แสงอรุณทอประกายอาบยอดเขาเมฆาเขียว ทว่าบรรยากาศในเช้าวันนี้กลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่ััได้ในอากาศ ศิษย์หลายคนต่างจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ถึงเหตุการณ์ "ของหาย" ในหอกลั่นยาเมื่อคืนนี้ แต่สำหรับเยี่ยฉิน เขายังคงทำตัวกลมกลืนกับเงามืด เดินถือไม้กวาดทางมะพร้าวปัดฝุ่นละอองหน้าเรือนพักศิษย์สายนอกอย่างเชื่องช้า
‘ความโกลาหลเริ่มต้นขึ้นแล้ว... จางหู่คงทำหน้าที่สุนัขรับใช้ได้ไม่เลวนัก’ เยี่ยฉินคิดพลางหรี่ตามองไปทางตำหนักกลางที่เห็นร่างของผู้าุโหลายคนเดินเข้าออกอย่างเร่งรีบ
ไม่นานนัก เยี่ยฟานเดินออกมาจากเรือนพักด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก เขาดูอิดโรยเล็กน้อยจากการเร่งบ่มเพาะเมื่อคืน เมื่อเห็นพี่ชาย เขาก็รีบเดินเข้ามาหาทันที
"ท่านพี่... ท่านได้ยินข่าวเื่หอกลั่นยาหรือไม่? ผู้าุโมู่เฉิงเพิ่งเรียกข้าไปสอบถาม เพราะมีคนเห็นเงาคนคล้ายข้าอยู่แถวนั้น" เยี่ยฟานกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวล "แต่ข้ายืนยันไปแล้วว่าข้าบ่มเพาะอยู่ในห้องทั้งคืน ท่านพี่เป็พยานให้ข้าได้ใช่ไหม?"
เยี่ยฉินหยุดกวาดพื้น เขาเงยหน้าขึ้นมองน้องชายด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วย "ความกังวล" จอมปลอม "แน่นอนเยี่ยฟาน ข้าเห็นเ้าปิดไฟเข้านอนั้แ่หัวค่ำ ใครกันที่ช่างกล้าใส่ร้ายอัจฉริยะของสำนักเช่นนี้? หรือจะเป็พวกศิษย์รุ่นพี่ที่อิจฉาเ้า?"
คำพูดของเยี่ยฉินเหมือนการเติมเชื้อไฟในใจเยี่ยฟาน เด็กหนุ่มกำหมัดแน่น "ข้าก็คิดเช่นนั้น! พวกเขากลัวว่าข้าจะก้าวข้ามพวกเขาไป จึงพยายามสกัดกั้นข้าด้วยวิธีสกปรก"
ในขณะนั้นเอง ผู้าุโมู่เฉิงเดินตรงเข้ามาหาทั้งคู่พร้อมกับศิษย์ผู้ติดตาม สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่เยี่ยฟานด้วยความคาดหวัง แต่แฝงไปด้วยความกดดัน
"เยี่ยฟาน เื่เมื่อเช้าเ้าไม่ต้องกังวลไป สำนักย่อมให้ความเป็ธรรมกับอัจฉริยะ" มู่เฉิงกล่าวเสียงเข้ม ก่อนจะปรายตามาทางเยี่ยฉินด้วยความรังเกียจ "แต่เ้า... เยี่ยฉิน ในฐานะพี่ชาย เ้าควรดูแลน้องชายให้ดี อย่าให้เขาต้องมัวหมองเพราะเื่ไร้สาระ และนี่... คือทรัพยากรส่วนของเ้าในสัปดาห์นี้"
มู่เฉิงโยนถุงศิลาจิตภูตให้เยี่ยฉิน แต่มันกลับเบาบางกว่าปกติ เมื่อเปิดออกดู เยี่ยฉินพบว่ามีศิลาจิตภูตเพียง 1 ก้อนเท่านั้น แทนที่จะเป็ 3 ก้อนตามกฎ
"ทำไมถึงมีเพียงก้อนเดียวล่ะขอรับ?" เยี่ยฉินถามด้วยเสียงสั่นเครือ (ที่เขาแสร้งทำ)
"สำนักต้องสูญเสียวัตถุดิบในหอกลั่นยาไปมาก ศิษย์ที่มีพร์ต่ำและไม่สร้างประโยชน์เช่นเ้า จำเป็ต้องเสียสละทรัพยากรเพื่อช่วยสำนักผ่านวิกฤตนี้" มู่เฉิงกล่าวอย่างไม่ใยดี "ส่วนศิลาอีก 2 ก้อนของเ้า ข้าได้ตัดสินใจมอบมันให้เยี่ยฟาน เพื่อให้เขาเข้าสู่ ััปราณ ขั้นที่ 3 ได้เร็วขึ้น เป็การปลอบขวัญที่เขาถูกใส่ร้าย"
เยี่ยฟานเบิกตากว้าง "ผู้าุโ! ท่านทำเช่นนี้ได้อย่างไร? นั่นเป็ส่วนของพี่ชายข้า!"
"เงียบเสียเยี่ยฟาน!" มู่เฉิงตวาด "นี่คือการตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของสำนักเมฆาเขียว เ้าคืออนาคต ส่วนเขาคือส่วนเกิน จงรับไปเสียเยี่ยฉิน และอย่าได้มีปากเสียง!"
