บทที่ 47 ไก่ผัดซอสน้ำผึ้ง
เมื่อยกออกมาก็ยังมีไอเย็นลอยกรุ่นอยู่ เมื่อลิ้มลองคำแรกก็ให้ความรู้สึกเย็นสดชื่นจนพูดไม่ออก ในช่วงต้นฤดูร้อนเช่นนี้เหมาะที่สุดที่จะใช้ดับกระหายคลายร้อน
ทุกครั้งที่ลู่จือฉิงเดินผ่าน นางก็มองดูด้วยความอยากกินโดยไม่รู้ตัว
เซี่ยมู่แลบลิ้นเยาะเย้ยนาง ส่วนชิวหลินรุ่ยกลับไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามอง
ชิวหลินรุ่ยเย็นชาเสียยิ่งกว่าน้ำบ๊วยแช่เย็น ทั้งที่บอกว่าจะมาดูนางเดิน แต่ตั้งแต่ต้นจนจบก็ไม่เห็นเขาจะชายตามองลู่จือฉิงเลยแม้แต่น้อย ดวงตาของเขาเหมือนบ่อน้ำลึก เต็มไปด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน
ในที่สุดลู่จือฉิงก็ทนไม่ไหวยืนนิ่งอยู่กับที่ไม่ยอมเดินต่ออีก “เมื่อไหร่จะกินข้าวกัน?”
ที่แท้ก็เพราะยังไม่ได้กินข้าว เซี่ยมู่กินขนมอยู่ก็เลยไม่หิวส่วนนางตื่นแต่เช้า แล้วก็เดินมาทั้งเช้าตอนนี้หิวจนไส้กิ่วแล้ว
ชิวหลินรุ่ยค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองลู่จือฉิง ดวงตาเย็นชาเช่นนั้นคนทั่วไปย่อมไม่กล้าสบตา มีเพียงลู่จือฉิงที่กล้าสบตาเขาอย่างไม่เกรงกลัว ก็นางไม่ได้ทำอะไรผิด จะไปหวาดกลัวอะไร?
ครู่หนึ่งในที่สุดชิวหลินรุ่ยก็เอ่ยปาก “ไปสอนคุณหนูทานข้าวก่อนเถอะ”
ครู่ใหญ่ ชิวหลินรุ่ย จึงเอ่ยขึ้น “สอนวิธีทานอาหารให้แม่นางลู่เถอะ”
‘สอนวิธีทานอาหาร? หมายความว่ายังไง?’ ลูจือฉิงยังไม่ทันหายสงสงสัยก็ได้ยินแม่นมที่ยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้น “เชิญแม่นางลู่”
ลู่จือฉิงเดินตามแม่นมไปยังห้องโถงใหญ่ของโถงหนิงอัน ที่นั่นเป็นสถานที่ที่ชิวหลินรุ่ยใช้สำหรับทานอาหารเป็นประจำ ลู่จือฉิงไม่รู้แต่บ่าวไพร่คนอื่นล้วนรู้ดี
ตอนนี้แม่นางที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันคนนี้ เพียงแค่เพราะมีใบหน้าเหมือนกับอดีตพระชายา ก็สามารถร่วมโต๊ะอาหารกับท่านอ๋องได้ แสดงให้เห็นว่าท่านอ๋องให้ความสำคัญกับนางมาก หรือว่าแม่นางคนนี้จะสามารถมาแทนที่พระชายาได้จริงๆ ?
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ข่าวลือเช่นนี้ก็ฝังรากลึกในจวนอ๋องรุ่ย เริ่มแพร่กระจายไปทั่วทั้งจวนอ๋องรุ่ย และแม้กระทั่งทั่วทั้งเมืองหลวง ทุกคนต่างสงสัยว่า สตรีผู้นี้เป็นเพียงตัวแทนที่ท่านอ๋องรุ่ยพามาหลังจากไม่ยุ่งเกี่ยวกับสตรีนางใดมาห้าปีหรือไม่?
