สวีอี้ถงพูดคุยกับคุณนายหยางอย่างเป็กันเองเธอไม่ได้พยายามโอ้อวดตนเองมากเกินไปและไม่ได้พยายามเอาอกเอาใจอย่างออกนอกหน้าแต่ก็ไม่ได้พูดจาให้ตนเองดูย่ำแย่ในสายตาของคุณนายหยางแม้ส่วนใหญ่เื่ที่เธอพูดจะเป็ความจริงแต่หากเป็เื่ที่เกี่ยวกับข้อบกพร่องของโจวเสี่ยวถงแล้วเธอก็จะหาถ้อยคำอื่นมาพูดอย่างไม่ละอาย
“ฉันคงต้องกลับแล้ว”เมื่อคุณนายหยางพูดเช่นนี้สวีอี้ถงก็ขยับตัวลุกขึ้น
“ให้หนูไปส่งนะคะ”เมื่อได้เห็นว่าเด็กสาวตรงหน้าพูดจาดีวางตัวดีแถมยังเอาอกเอาใจอย่างพอเหมาะทำให้คุณนายหยางมีความพอใจในตัวของเด็กสาวตรงหน้าเป็อย่างมากสวีอี้ถงเดินไปส่งคุณนายหยางจนถึงหน้าบ้านพอคุณนายหยางขึ้นรถและคนขับรถพาเธอเคลื่อนรถออกไปแล้วสวีอี้ถงก็ทอดถอนใจออกมาแล้วจึงได้หันหลังกลับเพื่อที่จะเข้าไปในตัวบ้านแต่กลับปะทะเข้ากับสายตาของคุณแม่โจวเข้าเสียก่อน
“ทำไมคุณแม่มองหนูอย่างนั้นละคะมันดูน่ากลัวแปลกๆ” สวีอี้ถงพูดออกมาเมื่อปะทะเข้ากับสายตาของคุณแม่โจว
“ก็แค่ไม่เคยรู้เลยว่าแกจะเป็กิ้งก่าที่สามารถเปลี่ยนสีได้ดีมากขนาดนี้”คำพูดของคุณแม่โจวทำให้สวีอี้ถงขยิบตาให้ด้วยสีหน้าซุกซนในทันที
“ทักษะการเอาตัวรอดของหนูก็ควรจะต้องมีบ้างสิวันหน้าคุณแม่กับคุณพ่อจะได้ไม่ต้องเป็ห่วงหนูอย่างไรเล่า”เมื่อได้ยินลูกสาวพูดเช่นนี้สีหน้าของคุณแม่โจวก็พลันเปลี่ยนไปเธอหรี่ตาพลางจ้องมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยสายตากังขา
“มีใครมาลักพาตัวลูกสาวของฉันไปแล้วให้คนอื่นมาสวมรอยแทนหรือเปล่า”เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยการหยอกล้อของคุณแม่โจวสวีอี้ถงก็หัวเราะออกมาเบาๆ ในทันทีเธอกางแขนออกแล้วหมุนตัวให้คุณแม่โจวดูแล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงติดตลก
“จะมีใครอยากจะมาสวมรอยเป็ฉันกันเล่าคะคุณแม่ลองดูสิว่าที่ยืนอยู่ตรงหน้าใช่ลูกสาวของคุณแม่หรือไม่”
"นั่นน่ะสิ! คนอย่างแกใครเขาอยากจะสวมรอยกันไป! รีบเข้าไปในบ้านกันเถอะอากาศร้อนอย่างนี้ไม่เหมาะที่จะยืนด้านนอก"เมื่อพูดจบคุณแม่โจวก็เดินนำหน้าเข้าไปในบ้านสวีอี้ถงจึงได้รีบเดินตามคุณแม่โจวเข้าไปในบ้านในทันทีเช่นเดียวกัน
“พี่เสี่ยวเหมยไปไหนหรือคะหนูไม่เห็นพี่เขามาั้แ่เช้าแล้ว”เมื่อลูกสาวคนเล็กเอ่ยถามเช่นนี้คุณแม่โจวก็ทอดถอนใจออกมา
“ออกไปหางานทำน่ะอยู่ๆ ก็บอกกับฉันว่าอยากจะทำงานแล้วก็อยากจะสมัครเรียนอยากเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยฉันห้ามก็ไม่ยอมฟัง”เมื่อได้ยินคุณแม่โจวพูดเช่นนี้สวีอี้ถงก็พยักหน้ายังดีที่ชีวิตของนางเอกอย่างโจวเสี่ยวเหมยยังไม่ได้รับผลกระทบจากการมาของเธอดังนั้นเธอก็จะคงคาดเดาความเป็ไปในอนาคตได้อยู่
“ให้พี่เขาลองทำดูเถอะค่ะพี่เขาเป็คนเก่งหนูว่าพี่เขาทำได้อยู่แล้ว”สวีอี้ถงพูดพลางเดินไปชงชาแล้วนำมาให้คุณแม่โจวคุณแม่โจวรับไปดื่มพลางนั่งลงบนเก้าอี้
“มันไม่ได้ง่ายอย่างที่พวกแกคิดหรอกแค่ทำงานก็เหนื่อยแล้วยังจะเรียนอะไรได้อีก ทำให้ตัวเองต้องลำบากเปล่า”น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็ห่วงของคุณแม่โจวทำให้สวีอี้ถงยิ้มออกมาในทันที
“คุณแม่ไม่ต้องเป็ห่วงหรอกค่ะพี่เขาทำได้”สวีอี้ถงพูดพลางยกชาอีกถ้วยที่เธอพึ่งจะชงเสร็จมานั่งลงตรงเก้าอี้ข้างตัวคุณแม่โจวแล้วก็จิบน้ำชาที่ถืออยู่ในมือด้วยความสบายอกสบายใจ
