เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    ตอนที่ 169 ทำลายหน้ากาก 


    ตอนที่ 169


    ทำลายหน้ากาก


     


                    ย่างก้าวอันมาดมั่นของจ้าวฮุยจำต้องชะงักงันเมื่อทางเข้าสู่คุกขุมขังอัคคีผลาญล้วนถูกองค์รักษ์ของแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะรักษาการณ์อยู่ แม้จะอยากเอ่ยคำถากถางเยาะเย้ยเสวี่ยหมิงเพื่อระบายความอัดอั้นที่ค้างคาอยู่ในใจ แต่ก็ไม่กล้าที่จะกระทำการวุ่นวายกับผู้คนจากแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะ ตอนนี้มันจึงทำได้เพียงแค่รอดูว่าเหล่าองค์รักษ์จะจากไปเมื่อใด


     


                    หลิงจือที่เห็นว่าจ้าวฮุยนั้นหยุดยืนขวางทางลงสู่คุกคุมขังอัคคีผลาญก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้ เพราะกลัวถูกพบเห็นจะทำให้เกิดเรื่องราวบานปลาย และอาจจะส่งผลกระทบต่อมี่จินติงได้ แต่ไม่วายยังสงสัยว่าเหตุใดจ้าวฮุยถึงต้องหยุดยืนอยู่ที่ด้านหน้าโดยไม่เข้าไปยังด้านในคุกอัคคีผลาญ ด้วยความสงสัยทำให้นางจำต้องแอบซ่อนอยู่ที่หลืบมุมหนึ่ง พยายามชะโงกหน้ายืดคอเรียวยาวมองผ่านไหล่ของจ้าวฮุยเข้าไปที่หน้าทางเข้าซึ่งอยู่ต่ำลงไป เมื่อสายตาของหลิงจือสัมผัสเข้ากับองค์รักษ์ของแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะรักษาการณ์อยู่ หัวใจของหลิงจือก็เต้นรัวไม่เป็นจังหวะ คิดวิตกกังวลเรื่องราวก่อนหน้าที่อาจารย์ลุงมี่จินติงบอกตนเองว่า...ผู้คนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะตระเตรียมลงทัณฑ์เสวี่ยหมิงก่อนจะจากไป ซึ่งวันที่ทูตของดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิหคเพลิงอมตะจะจากไปก็คือวันพรุ่งนี้


     


                    เมี่ออยู่ในสถานการณ์สับสน ความคิดของผู้คนมักมองเรื่องราวไปในทางร้ายมากกว่าดีเสมอ ทำให้ตอนนี้สมองของหลิงจือเต็มไปด้วยความคิดของเรื่องราวเชิงลบที่กำลังจะเกิดขึ้นกับเสวี่ยหมิง เด็กสาวไร้เดียงสาที่อยากจะตอบแทนบุญคุณของเสวี่ยหมิงที่ช่วยเหลือตนเองถึงสองครั้ง


     


                    ...แย่แล้วหรือว่าตอนนี้เสวี่ยหมิงกำลังจะถูกฆ่า เราจะชักช้าไม่ได้แล้วเห็นทีต้องลองเสี่ยงดู


                    เมื่อหลิงจือตัดสินใจจะช่วยเหลือเสวี่ยหมิง นางก็ไม่คิดคำนึงถึงผลเสียที่จะตามมา เปลี่ยนเส้นทางไปจากคุกอัคคีผลาญมุ่งหน้าสู่...ถ้ำเพลิงหลอมแกนโลก สถานที่ฝึกฝนระดับสูงที่สุดของสำนักหงส์อัคคี ซึ่งมีเพียงแค่ศิษย์หลักและศิษย์ผู้สืบทอดเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าไปฝึกฝนยังภายใน


     


