ช่างโชคไม่ดีที่ขบวนเสด็จขององค์หญิงเซียงเซียงนั้นเสด็จมาใน่ที่องค์ไทเฮาทรงสิ้นพระชนม์พอดีดังนั้นองค์หญิงเซียงเซียงจึงได้ไปพำนัก ณ ตำหนักที่จัดไว้สำหรับแขกบ้านแขกเมืองเพื่อรอให้สิ้นสุดการไว้ทุกข์เสียก่อนถึงจะจัดพิธีอภิเษกได้โดยที่ไม่รู้เลยว่าจะจัดเมื่อไหร่
“เ้ามีวิธีทำให้ใบหน้าเราดูไม่สวยหรือไม่หรือว่ามีวิธีทำให้สิวขึ้นเต็มหน้าหรือเปล่า” องค์หญิงเซียงเซียงตรัสเพื่อเข้าแผนการล้มเลิกงานอภิเษก
“มีเพคะ แต่หม่อมฉันไม่แนะนำเพราะยาที่ทำให้เกิดสิวนั้นอาจรุนแรงถึงขั้นทำให้เกิดสิวเรื่อยๆจนรักษาไม่หายก็เป็ได้หม่อมฉันว่าใช้วิธีแปลงโฉมจะดีกว่าเพคะ” เหวยเซียงกล่าว
“งั้นก็ได้ทำให้ดูเหมือนมีสิวเห่อเต็มหน้าเลยนะ” องค์หญิงตรัส
“ทรงแน่พระทัยหรือเพคะที่จะทำเช่นนี้” เหวยเซียงกล่าวเพื่อให้องค์หญิงทรงดำริให้ดี
“เราแน่ใจ เ้าลงมือแปลงโฉมได้เลย”องค์หญิงตรัส
เหวยเซียงจำต้องลงมือแปลงโฉมโดยแต่งแต้มสิวและกระไปทั่วทั้งพระพักตร์ขององค์หญิงและเพื่อไม่ให้ทุกคนที่เห็นพากันวิพากษ์วิจารณ์พระองค์จึงทรงใช้ผ้าบางปิดครึ่งพระพักตร์
พอพระองค์ทรงส่องคันฉ่องแล้ว เลยตรัสว่า “ดีมากให้รู้ไปสิว่าฝ่าาจะทรงยอมรับเราในรูปลักษณ์แบบนี้มาเป็สนมของพระองค์”
“แต่ในเมื่อคู่กันแล้วก็คงไม่แคล้วกันนะเพคะ”ใจหนึ่งของเหวยเซียงก็เชื่อคำทำนายของเอิ่นลั่วเพราะเหวยเซียงมีหน้าที่สำคัญในการปกป้ององค์หญิงและบุตรของพระองค์เป็ไปไม่ได้ที่ฝ่าาจะทรงละเลยองค์หญิง
“มาลองดูกัน” องค์หญิงทรงดำริว่าฟ้าหรือจะสู้คนลิขิต
วันต่อมาองค์หญิงเซียงเซียงทรงสั่งให้เหวยเซียงไปสืบเื่ราวฝ่ายในของวังแคว้นฝางเพื่อจะได้รับมือถูก
“แล้วพระองค์ล่ะเพคะ” เหวยเซียงเป็ห่วงหญิงสูงศักดิ์
“เราอยู่แค่ในตำหนักคงไม่มีอะไรหรอก อย่าห่วงเลย” องค์หญิงตรัส
“ก็ได้เพคะหม่อมฉันจะรีบไปสืบให้เดี๋ยวนี้” เหวยเซียงกล่าว
พอเหวยเซียงออกไปเพื่อไปตีสนิทกับเหล่านางกำนัลจะได้หลอกถามความเป็ไปเกี่ยวกับฝ่ายในองค์หญิงเซียงเซียงก็ทรงหาได้นิ่งเฉยอยู่ในตำหนักไม่ พระนางเองก็เสด็จไปสำรวจ ณตำหนักข้างเคียงเช่นเดียวกัน
“บังอาจเ้าเป็ใครกันเหตุใดถึงกล้าบุกรุกในตำหนักของเราแบบนี้” หญิงสูงศักดิ์พระองค์หนึ่งตรัส
“เอ่อเราคือองค์หญิงเซียงเซียงที่มาจากแคว้นฉี เราเดินหลงมาที่นี่ ต้องขออภัยจริงๆ”องค์หญิงเซียงเซียงตรัส
“ที่แท้ก็เป็องค์หญิงเซียงเซียงหม่อมฉันคือสนมคนหนึ่งของฝ่าาเพคะ”
“เหตุใดตำหนักของท่านถึงอยู่ติดกับตำหนักที่ใช้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองล่ะ” องค์หญิงทรงสงสัย
“พูดแล้วก็เศร้าหม่อมฉันไม่ได้เป็ที่โปรดปรานของฝ่าาไงเพคะ” พระสนมแสดงสีพระพักตร์เศร้าหมอง
“อีกหน่อยเราก็คงมีชะตาไม่ต่างจากท่าน” องค์หญิงทรงมองเห็นอนาคตของพระองค์
“ก็ไม่แน่หรอกพระองค์อาจเป็ที่โปรดปรานไม่แพ้พระสนมเอกก็เป็ได้นะเพคะ” พระสนมตรัสให้กำลังใจ
“ใบหน้าเรามีแต่สิวและกระเต็มไปหมดแบบนี้จะเป็ที่โปรดปรานได้อย่างไร” องค์หญิงทรงแกล้งเปิดผ้าให้ดู
“หม่อมฉันมียารักษานะเพคะทรง้าหรือไม่” พระสนมทรงเสนอ
“เราพยายามรักษาหลายขนานแล้วแต่รักษาไม่หายเลย ไม่เป็ไรหรอก” องค์หญิงทรงแกล้งแสดงสีหน้าถอดพระทัย
“พระองค์ทรงเบื่อหรือไม่หนีเที่ยวนอกวังมั้ยเพคะ” พระสนมที่ถูกลืมตรัสชวน
