Starcraft : The Last Commander

    ตอนที่ 33 : การคัดแยก | ภาค ECHOES OF THE ANCIENT

    Arc 2: Echoes of the Ancient

    (เสียงสะท้อนแห่งบรรพกาล)


    เสียงประตูยังปิดอยู่ในหัวของคาเอล


    ไม่ว่าลำเลียงอพยพจะพาเขาออกห่างจากแนวเมืองที่กำลังไหม้มากเท่าไร ไม่ว่าเครื่องยนต์ขนาดยักษ์ใต้ปีกจะคำรามกลบทุกเสียงรอบตัวหนักเพียงใด เสียงนั้นก็ยังชัดกว่าเสมอ


    ครืด—


    เสียงบานประตูโลหะหนาหนักลากลงจากราง


    ครืด—


    เสียงกลไกนิรภัยล็อกตัวทีละชั้นราวกับฟันของสัตว์เหล็กที่กำลังงับเข้าหากัน


    แล้วก็เสียงสุดท้าย


    ปัง


    เสียงที่สั้นที่สุด แต่ยาวที่สุดในความทรงจำของเขา


    คาเอลลืมตาขึ้นในความมืดสลัวของห้องโดยสาร ลมหายใจติดอยู่ในอกเหมือนมีมือเย็นเฉียบกำหัวใจไว้ เครื่องบินอพยพสั่นเป็นช่วง ๆ ตามแรงลมรุนแรงภายนอก ไฟฉุกเฉินสีแดงตามแนวเพดานกะพริบอย่างเชื่องช้า แสงนั้นอาบใบหน้าผู้รอดชีวิตทุกคนให้ดูเหมือนภาพถ่ายเก่าจากสงครามที่ยังไม่ยอมจบ เด็กเล็กบางคนนอนหลับคาอกแม่ด้วยใบหน้าซีดเผือด บางคนร้องไห้จนเสียงแหบเหลือเพียงลมหายใจสะอื้น ผู้ใหญ่หลายคนนั่งนิ่งเกินไป นิ่งเหมือนไม่ใช่ความสงบ แต่เป็นอาการของจิตใจที่แตกไปแล้วบางส่วนและยังไม่รู้ว่าจะประกอบตัวเองกลับมาอย่างไร


    กลิ่นในเครื่องบินหนาและหนักเกินกว่าจะเรียกว่าอากาศ มันเป็นส่วนผสมของเหงื่อ ความกลัว เลือดแห้ง พลาสติกไหม้ ยาฆ่าเชื้อราคาถูก และควันไฟที่ติดมากับเสื้อผ้าของผู้คนจากเมืองด้านล่าง กลิ่นพวกนั้นเข้าไปติดอยู่ในลำคอคาเอลจนทุกครั้งที่กลืน น้ำลายก็มีรสเหล็กจาง ๆ เหมือนเขายังยืนอยู่หน้าแนวประตูนั่น ไม่ใช่บนเครื่องบินลำนี้


    เขานั่งชิดผนังโลหะด้านหนึ่ง มือทั้งสองวางนิ่งบนเข่า นิ้วขวายังมีคราบเลือดแห้งติดอยู่ตามซอกเล็บ เลือดแห้งจนกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม ล้างออกได้ไม่หมดแม้เขาจะเช็ดกับผ้าชุ่มน้ำหลายครั้งแล้ว เขาพยายามไม่คิดว่ามันเป็นเลือดของใคร แต่ยิ่งพยายาม ภาพก็ยิ่งชัดขึ้นเหมือนมีใครเปิดหน้าต่างความทรงจำซ้ำ ๆ โดยไม่ถามเขา


    มือที่ยื่นมา


    ใบหน้าที่หันมองเขาจากอีกฝั่งของแนวกั้น


    เสียงตะโกนที่ไม่ได้ขอให้เขาช่วยทุกคน แค่ขออีกไม่กี่วินาที


    อีกไม่กี่วินาทีเท่านั้น


    แต่เขาไม่มีให้


    เขาเป็นคนสั่ง


    เขาเป็นคนสั่งคำว่า “ปิด”


    เขาพูดมันด้วยเสียงที่นิ่งกว่าที่ควรจะเป็น นิ่งพอที่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเชื่อฟังทันที นิ่งพอที่ประตูกลไกตอบสนองโดยไม่ลังเล นิ่งพอที่คนบนเครื่องบินสี่ร้อยกว่าชีวิตรอดมาได้


    และนิ่งพอที่จะทิ้งอีกหลายสิบคนไว้เบื้องหลัง


    เหตุผลนั้นถูกต้อง สมบูรณ์แบบ และไร้ความเมตตา


    นั่นแหละที่ทำให้เขาเกลียดมัน


    “คาเอล”


    เสียงของมิเลียดังขึ้นเบา ๆ ข้างตัว ไม่ดังพอให้คนอื่นสนใจ แต่ชัดพอจะตัดผ่านเสียงเครื่องยนต์กับเสียงคร่ำครวญในห้องโดยสารเข้ามาถึงเขา เสียงนั้นไม่เหมือนตอนก่อนทุกอย่างพัง ไม่ใช่เสียงที่ยื่นมือเข้ามาหาเขาอย่างมั่นคงโดยไม่ลังเลเหมือนเคย มันยังอ่อนโยนอยู่ แต่มีความระวังเจืออยู่มากขึ้น เหมือนเธอกำลังยืนหน้าแก้วที่เริ่มร้าวแล้วไม่แน่ใจว่าควรแตะมันด้วยแรงเท่าไรจึงจะไม่ทำให้แตกทั้งบาน


    คาเอลหันไปมองเธอ


    มิเลียนั่งอยู่ห่างไม่ถึงครึ่งช่วงแขน ใบหน้าเปื้อนฝุ่นและคราบเขม่าจาง ๆ ผมที่เคยรวบเป็นระเบียบหลุดยุ่งลงมาข้างแก้ม มีรอยเลือดแห้งลากจากขมับลงมาเป็นเส้นบาง ๆ แต่ดวงตาของเธอยังเป็นดวงตาคู่เดิมในบางส่วน ยังเป็นดวงตาที่เคยทำให้เขากลับมาเป็นตัวเองได้ในคืนที่ค่าการเชื่อมโยงความจริงพุ่งขึ้นจนเขาแทบฟังเสียงมนุษย์ไม่ออก


    แต่คืนนี้ในดวงตาคู่นั้นมีบางอย่างเพิ่มเข้ามา


    ความกลัว


    ไม่ใช่ความกลัวว่าเขาจะตาย


    แต่เป็นความกลัวที่เลวร้ายกว่านั้น


    กลัวว่าเขาจะรอดกลับมาในแบบที่ไม่ใช่เขาอีกต่อไป


    “นายไม่ได้นอนพักเลยนะ” เธอพูด


    คาเอลก้มมองมือตัวเอง 


    “ฉันนอนไม่หลับ”


    “เป็นเพราะสั่งปิดประตูใช่ไหม”


    คำถามนั้นตรงเกินไป ตรงจนเหมือนเธอเอามือวางลงบนแผลที่เขายังไม่กล้ายอมรับว่ามีอยู่จริง เขาเงียบไปนานพอให้เสียงเครื่องยนต์เติมช่องว่างระหว่างทั้งคู่จนเต็ม


    เครื่องบินสั่นแรงขึ้นอีกครั้ง ผู้โดยสารหลายคนสะดุ้งพร้อมกัน เด็กทารกคนหนึ่งร้องแหลมขึ้นมาจนแม่รีบดึงเข้ากอดแน่น ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่สองแถวถัดไปเริ่มหัวเราะเบา ๆ ทั้งที่ไม่มีอะไรน่าขำ เสียงหัวเราะนั้นแห้ง บาง และขาดเป็นช่วง ๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงสะอื้นเมื่อภรรยาเอื้อมมือไปจับหน้าเขาไว้ด้วยมือสั่น ๆ