ลู่จือฉิงหิวมากตอนนั้นก็คิดจะหาที่นั่ง แต่ถูกนางกำนัลรั้งเอาไว้แล้วก็สอนอีกชุดใหญ่ว่าการรับประทานอาหารในจวนอ๋อง ต้องรอให้ท่านอ๋องนั่งก่อนถึงจะนั่งได้ ท่านอ๋องไม่ขยับตะเกียบคนบนโต๊ะก็ขยับตะเกียบไม่ได้
อาหารที่ท่านอ๋องไม่ได้แตะต้อง คนบนโต๊ะก็แตะต้องไม่ได้ ต้องทานตามลำดับของน้ำแกงและกับข้าว ห้ามข้ามขั้นตอน
นิ้วโป้งของมือซ้ายแตะขอบชาม นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง จับก้นชาม เว้นช่องว่างตรงกลาง การจับตะเกียบด้วยมือขวาเองก็มีข้อกำหนด ห้ามจับสูงไปหรือต่ำไป ต้องจับที่ตำแหน่งหนึ่งในสาม
ตอนรับประทานอาหาร ห้ามเผยอให้เห็นฟัน เวลาซดน้ำแกงก็ห้ามส่งเสียงดัง อาหารในปากยังไม่กลืนลงคอห้ามพูดคุยบนโต๊ะอาหาร
ลู่จือฉิงฟังแม่นมพร่ำสอนไม่หยุดจนปวดหัวไปหมด ไม่คิดว่าการกินข้าวในจวนอ๋องจะลำบากขนาดนี้ ถึงแม้ว่ามารยาทบางอย่างในยุคปัจจุบันก็ยังมีอยู่ แต่ก็ไม่ได้เข้มงวดขนาดนี้ พอมาที่นี่การกินข้าวกลายเป็นเรื่องทรมานไปเลย
ลู่จือฉิงอดถามไม่ได้ “มีกฎเยอะขนาดนี้ คนอื่นๆ ที่กินข้าวกับท่านอ๋องเป็นประจำ ทำตามกันได้หมดหรือ?” ตอนนั้น ชิวหลินรุ่ยก็พาเซี่ยมู่เดินเข้ามาจากประตู ลู่จือฉิงใส่รองเท้าส้นหนายังเดินเร็วกว่าพวกเขาอีก ท่านอ๋องนี่ก็เรื่องมากจริงๆ
แม่นมที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบค้อมตัวลง ไม่กล้าตอบคำถามของลู่จือฉิง ส่วนคนรับใช้คนอื่นๆ ยิ่งไม่กล้าพูด
แท้จริงแล้วนับแต่พระชายาองค์ก่อนของอ๋องรุ่ยสิ้นพระชนม์ไปก็ไม่เคยมีผู้ใดได้ร่วมโต๊ะอาหารกับท่านอ๋องรุ่ยอีก แม้แต่ยามที่ชิญแขกมาที่จวน ก็ไม่ใช้โถงหนิงอันรับแขกเลยแม้แต่ครั้งเดียว ดังนั้นที่แห่งนี้จึงถือว่าเป็นห้องกินข้าวส่วนตัวของชิวหลินรุ่ยเพียงผู้เดียว
วันนี้เขากลับสั่งให้พาลู่จือฉิงมาที่นี่ ความหมายแอบแฝงนี้ช่างยากจะหยั่งถึง บ่าวไพร่ต่างพากันมองลู่จือฉิงด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปต่างจากลู่จือฉิงและเซี่ยมู่ที่ยังคงไม่รู้เรื่องรู้ราว
ชิวหลินรุ่ยได้ยินคำถามของลู่จือฉิงแต่ไม่คิดจะตอบ แต่กลับเดินไปที่โต๊ะอาหารแล้วยกชายเสื้อขึ้น แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ตรงกลาง ลู่จือฉิงจึงค่อยๆ นั่งลงตามที่แม่นมบอกด้วยท่าทีประหม่า
ชิวหลินรุ่ยพาเซี่ยมู่มานั่งด้วย ตัวเองนั่งอยู่ตรงกลางด้านขวามีลู่จือฉิง ด้านซ้ายมีเซี่ยมู่แสงตะวันส่องประกาย งดงามราวกับภาพวาดครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ
มุมปากของชิวหลินรุ่ยมีรอยยิ้มจางๆ เขาไม่ได้ยิ้มแบบนี้มานานห้าปีแล้ว ไม่รู้ทำไม หลังจากที่ลู่จือฉิงมาเขามักจะเผลอยิ้มออกมาแบบนี้โดยไม่รู้ตัว
รอยยิ้มนั้นหายวับไปอย่างรวดเร็ว เร็วจนมีเพียงชิวหลินรุ่ยเท่านั้นที่รู้สึกได้ แต่ก็ทำให้เขาตกใจทำไมถึงเป็นเช่นนี้ไปได้?