                    ภายในถ้ำเพลิงหลอมแกนโลกปรากฏลาวาเดือดระอุอยู่ ซึ่งวิธีการดูดซับปราณอัคคีที่ดีที่สุดก็คือการลงไปแช่ภายในลาวาเหลวข้น ซึ่งระยะเวลาที่ผู้ฝึกตนสามารถแช่อยู่ภายในล้วนแตกต่างกันตามแต่ระดับลมปราณอัคคีของตน เพราะหากแช่นานเกินไปก็อาจจะได้รับบาดเจ็บจากพิษเพลิงอัคคีที่ร้อนลวกได้เช่นกัน หลิงจือนั้นเคยใช้งานที่นี่เพียงแค่ครั้งเดียวก่อนที่จะออกเดินทางฝึกฝนไปกับมี่จวงผู้เป็นอาจารย์ แต่ในครั้งนั้นเพราะหลิงจือเข้ามาใช้งานถ้ำเพลิงหลอมแกนโลกพร้อมกับมี่จวง ทำให้หลิงจือได้รู้ความลับของเส้นทางลาวาที่อยู่ด้านล่างจากมี่จวง ว่ามันสามารถลอดโผล่ออกไปยังคุกอัคคีผลาญได้ แม้หลิงจือจะไม่รู้ว่าระยะทางที่ด้านใต้นั้นยาวไกลแค่ไหน แต่เพื่อช่วยเหลือเสวี่ยหมิงนางก็ยินยอมที่จะเสี่ยง


    .


    .


                    "...พี่เสวี่ยหมิง"ดวงตาใสของหนิงเซียนเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาใสอีกครั้ง ทำไมหนิงเซียนจะจำผ้าคลุมหน้าของตนเองไม่ได้ หนิงเซียนใช้มืออ่อนนุ่มแตะสัมผัสผิวเรียบลื่นของผ้าผืนบาง มันยังคงอยู่ในสภาพดีราวกับกาลเวลาไม่ได้ส่งผลต่อมันแม้แต่น้อย ยิ่งทำให้เด็กสาวรับรู้ว่าเสวี่ยหมิงต้องเก็บมันไว้เป็นอย่างดี


     


                    หนิงเซียนที่รู้สึกอบอุ่นในหัวใจละสายตาออกจากผ้าผืนเก่า ขึ้นมาจับจ้องใบหน้าขาวซีดของเสวี่ยหมิง "ข้า..." แม้หนิงเซียนจะยังไม่ได้ตกหลุมรักเสวี่ยหมิง แต่ก็มีความรู้สึกดี ๆ ที่เก็บทับเอาไว้ในใจตลอดมา บวกวัยอันอ่อนเยาว์และการถูกเลี้ยงดูราวไข่ในหิน ความคิดของเด็กสาวในยามนี้จึงสับสนที่สุดในชีวิต


     


                    "เป็นอย่างไรสิ่งของชิ้นนี้ เจ้าชอบมันหรือไม่"เสวี่ยหมิงยกชูผ้าคลุมหน้าในมือขึ้นทาบทับใบหน้าที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้หน้ากากอันแสนเย็นชาของหนิงเซียน


     


                    ...หากเป็นดังเรื่องราวที่เราได้ยินมา ใบหน้าภายใต้หน้ากากของหนิงเซียนคงเกิดเรื่องราวผิดปกติขึ้นเพราะเราเป็นต้นเหตุ เสวี่ยหมิง เอ๊ย เสวี่ยหมิง...เจ้าจงจำเอาไว้นางคือผู้มีคุณกับเจ้าอย่างใหญ่หลวงยิ่งนัก


     


                    "คือว่าข้าเองก็..."จู่ ๆ รอยจ้ำแดงก็ปรากฏขึ้นบนสองแก้มหนิงเซียนก้มหน้าลงต่ำ เพื่อหลบรอดจากสายตาอ่อนโยนของเสวี่ยหมิงที่กำลังจับจ้องใบหน้าของนาง ราวกับว่าสายตาคมกล้านั้นพยายามจะมองให้ทะลุผ่านหน้ากากที่สวมใส่อยู่ให้จงได้ "ข้า..." เมื่อหนิงเซียนคิดถึงใบหน้าอันอัปลักษณ์ภายใต้หน้ากากของตนเองขึ้นมา ความหวานซึ่งที่กำลังก่อตัวขึ้นก็พังทลายลงในพริบตา "ท่านพี่เสวี่ยหมิงขี้โกง สิ่งนี้เป็นของของข้าเองนี่นา"


     


                    "นั่นมันในอดีต แต่ตอนนี้มันคือของสำคัญของพี่ชายเจ้า" เสวี่ยหมิงขยับผ้าคลุมหน้าสีดำที่ทาบไปบนหน้ากากของหนิงเซียนไปมา "มาเจ้าถอดหน้ากากอันเย็นชานี้ออกเสียเถิด แล้วพี่ชายคนนี้จะสวมใส่ผ้าคลุมหน้าผืนเดิมนี้ให้เจ้าเอง"


