ในยามเช้าบรรยากาศสดชื่นเห็นแสงอาทิตย์ที่แทงลอดผ่านกิ่งไม้ใบไม้ลมพัดบางเบาไมนาสที่ออกมายืนรับสายลมแสงแดดยามเช้าอย่างสดชื่นนี่เป็สิ่งที่เขาปรารถนาอย่างมากต่างจากการตื่นมาพบกับเงามืดจากป่าคอนกรีตและอากาศที่มีแต่มลพิษถึงจะมองเห็นต้นไม้อยู่บ้างแต่ก็ช่างไร้ประโยชน์หากเทียบกับปริมาณของยานยนต์ที่ปล่อยไอเสียออกมา
“ซู้ดดดด... อ้า...”
เสียงสูดลมหายใจยาวมาจากเด็กหนุ่มการตื่นขึ้นมาเจอกับอากาศบริสุทธิ์ยามเช้าอย่างอารมณ์ดี ช่างเป็ชีวิตที่สมบูรณ์แบบสำหรับไมนาสหากไม่นับถึงการมีอยู่ของสัตว์อสูรที่เจอเมื่อวานแต่เมื่อเขาคิดถึงหมาป่าเขี้ยวทมิฬและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ทำให้ไมนาสสงสัยในตัวเองขึ้นมาว่าเขาจัดการกับสัตว์อสูรขนาดใหญ่ลงได้อย่างไรเพราะหลังจากจัดการฆ่าหมาป่าเขี้ยวทมิฬลงได้แล้วเขาพยายามนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้าแต่ก็จดจำได้อย่างเลือนรางราวกับว่าการตอบโต้การโจมตีของหมาป่าเขี้ยวทมิฬนั้นเป็ไปตามสัญชาตญาณดิบของร่างกายโดยที่แทบไม่ทันได้ใช้สมองคิดด้วยซ้ำเพราะสิ่งที่เขาจำได้เพียงอย่างเดียวก็คือความคิดที่จะต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดเท่านั้น
‘ตอนนั้น... เหมือนทุกอย่างจะช้าลงรึเปล่านะ’
เมื่อพยายามนึกถึง่เวลาที่ตอบโต้การโจมตีนั้นก็พอจะจำได้ว่า่เวลานั้นทุกสิ่งทุกอย่างช้าลงแม้จะเป็เพียงเสี้ยวพริบตาที่เกิดขึ้นแต่มันก็มีผลต่อความเป็ไปทั้งหมดซึ่งส่งผลให้เขารอดชีวิตมาได้
“ไมนาสตามข้ามา”
ฮิวเบิร์ชที่เพิ่งออกมาด้านนอกเรียกเด็กหนุ่มทำให้เขาออกจากห้วงภวังค์ความคิดเขาจึงเดินตามตาลุงฮิวเบิร์ชไปทางด้านหลังเรือนโอสถทางที่ทอดจากด้านหลังเป็ทางที่เล็กแคบระหว่างทางลุงฮิวเบิร์ชได้เด็ดดอกไม้ที่อยู่ริมทางได้ช่อหนึ่งเดินมาเพียงครู่เดียวก็พบกับป้ายหินอยู่ป้ายหนึ่ง ไมนาสรู้ได้ทันทีว่านี่คือสุสานบริเวณรอบๆหลุมศพอันโดดเดี่ยวนั้นเตียนโล่งไร้วัชพืชบนเนินหลุมศพมีช่อดอกไม้เก่าที่เริ่มแห้งเหี่ยวแสดงให้เห็นว่าฮิวเบิร์ชมาที่นี่บ่อยแค่ไหน