“ไม่กลัวถูกจับได้อย่างนั้นหรือกฎในวังเข้มงวดมากไม่ใช่หรือ” องค์หญิงทรงกังวล
“ก็อย่าให้ถูกจับได้สิไปกันเถอะเพคะ เดี๋ยวหม่อมฉันนำเที่ยวเอง” พระสนมตรัส
และแล้วองค์หญิงก็ทรงพระทัยอ่อนยอมหนีเที่ยวไปพร้อมกับนางสนมที่ถูกลืมของฝ่าา
******************************
หญิงสูงศักดิ์สองพระองค์ทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์เป็หญิงชาวบ้านแล้วพากันไปเที่ยวตลาด
“ให้เราเรียกท่านว่า” องค์หญิงตรัส
“หม่อมฉันชื่อ จือหลิง เพคะ”
“ปิ่นปักผมสวยจริงๆ” องค์หญิงทรงหยิบปิ่นปักผมมาดู
“จริงด้วยเพคะ” พระสนมจือหลิงก็ทรงหยิบมาดูเช่นกัน
“ท่านเลือกสิ เราออกอัฐให้” องค์หญิงทรงอยากตอบแทน
“ไม่ต้องก็ได้นะเพคะ” พระสนมทรงเกรงพระทัย
“เราอยากตอบแทนที่ท่านพาเราออกมาเปิดหูเปิดตา”องค์หญิงทรงยืนยันที่จะซื้อให้
พระสนมจือหลิงจึงเลือกปิ่นไปอันนึงองค์หญิงทรงเลือกเสร็จก็ควักอัฐจ่ายสำหรับปิ่นปักผมสองอัน
“หม่อมฉันนึกออกแล้วพวกเราไปเที่ยวป่ากันต่อเถอะเพคะ” พระสนมเสนอ
“ไปทำไมในป่า” องค์หญิงทรงฉงน
“วันนี้เขามีแข่งล่าสัตว์เพคะ”พระสนมตรัสอย่างตื่นเต้น
“สัตว์ป่าน่าสงสารจะตายไปเราไม่อยากดูคนรังแกสัตว์หรอก” องค์หญิงทรงไม่ชอบ
“เขามีพนันกันด้วยว่าผู้ใดเป็ฝ่ายชนะรางวัลมูลค่าสูงมากนะเพคะ” พระสนมทรงพยายามคะยั้นคะยอ
“แต่เรา….” องค์หญิงทรงพยายามปฏิเสธแต่ถูกคะยั้นคะยอ
“ไปเพื่อเปิดหูเปิดตาไงเพคะออกมานอกวังทั้งที” พระสนมตรัสยิ้มๆ
องค์หญิงเซียงเซียงก็ทรงพระทัยอ่อนเช่นเคยพระนางเสด็จตามพระสนมจนถึงฝูงชนที่กำลังห้อมล้อมกลุ่มผู้เข้าแข่งขันล่าสัตว์ที่มีทั้งหมดสิบคน
“ทรงลงอัฐเลือกคนไหนเพคะ” พระสนมกล่าว
“คนที่สวมหน้ากากนั่นก็แล้วกัน”องค์หญิงทรงเล่นพนันพอเป็พิธี ไม่ได้หวังโลภ้าอัฐอะไรมากมาย
พระสนมในชุดหญิงชาวบ้านรับอัฐมาจากองค์หญิงแล้วทรงนำไปวางโดยเลือกพนันผู้เข้าแข่งขันที่สวมหน้ากากที่มีเพียงหนึ่งเดียวแล้วไปนั่งข้างองค์หญิงเพื่อรอชมว่าใครจะเป็ผู้ชนะ
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม หญิงสาวสูงศักดิ์ก็หาวฟอด
“นี่พวกเขายังเดินทางกลับมาไม่ถึงอีกหรือนี่”องค์หญิงทรงเบื่อ
“สัตว์ป่าไม่ได้จับกันง่ายๆนะเพคะ”พระสนมกล่าว
“เราอยากกลับวังแล้วนางกำนัลต้องห่วงเรามากแน่” องค์หญิงทรงกลัวเหวยเซียงต่อว่า
“รออีกหน่อยนะเพคะเดี๋ยวพวกเขาก็มาแล้ว นั่นไงเพคะ ชายสวมหน้ากากถือกวางมานั่นแล้วพวกเราได้อัฐจริงๆด้วย” พระสนมทรงดีพระทัยที่พระองค์ชนะพนัน
“งั้นไปรับอัฐแล้วรีบกลับกันเถอะ”องค์หญิงตรัส
แต่พอหญิงสาวทั้งสองได้อัฐไปแล้วอยู่ดีๆฝนก็ตกอย่างแรง จนทุกคนต้องพากันรีบไปหลบฝน
ใน่ชุลมุนที่ชาวบ้านพากันวิ่งหาที่กำบังเพื่อหลบฝนทำให้หญิงสาวทั้งสองคลาดจากกันในตอนนั้น
องค์หญิงเซียงเซียงทรงทอดพระเนตรไม่เห็นพระสนมเสียแล้วพระนางกำลังจะวิ่งไปหลบในถ้ำตามชาวบ้าน แต่พระนางลื่นไถลไปตามเชิงเขาที่ไม่ชันมาก
แม้ชายสวมหน้ากากพยายามจะฉุดดึงรั้งไว้แต่ทว่าฝ่ายชายก็ลื่นล้มไถลไปตามองค์หญิงเช่นกัน
เนื่องจากชาวบ้านสนใจแต่หลบฝนจึงไม่รู้เลยว่ามีสองคนเป็ผู้เคราะห์ร้ายกลิ้งตกเขาลงไปเบื้องล่าง
ในตอนนี้ทั้งสองนอนสลบอยู่ที่ด้านล่างของเนินเขา