     


                    "ไม่ได้ ไม่ได้นะ"หนิงเซียนรีบปฏิเสธทันควันเพราะกลัวว่า...เสวี่ยหมิงนั้นจะเหมือนกับชายหนุ่มคนอื่น ๆ ที่เพียงเห็นใบหน้าอันหน้าเกลียดน่ากลัวของตนเองก็จะพากันหนีหาย ไม่กล้าเข้าใกล้


     


                    "ทำไมกัน" เสวี่ยหมิงย่นคิ้วเข้าหากัน แม้เสวี่ยหมิงจะรับรู้ความลำบากใจของหนิงเซียน แต่เพราะตัวเองอาจจะเป็นต้นเหตุของเรื่องราว เสวี่ยหมิงจึงอยากที่จะช่วยหนิงเซียนแก้ไข หรืออย่างน้อยก็ช่วยเยียวยาบาดแผลทางใจของหนิงเซียนได้บ้าง


                    ...เพื่อคลายปมในใจของนางข้าจะแสดงให้เจ้าดูว่า ข้าหลงเสวี่ยหมิงมิได้คบหาผู้คนเพียงเพราะยึดติดในหน้าตาอันงดงาม หรือบิดเบี้ยว น้ำใสใจจริงที่ข้ามีต่อเจ้าข้าจะแสดงให้ดู


     


                    "หนิงเซียนเจ้าไม่ไว้ใจพี่ชายคนนี้หรือ หากเจ้าต้องสวมใส่หน้ากากเช่นนั้นไปตลอดชีวิต ข้าเองก็คงจะยอมไม่ได้"


     


                    "ทำไมท่านถึงต้องบีบบังคับผู้คนด้วย" น้ำตาเริ่มเออคลอ เสียงอันหวานใสของหนิงเซียนกลับกลายเป็นสั่นเครือ


     


                    "เพราะความรู้สึกที่พี่มีให้เจ้านั้นหาใช่สิ่งที่จับต้องได้ และเจ้าเองก็ไม่อาจรับรู้ หากเจ้าอยากจะรู้ถึงจิตใจที่แท้จริงของผู้คนจริง ๆ เจ้าก็ไม่อาจซ่อนตัวตนเอาไว้ภายใต้หน้ากากเช่นนั้น" เสวี่ยหมิงใช้สายตาอ่อนโยน พร้อมยกมือข้างขวาขึ้นลูบไปที่ศีรษะของหนิงเซียนเบา ๆ "เจ้าอย่าได้กลัวไปพี่ชายคนนี้สัญญาว่าจะไม่มีวันทิ้งเจ้าไปอย่างเด็ดขาด ก่อนอื่นก็จงเปิดใจและถอดหน้ากากที่ซุกซ่อนทุกสิ่งนี้ออกไปเสีย"


                   


                    หนิงเซียนไม่ตอบคำเพียงใช้หลังมือยกขึ้นเช็ดปาดน้ำตาจากดวงตาที่เริ่มจะแดงเรื่อขึ้นมาบ้าง เมื่อน้ำตาเหือดแห้งนางก็ผงกศีรษะลงเล็กน้อยสองครา...ตอบกลับคำถามของเสวี่ยหมิง


     


                    "หนึ่งแย้มยิ้มงดงามบริสุทธิ์ แม้แลกด้วยหมื่นตำลึงทองยังคุ้มค่า เปรียบหนทางยากฟันฝ่า แม้สละชีพหาได้เสียใจ หนิงเซียนเจ้าจงจำไว้ ทุกการกระทำแม้ไม่สมเหตุสมผล แต่มีบางสิ่งไม่กระทำแล้วจะติดตรึงขัดข้องไปชั่วชีวิต สู้ทุ่มเทกระทำแม้ไม่คุ้มค่า แต่ก็ไม่มีสิ่งใดให้ติดค้าง นั่นจึงจะเป็นวิถีทางแห่งอิสระที่แท้จริง...นี่คือคำสอนของอาจารย์ที่ข้าจำได้มาจนถึงทุกวันนี้" หนิงเซียนที่กลับคืนสู่บุคลิคแน่วแน่ซุกซนพึมพำเบากับตนเอง


     


                    "พี่เสวี่ยหมิงข้าตัดสินใจได้แล้ว ท่านช่วยปลดหน้ากากออกให้ข้าทีเถิด"


     