บนป้ายหลุมศพแสดงชื่อของผู้ที่หลับไหลอยู่สลักไว้บนแผ่นหิน[ คลอเดีย ] ชื่อที่แสดงให้เห็นว่าเ้าของชื่อนี้ต้องเป็ผู้หญิงอย่างแน่นอนแต่จะมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับฮิวเบิร์ชอย่างไรคงต้องให้เ้าตัวเอ่ยออกมาเองเท่านั้น
“...นี่คือหลุมศพภรรยาของข้า”
ฮิวเบิร์ชเอ่ยขึ้นขณะที่กำลังเปลี่ยนดอกไม้บนหลุมศพและเริ่มเอ่ยขึ้นอีกครั้งโดยที่ยังเฝ้ามองไปที่หลุมฝังศพภรรยาของเขา
“เมื่อสี่ปีก่อนขณะที่ข้าและภรรยาพร้อมกับลูกชายข้าออกไปเก็บสมุนไพรด้วยกันในตอนนั้นเป็เวลาสายพวกเราที่กำลังเดินไปยังแหล่งเก็บสมุนไพรและไม่ได้เอะใจถึงบรรยากาศรอบข้างที่มันเงียบผิดปกติรู้ตัวอีกทีก็ได้ยินเสียงคำรามและฝีเท้าที่ดังออกมาจากแนวป่าข้ามองไปที่ต้นเสียงก็พบกับหมาป่าเขี้ยวทมิฬ มันพบพวกข้าและเข้าจู่โจมใส่ ภรรยาข้าคือเป้าหมายของมันนางถูกมันจู่โจมเข้าทันที ในตอนนั้นเป็เวลาเดียวกับที่กลุ่มนักผจญภัยผ่านมาพอดีและเข้าโจมตีมันนักผจญภัยคนหนึ่งโจมตีเข้าไปที่ดวงตาของมันทำให้มันหนีเตลิดไปในเวลานั้นข้าทำอะไรไม่ได้เลย ข้ามองเห็นนางนอนจมกองเืและลูกชายข้าพยายามทุกวิถีทางแต่ก็ยื้อชีวิตนางไว้ไม่ได้าแของนางสาหัสเกินไปแม้แต่ข้าก็หมดปัญญา”
“...”
เมื่อได้ฟังเื่เล่าจากฮิวเบิร์ชไมนาสก็พอเข้าใจความรู้สึกของตาลุงที่อยู่ตรงหน้าเพราะเขาเองก็เคยศูนย์เสียคนสำคัญไปเช่นกันในขณะที่เขากำลังคิดหาคำปลอบใจอยู่นั้น ฮิวเบิร์ชก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง
“แต่วันนี้...ข้าต้องขอบใจเ้ามากจริงๆ ที่ล้างแค้นให้ข้า ขอบใจเ้ามากนะ”
ฮิวเบิร์ชหันมาและยิ้มให้ไมนาสโดยที่ดวงตามีน้ำตาคลออยู่
“อย่างนี้นี่เอง...”
เมื่อฟังทุกอย่างจบเด็กหนุ่มก็พอจะจับต้นชนปลายถูกแล้วเพราะหมาป่าเขี้ยวทมิฬที่เขาจัดการไปนั้นคือตัวเดียวกับที่จู่โจมภรรยาของฮิวเบิร์ชเมื่อสี่ปีก่อน
“ลุงไม่ต้องขอบคุณผมหรอกมันก็แค่ความบังเอิญที่ผมทำไปทั้งหมดก็เพื่อเอาชีวิตรอดเท่านั้น”
“แต่ถึงอย่างนั้นในตอนที่ข้าบอกให้เ้าหนีไปคนเดียว แต่เ้ากลับแบกข้าไปด้วยข้าก็ต้องขอบคุณเ้าอยู่ดี เ้าช่างเป็คนดีจริงๆ”
“เอาน่าลุงว่าแต่เื่ที่ลุงเล่ามา ผมยังไม่เข้าใจอยู่เื่หนึ่ง ลูกชายของลุงตอนนี้เขาไปอยู่ที่ไหนเหรอ?”