    คาเอลเห็นทุกอย่าง


    และสิ่งที่น่ากลัวคือเขาไม่ได้แค่เห็น


    เขาเริ่มจัดหมวดมันในหัวโดยไม่ตั้งใจ


    ผู้โดยสารแถวซ้ายสามคนใกล้หมดสติ เด็กตรงกลางขาดน้ำ คนแก่ด้านหลังมีอาการช็อก ผู้ชายที่หัวเราะมีโอกาสลุกพรวดพราดหากเครื่องตกหลุมอากาศอีกครั้ง ทางออกฉุกเฉินด้านขวาถูกกระเป๋าและกล่องเวชภัณฑ์ขวางไว้ครึ่งหนึ่ง หากเกิดเหตุลงจอดฉุกเฉินต้องให้แจ็กซ์หรือทหารข้างประตูเคลียร์ก่อนสิบวินาทีแรก มิเลียอยู่ในระยะหนึ่งก้าวครึ่งจากเขา หากเครื่องแตก เธอจะกระแทกผนังก่อนถ้าสายรัดหลุด


    ความคิดทั้งหมดไหลเร็ว เฉียบ และเย็นเกินไป


    เหมือนโลกทั้งใบถูกย่อเป็นแผนผัง


    เหมือนมนุษย์ทุกคนถูกเปลี่ยนเป็นตำแหน่ง ความเสี่ยง และอัตรารอด


    คาเอลกำมือแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ


    หยุด


    หยุดคิดแบบนั้น


    [ค่าการเชื่อมโยงความจริง: 41%]


    ข้อความไม่ได้ปรากฏเป็นหน้าต่างชัดเจนตรงหน้า แต่เหมือนสะท้อนขึ้นจากด้านหลังของความคิด เป็นตัวอักษรสีซีดที่หลุดออกมาจากความมืดในหัว เขาหลับตาแรง ๆ ราวกับจะบีบให้มันหายไป


    มิเลียเห็น


    มือของเธอขยับเหมือนจะเอื้อมมาแตะเขาเหมือนทุกครั้งที่เคยทำ แต่คราวนี้มือเธอหยุดอยู่กลางอากาศเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะค่อย ๆ วางกลับลงบนตักตัวเอง


    แค่เสี้ยววินาทีนั้นก็พอ


    พอให้คาเอลรู้สึกเหมือนมีบางอย่างในอกถูกดึงขาดอย่างเงียบงัน


    “ฉันยังอยู่” เขาพูดเบามาก


    มิเลียมองเขานานเกินกว่าจะเป็นการตอบกลับธรรมดา 


    “ฉันรู้”


    แต่เสียงของเธอไม่ได้บอกว่าเธอเชื่อทั้งหมด


    ก่อนที่เขาจะพูดอะไรต่อ เสียงประกาศจากห้องนักบินก็ดังขึ้นผ่านลำโพงเหนือหัว สัญญาณขาด ๆ หาย ๆ ปนเสียงแทรกราวกับมีทรายโลหะถูกกรอกอยู่ในสายไฟ


    “เตรียมลงจอด…เขตคัดแยกผู้รอดชีวิตศูนย์เหนือ…ทุกคนอยู่ในที่นั่ง…ห้ามลุกจากตำแหน่งจนกว่าเจ้าหน้าที่อนุญาต…ย้ำ…เตรียมเข้าสู่กระบวนการคัดแยก…”


    คำว่า “คัดแยก” ทำให้ห้องโดยสารทั้งลำเงียบลงอย่างประหลาด


    ไม่มีใครถามว่าคัดแยกอะไร


    เพราะหลังจากโลกแตก มนุษย์ไม่ได้ถูกแบ่งแค่เป็นคนรอดกับคนตายอีกต่อไปแล้ว


    ยังมีคนที่เปลี่ยนไป


    คนที่ถูกสิ่งจากอีกฝั่งแตะต้อง


    คนที่มีรหัสวิ่งใต้ผิวหนัง


    คนที่เริ่มได้ยินเสียงฝูงในหัว


    คนที่มองเห็นหน้าต่างระบบซ้อนอยู่บนความจริง


    และคนที่ยังดูเหมือนมนุษย์ทุกอย่าง แต่ตัดสินใจได้เย็นเกินมนุษย์


    คาเอลหันหน้าออกไปทางช่องหน้าต่างเล็ก ๆ ข้างผนัง เครื่องบินลดระดับลงผ่านชั้นเมฆสีเทาดำที่หนาเหมือนเถ้าจากเมืองทั้งเมืองถูกกวนให้ลอยอยู่บนฟ้า เมื่อเมฆเปิดออก ภาพเบื้องล่างก็เผยตัวขึ้นอย่างช้า ๆ


    เมืองไม่ได้เป็นเมืองเดิมอีกแล้ว


    ไฟถนนบางเขตดับสนิทจนกลายเป็นหลุมดำขนาดใหญ่กลางผืนแผนที่ บางเขตกลับสว่างเกินจริงด้วยแสงขาวซีดที่ไม่เหมือนไฟฟ้าทั่วไป อาคารบางหลังยืนอยู่ครบแต่หน้าต่างทุกบานเปิดค้างเหมือนตาเปล่าของคนตาย ทางด่วนขาดเป็นช่วง ๆ รถจำนวนมากจอดติดกันยาวเหยียดเหมือนเส้นเลือดของเมืองที่อุดตันและเริ่มเน่าเสีย บางพื้นที่ถูกกองทัพล้อมด้วยม่านพลังงานโปร่งใส บางพื้นที่เหลือเพียงหลุมมืดรูปวงกลมที่กลืนถนน ตึก และความทรงจำของคนทั้งย่านไปครึ่งหนึ่ง


    ไกลออกไป เสาไฟสนามของค่ายอพยพส่องแสงขึ้นฟ้าเป็นแนวขาวยาว ท่ามกลางฝนเถ้าบาง ๆ ที่ตกลงมาอย่างเงียบงัน


    โลกเข้าสู่ยุคใหม่โดยไม่มีพิธีประกาศ


    ไม่มีผู้นำออกมาพูดปลอบ


    ไม่มีธงโบกสะบัด


    ไม่มีเพลงชาติ


    มีเพียงแนวรั้วเหล็ก สนามบินทหารชั่วคราว แถวผู้รอดชีวิตที่ยาวสุดสายตา และป้ายไฟขนาดใหญ่หน้าประตูค่ายซึ่งกะพริบคำเดิมซ้ำไปซ้ำมาเป็นภาษาไทยตัวใหญ่สีขาว


    เขตคัดแยก A


    เขตคัดแยก B


    ต้องตรวจค่าการซิงก์ทุกคน ไม่มีข้อยกเว้น


    “อย่างน้อยเขาก็มีระบบคิว” เขาพยักหน้าเบา ๆ


    “อารยธรรมยังไม่ตายสินะ”


    เครื่องบินแตะพื้นด้วยแรงกระแทกหนักจนหลายคนร้องออกมา เด็กคนหนึ่งอาเจียนลงบนพื้นเหล็ก แม่ของเขารีบยกมือไหว้ขอโทษคนรอบข้างทั้งน้ำตา ทั้งที่ไม่มีใครมีพลังเหลือพอสนใจเรื่องสกปรกอีกแล้ว เสียงล้อบดรันเวย์ดังสนั่นสะท้อนในกระดูก ฟันของคาเอลกระทบกันเบา ๆ เขากดส้นเท้าลงกับพื้น รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนผ่านรองเท้า ขึ้นมาตามขา แล้วหยุดที่หน้าอก


    ประตูท้ายลำเลียงค่อย ๆ เปิดออก


    แสงขาวจากภายนอกทะลักเข้ามาเหมือนแสงในห้องผ่าตัด


    พร้อมกลิ่นฝน เถ้า ยาฆ่าเชื้อ น้ำมันเครื่อง เลือด และความหวาดกลัวของคนจำนวนมหาศาล


    ทหารในชุดเกราะสีเทายืนรออยู่ด้านล่าง ปืนประทับต่ำแต่พร้อมยกขึ้นในเสี้ยววินาที หน้ากากกรองอากาศปิดครึ่งหน้า ทำให้พวกเขาดูไม่เหมือนมนุษย์มากนักในสายตาของผู้ที่เพิ่งหนีมาจากนรก บางคนสะดุ้งเมื่อเห็นปืน บางคนยกมือขึ้นทั้งที่ไม่มีใครสั่ง บางคนร้องเรียกหาญาติซึ่งไม่ได้อยู่บนเครื่องลำนี้อีกแล้ว


    “ออกจากเครื่องทีละแถว!” ทหารคนหนึ่งตะโกน 


    “ห้ามวิ่ง! ห้ามแยกกลุ่ม! ใครมีอาการผิดปกติ แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที!”