ฝ่ายชายรู้สึกตัวก่อนเลยอุ้มหญิงสาวเข้าไปในถ้ำที่เพิ่งพบฝ่ายชายพยายามปัดคราบโคลนที่เลอะไปทั่วทั้งตัวจากนั้นเขาก็เลยใช้ผ้าเช็ดหน้าที่พกติดตัวเช็ดหน้าให้หญิงสาวปริศนาและเขาก็ได้สังเกตเห็นว่าจากตอนแรกที่หญิงสาวนั้นมีร่องรอยสิวและกระอยู่เต็มไปทั่วใบหน้าพอนำผ้ามาเช็ดก็พบว่าร่องรอยนั้นหายไป ทำให้เห็นว่าตอนนี้หญิงสาวมีสิริโฉมงดงามมากเพียงใด
หญิงสาวรู้สึกตัวตื่น “ท่านเป็ใครน่ะ ้าอะไร”
“ข้าเห็นแม่นางกลิ้งตกเขาข้าพยายามจะช่วยแม่นาง แต่ข้าก็ดันลื่นตกเขาตามท่านไปด้วยตอนนี้ใบหน้าท่านเลอะไปด้วยเศษดิน ข้าก็เลยเช็ดให้เฉยๆไม่ได้จะทำมิดีมิร้ายกับท่าน" ฝ่ายชายอธิบาย
“ขอบคุณมาก” องค์หญิงตรัส
“ว่าแต่ทำไมท่านต้องแต่งหน้าให้ตนมีสิวมีกระเต็มไปหมดด้วยกลัวใครเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของท่านอย่างนั้นหรือ” ฝ่ายชายสงสัย
“สิวและกระหายไปหมดงั้นหรือ”องค์หญิงทรงตกพระทัย
“ใช่” ฝ่ายชายพยักหน้า
“ข้าหนีออกจากบ้านเพื่อหนีเที่ยวกลัวคนที่บ้านจำข้าได้เท่านั้น” องค์หญิงทรงแกล้งแต่งเื่
“ภายนอกฝนยังคงตกตอนนี้พวกเรายังออกไปไม่ได้ ภายนอกอันตรายเกินไป” ฝ่ายชายประเมินสถานการณ์
“น้ำจะไม่เข้ามาในถ้ำอย่างนั้นหรือ”องค์หญิงทรงกังวล
“บริเวณนี้เป็ที่สูง อย่ากลัวไปเลย”ฝ่ายชายสำรวจมาหมดแล้ว
“แล้วทำไมท่านต้องสวมหน้ากากด้วย”องค์หญิงทรงสงสัย
“ข้าเป็นายพรานั้แ่เล็กข้าโดนหมีข่วนที่หน้า ทำให้ใบหน้าเสียโฉม หากใครเห็นเขาคงใกลัวไปตามๆกัน”ฝ่ายชายกล่าว
“ท่านหิวมั้ยเราซื้อหมั่นโถมาเก็บไว้ ดีที่ไม่เปียกฝน” ฝ่ายหญิงมอบหมั่นโถให้ลูกนึง
“แสดงว่าเ้าไม่ได้มาชมการล่าสัตว์คนเดียวท่านมีหมั่นโถสองอัน อีกอันซื้อให้ใคร” ฝ่ายชายอยากรู้ว่านางมีคนรักแล้วหรือไม่
“นางเป็เพื่อนข้าพวกเราพลัดจากกันตอนฝนเทลงมาอย่างหนัก ข้าก็ดันซุ่มซ่ามลื่นล้มตกเขา” องค์หญิงตรัสเล่าสั้นๆ
“ขอบคุณมากสำหรับหมั่นโถแม่นางชื่ออะไร ข้าจะได้เรียกถูก” ฝ่ายชายแอบยิ้มที่หญิงสาวไม่ได้มากับคนรัก
“ข้าชื่อเซียงเซียง แล้วท่านล่ะ”องค์หญิงทรงแนะนำพระองค์
“ข้าชื่อหลี่ิเ้าทำอาชีพอะไรงั้นหรือ”
“ข้า เอ่อ เป็ช่างตัดเย็บเสื้อผ้าแล้วท่านล่าสัตว์แบบนี้ไม่กลัวบาปกรรมบ้างหรือ” องค์หญิงตรัส
“ข้าไม่ได้ล่าฝ่ายเดียวสัตว์ป่าเองก็ล่าข้าด้วยเหมือนกัน พวกเราต่อสู้กัน ใครฝีมือด้อยกว่าก็ถือว่าแพ้ไป”ฝ่ายชายคิดว่ามันเป็การต่อสู้
“แต่พวกมันต่างมีชีวิตจิตใจและรักชีวิตหมดทั้งสิ้น เราควรมีเมตตาต่อพวกมันบ้าง” องค์หญิงทรงไม่เห็นด้วย
“แล้วข้าจะพิจารณาดูอีกทีก็แล้วกันว่าแต่ทำไมเ้าถึงยังไม่นอน หรือว่ากลัวข้ามาก” ฝ่ายชายรู้ทัน
“เปล่าเสียหน่อยข้ากลัวสิงสาราสัตว์ต่างหาก” องค์หญิงทรงกลัวชายตรงหน้าจริงๆแต่ทรงแกล้งตรัสไปเช่นนั้น
“อะนี่ ข้าให้” ฝ่ายชายมอบป้ายหยกให้
“ให้ป้ายหยกข้าทำไมมันน่าจะมีค่ามาก” องค์หญิงทรงเกรงพระทัย
“ไว้เป็ยันต์ป้องกันสัตว์ร้ายข้าไม่ได้กลัวมากเท่าเ้า เก็บไว้สิ” ฝ่ายชายกล่าวยิ้มๆ
องค์หญิงทรงรับป้ายหยกนั้นมาด้วยความฉงนที่ว่ามันจะคุ้มกันสัตว์ร้ายได้จริงหรือ“งั้นข้าขอมอบปิ่นปักผมอันนี้ให้เ้าเพื่อแลกกับป้ายหยกนั้นก็แล้วกันเอาไว้ให้เ้ามอบให้กับฮูหยินของเ้าในอนาคต”
“เพื่อไม่ให้เ้าคิดมากข้าจะรับไว้ก็แล้วกัน” ฝ่ายชายรับปิ่นปักผมมาเก็บไว้