เมื่อได้ยินคำถามของไมนาสทำให้ฮิวเบิร์ชที่มีสีหน้าดีขึ้นมาบ้างเริ่มปรากฎความเศร้าในดวงตาขึ้นมาอีกครั้งทำเอาเด็กหนุ่มรู้สึกอยากเอามือตบหัวตัวเองที่ไปถามอะไรไม่เข้าท่าเอาตอนนี้
“เฮ้อ... หลังจากที่ข้าเสียนางไปชาวบ้านที่รู้ข่าวก็ต่างมาช่วยกันจัดงานศพในตอนนั้นข้าเอาแต่โศรกเศร้าอยู่ข้างหลุมศพนางอยู่อย่างนั้นแม้แต่หัวหน้าหมู่บ้านก็ยังมายืนคอยปลอบใจข้าไม่ได้เอะใจเลยสักนิดว่าเหตุใดหลังจากฝังศพนางแล้วลูกชายข้าหายไปไหน เมื่อได้สติขึ้นมาและพอทำใจได้แล้วภายในห้องของเขาข้าพบจดหมายฉบับหนึ่งเขียนไว้ว่าเขาจะไปเป็นักผจญภัยเพื่อไล่ล่าหมาป่าเขี้ยวทมิฬนับแต่นั้นข้าก็ไม่ได้ข่าวคราวเขาอีกเลย นี่ก็ผ่านไปสี่ปีแล้ว... เฮ้อ”
ฮิวเบิร์ชพูดออกมาและถอนหายใจอย่างหดหู่เด็กหนุ่มจึงรีบพูดปลอบโยนฮิวเบิร์ชทันที
“ไม่น่าจะต้องเป็ห่วงแล้วละลุงผมว่าหลังจากไปขึ้นรางวัลแล้วข่าวเื่หมาป่าเขี้ยวทมิฬถูกจัดการอาจจะไปถึงเขาเขาคงกลับมาเร็วๆนี้แหละ ผมว่านะ”
เมื่อได้ยินดังนั้นก็ทำให้ฮิวเบิร์ชสีหน้าดูดีขึ้นมาบ้าง
“อ้อใช่ข้ายังไม่ได้ดูเลยว่าเ้าได้อะไรมาบ้าง”
ทั้งคู่กลับไปยังที่พักเพื่อที่ฮิวเบิร์ชจะได้ดูว่าไมนาสได้อะไรมาบ้างจากซากสัตว์อสูรหมาป่าเขี้ยวทมิฬเมื่อมาถึงเด็กหนุ่มนำห่อหนังหมาป่าเขี้ยวทมิฬออกมาคลี่กางออกแสดงถึงสิ่งที่อยู่ในห่อหนังนั้น
“ว่าแต่ชิ้นส่วนพวกนี้เมื่อนำไปขึ้นรางวัลแล้วพวกเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็ของหมาป่าเขี้ยวทมิฬตัวที่อยู่ในประกาศภารกิจ”
สิ่งที่เด็กหนุ่มสงสัยถึงการพิสูจน์ว่าสิ่งที่นำไปขึ้นรางวัลนั้นจะตรงกับเป้าหมายในใบประกาศของทางสมาคมอย่างไรเป็สิ่งที่ยากจะเดาได้เนื่องจากการได้อยู่ที่นี่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเขาเห็นถึงวิถีชีวิตและการพัฒนาในอารยธรรมของมนุษย์ในโลกใบนี้นั้น ถ้าเทียบกับโลกที่เขาจากมาคงเทียบได้กับยุคกลางเท่านั้นเพราะดูจากลักษณะอาคารบ้านเรือนที่ดูเริ่มจะมีศิลปะวิทยาและเทคโนโลยีต่างๆยังไม่ได้ก้าวหน้าขนาดที่จะสามารถตรวจได้จากข้อมูลที่พิสูจน์จากกระบวนการในทางชีววิทยาแต่เนื่องจากสิ่งที่ผิดแผกแตกต่างกันของทั้งสองโลก เด็กหนุ่มจึงค่อนข้างอยากจะรู้ว่ามีวิธีหรือวิทยาการที่แปลกประหลาดอันใดในโลกใบนี้ที่จะสามารถพิสูจน์ได้จากชิ้นส่วนเหล่านี้ว่าตรงเป้าหมายภารกิจ
“เ้าได้นำดวงธาตุมานาของมันออกมาด้วยหรือเปล่า”
“อยู่นี่ลุง”
เด็กหนุ่มรีบหยิบขึ้นมาจากถุงผ้าใบเล็กข้างเอวที่เก็บดวงธาตุมานากับแหวนที่ได้รับมาจากกระเพาะของหมาป่าเขี้ยวทมิฬ
“ใช้สิ่งนั้นแหละ”
“หืม...?”