“พี่เขาเก่งแล้วแกเล่าเสี่ยวถงอย่าหาว่าแม่พูดจาทำลายขวัญและกำลังใจแกเลยนะแต่ชื่อเสียงของหยางจิ่วไม่ค่อยจะดีนักยิ่งในตัวเมืองยิ่งพูดถึงเขากันอย่างหนาหูว่าเขาเป็อันธพาลมาั้แ่เด็กเมื่อหลายวันก่อนแม่ก็ได้ข่าวว่าเขาพาคนไปถล่มบ่อนการพนันจนมีคนได้รับาเ็ตั้งหลายคนแม่ล่ะกลัวจริงๆ ว่าพอแกแต่งกับเขาไปแล้วแกจะไม่มีความสุข”คำพูดของคุณแม่โจวทำให้สวีอี้ถงหันไปจ้องมองคุณแม่โจวด้วยความซาบซึ้งใจ
ในนิยายของเธอไม่ได้เขียนบรรยายเื่ของโจวเสี่ยวถงอย่างละเอียดเท่าใดนักถึงอย่างไรก็เป็แค่น้องสาวของนางเอกที่เอาแต่สร้างเื่แต่พอเธอได้ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างนี้จึงได้รู้ว่าสาเหตุที่โจวเสี่ยวถงกล้าสร้างเื่ก็เพราะได้รับความรักความเอาใจใส่จนเคยตัวและชอบคิดว่าอีกประเดี๋ยวคนในครอบครัวของเธอก็จะช่วยสะสางความผิดให้เธอได้เธอจึงไม่ค่อยจะคิดหน้าคิดหลังเวลาที่ลงมือทำเื่เลวร้ายลงไป
“วีรกรรมของหยางจิ่วหนูพอจะได้ยินมาบ้าง วันนี้ก็บังเอิญได้พบกันและได้พูดคุยกันบ้างแล้วแต่คุณแม่วางใจเถอะพอแต่งเข้าไปแล้วถ้าหนูไม่สามารถทนเขาได้หนูก็แค่เลิกกับเขาแล้วย้ายกลับมาอยู่บ้านคนอย่างหยางจิ่วถ้าหนูไม่ไปมีคนอื่นและทำให้เขาเสียหน้าเขาก็ไม่มีทางตามราวีทำร้ายหนูอย่างที่มักจะตามทำร้ายคนอื่นหรอกค่ะ”เมื่อสวีอี้ถงพูดเช่นนี้คุณแม่โจวก็ทอดถอนใจออกมาด้วยความหนักใจ
“แล้วอีกอย่างหนูรู้ดีถึงสาเหตุที่เขาเกเรเช่นนี้ขอแค่สามารถปรับเปลี่ยนความคิดของเขาได้ความเป็อันธพาลของเขาก็จะลดลงมาเอง”สวีอี้ถงพูดพลางหัวเราะออกมาเบาๆ
เนื้อหาในนิยายเขียนว่าพอสูญเสียแม่และน้องสาวนิสัยของหยางจิ่วก็พลันเปลี่ยนไปเขาหันหลังให้กับการเที่ยวเล่นและกินดื่มหันหน้าเข้ามาพัฒนาธุรกิจและต่อยอดธุรกิจจนประสบความสำเร็จมีเงินมีอำนาจจนสามารถคุกคามโจวเสี่ยวเหมยผู้เป็พี่สาวของอดีตภรรยาที่ตายไปแล้วได้นั่นก็หมายความว่าถ้าเขาคิดได้เมื่อไหร่ว่าแท้จริงแล้วเขารักแม่กับน้องสาวของเขามากแค่ไหนและควรจะทำดีต่อพวกเธอให้มากเข้าไว้ความประพฤติของเขาก็คงจะดีขึ้น
“คนเรามันเปลี่ยนกันยากฉันขอบอกตรงนี้เอาไว้เลยว่าอย่าได้คิดว่าจะสามารถชักจูงและปรับเปลี่ยนนิสัยของคนอื่นเพื่อให้เขาเป็ดังที่เราตั้งใจเอาไว้เพราะว่ามันเป็เื่ยากอีกทั้งยังอาจจะทำให้เราคาดหวังผลมากจนเกินไปพอมันไม่ได้ขึ้นมาก็จะรู้สึกผิดหวัง พอผิดหวังแล้วชีวิตก็จะไร้ซึ่งความสุข”คำพูดของคุณแม่โจวทำให้สวีอี้ถงรีบพยักหน้าเพื่อตอบรับในทันที
“หนูเข้าใจค่ะคุณแม่คุณแม่วางใจเถิดถ้าหนูชักนำให้เขาดีขึ้นไม่ได้หนูก็จะปล่อยวางแล้วหาทางออกอื่นหนูไม่คิดว่าตนเองจะเปลี่ยนนิสัยใจคอของใครได้อยู่แล้ว”สวีอี้ถงเอ่ยออกมาตามที่ใจของเธอคิด เธอไม่ได้คิดจะเปลี่ยนแปลงนิสัยของหยางจิ่วแต่แค่้าจะลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตเพียงเท่านั้นขอแค่เธอไม่คบชู้และไม่คิดจะวางยาคนในบ้านเธอก็เชื่อว่าหยางจิ่วจะยังเป็แค่เพียงอันธพาลทั่วไปที่อาจจะคิดได้เมื่อมีอายุมากขึ้นพอถึงจุดที่เขารู้สึกเบื่อหน่ายเธอขึ้นมาเธอก็แค่กลับมาใช้ชีวิตที่บ้านหลังนี้รอจนนิยายเื่นี้จบไม่แน่ว่าเธออาจจะได้กลับไปยังโลกของเธออีกครั้ง