กลายเป็ว่าองค์หญิงทรงแลกปิ่นปักผมที่เพิ่งซื้อมาวันนี้กับป้ายหยกของชายแปลกหน้าที่เพิ่งพบกันหมาดๆ
“แล้วท่านยังไม่นอนอีกงั้นหรือ”องค์หญิงทรงสงสัย
“ต้องมีเวรยามคอยเฝ้าเพื่อป้องกันภัยอันตรายเ้านอนเถิด อย่ากลัวเลย ข้าเป็สุภาพบุรุษพอ ไม่ทำมิดีมิร้ายเ้าหรอก” ฝ่ายชายกล่าว
องค์หญิงทรงระแวงแต่นางก็ยอมนอนตะแคงโดยหันหลังให้ชายแปลกหน้า พระนางตรัสทั้งๆที่หันหลังว่า “ไว้ข้าจะแลกเปลี่ยนเวรยามกับเ้าก็แล้วกัน”
“ตามใจเ้าก็แล้วกัน” ฝ่ายชายกล่าวไปเช่นนั้นเอง
แต่ทว่าด้วยความเหนื่อยล้าองค์หญิงก็ทรงบรรทมหลับจนถึงเช้าพระนางทรงตื่นขึ้นมาก็มองเห็นชายตรงหน้ากำลังนั่งสมาธิลักษณะไม่ได้นอนทั้งคืน “เอ่อ ข้าขอโทษข้าไม่ได้แลกเปลี่ยนเวรยามกับเ้าเลย”
“ช่างเถิด ให้เ้าคอยเฝ้ายามเ้าก็คงไม่มีแรงต่อสู้กับศัตรูหรอก”
“ฝนหยุดแล้ว พวกเรารีบกลับกันเถอะคนทางบ้านคงเป็ห่วงพวกเรามาก” องค์หญิงตรัส
“เ้าไปล้างหน้าล้างตาที่ลำธารนั่นเถิดพวกเราจะได้รีบออกเดินทาง” ฝ่ายชายชี้ตำแหน่งลำธาร
องค์หญิงทรงทอดพระเนตรดูเงาตัวเองในน้ำก็พบว่าบัดนี้พระนางมีพระพักตร์ผ่องใสไร้สิวและกระใดๆดูสดสวยงดงามราวกับผู้ดีมีตระกูล พระนางจึงทรงใช้ผ้าบางปกปิดครึ่งพระพักตร์ไว้
“เ้าปกปิดใบหน้าทำไมหรือว่ากลัวใครจำเ้าได้” ฝ่ายชายสงสัย
“เปล่าเสียหน่อย ข้าเป็หญิงนะต้องป้องกันตัวด้วยวิธีนี้” องค์หญิงตรัสอ้าง
“ผ้าผืนนั้นไม่อาจปกปิดความงามของเ้าได้หรอก”
องค์หญิงทรงมีพระพักตร์แดงก่ำเมื่อได้ยินฝ่ายชายกล่าวชมซึ่งหน้าแบบนี้เลยกล่าวแก้เขินว่า “พวกเรารีบไปกันเถอะ”
แต่ทว่าฝ่ายชายที่มีรูปร่างกำยำก็เดินจ้ำอ้าวไปไกล ส่วนฝ่ายหญิงก็เดินด้วยความหอบเหนื่อยจนฝ่ายชายจำต้องเดินกลับมาหา
.”มีอะไรงั้นหรือ” องค์หญิงทรงสงสัย
“เ้าเดินแบบนี้แล้วเมื่อไหร่จะถึงล่ะ”ฝ่ายชายท้วง
“ข้ายังไหว ข้าจะเดินให้ดู” องค์หญิงเสด็จนำหน้าทันที
แต่ทว่าหญิงสาวผู้อวดดีก็เดินไม่ระวังจนกระทั่งสะดุดก้อนหินล้มไม่เป็ท่าทำให้ข้อเท้าพลิก
ฝ่ายชายส่ายหน้าเขานำผ้ามาพันข้อเท้าให้กันเขยื้อน จากนั้นก็แบกนางไว้ด้านหลังแล้วเดินทางต่อไป
“ข้าเดินได้ ปล่อยข้าลงเถิด”องค์หญิงทรงท้วง
“อย่าปากแข็งอีกไม่นานหรอกก็จะถึงในเมืองแล้ว” ฝ่ายชายกล่าว
และแล้วบัดนี้นายพรานหนุ่มก็แบกหญิงสูงศักดิ์จนไปถึงร้านหมอในเมืองหลวง
“ข้าคงต้องกลับบ้านของข้าแล้วเ้ามีอัฐจ่ายค่าหมอหรือไม่” ฝ่ายชายไม่ได้พกอัฐติดตัวเลย
“ข้ามี ขอบคุณมาก ท่านไปเถิด”องค์หญิงตรัส
“หากพวกเรามีวาสนาต่อกันคงได้เจอกันอีก ลาก่อนแม่นางเซียงเซียง” ฝ่ายชายกล่าวลาอย่างอาลัย
องค์หญิงเซียงเซียงทรงรู้สึกผูกพันกับชายผู้นี้อย่างประหลาดเขาเป็สุภาพบุรุษที่นางนับถือ พระนางทรงดำริในพระทัยว่า “คงไม่ได้เจอกันอีกแล้วล่ะเราคงออกนอกวังไม่ได้อีกแล้ว”
เหวยเซียงออกตามหาองค์หญิงเซียงเซียงเสียทั่วจนกระทั่งมาพบพระนางที่ร้านหมอเข้าพอดี
“ขอประทานอภัยด้วยเพคะ” เหวยเซียงรู้สึกผิด
“เราหนีออกจากวังมาเองต่างหากเ้าไม่ผิดหรอก” องค์หญิงทรงสำนึกผิด
“พวกเราต้องรีบกลับแล้วเพคะในคืนนี้ฮองเฮาทรงส่งเทียบเชิญให้องค์หญิงร่วมงานเลี้ยงต้อนรับพระองค์ในฐานะแขกบ้านแขกเมือง”เหวยเซียงกล่าว
“รีบไปกันเถอะเ้าจะต้องเติมสิวกระให้เราใหม่” องค์หญิงทรงยังดำเนินตามแผนการ