ลู่จือฉิงทำตามที่แม่นมบอกนั่งกินข้าวอย่างว่าง่าย ปิดปากสนิท แก้มป่อง ดูเหมือนหนูตัวน้อยๆ บ้างก็เหมือนซาลาเปาน่ารักๆ น่ารักจนอยากจะบีบแก้ม
ชิวหลินรุ่ยอดไม่ได้ที่จะมองลู่จือฉิงหลายครั้ง ใบหน้ายังคงเรียบเฉย ดวงตาคมกริบมองลู่จือฉิง ก่อนจะหันไปมองเซี่ยมู่ เซี่ยมู่กำลังคีบผักเข้าปากอย่างเรียบร้อยสง่างามราวกับบทกวีอันวิจิตร
เด็กคนนี้เวลากินข้าวดูไม่เหมือนเด็กเอาซะเลย เด็กๆ ควรกินเลอะเทอะ เลียนิ้วมือสิ ชิวหลินรุ่ยคีบไก่ผัดซอสน้ำผึ้งจากจานตรงหน้า ใส่ลงในชามของเซี่ยมู่
เซี่ยมู่กำลังก้มหน้าก้มตากินข้าว จู่ๆ ก็มีน่องไก่ปรากฏขึ้นตรงหน้า จึงเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ พอเห็นชิวหลินรุ่ยกำลังกินข้าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย ส่วนลู่จือฉิงก็จ้องน่องไก่ในชามตาเป็นประกาย ก็รู้ได้ทันทีว่าขาไก่ชิ้นนี้เป็นฝีมือของชิวหลินรุ่ย
แค่คีบกับข้าวให้ ทำไมต้องทำสีหน้าเหมือนกับกำลังวางยาพิษในจอกเหล้าด้วย เซี่ยมู่มองน่องไก่ตรงหน้าอย่างจนใจ แต่เขาก็ไม่ได้ชอบกินไก่ผัดน้ำผึ้งสักหน่อย คนที่ชอบกินไก่ผัดน้ำผึ้งคือท่านแม่ต่างหาก
เซี่ยมู่คีบน่องไก่ขึ้นมาอย่างยากลำบาก ก่อนจะออกแรงเหวี่ยงไปวางในชามของลู่จือฉิงอย่างแม่นยำ จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงราวกับผู้ใหญ่ใจดีว่า “ท่านกินเยอะๆ หน่อย กำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต”
ลู่จือฉิงอดไม่ได้ที่จะจ้องเขาอย่างเคืองๆ กำลังเจริญเติบโตอะไรกัน แต่เห็นแก่น่องไก่ชิ้นนี้ เลยไม่เอาเรื่องเขาละกัน ที่สำคัญคือในปากนางยังเคี้ยวอาหารอยู่ เลยเถียงไม่ออก
ตลอดมื้ออาหาร ทั้งสามคนไม่มีใครปริปากพูดคุยกัน พอทานข้าวเสร็จก็ไม่ได้พูดคุย บรรยากาศช่างอึมครึมลู่จือฉิงไม่เคยพบเจอมื้ออาหารเช่นนี้มาก่อน
ส่วนชิวหลินรุ่ยกลับทำหน้าตาเฉย ราวกับว่ากำลังเพลิดเพลินกับบรรยากาศแบบนี้ ส่วนลู่จือฉิงกลับรู้สึกอึดอัด อยากให้จบๆ ไปสักที จนกระทั่งชิวหลินรุ่ยพูดขึ้นมื้อกลางวันนี้ก็ถือว่าจบลง
ลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่ค้อมตัวเล็กน้อย จากนั้นก็ถูกแม่นมพาตัวไปเรียนมารยาทต่อ
ชีวิตนี้มันช่างน่าเศร้า ลู่จือฉิงต้องตื่นแต่เช้าทุกวัน มีแม่นมกับสาวใช้คอยรับใช้ข้างเตียง เอาผ้าคาดเอวมาพันรอบตัวนางหลายชั้น รัดแน่นจนแทบหายใจไม่ออก
เมื่อสวมรองเท้าพื้นหนาเสร็จก็ต้องไปฝึกเดินที่สวน การฝึกซ้อมในห้องโถงเสร็จสิ้นไปนานแล้ว แต่การเดินของกุลสตรีนั้นไม่ใช่แค่การเดินบนพื้นราบธรรมดาๆ
ปกติเวลาไปเดินเล่นในสวน หรือไปให้อาหารปลาที่ริมสระ พื้นก็มักจะปูด้วยกรวด ลู่จือฉิงไม่เข้าใจความคิดของคนสมัยโบราณเอาซะเลย ในยุคปัจจุบัน การปูพื้นด้วยกรวดเป็นการกระตุ้นจุดฝ่าเท้า เพื่อสุขภาพที่ดี
แต่ผู้หญิงในสมัยโบราณต่างก็ใส่รองเท้าส้นหนา ต่อให้กรวดจะใหญ่แค่ไหน ก็ไม่น่าจะกระตุ้นจุดฝ่าเท้าได้หรอก พอคิดไปคิดมาบุรุษในอดีตล้วนสวมรองเท้าหุ้มข้อบาง คาดว่าทางเดินโรยก้อนกรวดนี้คงเตรียมไว้สำหรับบุรุษโดยเฉพาะ
ธรรมเนียมชายเป็นใหญ่หญิงเป็นรองเป็นเรื่องปกติในสมัยโบราณ ลู่จือฉิงไม่ได้คิดจะลุกขึ้นมาต่อต้านอะไร แต่แบบนี้มันก็เอาเปรียบผู้หญิงเกินไปหน่อย ในเมื่อสร้างมาเพื่อบุรุษแล้วจะพาสตรีออกมาเดินเล่นทำไม
ถึงแม้ว่าจะบ่นแต่ลู่จือฉิงก็ยังต้องฝืนใจไปฝึกเดินบนกรวดให้มั่นคง แถมชายกระโปรงก็ห้ามสะบัดแรงๆ ยากกว่าการเดินบนพื้นราบมาก
ช่วงแรก ๆ เกือบทุกวันหัวเข่าของนางต้องมีรอยฟกช้ำเพิ่มขึ้น ต่อมา ลู่จือฉิงก็เลยทำตามในละครเรื่อง ‘องค์หญิงกำมะลอ’ เอาผ้ามาพันไว้ที่เข่า แบบนี้ก็จะไม่เขียวช้ำแล้ว
ลู่จือฉิงไม่คิดเลยว่า ละครที่ดูตั้งแต่เด็กจนโตจะได้นำมาใช้ในชีวิตจริง ชีวิตคนเรานี่ช่างคาดเดาไม่ได้จริงๆ
ชิวหลินรุ่ยเดินผ่านสวนเป็นครั้งคราว ครั้นเห็นลู่จือฉิงฝึกเดินอยู่บางครั้งเขาก็แอบมองอยู่หลังเนินหิน บ่าวรับใช้กำลังจะรายงานเขาก็ยกมือขึ้น ทุกคนก็เงียบเสียงลงทันที ไม่กล้าขัดจังหวะท่านอ๋องที่กำลังแอบดู