    คาเอลลุกขึ้นเป็นคนสุดท้ายโดยสัญชาตญาณ เขาไม่รู้ว่าทำไมต้องเป็นคนสุดท้าย บางทีเพราะในหัวเขายังคิดว่าถ้าเกิดอะไรขึ้น เขาควรอยู่ด้านหลังเพื่อกันคนอื่นออกไปก่อน หรือบางทีเพราะเขากลัวว่าถ้าตัวเองเดินนำ เขาจะกลายเป็นคนสั่งปิดประตูอีกครั้ง


    มิเลียลุกตาม


    เธอเว้นระยะห่างจากเขาครึ่งก้าว


    แค่ครึ่งก้าวเท่านั้น


    แต่คาเอลรู้สึกเหมือนมีโลกทั้งใบแทรกอยู่ตรงกลาง


    เมื่อเท้าแตะพื้นรันเวย์ ความเย็นของคอนกรีตเปียกฝนซึมผ่านพื้นรองเท้าขึ้นมา อากาศกลางคืนเย็นกว่าที่ควร เย็นแบบไม่ใช่ฤดู ไม่ใช่ลมธรรมชาติ แต่มีกลิ่นของเครื่องจักรและโอโซนแทรกอยู่เหมือนโลกถูกต่อเข้ากับระบบไฟฟ้าขนาดยักษ์ แสงสปอตไลต์กวาดผ่านฝูงชนไม่หยุดจนทุกใบหน้ากลายเป็นภาพตัดสลับระหว่างสว่างจ้าและมืดสนิท โดรนตรวจจับลอยวนเหนือหัว ส่งเสียงหึ่งต่ำเหมือนแมลงโลหะที่ไม่มีวันเหนื่อย


    ค่ายอพยพไม่ได้เหมือนสถานที่ช่วยเหลือ


    มันเหมือนโรงงานคัดสิ่งมีชีวิต


    แผงเหล็กสูงถูกตั้งเรียงเป็นทางเดินบังคับ ผู้รอดชีวิตจากเครื่องลำต่าง ๆ ถูกผลักเข้าสู่แถวแยกกันด้วยป้ายสีขนาดใหญ่


    สีเขียว ผู้ไม่มีอาการผิดปกติ


    สีเหลือง ผู้บาดเจ็บหรือมีความเสี่ยงต่ำ


    สีแดง ผู้มีสัญญาณติดเชื้อหรือค่าซิงก์ไม่เสถียร


    สีดำ ไม่มีคำอธิบาย


    ไม่มีใครอยากรู้ว่ามันหมายถึงอะไร


    ตรงหน้าแถวสีเหลือง ชายชราคนหนึ่งล้มลงกับพื้น เขาไม่ได้ร้อง ไม่ได้ชัก เพียงหมดแรงหลังจากยืนรอมานานเกินไป ภรรยาของเขาพยายามพยุงขึ้น แต่ทันทีที่ปลายนิ้วของชายคนนั้นกระตุกและมีเส้นแสงสีขาววิ่งใต้ผิวเพียงแวบเดียว เจ้าหน้าที่สองคนก็พุ่งเข้ามาจับแขนเขาทันที


    “ผมไม่เป็นไร!” ชายชราร้อง เสียงแตกพร่า 


    “ผมแค่เหนื่อย ผมไม่ได้เป็นอะไร!”


    ภรรยาของเขาคุกเข่าลงจับชายเสื้อทหาร 


    “ขอร้อง เขาแค่เหนื่อย เขาป่วยเป็นเบาหวาน เขาแค่…”


    ไม่มีใครตอบคำอ้อนวอนนั้น


    ชายชราถูกลากไปทางสายสีแดง


    ภรรยาพยายามตาม แต่ถูกกันไว้ เธอร้องเรียกชื่อเขาด้วยเสียงที่ค่อย ๆ ขาดออกเป็นชิ้น ๆ กลางลานคอนกรีต เสียงนั้นถูกกลืนด้วยเสียงประกาศ เสียงฝนเถ้า เสียงโดรน และเสียงของผู้คนอีกนับพันที่กำลังสูญเสียใครบางคนในรูปแบบของตัวเอง


    คาเอลมองภาพนั้นแล้วบางอย่างในหัวเริ่มจัดลำดับความเสี่ยงอีกครั้ง


    ถ้าคนในแถวแตกตื่น แนวกั้นด้านซ้ายจะพังภายในยี่สิบวินาที ถ้าทหารใช้อาวุธก่อน ฝูงชนจะกระจายไร้ทิศทาง ถ้ามีผู้ติดเชื้อหนึ่งคนหลุดเข้าเขตสีเขียว…


    เขากัดฟันจนกรามเจ็บ


    หยุด


    หยุดคิดแบบนั้น


    มิเลียหันมามองเขา 


    “คาเอล”


    เขาสูดหายใจเข้าช้า ๆ พยายามเอากลิ่นฝนและยาฆ่าเชื้อกลบเสียงประตูในหัว 


    “ไม่ต้องกังวล ฉันโอเคดี”


    “นายพูดคำนี้บ่อยขึ้นทุกครั้งที่นายไม่โอเค”


    เขาไม่มีคำตอบให้เธอ


    จากอีกด้านของลาน แจ็กซ์เดินลงจากลำเลียงอีกลำพร้อมโวร่าและนิกซ์ แจ็กซ์ยังสะพายกระเป๋าเครื่องมือที่เกือบพังยับติดตัวมาเหมือนมันเป็นอวัยวะสำคัญของชีวิต สีหน้าของเขาซีดแต่ยังพยายามมองซ้ายขวาแบบคนที่ถ้าหยุดพูดในหัวตัวเองจะร้องไห้ทันที โวร่าเดินเงียบในเสื้อผ้าเปื้อนเลือดและฝุ่น ท่าทางนิ่งเกินคนที่ผ่านนรกมาทั้งคืน แผลที่แก้มเธอแห้งแล้ว แต่ดวงตายังคมเหมือนมีดที่ยังไม่ถูกเก็บเข้าฝัก


    นิกซ์เดินอยู่หลังสุด


    ผ้าพันแผลชั่วคราวคลุมแขนขวาไว้ แต่ซ่อนสิ่งที่อยู่ใต้ผิวไม่ได้ทั้งหมด รูปร่างของแขนข้างนั้นผิดธรรมชาติเล็กน้อยช่วงปลายท่อนแขน เหมือนกล้ามเนื้อและกระดูกกำลังจัดวางตัวเองใหม่อย่างลังเล เขาเดินก้มหน้าต่ำ ข้างกายมีทหารสองคนจับตามองใกล้เกินจำเป็น ปลายปืนของพวกเขาไม่ได้เล็งตรง แต่มันอยู่ในมุมที่หากนิกซ์กระตุกแรงกว่านี้นิดเดียว กระสุนจะถึงตัวเขาก่อนใครพูดจบ


    คาเอลขยับทันที


    มิเลียคว้าข้อมือเขาไว้ 


    “อย่าไป”


    “พวกเขาจะพานิกซ์ไปสายแดง”


    “ถ้านายพุ่งเข้าไปตอนนี้ พวกเขาจะมองนายเป็นภัยคุกคาม”


    “แต่เขาเป็นเพื่อนฉัน”


    “ฉันรู้” เสียงมิเลียเบาลง แต่แรงจับที่ข้อมือเขาแน่นขึ้น 


    “แต่ตอนนี้ทุกคนกำลังกลัวทุกอย่าง รวมถึงตัวนายด้วย”


    คำสุดท้ายนั้นทำให้เขาหยุด


    มิเลียเองก็เหมือนเพิ่งรู้ว่าพูดออกไปแล้ว เธอเม้มปากแน่น ดวงตาสั่นไหว แต่ไม่หลบสายตาเขา คาเอลมองมือของเธอที่จับข้อมือตัวเอง เห็นนิ้วเธอสั่นเล็กน้อย เห็นคราบเลือดแห้งใต้เล็บเธอเช่นกัน และรู้ว่าเธอเองก็ยังอยู่ในนรกของตัวเองไม่ต่างกัน