ณ ตำหนักองค์หญิงเซียงเซียง
ในระหว่างที่เหวยเซียงกำลังแต่งแต้มสิวกระให้กับองค์หญิงนางก็เลยรีบถาม “พระองค์เสด็จออกไปกับใครงั้นหรือเพคะหม่อมฉันไม่เชื่อว่าพระองค์จะทรงกล้าเข้าไปในเมืองเพียงลำพัง”
“เราไปกับพระสนมของฝ่าาพระนางมีชื่อว่าจือหลิน พระองค์ทรงถูกฝ่าาทอดทิ้ง ไม่เคยมาหาเลยจนทรงลืมไปด้วยซ้ำว่ามีพระนางอยู่ แถมตำหนักของพระนางก็อยู่ติดกับตำหนักนี้ด้วย”องค์หญิงตรัสเล่า
“เป็ไปไม่ได้เพคะตำหนักรอบด้านล้วนจัดไว้ให้สำหรับแขกบ้านแขกเมืองทั้งหมดและตอนนี้ก็ไม่มีผู้ใดประทับอยู่เลยอีกอย่างฝ่าาทรงมีเพียงฮองเฮาและพระสนมเอกเท่านั้น ไม่ได้มีพระสนมที่ชื่อจือหลิน อย่างที่พระองค์ตรัสเพคะ” เหวยเซียงยืนยัน
“แล้วพระนางเป็ใครกันเหตุใดถึงต้องหลอกเราเช่นนั้นด้วย” องค์หญิงทรงไม่เข้าพระทัย
“พระองค์ทรงปลอดภัยดีหม่อมฉันก็โล่งใจเพคะแต่ต่อไปพระองค์จะต้องทรงระวังพระองค์มากกว่านี้ พวกเราไม่อาจไว้ใจใครได้ทั้งหมด”เหวยเซียงกล่าวเตือน
องค์หญิงทรงพยักพระพักตร์ สักพักพระองค์ก็ทรงเหม่อลอยคิดไปถึงชายสวมหน้ากาก
“เหตุใดพระองค์ถึงทรงมีพระพักตร์แดงเช่นนั้นเพคะ”เหวยเซียงสังเกตเห็น
“เรา เอ่อ” องค์หญิงทรงรู้สึกเขิน
“หรือว่ากำลังตกหลุมรักใครอยู่”เหวยเซียงเดา
“เราเองก็ไม่รู้ว่ามันเป็รักแรกพบหรือไม่แต่พวกเราคงไม่มีวาสนาต่อกัน เพราะต่อไปเราก็จะกลายเป็คนของฝ่าาแล้ว” องค์หญิงตรัสเสียงเศร้า
“เก็บเขาคนนั้นไว้เป็เพียงความทรงจำที่ดีเถิดนะเพคะพวกเราไม่อาจฝืนชะตากรรมไปได้” เหวยเซียงรู้สึกสงสารหญิงสูงศักดิ์ที่ไม่อาจสมหวังในรัก
องค์หญิงทรงลูบป้ายหยกที่ได้มาจากนายพรานผู้นั้นและทรงดำริในพระทัยว่า “ท่านจะเป็ความทรงจำที่ดีของเราตลอดไปหลี่ิ”
******************************
ณ ตำหนักของฮองเฮา
พระบรมวงศานุวงศ์รวมองค์หญิงเซียงเซียงต่างพากันประทับประจำตำแหน่งที่จัดไว้ให้
“นั่นไง พระสนมที่พาเราออกนอกวัง”องค์หญิงทรงชี้
“นั่นคือ องค์หญิงจือหลินเพคะพระนางเป็พระขนิษฐาของฝ่าา” เหวยเซียงกล่าว
“เหตุใด พระนางต้องหลอกลวงเราด้วย”องค์หญิงทรงไม่เข้าพระทัย
“องค์หญิงจือหลินทรงเป็คนรักสนุกบางทีอาจทำเพื่อหาสหายออกนอกวัง คงไม่ได้ประสงค์ร้ายใดๆเพคะ” เหวยเซียงกล่าว
“นี่เ้าสำรวจมาหมดเลยงั้นหรือ”องค์หญิงทรงแปลกพระทัยที่เหวยเซียงล่วงรู้เกือบทุกอย่างราวเป็คนที่นี่
“ก็พระองค์ทรงมีรับสั่งให้หม่อมฉันสืบนี่เพคะ”เหวยเซียงกล่าว
สักพักฮองเฮาก็ทรงปรากฏตัวและตรัสว่า “งานเลี้ยงเราจัดเพื่อต้อนรับองค์หญิงเซียงเซียงแห่งแคว้นฉีต้องขออภัยที่เรามัวแต่ยุ่งเกี่ยวกับการจัดพิธีพระศพขององค์ไทเฮาเลยไม่มีเวลาดูแลพระองค์”
“อย่าได้เกรงพระทัยเลยเพคะหม่อมฉันได้รับความสะดวกมากมายเมื่อมาถึงที่นี่” องค์หญิงตรัส
“หากมีอะไรขัดข้องหมองพระทัยหรือ้าอะไรเพิ่มเติมก็กล่าวมาได้เลย เราจะรีบจัดสรรมาให้” ฮองเฮาตรัส
“ขอบพระทัยเพคะ” องคหญิงตรัสอย่างซึ้งพระทัยที่ฮองเฮาทรงเอาใจใส่
พระสนมเอกเพิ่งจะเสด็จมาถึงที่ตำหนักแห่งนี้พระนางทรงไม่เคยเคารพองค์ฮองเฮาเพราะถือว่าพระนางเป็ที่โปรดปรานของฝ่าา
“เหตุใดเ้าถึงมาสายเช่นนี้”ฮองเฮาตรัสอย่างเอาเื่
“ขอประทานอภัยด้วยเพคะหม่อมฉันแต่งตัวนานไปหน่อย นี่หรือเพคะ องค์หญิงเซียงเซียงแห่งแคว้นฉีเหตุใดต้องใช้ผ้าบางปิดครึ่งหน้าด้วยล่ะ” พระสนมเอกทรงสงสัย