คำพูดของฮิวเบิร์ชทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกงงงวยว่าเหตุใดของที่ดูเหมือนลูกแก็วลูกเล็กๆนี้จะใช้พิสูจน์ได้ถึงตัวตนหรืออัตลักษณ์ของหมาป่าเขี้ยวทมิฬได้ถ้าหากบอกเขาว่าสามารถพิสูจน์ได้จากลักษณะของเขี้ยว ฟันหรือแผ่นหนังที่เขานำมันมาดูจะสมเหตุสมผลมากกว่านี้
“เฮ้อ...ถ้าเ้ามีมานาสักหน่อยก็คงดี ข้าจะได้ไม่ต้องอธิบายอะไรให้ยืดยาว”
ฮิวเบิร์ชบ่นพร้อมกับถอนหายใจเหนื่อยหน่าย
“ใช่ความผิดของผมที่ไหนกัน”
เด็กหนุ่มเองก็บ่นกลับไปเช่นกันจะคาดคิดได้อย่างไรว่าเขาที่ลืมตาตื่นขึ้นมาในโลกที่แปลกประหลาดใบนี้มีสิ่งที่เรียกว่ามานาไหลเวียนอยู่ในร่างกายของสิ่งมีชีวิตแม้แต่ต้นไม้ใบหญ้ายังมีองค์ประกอบของอนูมานา ด้วยการศึกษาตำราสมุนไพรซึ่งตนเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดถึงได้เข้าใจในภาษาที่มนุษย์ใช้กันอย่างน่าพิศวงอันเป็สิ่งปลอบใจว่าอย่างน้อยตนเองก็ยังสามารถอ่านออกเขียนได้จะได้ไม่ต้องดูเป็คนไร้การศึกษาในสายตาผู้อื่นแต่เพราะการศึกษาตำราสมุนไพรมาบ้างใน่ที่ผ่านมาซึ่งเป็สิ่งที่อัศจรรย์สำหรับไมนาสเพราะสรรพคุณทางโอสถที่พิสดารเหนือสามัญสำนึกไปไกลเป็การเปิดโลกทัศน์ไม่ให้เขามองโลกใบนี้อย่างเรียบง่ายอีกต่อไป
“ช่างเถอะๆข้าแค่บ่นตามประสาของข้าอย่าไปใส่ใจ” ฮิวเบิร์ชกล่าวขึ้นมาเมื่อเห็นไมนาสเริ่มที่จะบ่นตนจึงรีบอธิบายต่อ“ดวงธาตุมานาหากแผ่พลังเวทย์เข้าไปจะรู้ถึงข้อมูลและอัตลักษณ์ทางิญญาของมันได้”
“ข้อมูลและอัตลักษณ์ทางิญญา?อย่าบอกนะว่ามันมีิญญาอยู่ในนี้!” เด็กหนุ่มกล่าวอย่างตกตะลึง
“ิญญาที่เ้าหมายถึงมันไม่มีอยู่ในนั้นหรอกที่ข้าจะบอกก็คือมันเป็สิ่งที่สะท้อนมาจากิญญาและความทรงจำของมันต่างหาก”
“งั้นลุงก็สามารถดูข้อมูลและความจำของมันได้นะสิ?” ไมนาสเมื่อได้ฟังคำอธิบายจึงถามอย่างใคร่รู้
“ข้าจะไปทำได้ยังไง”
“อ้าว!”