    เขาค่อย ๆ ดึงมือตัวเองออก ไม่แรง ไม่กระชาก แค่ดึงออกเบา ๆ


    แต่มันทำให้สีหน้าเธอเจ็บเหมือนถูกปฏิเสธ


    “ฉันจะไม่ให้พวกเขาลากนิกซ์ไปเหมือนสัตว์ทดลอง” เขาพูด


    “แล้วนายจะทำยังไง”


    เขาหันไปมองแถวคัดแยก เสียงประตูดังในหัวอีกครั้ง


    ปัง


    “ฉันยังไม่รู้”


    และนั่นคือคำตอบที่เป็นมนุษย์ที่สุดที่เขายังเหลืออยู่ในตอนนี้


    ปลายแถวด้านหน้า เจ้าหน้าที่สแกนม่านตาผู้รอดชีวิตทีละคน เครื่องตรวจจับรูปทรงเหมือนกรอบโลหะสูงส่งแสงสีฟ้าผ่านร่างกายจากศีรษะจรดเท้า แล้วแสดงผลทันทีบนจอโปร่งใส บางคนผ่านเป็นสีเขียว บางคนถูกส่งไปสีเหลือง บางคนเพียงก้าวเข้าไป เครื่องก็กรีดเสียงเตือนสีแดงจนทหารยกปืนขึ้นพร้อมกัน


    เด็กหญิงคนหนึ่งอายุประมาณสิบขวบถูกเครื่องเตือน


    เสียงสัญญาณดังแหลมยาวจนผู้คนรอบข้างสะดุ้งถอยห่างราวกับเด็กคนนั้นกลายเป็นระเบิด


    แม่ของเธอกรีดร้อง 


    “ได้โปรดเถอะ… เธอแค่มีไข้! เธอแค่กลัว! อย่าจับลูกฉัน!”


    เด็กหญิงร้องไห้ ยกมือเล็ก ๆ ขึ้นปิดหน้า ไหล่สั่นจนเสื้อผ้าเปียกฝนขยับตามจังหวะสะอื้น


    ใต้ผิวแก้มของเธอมีเส้นรหัสสีขาววิ่งผ่านเพียงครู่เดียว


    สั้นมาก


    แต่ทุกคนเห็น


    ทหารเงียบลง


    แม่ของเด็กกอดลูกแน่นขึ้น 


    “ไม่นะ อย่าพาเธอไป ได้โปรด เธอยังเป็นลูกฉัน เธอยังเป็นลูกฉันอยู่!”


    ไม่มีใครกล้าขยับ


    ไม่ใช่เพราะเห็นใจอย่างเดียว แต่เพราะทุกคนกลัวว่าถ้าภาพนี้จบลงด้วยกระสุน คนต่อไปอาจเป็นตัวเองหรือลูกของตัวเอง


    คาเอลรู้สึกหน้าต่างระบบพยายามเปิดขึ้นในหัว


    [สถานการณ์เสี่ยงจลาจล]


    [ทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูงสุด—]


    เขาปิดมันด้วยเจตจำนงแข็งกร้าวเหมือนเอามือกระแทกประตูใส่หน้าใครบางคน


    ไม่


    ไม่ใช่ตอนนี้


    ไม่ใช่กับเด็กคนนั้น


    เขาก้าวออกจากแถว


    “คาเอล!” มิเลียเรียกเสียงต่ำ แต่สายเกินไป


    ทหารสองคนหันปืนมาทันที 


    “กลับเข้าแถว!”


    คาเอลยกมือขึ้นช้า ๆ ให้เห็นว่าไม่ได้ถืออาวุธ 


    “ผมไม่ได้จะฝ่าแนว”


    “กลับเข้าแถว!”


    เสียงดังขึ้น ผู้คนหันมามอง โดรนเหนือหัวลดระดับลง แสงสแกนสีแดงแตะหน้าอกเขาเป็นจุดเล็ก ๆ สามจุด มิเลียเดินตามมาอีกครึ่งก้าวแล้วหยุด เธอไม่ได้ดึงเขากลับ แต่ระยะห่างระหว่างพวกเขากลับชัดขึ้นกว่าเดิมในแสงสปอตไลต์สีซีด


    คาเอลมองเด็กหญิงคนนั้น ไม่มองปืน ไม่มองโดรน ไม่มองเจ้าหน้าที่


    “ให้แม่จับมือเธอไว้ตอนสแกนซ้ำ” เขาพูด


    เจ้าหน้าที่คนนั้นขมวดคิ้ว 


    “นายว่าอะไรนะ”


    “ตอนเธอกลัว ค่าสถานะเธอกระโดด” คาเอลพูดช้า ๆ พยายามให้เสียงตัวเองไม่เย็นเกินไป 


    “คุณเห็นเส้นรหัสบนแก้มไหม มันไม่ลาม มันตอบสนองต่อความตื่นตระหนก ถ้าคุณแยกเธอจากแม่ตอนนี้ ค่าเธอจะพุ่งกว่าเดิม แล้วเครื่องจะตัดสินว่าเป็นภัยถาวร”


    ทุกคนเงียบ


    คาเอลเองก็เงียบไปเสี้ยวหนึ่งหลังพูดจบ


    เขารู้ได้ยังไง


    คำตอบเย็นจัดอยู่หลังความคิด


    เพราะระบบรู้


    เจ้าหน้าที่มองเขาเหมือนเห็นบางสิ่งที่ไม่ควรยืนอยู่ในแถวผู้รอดชีวิตธรรมดา 


    “นายเป็นใคร”


    ก่อนคาเอลจะตอบ เสียงผู้ชายคนหนึ่งดังมาจากด้านหลังแนวทหาร


    “ทำตามที่เขาพูด”


    นายทหารวัยกลางคนในเครื่องแบบสนามสีเข้มเดินเข้ามา ท่าทางเหนื่อยล้าแต่ยังแข็งกร้าว ดวงตาคมกวาดผ่านคาเอลเพียงเสี้ยวเดียวก่อนหยุดที่มิเลีย


    มิเลียตัวแข็งขึ้นทันที


    “พ่อ…”


    นายพลเมมฟิสไม่แสดงความอ่อนโยนต่อหน้าทหารและผู้รอดชีวิตนับร้อย แต่คาเอลเห็นชัดว่าบางอย่างในแววตาเขากระตุกเมื่อเห็นลูกสาวยังยืนอยู่ตรงนั้น ยังหายใจ ยังมีเลือดจริงบนใบหน้า ไม่ใช่ชื่อบนรายงานสูญหาย


    จากนั้นความรู้สึกนั้นก็ถูกเก็บกลับเข้าใต้เครื่องแบบในเวลาไม่ถึงวินาที


    “ให้เด็กสแกนซ้ำ พร้อมผู้ปกครอง” นายพลเมมฟิสสั่ง


    “แต่ท่านครับ—”


    “นี่เป็นคำสั่ง”


    แม่ของเด็กหญิงถูกอนุญาตให้จับมือลูกอีกครั้ง เธอกอดเด็กไว้แน่นเหมือนกลัวว่าโลกจะขโมยลมหายใจถัดไปของลูกไปด้วย เครื่องสแกนส่งแสงผ่านร่างทั้งคู่ เสียงเตือนดังขึ้นหนึ่งครั้งแล้วลดระดับลงจากแหลมบาดหูเป็นเสียงต่ำสั้น ๆ


    สีเหลือง


    ไม่ใช่สีแดง


    เด็กถูกส่งไปโซนสังเกตอาการ ไม่ใช่กักกันฉุกเฉิน


    แม่ของเธอทรุดลงร้องไห้กับพื้น ก้มหน้าซบเส้นผมเปียกฝนของลูกสาว ไม่หยุดพูดคำว่า “ขอบคุณ” ทั้งที่ไม่รู้ควรขอบคุณใคร


    ฝูงชนเริ่มหายใจอีกครั้ง


    แต่สายตาทั้งหมดหันกลับมาที่คาเอล


    รวมถึงสายตาของมิเลีย


    ไม่ใช่แค่โล่งใจ


    ไม่ใช่แค่ขอบคุณ


    แต่มีคำถามที่เจ็บปวดกว่าเดิม


    นายรู้ได้ยังไง


    นายเห็นอะไรที่เราไม่เห็นอีกแล้ว


    นายกำลังกลายเป็นอะไรกันแน่


    นายพลเมมฟิสเดินเข้ามาหาเขา หยุดห่างเพียงสองก้าว พื้นคอนกรีตเปียกใต้รองเท้าทหารสะท้อนแสงสปอตไลต์เป็นประกายแข็งเย็น