องค์หญิงเซียงเซียงไม่้าตรัสอะไรมากพระนางก็เลยเปิดพระพักตร์ให้ทอดพระเนตรไปเลย
“อย่างนี้นี่เองหม่อมฉันมียาสมุนไพรรักษานะเพคะ” พระสนมเอกทรงเสนอ
“เรารักษาด้วยยาหลายขนานแล้วทำยังไงก็รักษาไม่หาย มันคงเป็โรคประจำตัวไปแล้ว” องค์หญิงทรงแกล้งแสดงท่าทีผิดหวัง
สักพักก็มีนางรำมาแสดงฟ้อนรำ
“การแสดงเป็อย่างไรบ้างถูกใจมั้ยองค์หญิงเซียงเซียง” ฮองเฮาตรัส
“การแสดงอ่อนช้อยงดงามมากเพคะ”องค์หญิงตรัสชม
“เราอยากเห็นการแสดงทางแคว้นฉีบ้าง”ฮองเฮาตรัสเพื่อให้องค์หญิงทรงแสดง
องค์หญิงเซียงเซียงทรงทอดพระเนตรมาที่เหวยเซียง
เหวยเซียงรู้ทันรีบกระซิบบอกทันที “หม่อมฉันเป็หมอนะเพคะไม่เคยเรียนฟ้อนรำมาก่อนเลยเพคะ”
องค์หญิงตรัสว่า “งั้นหม่อมฉันจะแสดงให้ทอดพระเนตรเพคะแต่อาจจะสู้การแสดงของแคว้นนี้ไม่ได้”
“รบกวนแล้วขอให้พวกเราได้ชมเป็บุญตาเถิด” ฮองเฮาตรัส
องค์หญิงเซียงเซียงทรงฟ้อนรำแบบชนเผ่าทางตอนเหนือในเชิงสนุกสนานไม่ได้อ่อนช้อยงดงามเหมือนการแสดงของทางแคว้นฝางท่าะโมีผลทำให้ป้ายหยกที่พกติดตัวหล่นลงพื้น
พอองค์หญิงเซียงเซียงทรงแสดงจบทุกคนก็ปรบมือเป็กำลังใจให้ แต่ทว่าอยู่ดีๆพระสนมเอกก็เสด็จมาตรงที่ป้ายหยกตกและเป็ผู้เก็บมาทอดพระเนตร
“นี่คือป้ายหยกที่ฝ่าาทรงประทานให้หม่อมฉันนี่เพคะทรงขโมยมาอย่างนั้นหรือ” พระสนมเอกตรัสอย่างเอาเื่
“มีคนให้เรามา เราไม่ได้ขโมย”ในพระทัยองค์หญิงทรงดำริว่า “แย่แล้วหรือว่าชายผู้นั้นจะเป็โจร เขานำของที่ขโมยมามอบให้เราอย่างนั้นหรือแล้วเราจะทำอย่างไรดี”
“มันเป็ของเ้าแน่หรือสนมเอก”ฮองเฮาทรงสงสัย
“หม่อมฉันจำลายหยกได้ ไม่ผิดแน่เพคะ”พระสนมเอกทรงยืนยัน
“เหตุใดพระองค์ถึงทรงกระทำเช่นนั้นล่ะองค์หญิง ท่านไม่ควรขโมยของผู้อื่นแบบนั้นนะ” ฮองเฮาตรัสว่า
“เราเปล่านะ มีคนมอบให้เรามาจริงๆเราไม่รู้ว่ามันถูกขโมยมา” องค์หญิงทรงแก้ตัว
“เอาเถอะวันพรุ่งนี้เราจะปรึกษาฝ่าา และให้พระองค์ทรงเป็ผู้ไต่สวนก็แล้วกันตอนนี้เราจะเก็บป้ายหยกนี้ไว้ก่อน” ฮองเฮาทรงรับป้ายหยกมาจากพระสนมเอก
องค์หญิงเซียงเซียงทรงมีพระพักตร์ซีดเซียวความจริงพระองค์ก็ทรงอยากยกเลิกพิธีอภิเษกแต่การยกเลิกเพราะตัวองค์หญิงกลายเป็โจรขโมยมันทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงแคว้นฉีไปด้วย พระนางอยากจะทรงแก้ต่างแต่ก็ไม่มีพยานและหลักฐานว่าพระองค์เป็ผู้บริสุทธิ์
******************************
ณ ที่ประทับของฝ่าา
“เหตุใดเ้าต้องขโมยป้ายหยกของสนมเอกด้วยล่ะ”ฝ่าาตรัส
“หม่อมฉันขอยืนยันว่าหม่อมฉันไม่ได้ขโมย มีคนรู้จักมอบให้หม่อมฉันเพคะ” องค์หญิงทรงยืนยัน
“แต่ป้ายหยกนั่นเป็ของหม่อมฉันจริงๆนะเพคะฝ่าา”พระสนมเอกทรงรีบแย้ง
“เอาล่ะในเมื่อของกลางก็อยู่ในมือองค์หญิงเช่นนี้ เราไม่อาจสั่งลงโทษพระองค์ได้แต่เราก็ไม่อาจอภิเษกกับผู้หญิงที่มีนิสัยชอบขโมยแบบนี้งั้นเื่เจริญสัมพันธไมตรีระหว่างแคว้น เอาเป็ว่าไม่จำเป็ต้องมีการอภิเษกใดๆเราจะส่งพระองค์กลับไปยังแคว้นฉี โดยที่ทั้งสองแคว้นยังคงมีไมตรีต่อกันดีมั้ย”ฝ่าาตรัส
“ขอบพระทัยเพคะ” องค์หญิงทรงดีพระทัยที่พระองค์ไม่ต้องอภิเษกก็จริงแต่พระองค์นั้นก็ไม่อยากถูกปรักปรำ พระนางไม่อาจหาข้อแก้ต่างได้เลยครั้นจะออกตามหาหลี่ิมาเป็พยานก็คงทำไม่ได้