“ข้าถามเ้าอย่างนึงสิหลังจากที่เ้าฆ่ามันแล้วมีความรู้สึกที่แปลกๆเกิดขึ้นกับเ้าหรือไม่”
“อืม... ความรู้สึกแปลกๆงั้นเหรอ”เด็กหนุ่มพยายามคิดทบทวน “อ๊ะ... ตอนนั้นหลังจากที่จัดการกับมัน ผมก็รู้สึกถึงพละกำลังที่กลับคืนมาอย่างรวดเร็วผิดปกติแถมยังรู้สึกว่ามีพละกำลังมากกว่าเดิมเล็กน้อยด้วย”
“นั่นแหละๆสิ่งนั้นเรียกว่าการยกระดับตัวตนเป็สิ่งที่เกิดขึ้นได้จากการทำบางสิ่งให้ประสบผลสำเร็จอย่างที่เ้าสามารถจัดการมันลงได้ก็เหมือนกับได้รับการยกระดับตัวตนของเ้าขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งศักยภาพทางร่างกายก็พัฒนาขึ้นอย่างที่เ้าได้รู้สึกนั่นแหละจึงเป็เหตุผลที่ว่าถ้าหากเ้ามีมานาละก็เ้าจะสามารถดูข้อมูลและอัตลักษณ์ทางิญญาจากดวงธาตุมานาของมันได้”
“ถ้าอย่างนั้นแล้วทำไมลุงถึงไม่สามารถดูข้อมูลของดวงธาตุมานาได้ล่ะ”
“เพราะระดับตัวตนของข้าไม่ได้สูงเท่ากับหมาป่าเขี้ยวทมิฬนั่นแหละจะต้องให้ผู้ที่มีระดับตัวตนเทียบเท่าหรือสูงกว่าหรืออุปกรณ์พลังเวทย์เฉพาะทางในการตรวจดูข้อมูลซึ่งไม่เหมือนกับอุปกรณ์หรือไอเทมพลังเวทย์ที่ช่วยให้ผู้ที่ระดับตัวตนหรือศักยภาพไม่ถึงที่กำหนดก็ยังสามารถดูข้อมูลของพวกมันได้”
“จริงสิข้าพบแหวนวงนี้ในกระเพาะของมันด้วย”
เด็กหนุ่มรีบหยิบแหวนขึ้นมาอย่างนึกขึ้นได้แล้วจึงยื่นไปให้ฮิวเบิร์ชเมื่อฮิวเบิร์ชรับแหวนมาจึงตรวจสอบแหวนวงนั้นทันทีผ่านไปครู่เดียวดวงตาของฮิวเบิร์ชก็เบิกกว้างขึ้นมาและเงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่มอย่างตื่นเต้น
“โฮ้ๆๆเ้านี่ช่างโชคดีจริงๆ พบของหายากขนาดนี้” ฮิวเบิร์ชกล่าวออกมาอย่างอารมณ์ดี
“แล้วมันเป็ยังไงเหรอลุง”เด็กหนุ่มถามอย่างใคร่รู้
“นี่เป็แหวนช่องมิติเป็ไอเทมพิเศษที่เอาไว้ใช้เก็บของภายในได้ที่เ้าโชคดีก็คือของชิ้นนี้มันไม่มีเ้าของ”
“เ้าของ?มันก็ต้องไม่มีเ้าของอยู่แล้วนี่ลุง” ไมนาสกล่าวพร้อมทำหน้างง
“เ้าไม่รู้อะไรไอเทมและอุปกรณ์ที่มีพลังเวทย์ฝังอยู่จะมีสิ่งที่เรียกว่า ‘พันธะ’หากว่าเ้าของเดิมไม่เป็ผู้ถอนพันธะก็คงเป็เพราะเ้าของเดิมตายไปแล้ว”
“แล้วมันเก็บอะไรไว้ข้างในบ้างเหรอลุง”