    “บอกชื่อ”


    “คาเอล เวย์รอน”


    ชื่อที่เหมือนเพิ่งถูกโลกใหม่เขียนทับลงบนตัวเขาหลังจากประตูบานนั้นปิด


    ดวงตาของนายพลนิ่งลง 


    “นายมากับลูกสาวฉัน”


    “ใช่”


    “นายเป็นคนสั่งปิดประตูท้ายลำเลียงหมายเลขบีเจ็ด ใช่ไหม”


    อากาศรอบตัวคาเอลหายไปชั่วขณะ


    เสียงนั้นกลับมา


    ครืด


    ปัง


    มิเลียหันมองพ่อทันที 


    “พ่อ…”


    นายพลเมมฟิสไม่ละสายตาจากคาเอล 


    “ใช่ไหม”


    คาเอลรู้ว่ามีคำตอบมากมายที่ใช้ป้องกันตัวได้ เขาอาจพูดว่าจำเป็น เขาอาจพูดว่าถ้าไม่ทำทุกคนจะตาย เขาอาจพูดว่าทหารเองก็ทำแบบนั้นในสนามรบทุกวัน เขาอาจพูดว่าเขาไม่มีเวลา เขาอาจพูดว่าเขายังได้ยินเสียงพวกเขาอยู่ทุกวินาที


    แต่เขาเห็นมือพวกนั้นอีกครั้ง


    มือที่ยื่นเข้ามาก่อนประตูปิด


    เขาจึงตอบเพียงคำเดียว


    “ใช่”


    มิเลียหลับตาลงเหมือนคำตอบนั้นกระแทกเธอซ้ำ แม้เธอรู้อยู่แล้ว


    นายพลเมมฟิสมองเขานานมาก 


    “มีคนรอดเพราะคำสั่งนั้นสี่ร้อยยี่สิบสามคน”


    คาเอลไม่รู้สึกดีขึ้น


    นายพลพูดต่อ 


    “และมีคนถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างน้อยเจ็ดสิบหกคน”


    ตัวเลขแทงลึกกว่าคำด่า


    เพราะมันชัดเกินไป


    เพราะมันทำให้ผีมีจำนวน มีน้ำหนัก มีที่อยู่ในประวัติการอพยพของคืนนั้น


    คาเอลพยักหน้าเบา ๆ 


    “ครับ ผมรู้”


    “ไม่ เธอยังไม่รู้” นายพลเมมฟิสกล่าวเสียงต่ำ 


    “ยังไม่รู้ทั้งหมด แต่เดี๋ยวจะรู้ เพราะตั้งแต่นี้ไป ทุกการตัดสินใจในยุครอยแยกจะมีคนรอดและคนถูกทิ้งไว้เสมอ”


    ฝนเถ้าตกลงระหว่างพวกเขาอย่างเงียบงัน เกาะบนไหล่เสื้อ เกาะบนผม เกาะบนเลือดแห้งจนทุกคนดูเหมือนรูปปั้นที่เพิ่งถูกขุดขึ้นมาจากซากเมือง


    “คำถามคือ” นายพลเมมฟิสกล่าว 


    “เธอยังรู้สึกอะไรกับคนที่ถูกทิ้งไว้หรือเปล่า”


    คาเอลเงียบ


    มิเลียมองเขาเหมือนรอคำตอบนั้นด้วยชีวิตของเธอเอง


    และเป็นครั้งแรกตั้งแต่ประตูปิด คาเอลรู้สึกว่าถ้าตอบผิด เขาอาจไม่ตาย แต่บางอย่างในตัวเขาจะไม่กลับมาอีก


    เขาก้มมองมือที่มีคราบเลือดของตัวเอง


    เสียงเครื่องยนต์จากลำเลียงอีกลำคำรามอยู่ไกล ๆ เสียงคนเรียกชื่อญาติ เสียงเด็กไอ เสียงโดรนลอยผ่านเหนือหัว เสียงทุกอย่างปะปนกันเหมือนโลกทั้งใบพูดพร้อมกันจนไม่มีใครฟังใครออก


    แต่เสียงประตูยังชัดที่สุด


    “ผมยังได้ยินเสียงพวกเขาอยู่” เขาพูด


    เสียงของตัวเองแหบกว่าที่คิด 


    “ถ้าวันไหนผมไม่ได้ยินแล้ว…ช่วยยิงผมก่อนที่ผมจะเริ่มคิดว่ามันคุ้ม”


    ไม่มีใครพูด


    แต่ครึ่งก้าวระหว่างเขากับมิเลียหดลงเล็กน้อย


    เธอไม่ได้แตะเขา


    ยังไม่


    แต่มือของเธอไม่ถอยอีกแล้ว


    นายพลเมมฟิสหันไปสั่งทหาร 


    “พากลุ่มนี้ไปห้องคัดแยกแยกพิเศษ”


    แจ็กซ์ที่เพิ่งเดินมาถึงพร้อมโวร่าและนิกซ์ชะงักทันที 


    “แยกพิเศษฟังดูไม่ดีเลยนะ ผมขอแค่พิเศษแบบมีน้ำร้อนกับผ้าห่มได้ไหม ไม่ใช่พิเศษแบบห้องผ่าตัดใต้ดิน”


    โวร่าตอบเรียบ 


    “ไม่มีอะไรในคืนนี้ฟังดูดี”


    นิกซ์ก้มหน้าต่ำกว่าเดิมเมื่อทหารหลายคนมองแขนเขา


    คาเอลขยับไปยืนข้างนิกซ์ทันที 


    “ให้เขาไปกับพวกผม”


    ทหารคนหนึ่งทำท่าจะปฏิเสธ แต่นายพลเมมฟิสยกมือห้าม


    นายพลมองนิกซ์ มองรอยเกล็ดสีคล้ำที่โผล่พ้นผ้าพันแผล แล้วมองคาเอล


    “ถ้าเขาหลุด เธอรับผิดชอบ?”


    นิกซ์สะดุ้งกับคำว่า “หลุด” เหมือนคำนั้นไม่ใช่คำเรียกอาการ แต่เป็นคำพิพากษาว่าเขาไม่ใช่คนอีกแล้ว


    คาเอลตอบโดยไม่ลังเล 


    “ครับ ผมรับผิดชอบเอง”


    มิเลียหันมองเขา ความกลัวในดวงตาเธอกลับมาอีกครั้ง


    เพราะคำตอบนั้นไม่ใช่แค่การปกป้องเพื่อน


    มันคือคาเอลที่พร้อมแบกระเบิดไว้ในมือ เพราะเชื่อว่าตัวเองจะตัดสินใจได้ทันเสมอ


    และเธอกลัวว่าวันหนึ่งเขาจะตัดสินใจถูกทุกอย่าง ยกเว้นการเป็นมนุษย์


    กลุ่มของพวกเขาถูกนำผ่านแนวกั้นสีขาวเข้าสู่อาคารตรวจคัดแยกภายใน ละอองฆ่าเชื้อเย็นจัดพ่นลงมาจากหัวฉีดเหนือทางเดิน กลิ่นแอลกอฮอล์และสารเคมีแรงจนแสบจมูก ผิวของคาเอลเย็นวาบ เสื้อผ้าเปียกชื้นขึ้นอีกชั้น เขาได้ยินแจ็กซ์ไอแรง ๆ ด้านหลัง และได้ยินนิกซ์สูดหายใจสะดุดเหมือนกลิ่นนั้นทำให้บางอย่างใต้ผิวเขากระตุก


    “ใจเย็น” คาเอลพูดโดยไม่หัน


    นิกซ์ตอบเสียงเบามาก 


    “ผมพยายามอยู่”


    ทางเดินด้านในอาคารสว่างด้วยไฟสีขาวไร้เงา พื้นสะอาดเกินไปจนรองเท้าเปื้อนเลือดและโคลนของผู้รอดชีวิตดูเหมือนความผิดที่ไม่ควรอยู่ตรงนั้น กล้องนับสิบตัวหมุนตามทุกการเคลื่อนไหว บนผนังมีกระจกด้านเดียวซึ่งคาเอลรู้สึกได้ว่ามีคนกำลังมองอยู่หลังนั้น ไม่ใช่คนเดียว หลายคน อาจเป็นแพทย์ ทหาร นักวิจัย หรือใครก็ตามที่ได้รับสิทธิ์เฝ้าดูมนุษย์ถูกแบ่งประเภทในคืนที่โลกพัง