กลายเป็ว่าในวันถัดมา องค์หญิงเซียงเซียงและเหวยเซียงต้องนั่งรถม้ากลับแคว้นฉีอย่างช่วยไม่ได้
ซึ่งเหวยเซียงเองก็งงนางเองก็ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดี ที่อยู่ดีๆนางก็ได้กลับบ้านเกิดเมืองนอน
“องค์หญิงทรงขโมยมาจริงหรือเพคะ”เหวยเซียงสงสัย
“คนที่ช่วยชีวิตเราตอนที่อยู่นอกวังมอบให้เราเองต่างหากเราไม่รู้ว่าเขาไปขโมยใครมา” องค์หญิงตรัสเล่า
“เขาคนนั้นอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้คงมาเป็พยานให้กับพระองค์ไม่ได้” เหวยเซียงรู้สึกเสียดาย
“ก็อย่างที่เ้าบอก ให้มองในแง่ดีอย่างน้อยเราก็จะได้กลับแคว้นฉี” องค์หญิงทรงยิ้มบางๆ
สักพักก็มีม้าเร็วเข้ามาขวางขบวนเสด็จขององค์หญิงเซียงเซียง
“มีอะไรอย่างนั้นหรือ” องค์หญิงทรงลงจากรถม้าและรีบถาม
“ฝ่าาทรง้าไต่สวนใหม่พะย่ะค่ะ”
“พระองค์ทรงมีเบาะแสอย่างนั้นหรือ”องค์หญิงทรงสงสัย
“เสด็จกลับไปที่ประทับของฝ่าาก่อนแล้วจะทรงทราบเองพะย่ะค่ะ” ทหารม้าเร็วกล่าว
ดังนั้นองค์หญิงทรงจำต้องกลับไปที่ประทับของฝ่าาอีกครั้ง
******************************
ณ ที่ประทับของฝ่าา
“ทำไมถึงต้องไต่สวนใหม่ด้วยล่ะเพคะเห็นๆอยู่ว่าของกลางนั้นอยู่กับองค์หญิงเซียงเซียง” พระสนมเอกกล่าวอย่างเอาเื่
“นี่ต่างหากที่เป็ป้ายหยกของเ้าน่ะเ้ากล้าปรักปรำองค์หญิงเซียงเซียงได้อย่างไร พระสนมเอก” ฝ่าาทรงยื่นป้ายหยกให้
“ไม่จริงนะเพคะ” พระสนมเอกรับมาทอดพระเนตรก็ทรงเห็นป้ายหยกอีกอันที่มีลักษณะคล้ายกับป้ายหยกขององค์หญิงเลยตรัสว่า“เป็ไปไม่ได้ เหตุใดป้ายหยกทั้งสองอันถึงเหมือนกันเช่นนี้”
“ผิดแล้วสนมเอก มันไม่เหมือนกันป้ายหยกทั้งสองอันนั้นคล้ายกันมากก็จริง แต่มันต่างกันตรงที่ป้ายหยกของเ้าเป็รูปพระราชวังในตอนกลางคืนส่วนป้ายหยกขององค์หญิงเซียงเซียงเป็รูปพระราชวังในตอนกลางวันเ้ามองไม่เห็นดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์อย่างนั้นหรือ” ฝ่าาตรัส
ทั้งพระสนมเอกและองค์หญิงเซียงเซียงก็ทรงตกพระทัยเพราะทั้งสองพระองค์ทรงไม่ได้สังเกตถึงขนาดนั้น
“เอ่อแล้วป้ายหยกของหม่อมฉันไปอยู่กับพระองค์ได้อย่างไรเพคะ” พระสนมเอกตรัสเพราะสงสัย
“เ้าจงสอบถามนางกำนัลของเ้าดูนางต่างหากที่เป็คนขโมยแล้วนำไปจำนำที่โรงรับจำนำในเมืองทหารองครักษ์ข้างกายข้าเป็คนพบเห็นและเป็คนไถ่ป้ายหยกคืนมาให้เรา” ฝ่าาตรัสเล่า
“หม่อมฉันขออภัยเพคะองค์หญิงเซียงเซียงแล้วเหตุใดพระองค์ถึงมีป้ายหยกคล้ายกันกับของของหม่อมฉันล่ะเพคะ” พระสนมเอกทรงไม่เข้าพระทัย
“มีคนมอบให้เรามาเขาเป็นายพรานคนนึง เขาช่วยชีวิตของเราไว้” องค์หญิงตรัสเื่จริงใครไม่เชื่อพระองค์ก็ไม่สนพระทัย
“เ้ากลับไปสอบสวนลูกน้องของเ้าเถิดสนมเอกเรามีเื่ที่จะคุยกับองค์หญิงเซียงเซียงเป็การส่วนตัว” ฝ่าาตรัส
“เพคะ หม่อมฉันทูลลา” พระสนมเอกทรงกำพระหัตถ์ไว้แน่น พระนางทรงเกือบกำจัดองค์หญิงได้แล้วเชียวแต่เหตุไฉนถึงมีพยานช่วยพระองค์ได้
ตอนนี้องค์หญิงทรงอยู่กับฝ่าาตามลำพัง
“ขอบพระทัยเพคะที่พระองค์ทรงช่วยล้างมลทินให้หม่อมฉัน” องค์หญิงตรัส
“ป้ายหยกนี้สำคัญกับเ้ามากงั้นหรือถึงขั้นพกติดตัวตลอดเวลา คนที่มอบให้เ้าคงจะสำคัญต่อเ้ามาก” ฝ่าาตรัสถาม