“นั่นแหละปัญหาเงื่อนไขสวมใส่ของมันสูงกว่าระดับตัวตนของข้าจึงไม่สามารถดูได้ว่าภายในเก็บสิ่งใดเอาไว้บ้างแต่ดูจากคุณสมบัติของมันที่มีเนื้อที่ภายในถึงสามสิบช่องย่อยเท่านี้ก็บ่งบอกได้ถึงมูลค่ามหาศาลของมันได้แล้ว ถ้าหากว่าเ้าเอาไปเข้าประมูลในเมืองแรกอรุณแล้วละก็ได้กลายเป็เศรษฐีได้เลยทีเดียวแค่ชิ้นส่วนหมาป่าเขี้ยวทมิฬเ้าก็ได้เงินก้อนใหญ่แล้ว”
“เศรษฐีเลยงั้นเหรอมูลค่าของมันมากขนาดนั้นเชียว” เด็กหนุ่มอึ้งไปเล็กน้อย
“แน่นอนอุปกรณ์เวทย์ที่มักจะใช้เป็มิติเก็บของส่วนใหญ่จะเป็ประเภทกระเป๋าแต่แหวนที่ไว้ใช้เป็ที่เก็บของนั้นหายากอย่างที่สุดเชียวหละ และดูจากเงื่อนไขการสวมใส่ที่ไม่สูงเกินไปเ้าของเดิมคงจะเป็ผู้ลากมากดีแน่นอนแต่โชคร้ายที่ไปเจอกับกับหมาป่าเขี้ยวทมิฬเข้า”
“...”
สิ่งที่ฮิวเบิร์ชพูดมาทั้งหมดทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกวิงเวียนศีรษะขึ้นมาแต่เมื่อคิดพิจารณาแต่ละประโยคทำให้ไมนาสรู้สึกว่าเหมือนตนจะคุ้นเคยกับประโยคที่ว่า ‘อุปกรณ์หรือไอเทมพลังเวทย์ที่ถ้าระดับตัวตนหรือศักยภาพไม่ถึงที่กำหนดก็ยังสามารถดูข้อมูลของพวกมันได้’ ใช่แล้ว เด็กหนุ่มคิดออกในทันใดมันคล้ายกับระบบเกมออนไลน์ที่เขาเคยเล่นกับเพื่อนเมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัยโดยจะมีระบบเลเวลคอยกำหนดในอุปกรณ์สวมใส่ว่าจะใส่อุปกรณ์ชิ้นนั้นจะสามารถสวมใส่ได้เมื่อถึงระดับเลเวลใดเมื่อคิดได้ดังนี้ก็ยิ่งทำให้เข้าใจได้มากขึ้นว่าบางทีสิ่งที่เรียกว่า ‘การยกระดับตัวตน’ คงไม่ต่างอะไรกับการอัพเลเวลตัวละครในเกมนั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าโลกใบนี้ยิ่งเหนือสามัญสำนึกมากขึ้นไปทุกที
‘บางที... สิ่งที่ตกค้างในความทรงจำจากอดีตจะผสมปนเปกับความคิดและจิตใต้สำนึกมันเลยออกมาเป็แบบนี้สินะ’
ยิ่งใช้ชีวิตอยู่ที่นี่นานวันเข้าก็ยิ่งทำให้เด็กหนุ่มยิ่งเชื่อว่าสิ่งที่ประสบพบเจออยู่เหล่านี้คงเป็โลกความฝันจากการนอนโคม่าอยู่ในโรงพยาบาลแน่แล้ว
‘ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ตัวเราจะตื่นขึ้นในโลกของความเป็จริงแต่อยู่ที่นี่ก็ใช่ว่าจะแย่ ถ้าอย่างนั้นก็ขอใช้โอกาสนี่ให้คุ้มค่าหน่อยแล้วกัน’
