออกจากเมืองเฟิงเฉิน
แตกต่างจากคนอื่นที่เดินทางมาเข้าร่วมงานเทศกาล แต่ขบวนสินค้าขบวนนี้ปรับกำลังรีบเร่งออกจากเมือง
เป็ขบวนพ่อค้าที่มักจะเดินทางมาขายของต่างๆที่ขบวนนี้เมืองนี้อยู่เป็ประจำ
โดยที่ขบวนพ่อค้าเดินทางขบวนนี้ พวกเขามีจำนวนคนอยู่ประมาณสามสิบถึงสี่สิบคน
คนที่เป็เ้าของขบวนพ่อค้าเป็ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่มีรูปลักษณ์ไม่ธรรมดา
อีกฝ่ายดูมีภูมิฐานเป็อย่างมากเป็เหมือนกับพวกนายท่านของตระกูลใหญ่
เขากำลังนั่งอยู่ภายในรถของตนเองในขบวนรถม้าที่กำลังเคลื่อนที่
ภายในรถม้านอกจากชายวัยกลางคนที่เป็เ้าของขบวนแล้ว มีอีกคนนึงอยู่ด้านข้างของเขาเป็เหมือนผู้คุ้มกันคนสนิท
คนพวกนี้เป็ชายชราใบหน้าเหี่ยวย่น ในตอนนี้อีกฝ่ายนั่งอยู่ด้านข้างของชายวัยกลางคน
ชายชราผู้นี้ไม่ธรรมดาเห็นเช่นนี้แต่ว่าตัวของมันเองก็ถือว่าเป็ผู้ฝึกยุทธที่มีขอบเขตถึงขอบเขต 4
เป็หนึ่งในผู้คุ้มกันหลักของขบวนสินค้าขบวนนี้มาโดยตลอด
ชายชราเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย “นายท่านเหตุใดต้องรีบออกเดินทาง”
“งานเทศกาลเฉลิมฉลองพึ่งจัดขึ้นมา”
ชายวัยกลางคนที่ตอนนี้กำลังนั่งสงบนิ่งอยู่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ิญญาทมิฬจะลงมือ”
“บอกให้พวกเราออกไปจากเมืองก่อนเพื่อความปลอดภัย”
“เผื่อว่าในการลงมือในครั้งนี้จะล้มเหลว”
“เพราะแบบนั้นพวกเราเลยจำเป็จะต้องออกจากเมือง เพื่อป้องกันเหตุการณ์เลวร้ายที่จะเกิดขึ้น”
ชายชราเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าเข้าใจ
ใช่แล้วชายวัยกลางคนที่เป็เ้าของขบวนสินค้าเป็คนที่ทำพันธสัญญากับิญญาทมิฬตนนั้น
ตัวของมันเองเพราะการทำสัญญากับิญญาทมิฬ ทำให้ขอบเขตการฝึกตนในฐานะผู้ฝึกปราณของมันพัฒนาอย่างรวดเร็ว
แม้ว่ามันจะเพิ่งเริ่มฝึกตนได้ไม่นานแต่เพราะการทำสัญญากับิญญาทมิฬ ทำให้มันนั้นอยู่ในขอบเขตของผู้ฝึกปราณขอบเขตที่สี่แล้ว
ภายในขบวนสินค้าขบวนนี้คนที่รู้ว่ามันทำสัญญากับิญญาทมิฬ
มีแค่ผู้ติดตามเฒ่าที่อยู่ข้างกายของมันเท่านั้น ผู้ติดตามเฒ่าผู้นี้เป็ผู้ติดตามของตระกูลของมัน เรียกได้ว่ารับใช้ตระกูลของมันมาเป็เวลานาน
เพราะแบบนั้นเลยถือได้ว่าเป็หนึ่งในคนที่สามารถไว้ใจได้
ในขณะที่ทั้งสองเดินทางออกมาจากเมืองด้านหลังได้สักพักแล้ว