เยี่ยฉินก้มหัวรับศิลาจิตภูตก้อนเดียวนั้นมา มือของเขาสั่นเล็กน้อยเหมือนคนโกรธจัดที่ทำอะไรไม่ได้ ทว่าในใจของเขากลับหัวเราะลั่น
‘ขอบคุณท่านมาก ผู้าุโมู่เฉิง... ท่านช่างช่วยข้าสร้าง "สถานการณ์" ได้ดียิ่งนัก’
เขารู้ดีว่าหากเยี่ยฟานรับศิลานี้ไป ความรู้สึกผิดจะกัดกินใจของน้องชาย และเยี่ยฟานจะพยายามชดเชยให้เขาสิบเท่าร้อยเท่าในภายหลัง ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เขา้า—การทำให้เยี่ยฟานกลายเป็แหล่งทรัพยากรเคลื่อนที่ของเขาโดยที่เ้าตัวไม่รู้ตัว
เมื่อผู้าุโจากไป เยี่ยฟานพยายามจะคืนศิลาจิตภูตให้เยี่ยฉิน แต่เยี่ยฉินกลับปฏิเสธด้วยน้ำเสียงที่ดูเศร้าสร้อยแต่เด็ดเดี่ยว "รับไปเถอะเยี่ยฟาน... เพื่อสำนัก เพื่อตัวเ้า และเพื่อข้า... เ้าต้องแข็งแกร่งขึ้น ข้าจะไปทำความสะอาดที่หลังเขาต่อคนเดียวสักพัก ข้าอยากอยู่ลำพัง"
เยี่ยฉินเดินจากมา ทิ้งให้เยี่ยฟานยืนมองแผ่นหลังของพี่ชายด้วยความเศร้าและความแค้นต่อผู้าุโ
ทันทีที่พ้นสายตาผู้คน เยี่ยฉินสลัดท่าทางผู้อ่อนแอทิ้งไป เขามุ่งหน้าไปยังทิศทางตรงกันข้ามกับหลังเขา เป้าหมายของเขาคือ "ถ้ำหยดพิรุณ" ที่เขาหมายตาไว้
ในระหว่างทาง เขาพบกับศิษย์รับใช้คนหนึ่งที่กำลังขนย้าย "น้ำทิพย์เบิกเนตร" ที่เหลือจากพิธีปลุกภูต เยี่ยฉินอาศัยจังหวะที่ศิษย์ผู้นั้นเผลอ สะบัดมือส่งปราณจาก ภูตหยาดน้ำสังหาร เข้าไปปนเปื้อนในไหเหล้านั้นอย่างเงียบเชียบ
‘ความวุ่นวายเล็กๆ ในหอกลั่นยาเป็เพียงกับดักล่อความสนใจ แต่ยาพิษที่แท้จริงจะเริ่มออกฤทธิ์ในมื้อค่ำวันนี้... เมื่อศิษย์สายนอกทุกคนเกิดอาการ "ลมปราณย้อนกลับ" สำนักจะตกอยู่ในความโกลาหลขั้นสูงสุด และตอนนั้นเอง... ประตูถ้ำหยดพิรุณจะไร้คนเฝ้า
เยี่ยฉินมาถึงหน้าปากถ้ำหยดพิรุณ ไอเย็นสีขาวลอยออกมาจากภายในถ้ำจนพืชพรรณรอบข้างกลายเป็น้ำแข็ง เขาเรียก ภูตแกนกลางกาลเวลา ออกมา แสงสีทองของมันดูเข้มข้นขึ้นเมื่ออยู่ท่ามกลางความมืด
"ห้าก้อนศิลาจิตภูตที่ข้าปล้นมาเมื่อคืน บวกกับ 1 ก้อนที่เพิ่งได้มา... เพียงพอสำหรับการเปิดใช้ 'เนตรกาลเวลา' ชั่วคราว"
เขาเริ่มโครจรพลังวัตรอย่างบ้าคลั่ง ทะเลลมปราณที่บรรจุพลัง ััปราณ ขั้นที่ 2 หมุนวนจนเกิดเสียงวี๊ดหวิวในหู แสงสีทองจากภูตแกนกลางกาลเวลาค่อยๆ ซึมเข้าสู่ดวงตาของเขา ทำให้เขามองเห็นเส้นสายของพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ในอากาศ—เส้นทางที่นำไปสู่แท่นบูชาโบราณภายในถ้ำ
"ชาติที่แล้ว ข้าต้องใช้เวลาถึงสิบปีกว่าจะค้นพบความลับของถ้ำนี้... แต่ชาตินี้ ข้าจะเอามันมาภายในสิบวัน!"
เขาก้าวเข้าไปในถ้ำที่เย็นเยือก ร่างกายที่ดูผอมบางแต่แฝงไปด้วยิญญาของจอมมารที่พร้อมจะท้าทาย์ กรงล้อแห่งโชคชะตาหมุนเร็วขึ้นทุกที และในความมืดมิดนั้น เสียงหัวเราะของเยี่ยฉินดังก้องสะท้อนไปมาอย่างน่าสยดสยอง
"โลกใบนี้ช่างโง่เขลานัก... พวกเ้ายื้อแย่งก้อนหินไร้ค่า แต่ข้ากำลังจะ่ชิง
'ความนิรันดร์' มาไว้ในกำมือ"