เมื่อคิดได้ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงเริ่มถามเื่ราวต่างๆจากฮิวเบิร์ชมากยิ่งขึ้นซึ่งเป็คำถามโดยทั่วไปเกี่ยวกับโลกใบนี้อย่างไม่เกรงอกเกรงใจซึ่งข้อมูลที่ได้รับทำเอาสมองของไมนาสพองโตกับคำตอบที่หลุดโลกจากคำถามที่ของตนที่หลุดโลกไม่แพ้กันและฮิวเบิร์ชก็เริ่มชินกับการถามจุกจิกที่คนทั่วไปบนโลกนี้ก็รู้กันแต่ก็เข้าใจได้ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้านั้นศูนย์เสียความทรงจำหรือบางทีอาจจะเป็แม้แต่ตัวตนเดิมของเขาไปแต่จากการอยู่ร่วมกันในระยะเวลาที่ผ่านมา ทำให้เขาได้เห็นอุปนิสัยของเด็กหนุ่มที่สามารถสรุปได้ว่าเป็คนดีคนหนึ่งจึงเริ่มรู้สึกวางใจและเริ่มมองเด็กหนุ่มเป็คนในครอบครัวไปโดยไม่รู้ตัว
“เ้ายังมีอะไรจะถามข้าอีกไหม”
“เอ่อ...เท่านี้ก่อนแล้วกันนะลุง”
ฮิวเบิร์ชที่ตอบคำถามและอธิบายสิ่งที่เด็กหนุ่มตรงหน้าถามตนอย่างต่อเนื่องและเริ่มเห็นเขานิ่งเงียบไปจึงคิดว่าเด็กหนุ่มต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจจึงไม่ได้รบกวนเขาอีก
“ลุงพวกเราเอาของพวกนี้เข้าหมู่บ้านไปขึ้นรางวัลกันเถอะ”
“เ้าไปคนเดียวเถอะข้ามีงานของข้าต้องทำอีกอย่างเ้าเป็คนจัดการมันมันก็ย่อมเป็ของเ้าถือโอกาสออกไปชมดูให้ทั่วหมู่บ้านบ้างคราวก่อนไม่เห็นเ้าจะเดินชมดูอันใดที่ตลาดด้วยซ้ำ”
ผ่านไปครู่หนึ่งไมนาสจึงชักชวนให้ฮิวเบิร์ชไปด้วยกันแต่ก็ถูกปฏิเสธ เพราะฮิวเบิร์ชคิดว่าควรจะให้เด็กหนุ่มออกไปดูผู้คนตามแต่ใจของเขาเพราะบางทีการทำแบบนี้อาจช่วยกระตุ้นความทรงจำของเด็กหนุ่มได้บ้าง แน่นอนว่าเื่ที่เขาความจำเสื่อมก็เป็เื่ที่เด็กหนุ่มกุขึ้นมาเพื่อไม่อยากให้เื่มันวุ่นวายและการถามถึงเื่ราวต่างๆของเขาก็เป็สิ่งที่ทำให้ฮิวเบิร์ชเชื่อว่าเขาศูนย์เสียความทรงจำไปจริงๆ
ไมนาสจึงจัดแจงของทุกอย่างไว้ในกระเป๋าสะพายใบใหญ่ที่ฮิวเบิร์ชให้ยืมมาพร้อมกับบอกที่ตั้งของสถานที่ต่างๆภายในหมู่บ้านเพื่อให้เขาไม่เสียเวลาไปกับการเดินหลงทางในหมู่บ้านจากนั้นเขาจึงมุ่งหน้าเดินไปตามทางเพื่อเข้าไปในหมู่บ้านทรายขาวด้วยอารมณ์เบิกบานที่ตนจะได้เงินก้อนใหญ่ในครั้งนี้