ในตอนนี้ทัศนียภาพของเมืองเฟิงเฉินที่อยู่บริเวณด้านหลังก็เริ่มไกลออกไปเรื่อยๆ แต่ว่ายังพอเห็นแสงสว่างไสวได้อยู่ที่สุดปลายสายตา
ทั้งสองกำลังนั่งสนทนาเื่ต่างๆกันอยู่แต่ในขณะนั้นเอง ขบวนรถม้าของพวกมันที่กำลังเคลื่อนที่อยู่ๆก็หยุดชะงักลง
ทั้งชายวัยกลางคนที่เป็เ้าของขบวนสินค้า และก็ผู้ติดตามเฒ่าที่อยู่ข้างกายต่างพากันขมวดคิ้วพร้อมกัน
ชายชราลุกขึ้นกล่าวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “ข้าออกไปดูเอง”
“เผื่อว่าจะมีอันใดเกิดขึ้น”
ชายวัยกลางคนที่เป็เ้าของขบวนสินค้าพยักหน้าตอบรับในทันที
หลังจากนั้นชายชราที่ผมทั้งหัวเป็สีขาว อีกฝ่ายมีร่างกายสมส่วนไม่ได้ใหญ่โตแล้วก็ไม่ได้เล็ก เดินออกมาจากภายในรถม้า
เมื่อตัวของมันเดินออกมาแล้วดวงตามองตรงไปด้านหน้า
สิ่งที่ตัวของมันเห็นพบเจอสตรีที่มีรูปลักษณ์งดงาม ใบหน้าที่ราวกับว่าถูกแกะสลักมาเป็อย่างดี
แต่ว่าบนใบหน้าของนางกับให้ความรู้สึกเ็ายากที่จะเข้าใกล้ แถมยังสวมใส่อาภรณ์สีทึบที่ดูไม่เหมือนกับอาภรณ์ของสตรี
นางปรากฏกายขวางหน้าขบวนรถม้า
อีกฝ่ายคือ ซินอวี้
เมื่อนางปรากฏกายออกมาแสงจันทร์ที่อยู่ด้านหลังส่องแสงสว่างไสวกระทบแผ่นหลังของนาง ทำให้รูปลักษณ์ของนางนั้นดูโดดเด่นมากขึ้นไปอีก
นางราวกับว่าเป็เทพธิดาที่อยู่ๆก็ปรากฏกายออกมา เพียงแต่ว่าถ้อยคำที่นางพูดออกมากลับทำให้ผู้คนทั่วทั้งขบวนนั้นหนาวสะท้านไปทั้งร่างกาย
“ยอมจำนนรอด ผู้ใดขัดขืนตาย..”
ชายชราที่เป็ผู้ฝึกยุทธขอบเขตสี่ขมวดคิ้ว
ในตอนนี้มันยืนยันได้แล้วว่าอีกฝ่ายนั้นไม่ได้เดินทางมาด้วยเจตนาที่ดี
มันจับดาบที่เหน็บอยู่ข้างเอว พริบตาเดียวมันชักดาบออกมาแสงจันทร์กระทบดาบส่องแสงสีเงินสะท้อนไปทั่วทิศ
อีกฝ่ายพุ่งทะยานเหินผ่านขบวนสินค้าที่ขวางอยู่ด้านหน้าอย่างรวดเร็ว
แน่นอนว่ามันพุ่งเข้าไปหาสตรีผู้งดงามที่อยู่ด้านหน้าของมัน มันใช้ดาบในมือของมันตวัดโจมตีเข้าใส่นาง
พวกผู้คุ้มกันที่อยู่รอบๆเมื่อเห็นว่าผู้คุ้มกันใหญ่ลงมือพวกเขาเองก็รู้สึกฮึกเหิมในใจ
พวกเขารู้อยู่แล้วว่าผู้คุ้มกันใหญ่ของขบวนสินค้าในครั้งนี้คือชายชราผู้นี้ อีกฝ่ายเป็ถึงผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขต 4 การลงมือย่อมทรงพลังและน่าหวาดเกรง
แล้วมันเองก็เป็อย่างที่พวกเขาคิดอีกฝ่ายลงมืออย่างดุดันสมชื่อของผู้ฝึกยุทธขอบเขตสี่