                    เสวี่ยหมิงฉีกยิ้มกว้างพยักหน้ารับด้วยสีหน้ายินดียิ่ง สองมืออันแข็งแกร่งที่ชกทำลายศัตรูมานับไม่ถ้วนกลับสั่นเทายามหยิบจับหน้ากากบางที่มีน้ำหนักไม่ถึงหนึ่งจินบนใบหน้าของหนิงเซียน


     


                    ...ยามแรกแง้มหน้ากากบาง ใบหน้าด้านขวาพลันปรากฏผิวนวลเนียนขาวผ่องงดงามสุดเปรียบเปรยแต่ดวงตาของเสวี่ยหมิงในยามนี้หาได้จ้องมองใบหน้างามด้วยความลิงโลด จนเมื่อหน้ากากของหนิงเซียนถูกยกเปิดขึ้นจนเผยให้เห็นใบหน้าอีกครึ่งซีก


                    ...ใบหน้าอันอัปลักษณ์เหี่ยวย่นราวว่าผิวหนังฝั่งซ้ายของหนิงเซียนนั้นผ่านกาลเวลาไปแล้วกว่าร้อยปี มีเพียงดวงตากระจ่างจ้าที่สุกสกาวเท่านั้นที่ยังคงบ่งบอกว่านี่คือเด็กสาววัยเยาว์เท่านั้น


     


                    หนิงเซียนใจเต้นถี่รัว แม้ปากของนางจะเอ่ยถ้อยคำสวยหรูเพียงใดแต่ในใจล้วนหวาดหวั่นต่อความจริงที่กำลังจะเกิดขึ้นตรงหน้า...หากว่าเสวี่ยหมิงเบือนหน้าจากไปนางจะทำเช่นไร


     


                    "...เจ้ายังงดงามดุจเดิมไม่แปรเปลี่ยน ยังคงเป็นนางฟ้าที่ชุบชีวิตอันมืดบอดของพี่เสวี่ยหมิงคนนี้เช่นเดิม"เสวี่ยหมิงส่งเสียงกระซิบแผ่วเบา ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปที่ข้างหูของหนิงเซียน "และจะเป็นตลอดไป"


     


                    หยดน้ำตาใสพลันไหลลงมาจากสองตาของหนิงเซียน ความอัดอั้นล้วนมลายสิ้น "พี่เสวี่ยหมิง..."


     


                    จู่ ๆ เสวี่ยหมิงก็ใช้ฝ่ามืออันคมกริบตัดผ่าหน้ากากใบเดิมของหนิงเซียนออกจาแยกเป็นสองซีก รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าของเสวี่ยหมิง


     


                    "พี่เสวี่ยหมิงจะทำอะไร..."


     


                    เสวี่ยหมิงไม่ตอบคำเพียงยกหน้ากากครึ่งซีกนั้นทาบทับไปบนใบหน้าฝั่งขวาอันงดงามของหนิงเซียน...หลงเหลือไว้เพียงใบหน้าอันอัปลักษณ์ที่เผยโฉมอยู่ "ข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่า...เปลือกที่ห่อหุ้มสิ่งที่อยู่ภายในของเจ้านั้นหาได้มีผลต่อความรู้สึกของพี่ชายคนนี้แม้แต่น้อย" เอ่ยจบเสวี่ยหมิงก็โน้มใบหน้าเข้าหาหน้าผากของหนิงเซียนที่กำลังยืนสั่นเทาด้วยความตื่นเต้น


     


                    หัวใจของเด็กสาวเต้นไม่เป็นจังหวะ ยิ่งลมหายใจอุ่นของเสวี่ยหมิงเคลื่อนเข้ากระทบใบหน้าที่แม้เหี่ยวย่นแต่ยังคงรับความรู้สึกได้ไม่แตกต่างจากผิวกายทั่วไป สองตาของหนิงเซียนปิดลงขนตาสั่นระริก ลมหายใจนิ่งค้างไม่มีการพ่นออกอีก


     


                    ตูม !!!


                    เสียงบ่อลาวาที่เบื้องหลังพลันดังขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย


     


                    "แย่แล้วมีคนมา !!!" หนิงเซียนเอ่ยขึ้นด้วยความตกใจ หันกลับไปมองยังที่มาของเสียงพลางผลักร่างของเสวี่ยหมิงที่กำลังแนบชิดให้ถอยห่างออกไปทันที



    คล้ายกับเรื่องเนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน