รอยยิ้มของซิงจวนแฝงความขมขื่นเล็กน้อยเมื่อนึกถึงการเดินทางที่ผ่านมาก่อนที่นางจะเริ่มต้นเล่าเื่ราวที่แท้จริงของไลลาให้องค์รัชทายาทฟังอย่างละเอียด
“หลังจากที่ท่านเซียนหญิงส่งหม่อมฉันมาแล้วหม่อมฉันไม่ได้ปรากฏตัวขึ้นกลางทะเลทรายที่ว่างเปล่าเพคะแต่กลับไปปรากฏตัวในพุ่มไม้แห้งแล้ง ข้างๆ ร่างไร้ิญญาของเด็กสาวผู้หนึ่งนางเสียชีวิตไปแล้วเพราะถูกงูทะเลทรายกัดเข้าที่ข้อเท้า”
“สิ่งที่น่าเหลือเชื่อคือ...รูปลักษณ์ของนางเหมือนกับร่างแปลงที่ท่านเซียนมอบให้หม่อมฉันทุกประการราวกับโชคชะตาได้ขีดเขียนเส้นทางนี้ไว้ให้แล้ว และจากกระแสจิตที่ท่านเซียนส่งมาทำให้หม่อมฉันได้ทราบว่าเด็กสาวผู้นี้มีนามว่า ไลลาเป็เด็กกำพร้าที่หายตัวออกจากหมู่บ้านใกล้ๆ ไปเมื่อหลายวันก่อน”
“หม่อมฉันรู้สึกสลดใจอย่างยิ่งต่อชะตากรรมของนางจึงได้ขุดหลุมฝังร่างของนางอย่างดีใต้ต้นอินทผลัมต้นหนึ่งและได้ตั้งจิตอธิษฐานว่าจะขอยืมชื่อและตัวตนของนางเพื่อทำภารกิจแห่งหัวใจให้สำเร็จลุล่วง และจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้นางเสมอ”
“จากนั้นหม่อมฉันจึงออกเดินทางตามลายแทงที่ท่านเซียนให้ไว้ป่านกระแสจิตจนกระทั่งไปถึงหมู่บ้านเล็กๆ ที่ไลลาเคยอาศัยอยู่ ชาวบ้านต่างดีใจที่เห็นหม่อมฉันพวกเขาคิดว่าหม่อมฉันคือไลลาตัวจริงที่รอดชีวิตกลับมาได้”
“หม่อมฉันต้องสวมบทบาทเป็นางอย่างแเีเรียนรู้ที่จะพูดจาด้วยสำเนียงท้องถิ่นเรียนรู้เื่ราวชีวิตอันแสนลำบากของเด็กสาวกำพร้าที่ชื่อไลลาจากคำบอกเล่าของเพื่อนบ้านและผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน”
“เป็เวลาร่วมสามเดือนเต็มเพคะ...ที่หม่อมฉันใช้ชีวิตในฐานะไลลาธิดาอ๋องอย่างหม่อมฉันต้องเรียนรู้วิธีหาแหล่งน้ำซับใต้ผืนทรายเรียนรู้วิธีสังเกตหมู่ดาวเพื่อหาทิศทางเรียนรู้วิธีแยกแยะพืชทะเลทรายที่กินได้และสมุนไพรแก้พิษต่างๆ”
“มือที่เคยจับแต่พู่กันและถ้วยชากลับต้องหยาบกร้านจากการทำงานหนักผิวพรรณที่เคยผุดผ่องก็ถูกแดดแผดเผาจนคล้ำเสีย มันเป็ชีวิตที่ยากลำบากแต่ทุกครั้งที่ท้อแท้ หม่อมฉันก็นึกถึงพระพักตร์ของพระองค์...และนั่นก็เป็พลังให้หม่อมฉันสู้ต่อไป”
“หม่อมฉันต้องข่มความรู้สึกผิดที่ต้องสวมรอยเป็คนตายแต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกขอบคุณไลลาผู้ล่วงลับที่มอบโอกาสนี้ให้ความรู้และทักษะที่หม่อมฉันได้เรียนรู้ใน่เวลานั้นคือสิ่งล้ำค่าที่ตำราเล่มใดในวังหลวงก็ไม่อาจสอนได้”
“หม่อมฉันเรียนรู้ที่จะอบขนมปังแผ่นบนหินร้อนๆเรียนรู้วิธีเย็บปะเสื้อผ้าที่ขาดวิ่น และที่สำคัญที่สุด...หม่อมฉันได้เรียนรู้ถึงความแข็งแกร่งของจิตใจมนุษย์ที่สามารถอดทนต่อความยากลำบากได้อย่างน่าอัศจรรย์”
“และแล้ววันแห่งโชคชะตาก็มาถึง...กองคาราวานค้าทาสบุกเข้าปล้นหมู่บ้าน พวกมันกวาดต้อนผู้คนรวมถึงหม่อมฉันไปด้วยวินาทีนั้นหม่อมฉันไม่ได้รู้สึกกลัว แต่กลับรู้สึกว่า...การเดินทางที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว”