นี่เป็นความคิดของชิวหลินรุ่ย ฮ่องเต้สั่งให้เขาสืบหาที่มาที่ไปของลู่จือ
ฉิงกับเซี่ยมู่ภายในหนึ่งเดือน แต่ฮ่องเต้เพียงแต่ให้สืบหาไม่ได้บอกให้รายงานทันที
หากเวลานี้ชิวหลินรุ่ยเคลื่อนไหวโดยพลการ ทูลรายงานเรื่องลู่จือฉิง และเซี่ยมู่กับฮ่องเต้ ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ก็จะทำให้ฮ่องเต้สนใจ มีชิวหลินเหม่าคอยยุแยงอยู่ข้างๆ ไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ
สู้ปล่อยให้ฮ่องเต้ค่อยๆ ลืมเรื่องนี้ไปดีกว่า ตราบใดที่ฮ่องเต้ไม่เอ่ยปากถามขึ้นมาก่อน เขาก็ไม่จำเป็นต้องรายงานผลการสืบสวน
แต่ชิวหลินรุ่ยเป็นคนรอบคอบมาโดยตลอด จะไม่เตรียมการล่วงหน้าได้อย่างไร เผื่อวันหนึ่งฮ่องเต้เอ่ยถึงลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่ หรือแม้แต่จะให้ชิวหลินรุ่ยพาลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่ไปร่วมงานเฉลิมฉลองของราชวงศ์
เซี่ยมู่ไม่เท่าไหร่เขาเติบโตมาจากชนบทมาห้าปีแล้ว กิริยาท่าทางไม่จำเป็นต้องเข้มงวดมาก แต่ลู่จือฉิงไม่เหมือนกันชาวบ้านร้านตลาดต่างก็รู้ว่าลู่จือฉิงเป็นคุณหนูใหญ่แห่งสกุลลู่
สกุลลู่เป็นเช่นไร ลู่จือฉิงในอดีตเป็นคนรอบรู้ อ่อนโยนและมีเมตตาต่างจากลู่จือฉิงในตอนนี้ที่ทั้งซุ่มซ่าม และชอบโวยวาย
ถ้าปล่อยให้ฮ่องเต้เห็นท่าทางแบบนี้ ต่อให้ลู่จือฉิงจะหน้าเหมือนกับอดีตพระชายาก็ตาม โดนชิวหลินเหม่าและฮวาจุ้ยเตี๋ยยุแยงเข้าหน่อย
ชิวหลินรุ่ยก็คงไม่พ้นข้อหาหลอกลวงฮ่องเต้เป็นแน่
ดังนั้นชิวหลินรุ่ยจึงกักตัวลู่จือฉิงกับเซี่ยมู่ไว้ในจวนอ๋องรุ่ย เพื่อฝึกฝนอย่างเข้มงวด ต้องทำให้ลู่จือฉิงในตอนนี้ กลับไปเป็นลู่จือฉิงคนเดิมให้เร็วที่สุด เขาถึงจะมั่นใจว่าจะปกป้องตัวเองได้
ตอนนี้ลู่จือฉิงก็ทำได้ดี ถึงแม้ว่าจะได้รับบาดเจ็บอยู่บ้าง แต่ก็พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว เชื่อว่าอีกไม่นาน นางก็จะต้องกลับไปเป็นคุณหนูใหญ่แห่งสกุลลู่ที่รอบรู้ และมีมารยาทได้อย่างแน่นอน