“ก็ไม่เชิงเพคะเขาเป็คนที่ช่วยชีวิตหม่อมฉันไว้” องค์หญิงทรงมีพระพักตร์แดงอย่างเห็นได้ชัด
“งานอภิเษกระหว่างเราจะจัดขึ้นในไม่ช้า”ฝ่าาตรัสยิ้มๆ
“เอ่อไหนว่าพระองค์จะทรงส่งหม่อมฉันกลับไงเพคะ” องค์หญิงทรงท้วง
“เราเปลี่ยนใจแล้ว เราถูกใจเ้ามาก”ฝ่าาตรัส
“ทั้งๆที่ใบหน้าของหม่อมฉันมีสภาพแบบนี้นะหรือเพคะ”องค์หญิงทรงไม่เข้าพระทัย
“นั่นเ้าตกแต่งใบหน้าให้เป็เช่นนั้นเองต่างหาก”ฝ่าาทรงล่วงรู้
“ทรงทราบได้อย่างไรเพคะ” องค์หญิงทรงตกพระทัย
“เ้าเคยคิดมั้ยว่าเหตุใดป้ายหยกทั้งสองถึงมีลักษณะคล้ายกัน”ฝ่าาตรัส
“ไม่ทราบเพคะ” องค์หญิงทรงส่ายพระพักตร์
“เป็เพราะป้ายหยกทั้งสองนี้เราเป็คนสั่งทำขึ้นมาเองอันนึงเรามอบให้พระสนมเอกไปแล้ว ส่วนอีกนั้นเรามอบให้…”
“พระองค์ทรงเป็นายพรานที่ชื่อหลี่ิหรือเพคะ”องค์หญิงทรงฉุกคิดได้
“ใช่แล้ว หลี่ิคือนามของเรา”ฝ่าาตรัสยิ้มๆ
องค์หญิงเซียงเซียงทรงอึ้งและตรัสอะไรไม่ออก
“จงเตรียมตัวเถิดไม่ต้องแปลงโฉมใดๆอีกแล้ว เราเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเ้าหมดแล้ว” ฝ่าาทรงถูกพระทัยว่าที่พระสนมคนใหม่
“เพคะ” องค์หญิงเซียงเซียงทรงอายที่แผนการทุกอย่างล้มไม่เป็ท่า
และแล้วพิธีอภิเษกระหว่างฝ่าาหลี่ิแห่งแคว้นฝางกับองค์หญิงเซียงเซียงแห่งแคว้นฉีได้จัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติท่ามกลางความริษยาของพระสนมเอก
ณ ตำหนักแห่งใหม่ขององค์หญิงเซียงเซียง
ฝ่าาทรงประทับบนพระแท่นบรรทมเคียงข้างกับหญิงงามแห่งแคว้นฉี
ตอนนี้ฝ่าาทรงโอบกอดพระสนมคนใหม่อย่างทะนุถนอม “รู้มั้ยในคืนนั้นเราต้องหักห้ามใจมากแค่ไหนที่จะไม่แตะต้องตัวเ้า”
“ในคืนนั้นพระองค์ทรงล่วงรู้ฐานะที่แท้จริงของหม่อมฉันแล้วงั้นหรือเพคะ” พระสนมเซียงเซียงตรัส
“เปล่า เราไม่ยังไม่รู้เราคิดว่าเ้าเป็เพียงช่างเย็บผ้า รู้มั้ยว่าหลังจากวันนั้นเราก็รีบส่งทหารองครักษ์ออกตามหาตัวเ้า แต่หาไม่พบไม่คิดว่าพวกเราจะมีบุพเพได้ครองคู่กันอยู่แล้วเราเพิ่งรู้ซึ้งกับคำว่ารักแรกพบจริงๆ” ฝ่าาตรัส
“พระองค์อาจทรงเพียงแค่หลงในรูปลักษณ์ของหม่อมฉันมันอาจไม่ใช่ความรักนะเพคะ”
“ปล่อยให้เวลาเป็เครื่องพิสูจน์เถิด”ฝ่าาตรัสพร้อมกับมอบปิ่นปักผมส่งคืนให้กับพระนาง
“พระองค์ทรงยังคงเก็บไว้อีกหรือเพคะ”พระสนมทรงแปลกพระทัย
“เราจะมอบให้ฮูหยินของเราไง”ฝ่าาทรงยังไม่ลืมคำพูดตอนแลกเปลี่ยนป้ายหยกกับปิ่นปักผม
ฝ่าาทรงเชยคางหญิงงามและจุมพิตหญิงสาวอย่างอ่อนโยนผ้าม่านถูกปล่อยลงมาปิดฉากหวานของทั้งสองพระองค์บัดนี้การเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างแคว้นสำเร็จด้วยดีองค์หญิงทรงกลายเป็พระสนมของฝ่าาหลี่ิอีกพระองค์
องค์หญิงทรงอยู่ภายใต้อ้อมกอดชายสูงศักดิ์พระนางทรงดำริในพระทัยว่า “มันคงเป็บุพเพสันนิวาสจริงๆเพราะไม่ว่าพระองค์จะทรงสร้างแผนการใดๆหรือมีเื่ที่ทำให้พระองค์ต้องถูกปรักปรำเป็โจรผู้ร้ายอย่างไรก็ไม่อาจขัดขวางพิธีอภิเษกของพระองค์ไปได้”
เหวยเซียงที่เฝ้าอยู่หน้าห้องหอนางเขินจึงต้องออกไปข้างนอกเพื่อดูดวงดาวระยิบระยับบนท้องฟ้า และคิดในใจว่า “นี่คงเป็ชะตากรรมสินะเกือบได้กลับแคว้นฉีอยู่แล้วเชียววันนี้รีบไปเขียนจดหมายเพื่อส่งให้กับองค์ชายรองดีกว่า”