“่เวลาสองเดือนในขบวนค้าทาสนั้นราวกับตกนรกทั้งเป็เพคะเราถูกล่ามโซ่เดินเท้าข้ามทะเลทรายอันร้อนระอุชีวิตในขบวนค้าทาสนั้นโหดร้ายเกินกว่าที่หม่อมฉันเคยจินตนาการไว้มากนักเพคะทุกเช้าเราจะถูกปลุกด้วยเสียงแส้และคำด่าทอที่หยาบคาย เราต้องตื่นก่อนฟ้าสางเพื่อขนย้ายสัมภาระหนักอึ้งขึ้นหลังอูฐต้องดูแลสัตว์เลี้ยงในขบวนทั้งที่ตัวเองแทบไม่มีแรงจะยืนต้องเดินเท้ากลางแดดเปรี้ยงโดยมีเพียงผ้าคลุมบางๆ เป็เครื่องป้องกันบ่อยครั้งที่หม่อมฉันถูกอูฐพยศดีดจนล้มกลิ้งไปกับพื้นทราย ได้แผลถลอกปอกเปิกไปทั้งตัวแต่ก็ต้องรีบลุกขึ้นมาทำงานต่อเพราะหากชักช้าอาหารเช้าซึ่งเป็เพียงขนมปังแห้งแข็งหนึ่งก้อนก็จะถูกริบไป”
“หลังจากดูแลสัตว์เสร็จสิ้นพวกทาสหญิงมีหน้าที่เตรียมอาหารให้กับเหล่าผู้คุมซึ่งหมายถึงการต้องนั่งโม่แป้งด้วยหินหนักๆ เป็เวลาหลายชั่วโมงจนแขนแทบหลุดต้องก่อไฟด้วยมูลสัตว์แห้งที่ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งและต้องทนฟังคำพูดแทะโลมด้วยสายตาที่น่ารังเกียจตลอดเวลา มือที่เคยถูกถนอมมาทั้งชีวิตของหม่อมฉันด้านขึ้นมาก”
“เมื่อกองคาราวานออกเดินทางหน้าที่ของหม่อมฉันคือการเดินจูงอูฐบรรทุกสินค้าที่หนักที่สุดสองตัวไปพร้อมกันเชือกป่านที่หยาบกระด้างบาดเนื้อจนเืซึมแต่การปล่อยมือหมายถึงการถูกโบยตีอย่างไม่ปรานีไม่มีใครได้รับอนุญาตให้หยุดพักจนกว่าจะถึงเวลาที่หัวหน้ากองคาราวานกำหนด...”
“แต่หม่อมฉันใช้ความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาในหมู่บ้านคอยช่วยเหลือผู้อื่นอย่างลับๆหม่อมฉันบอกพวกเขาว่ารากไม้ชนิดใดพอจะขุดขึ้นมาเคี้ยวแก้กระหายได้หรือใบไม้ชนิดใดใช้ทาแผลเพื่อบรรเทาอาการอักเสบ”
“ในยามค่ำคืนหม่อมฉันจะเล่านิทานเกี่ยวกับดวงดาวที่เคยได้ยินมาจากผู้เฒ่าผู้แก่เพื่อปลอบประโลมจิตใจของผู้ที่สิ้นหวัง แม้หม่อมฉันจะอยู่ในสถานะทาสที่ต่ำต้อยแต่หม่อมฉันก็พยายามมอบความหวังให้ทุกคนเท่าที่จะทำได้”
“ร่างกายของหม่อมฉันเหนื่อยล้าจนแทบขาดใจแต่จิตใจกลับมุ่งมั่นอย่างไม่เคยเป็มาก่อนหม่อมฉันรู้ว่าปลายทางของการเดินทางนี้... คือการได้พบกับพระองค์”
“จนกระทั่งขบวนของเราเดินทางมาถึงเมืองโอเอซิสแห่งนั้นและถูกนำตัวขึ้นสู่แท่นประมูล... วินาทีที่หม่อมฉันเห็นพระองค์ยืนอยู่ในกลุ่มฝูงชนหัวใจของหม่อมฉันแทบจะหยุดเต้นเพคะ”
“หม่อมฉันยืนตัวสั่นอยู่บนแท่นประมูลสายตาจับจ้องอยู่ที่พระองค์เพียงผู้เดียว ในใจภาวนาซ้ำแล้วซ้ำเล่าขอให้โชคชะตานำพาเรามาพบกันอีกครั้ง ขอให้พระองค์เป็ผู้ซื้อตัวหม่อมฉันไป...และเมื่อพระองค์ประกาศก้องว่าจะขอซื้อทาสทั้งหมด...หม่อมฉันก็แทบจะทรุดลงกับพื้นด้วยความโล่งใจน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่เป็น้ำตาแห่งความปีติยินดีที่การรอคอยอันยาวนานได้สิ้นสุดลงแล้ว...”