    ห้องคัดแยกพิเศษไม่เหมือนห้องพยาบาล


    มันเหมือนศาล


    พื้นสีขาว โต๊ะตรวจเรียงเป็นแนว เครื่องสแกนทรงโค้งตั้งกลางห้องเหมือนซุ้มประตูของวิหารไร้เทพเจ้า และบนผนังด้านในสุดมีประตูเหล็กสี่บาน แต่ละบานมีไฟสีต่างกันด้านบน


    เขียว


    เหลือง


    แดง


    ดำ


    ไม่มีใครอธิบาย


    เพราะบางครั้งระบบที่โหดร้ายที่สุดไม่จำเป็นต้องอธิบายตัวเอง


    แค่เปิดประตูไว้ แล้วปล่อยให้มนุษย์จินตนาการต่อเองก็พอ


    เจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมแท็บเล็ต ผมรวบตึง ใบหน้าใต้หน้ากากใสอิดโรยจนเห็นรอยคล้ำใต้ตา แต่เสียงของเธอฝึกมาให้เรียบเกินเหนื่อย


    “เริ่มตรวจทีละคน ถอดอาวุธ วางของส่วนตัวทั้งหมดบนถาด ห้ามปิดบังอาการ ห้ามโกหกประวัติการสัมผัสสิ่งมีชีวิตผิดปกติ ห้ามฝืนค่าตรวจของเครื่อง หากมีอาการเจ็บ แสบ ร้อนใต้ผิว ได้ยินเสียง หรือเห็นข้อความที่ผู้อื่นไม่เห็น ให้แจ้งทันที”


    แจ็กซ์หัวเราะแห้ง 


    “ถ้าให้เล่าทั้งหมด ผมขอกาแฟก่อน แล้วก็เก้าอี้สักตัว เพราะรายการมันยาวมาก”


    ไม่มีใครหัวเราะกับเขา


    โวร่าเป็นคนแรกที่ก้าวเข้าเครื่องสแกน เธอถอดมีดพลังงานที่ดับแล้ววางลงบนถาดโดยไม่แสดงสีหน้า ร่างของเธออยู่กลางแสงสีฟ้าที่ไหลผ่านจากศีรษะลงสู่ปลายเท้า เครื่องส่งเสียงต่ำต่อเนื่อง แสงเปลี่ยนเป็นสีเหลืองชั่วครู่เพราะบาดแผลและสารตกค้างจากสิ่งมีชีวิตผิดปกติ แต่ไม่มีสัญญาณค่าซิงก์พุ่งรุนแรง เจ้าหน้าที่ทำเครื่องหมายบนแท็บเล็ตแล้วชี้ไปยังโซนพักด้านข้าง


    โวร่าเดินออกมาอย่างเงียบงัน ผ่านคาเอลไปโดยไม่พูดอะไร แต่สายตาเธอแวบหนึ่งบอกชัดว่าเธอยังจับทุกอย่างในห้องไว้ในหัว ทั้งตำแหน่งทหาร กล้อง ประตู และมุมที่ปืนหันมาได้ช้าที่สุด


    แจ็กซ์เป็นคนถัดไป เขาวางกระเป๋าเครื่องมือลงบนถาดด้วยสีหน้าเหมือนส่งลูกแท้ ๆ เข้าห้องผ่าตัด 


    “เอ่อ รบกวนเบามือนะ ในนั้นมีของที่ช่วยชีวิตพวกคุณมากกว่าคำสั่งบางคำอีก”


    เจ้าหน้าที่ไม่สนใจ เขาก้าวเข้าเครื่อง แสงสแกนไหลผ่านร่าง ผมชื้นของเขาแห้งเป็นหย่อม ๆ ใต้ลมเย็นจากเครื่อง ค่าขึ้นสีเขียวปนเหลืองจากบาดแผลและความเครียดสูง


    แจ็กซ์ยกมือสองข้าง 


    “เห็นไหม ผมยังเป็นมนุษย์คุณภาพต่ำแต่ปกติอยู่”


    เจ้าหน้าที่ชี้ให้เขาออกไปโดยไม่แม้แต่เงยหน้า


    นิกซ์เป็นคนที่สาม


    เขาไม่ขยับทันที


    ห้องทั้งห้องเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด ทหารสองคนด้านซ้ายขยับนิ้วเข้าใกล้ไกปืน เจ้าหน้าที่หญิงหยุดหายใจสั้น ๆ ก่อนฝืนสีหน้าเรียบต่อ โวร่าหันมองนิกซ์นิ่ง ๆ แจ็กซ์ทำท่าจะพูดอะไรแต่กลืนกลับไป


    คาเอลเดินไปหยุดข้างเขา 


    “ฉันอยู่ตรงนี้”


    นิกซ์หันมามอง เขาพยายามยิ้ม แต่ริมฝีปากสั่นเกินกว่าจะเป็นรอยยิ้ม 


    “ถ้าเครื่องมันบอกว่าผมไม่ใช่คนล่ะ”


    คาเอลตอบทันที 


    “เครื่องไม่ใช่คนตัดสินเรื่องนั้น”


    นิกซ์มองเขาเหมือนอยากเชื่อคำพูดนั้นมากจนกลัวว่าถ้าเชื่อแล้วมันพัง เขาจะไม่มีอะไรเหลือยึดอีก


    “เดินเข้าไป” คาเอลพูดเบาลง 


    “มองฉันไว้ก็ได้ ถ้ามันดังขึ้น นายอย่าฟังเครื่อง ฟังฉัน”


    นิกซ์พยักหน้าช้า ๆ แล้วก้าวเข้าเครื่องสแกน


    แสงสีฟ้าแตะผิวเขาเพียงครึ่งวินาที เครื่องก็กรีดเสียงเตือนสีแดงดังแหลมจนหลายคนสะดุ้ง ทหารสองคนยกปืนขึ้นทันที ไฟสีแดงกะพริบทั่วห้องเหมือนหัวใจของสถานที่นี้กำลังเต้นผิดจังหวะ


    “ลดอาวุธ” คาเอลพูดทันที


    ไม่มีใครลด


    นิกซ์ยืนนิ่งในเครื่องสแกน น้ำตาคลอโดยไม่รู้ตัว 


    “ผมยังอยู่…ผมยังอยู่…”


    แขนขวาใต้ผ้าพันแผลกระตุกแรง ผ้าฉีกออกเล็กน้อย เผยเกล็ดสีดำชื้นวาวใต้แสงไฟขาว เกล็ดพวกนั้นขยับเหมือนตอบสนองต่อเสียงเตือน ไม่ใช่เพราะนิกซ์สั่ง แต่เพราะอะไรบางอย่างในตัวเขาไม่ชอบถูกตรวจจับ


    ทหารปลดเซฟตี้


    เสียงคลิกเล็ก ๆ นั้นดังพอจะทำให้มิเลียสะดุ้ง


    คาเอลก้าวไปขวางเส้นยิง


    “คาเอล!” มิเลียร้อง


    เสียงระบบในหัวเขากระซิบด้วยความเย็น


    [ทางเลือกแนะนำ: ถอยออกจากแนวปะทะ]

    [เป้าหมายมีความเสี่ยงสูง]

    [อัตรารอดของกลุ่มลดลงหากปกป้องต่อ]


    คาเอลจ้องข้อความที่ไม่มีใครเห็น


    แล้วตอบมันในใจอย่างช้า ๆ


    หุบปาก


    หน้าต่างกระตุกเหมือนโดนตัดสัญญาณ


    ห้องทั้งห้องเงียบลงยิ่งกว่าเดิม


    หลังผนังกระจกด้านเดียว นายพลเมมฟิสหรือใครบางคนกำลังมองอยู่ คาเอลไม่เห็นหน้า แต่รู้ว่าเขาถูกประเมิน ไม่ใช่แค่ค่าซิงก์ ไม่ใช่แค่ความสามารถ แต่เป็นวิธีที่เขาเลือกในวินาทีที่เหตุผลสั่งให้ถอยและหัวใจสั่งให้อยู่