แต่ว่าในขณะที่คนพวกนี้กำลังฮึกเหิมและชื่นชมนั่นเอง
สิ่งที่พวกมันไม่คาดคิดก็ปรากฏขึ้น นั่นก็คือท่าทีที่ผู้คุ้มกันใหญ่ของขบวนสินค้าในครั้งนี้ลงมือยังดุดัน
อีกฝ่ายที่พุ่งเข้าไปยังไม่ถึงตัวของสตรีผู้นั้น
มันเกิดภาพแปลกประหลาดขึ้นมาสตรีผู้นั้นยกฝ่ามือขึ้นมา ฝ่ามือที่ขาวผ่องและงดงามกับตวัดไปในอากาศ
ในตอนนั้นเกิดคลื่นอากาศบริเวณรอบๆ ลมปราณที่คนปกติมองไม่เห็นแต่สามารถััได้ปรากฏออกมา
ในตอนนั้นเองแขนที่กำลังถือดาบของชายชราผู้นั้นก็ขาดออก และการโจมตีถัดไปก็คือการตวัดฝ่ามืออีกเล็กน้อยศีรษะของชายชราที่เป็ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตสี่ก็หลุดกระเด็น
การลงมือของสตรีผู้นี้ ไม่ได้มีความดุดัน หรือว่าไม่ได้มีความน่าเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย แต่มันเป็การลงมือที่สามารถจบชีวิตของผู้ฝึกยุทธขอบเขตสี่ได้ในพริบตา
ราวกับว่ามันเป็การลงมือที่มีเพียงแค่เจตนาสังหารอีกฝ่ายเท่านั้น
หลังจากที่เห็นว่าร่างของชายชราล้มลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้น ไม่มีศีรษะอยู่แล้วทุกคนภายในขบวนสินค้าก็ขาสั่นและทรุดลงไปนั่งกับพื้น
ขนาดผู้ฝึกยุทธขอบเขตสี่ยังโดนสังหารด้วยเพียงแค่สองกระบวนท่า
สตรีผู้เ็าที่อยู่ด้านหน้าใบหน้ายังคงนิ่งสงบ นางเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเ็า “ยอมจำนนรอด ผู้ใดขัดขืนตาย”
คำสั่งในครั้งนี้ราวกับว่าเป็ประกาศิต พวกที่อยู่ด้านหน้าไม่มีผู้ใดขัดขืน แน่นอนว่าเสียงของลมหายใจเองก็แทบจะหยุดลงเช่นเดียวกัน
…
ในอีกด้านนึง
เจียงเฟิงโดนโจมตีอย่างต่อเนื่อง
การโจมตีด้วยหมัดของอีกฝ่ายซัดเข้ามาดั่งพายุ
ร่างของเจียงเฟิงในตอนนี้ตั้งรับอย่างเต็มกำลัง ท่อนไผ่สีเขียวในมือรับการโจมตีพวกนั้นที่กระหน่ำเข้ามา
ในตอนนี้ทั่วทั้งร่างกายของเจียงเฟิงกำลังเต็มไปด้วยาแที่กำลังฉีกขาด
แต่ถึงแม้จะเป็แบบนั้นแต่ว่าบุรุษหนุ่มที่อยู่ด้านหน้าของิญญาทมิฬ เขากลับไม่ได้ส่งเสียงกรีดร้องออกมาเลยแม้แต่น้อย
ทั้งที่าแที่ยิ่งมายิ่งเพิ่มขึ้นกลับทำให้ดูน่ากลัว
ิญญาทมิฬที่ลงมืออย่างเต็มกำลังหยุดสักพักในที่สุดมันก็หยุดมือ
มันถอยหลังออกมาใช้ดวงตาจ้องมองไปที่อีกด้วยความสงสัย จากนั้นก็เอ่ยถามขึ้นมา “เ้าเป็ตัวอันใดกันแน่”