“่แรกของการเดินทางร่วมกับขบวนของพระองค์หม่อมฉันต้องสร้างกำแพงขึ้นมาป้องกันตัวเอง หม่อมฉันต้องแสดงบทบาทของไลลาทาสผู้เงียบขรึมและไม่ไว้วางใจใคร เพื่อไม่ให้พระองค์สงสัย”
“หม่อมฉันทำหน้าที่รับใช้พระองค์อย่างเงียบงันแต่ทุกครั้งที่ได้เข้าใกล้ ทุกครั้งที่ได้เห็นพระพักตร์ที่ซ่อนความทุกข์ระทมไว้...หัวใจของหม่อมฉันก็เ็ปเหลือเกินที่ต้องปิดบังความจริง”
“หม่อมฉันเห็นแววตาอ้างว้างของพระองค์ยามทอดพระเนตรดวงดาวและหม่อมฉันรู้ดีว่าพระองค์กำลังคิดถึงใคร...พระองค์กำลังคิดถึงหม่อมฉันในร่างของซิงจวนโดยไม่รู้เลยว่าหม่อมฉันอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก”
“แล้ว...แล้วเ้าไม่เคยนึกโกรธข้าบ้างเลยหรือ? ที่ข้าโง่เขลาถึงเพียงนั้นที่ข้ามองเ้าแต่กลับไม่เห็นเ้า...ไม่เคยมีสักครั้งเลยหรือที่เ้านึกชิงชังในความไม่เอาไหนของข้า?” องค์รัชทายาทแทรกขึ้นมาพลางสบตานางความรู้สึกผิดฉายชัดในแววตา หากที่นางเล่ามาเป็เื่จริงเขาก็รู้สึกสงสารนางเหลือเกิน นางจะรู้สึกอย่างไรกันนะ?
รัชทายาทคิดว่านางจะดุด่าแต่ซิงจวนกลับส่ายหน้าช้าๆ รอยยิ้มของนางยังคงอ่อนโยนก่อนเอ่ยวาจา
“ไม่เคยเลยเพคะ ตรงกันข้าม...มันคือความทรมานอันแสนหวาน การได้อยู่ใกล้พระองค์ ได้ดูแลพระองค์แม้พระองค์จะไม่รู้ว่าเป็หม่อมฉันมันก็ยังดีกว่าการต้องอยู่ห่างไกลโดยไม่มีหวังจะได้พบเจอความทุกข์ของหม่อมฉันคือการที่ไม่อาจปลอบโยนความทุกข์ของพระองค์ได้... ไม่ใช่ความโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย”
“วันที่พระองค์มอบตลับยาให้...ััของพระองค์ที่ปลายนิ้วทำให้หม่อมฉันแทบจะสิ้นสติหม่อมฉันต้องใช้ความอดทนอย่างสูงสุดเพื่อไม่ให้เผลอโผเข้ากอดพระองค์ในตอนนั้น”
“บทสนทนาเื่ดวงดาวข้างกองไฟคือ่เวลาที่ล้ำค่าที่สุด เราต่างแบ่งปันโลกของตนเองให้แก่กันหม่อมฉันเล่าเื่ดาวนักเดินทาง ส่วนพระองค์เล่าเื่ราวตามตำรา...เราใกล้ชิดกันมากขึ้นเรื่อยๆ”
“จนกระทั่งค่ำคืนนั้น...คืนใต้แสงจันทร์ ณ โอเอซิสกลางทะเลทรายบรรยากาศและความรู้สึกอ้างว้างของคนสองคนนำพาให้เราเข้าใกล้กัน”
“เมื่อพระองค์โน้มพระพักตร์ลงมาจุมพิตหม่อมฉัน...ในใจของหม่อมฉันไม่ได้มีความลังเลเลยแม้แต่น้อยมีแต่ความรักและความโหยหาที่อัดแน่นอยู่เต็มหัวใจ...ก่อนที่เราจะเริ่มต้นบรรเลงเพลงสวาทกันครั้งแรก...”