    มิเลียเดินมาข้างเขา


    เธอกลัว เขารู้ เธอกลัวจริง ๆ จนลมหายใจสั้นกว่าเดิม แต่เธอก็ยังเดินมา และหยุดอยู่ตรงเส้นยิงเดียวกัน


    มือของเธอแตะหลังมือเขาเบา ๆ


    แค่ปลายนิ้ว


    แต่โลกในหัวคาเอลที่เต็มไปด้วยตัวเลขหยุดสั่นไปชั่วขณะ


    ความเย็นที่แผ่จากระบบถอยออกไปเหมือนน้ำทะเลลดระดับ เสียงเครื่องเตือนยังดังอยู่ แต่ไกลขึ้น เสียงประตูยังอยู่ แต่เบาลงเล็กน้อย กลิ่นยาฆ่าเชื้อยังแสบจมูก แต่เขาเริ่มได้กลิ่นฝุ่นบนเสื้อของมิเลีย กลิ่นเลือดแห้ง และความอุ่นจริงจากมือคนจริง


    [ค่าการเชื่อมโยงความจริง: 40%]


    ลดลงหนึ่ง


    เล็กน้อยจนแทบไม่มีความหมายในเชิงกลยุทธ์


    แต่มากพอให้คาเอลรู้สึกเจ็บคอเหมือนกำลังจะร้องไห้


    มิเลียกระซิบโดยไม่มองหน้าเขา 


    “นี่นาย อย่าทำให้ฉันกลัวนายมากกว่านี้สิ”


    คาเอลไม่หันไปมองเธอ เพราะถ้าหัน เขาอาจแตกตรงนั้น


    “ฉันพยายามอยู่”


    นิกซ์สะอื้นเบา ๆ ในเครื่องสแกน


    เครื่องเตือนยังดัง


    เจ้าหน้าที่หญิงมองผลบนแท็บเล็ต ใบหน้าเธอซีดลงแม้ใต้แสงขาว 


    “เขาไม่ใช่เขียว ไม่ใช่เหลือง ไม่ใช่แดงปกติ…ระบบจัดหมวดไม่ได้”


    ไฟเหนือประตูสีดำสว่างขึ้น


    ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน


    ประตูนั้นเปิดออกช้า ๆ เผยทางเดินมืดด้านใน มืดเกินไปสำหรับอาคารที่ควรเต็มไปด้วยไฟฉุกเฉิน มืดเหมือนแสงเองไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยว ไม่มีเสียงประกาศ ไม่มีคำสั่ง ไม่มีเจ้าหน้าที่เดินออกมารับ มีเพียงอากาศเย็นจากด้านในที่ไหลออกมาสัมผัสผิวเหมือนลมหายใจของห้องขัง


    แจ็กซ์จ้องประตูสีดำอยู่พักใหญ่ ก่อนยกมือขึ้นช้า ๆ เหมือนจะขอถามคำถามในห้องเรียน


    “โอเค” เขาพูดเสียงแห้ง


    “ใครออกแบบที่นี่ต้องมีปัญหากับมนุษยชาติส่วนตัวแน่ ๆ”


    ไม่มีใครหัวเราะ


    แจ็กซ์พยักหน้ากับตัวเองเบา ๆ


    “อือ ดี อย่างน้อยฉันก็ยังรู้ว่ามุกฉันปกติอยู่ คนที่พังคือสถานการณ์”


    นิกซ์มองประตูนั่นแล้วถอยหลังหนึ่งก้าวในเครื่องสแกน 


    “ไม่…”


    ปืนทุกกระบอกขยับตาม


    คาเอลยกมือขึ้น 


    “อย่ายิง”


    เจ้าหน้าที่หญิงพูดเสียงตึง 


    “ตามระเบียบ ผู้ที่ไม่สามารถจัดหมวดได้ต้องเข้าสู่เขตกักกันสีดำเพื่อประเมิน—”


    “เขาไม่ไปคนเดียว” คาเอลพูด


    “ไม่มีสิทธิ์ต่อรอง”


    “งั้นผมไปด้วย”


    มิเลียหันมาทันที 


    “คาเอล”


    แจ็กซ์สบถเบา ๆ 


    “แน่นอนสิ แน่นอนมาก นี่แหละเพื่อนฉัน จะเดินเข้าประตูที่ดูเหมือนปากปีศาจเพราะคำว่าเพื่อนคำเดียว”


    โวร่ามองคาเอลนิ่ง ๆ ไม่มีคำห้าม ไม่มีคำเห็นด้วย แต่สายตาเธอบอกว่าเธอเข้าใจเหตุผลของเขามากเกินไป และนั่นทำให้เธอไม่ชอบมัน


    ประตูด้านหลังห้องเปิดออก นายพลเมมฟิสเดินเข้ามา คราวนี้เขาไม่ได้ยืนห่างเป็นผู้สังเกตการณ์อีกแล้ว ความเงียบเคลื่อนตามหลังเขาเหมือนเงาของอำนาจ ทหารทุกคนตรงขึ้นทันที


    “ผู้ไม่สามารถจัดหมวดได้ต้องเข้าสู่เขตกักกันสีดำ” เขากล่าว


    คาเอลสบตาเขา 


    “ผมได้ยินแล้ว”


    “เธอรู้ไหมว่าห้องนั้นใช้ทำอะไร”


    “ไม่”


    “ใช้กับคนที่เครื่องไม่แน่ใจว่าควรช่วย ควรศึกษา หรือควรกำจัดก่อนที่จะสายเกินไป”


    นิกซ์ตัวสั่นอย่างรุนแรง แจ็กซ์หน้าซีดลง โวร่ากำมือแน่นจนเส้นเอ็นขึ้นที่ข้อมือ มิเลียหลับตาลงครู่หนึ่งเหมือนประโยคนั้นกระแทกซ้ำเข้าแผลที่ยังสด


    คาเอลยังมองนายพลเมมฟิสอยู่ 


    “ถ้าคุณต้องการให้เขาสงบ การลากเขาเข้าไปคนเดียวคือวิธีที่แย่ที่สุด”


    “เธอพูดเหมือนรู้”


    “ผมรู้ว่าเขายังฟังผม”


    นิกซ์เงยหน้าขึ้นทันที น้ำตาไหลลงข้างแก้ม แต่เขาไม่เช็ด


    นายพลเมมฟิสนิ่งไป เขามองนิกซ์นานพอให้เห็นความกลัวที่ยังเป็นมนุษย์อยู่เต็มตาเด็กหนุ่ม จากนั้นมองคาเอล มองมือของมิเลียที่ยังแตะหลังมือเขา และสุดท้ายมองไฟสีดำเหนือประตู


    “ถ้าเข้าไปแล้วเกิดเหตุผิดปกติ ฉันจะสั่งยิงทั้งคู่”


    มิเลียหายใจสะดุด 


    “พ่อ!”


    นายพลเมมฟิสไม่หันไป 


    “นี่ไม่ใช่การลงโทษ นี่คือค่ายอพยพที่มีคนอยู่หลายพันชีวิต ถ้าสิ่งที่อยู่ในตัวเขาหลุดออกมา เราไม่มีสิทธิ์ปล่อยให้ความเมตตาคนเดียวฆ่าคนทั้งค่าย”


    คำพูดนั้นถูกต้อง


    สมบูรณ์แบบ


    และไร้ความเมตตา


    คาเอลเกลียดมันในทันที เพราะมันเหมือนเสียงตัวเองตอนสั่งปิดประตู


    เขากลืนน้ำลาย รสเหล็กย้อนกลับมาบนลิ้น “เข้าใจ”


    มิเลียหันมามองเขา 


    “อย่าตอบแบบนั้น”


    คาเอลมองเธอในที่สุด


    ดวงตาของเธอแดงจากความเหนื่อยล้าและฝุ่น แต่สิ่งที่อยู่ลึกลงไปคือความกลัวที่พยายามกลายเป็นความโกรธ เพราะความโกรธง่ายกว่าการยอมรับว่าเธอกำลังกลัวคนที่เธออยากดึงกลับมา


    “อย่าตอบเหมือนนายยอมให้เขายิงนายง่าย ๆ” เธอพูดเสียงเบา แต่หนักแน่น 


    “อย่าทำเหมือนชีวิตนายเป็นแค่ทรัพยากรอีกชิ้นในแผน”


    คำพูดนั้นแทงทะลุสิ่งที่ระบบกำลังสร้างรอบหัวใจเขา


    คาเอลอยากตอบว่าเขาไม่ได้คิดแบบนั้น


    แต่เขาไม่แน่ใจ


    เขาจึงพูดได้เพียง 


    “ฉันจะกลับออกมา”


    มิเลียมองเขาเหมือนประโยคนั้นไม่พอ แต่ในคืนนี้ไม่มีอะไรพออีกแล้ว


    เธอค่อย ๆ ปล่อยมือจากเขา


    ความอุ่นหายไป


    [ค่าการเชื่อมโยงความจริง: 43%]


    ตัวเลขกลับขึ้นมาทันทีราวกับระบบกำลังยิ้มอย่างเย็นชา


    คาเอลหันหลังให้มันในใจ


    เขาเดินเข้าไปหานิกซ์ในเครื่องสแกน ยื่นมือให้


    นิกซ์มองมือนั้น มองประตูสีดำ แล้วมองหน้าเขา 


    “พี่คาเอล…ถ้าผมทำร้ายใคร…”


    “ยังไม่ใช่ตอนนี้หรอก”


    “แต่ถ้าผมหยุดไม่ได้…”


    “นายยังพูดกับฉันอยู่นะ”


    “ถ้าวันหนึ่งผมไม่พูดแล้วล่ะ”


    คาเอลเงียบไปชั่วอึดใจ


    เสียงประตูในหัวดังขึ้นอีกครั้ง


    แต่คราวนี้เขาไม่ปล่อยให้มันจบด้วยเสียงปัง


    “ถ้าวันนั้นมาถึง” เขาพูด 


    “ฉันจะเรียกชื่อนายจนกว่านายจะจำได้ หรือจนกว่าฉันจะไม่มีเสียงเหลือ”


    นิกซ์ร้องไห้ออกมาเงียบ ๆ แล้วจับมือเขา


    มือขวาของนิกซ์เย็น แข็งบางส่วน เกล็ดใต้ผิวสัมผัสกับฝ่ามือคาเอลเหมือนโลหะมีชีวิต แต่แรงบีบนั้นยังเป็นแรงบีบของคนกลัว เป็นแรงบีบของเพื่อน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ฝูง ไม่ใช่สิ่งที่ประตูสีดำกำลังรอรับ


    ทั้งคู่เดินออกจากเครื่องสแกน


    ทหารแหวกทางให้ช้า ๆ


    แจ็กซ์ทำท่าจะก้าวตาม แต่โวร่าจับไหล่เขาไว้


    “ปล่อยเขา”


    “เธอพูดง่ายนะ”


    “ไม่ง่าย” โวร่าตอบโดยไม่มองเขา 


    “แต่ถ้าเราแห่ตามเข้าไปทั้งหมด ทหารจะยิงก่อนถาม”


    แจ็กซ์กัดฟัน 


    “ฉันเกลียดที่เธอพูดถูก”


    คาเอลเดินผ่านมิเลีย


    คราวนี้เธอไม่รั้งเขา


    เธอเพียงยืนอยู่ตรงนั้น ระยะห่างระหว่างทั้งคู่กลับมาเป็นครึ่งก้าวอีกครั้ง แต่ความหมายไม่เหมือนเดิม มันไม่ใช่แค่ความกลัว ไม่ใช่แค่ความลังเล มันเป็นระยะห่างของคนที่อยากเดินตาม แต่รู้ว่าถ้าเดินตามตอนนี้ อาจทำให้คนที่อยู่ตรงหน้าต้องแบกเพิ่มอีกหนึ่งชีวิต


    “คาเอล” เธอเรียกเบา ๆ


    เขาหยุด


    “นายต้องกลับมาในแบบที่ฉันยังจำได้”


    ประโยคนั้นทำให้เขาหายใจไม่ออกไปชั่ววินาที


    เขาไม่กล้าสัญญา


    เพราะคำสัญญาที่เขาไม่แน่ใจว่าจะรักษาได้คือความโหดร้ายอีกรูปแบบหนึ่ง


    แต่เขาหันไปมองเธอ และพยักหน้าเบา ๆ


    แค่นั้น


    บางครั้งในโลกที่กำลังพัง การพยักหน้าก็หนักกว่าคำพูดทั้งประโยค


    คาเอลกับนิกซ์เดินเข้าสู่ประตูสีดำ


    อากาศด้านในเย็นกว่าด้านนอกทันที เหมือนพวกเขาก้าวออกจากค่ายอพยพเข้าไปในห้องเก็บศพยักษ์ ผนังทางเดินเป็นโลหะสีเทาดำไร้รอยต่อ แสงไฟฝังพื้นส่องขึ้นจากด้านล่างเป็นเส้นบาง ๆ ทำให้เงาของทั้งคู่ยืดยาวผิดธรรมชาติ เสียงจากห้องคัดแยกด้านหลังถูกตัดขาดเมื่อประตูปิดลงช้า ๆ


    ครืด—


    คาเอลตัวแข็ง


    นิกซ์หันมามองเขา 


    “พี่…”


    ครืด—


    เสียงประตูบานใหม่กำลังปิด แต่ในหัวคาเอลมันซ้อนกับเสียงประตูบานเก่า เขาเห็นมือเหล่านั้นอีกครั้ง เห็นช่องว่างที่แคบลง เห็นสายตาที่ถามว่าทำไม


    ปัง


    ประตูปิดสนิท


    คาเอลยืนนิ่งอยู่ในทางเดินสีดำ


    หายใจไม่ได้


    ลำคอเหมือนถูกบีบ หัวใจเต้นแรงจนเจ็บซี่โครง มือที่จับนิกซ์เริ่มเย็นขึ้นเรื่อย ๆ เสียงเครื่องยนต์ไม่มีแล้ว เสียงผู้คนไม่มีแล้ว เหลือเพียงเสียงหึ่งต่ำของระบบกรองอากาศกับเสียงเลือดในหูตัวเอง


    ไม่ใช่ตอนนั้น


    นี่ไม่ใช่ตอนนั้น


    แต่ร่างกายเขาไม่เชื่อ


    นิกซ์บีบมือเขากลับ คราวนี้เป็นนิกซ์ที่ดึงเขาไว้


    “พี่คาเอล” เด็กหนุ่มเรียกเสียงสั่น 


    “เกิดอะไรขึ้น คุยกับผมสิ”


    คาเอลค่อย ๆ หันไป


    ดวงตาของนิกซ์ยังแดง ยังกลัว ยังมีเงาของบางสิ่งใต้ม่านตาที่ไม่ควรมีอยู่ในมนุษย์ แต่เขายังอยู่ตรงนี้


    ยังเรียกชื่อคาเอล


    ยังบีบมือเขาเหมือนคนที่ไม่อยากถูกทิ้ง


    คาเอลสูดหายใจเข้าอย่างยากลำบาก อากาศเย็นบาดปอด กลิ่นโลหะสะอาดเกินไปจนชวนคลื่นไส้


    “ฉันอยู่นี่” เขาพูด


    ไม่รู้ว่าพูดให้นิกซ์หรือให้ตัวเอง


    จากลำโพงที่มองไม่เห็น เสียงสังเคราะห์ไร้อารมณ์ดังขึ้นในทางเดิน


    “ผู้เข้ารับการประเมินสีดำสองราย กรุณาเดินต่อไปยังห้องกักกันชั้นใน ห้ามหยุด ห้ามสัมผัสผนัง ห้ามใช้พลัง ห้ามต่อต้านกระบวนการ หากฝ่าฝืน ระบบรักษาความปลอดภัยจะดำเนินการขั้นสูงสุด”


    แจ็กซ์คงมีมุกกับประโยคนั้น


    โวร่าคงมองหาช่องกล้อง


    มิเลียคงกำลังยืนอยู่อีกฝั่งของประตู บางทีมืออาจกำแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ


    ความคิดถึงเธอทำให้ตัวเลขในหัวเขาสั่นเบา ๆ แต่ไม่ลดลง


    เพราะเธอไม่ได้อยู่ตรงนี้


    เขามีเพียงนิกซ์ และทางเดินสีดำ


    พวกเขาเดินต่อไป


    ทุกก้าวสะท้อนแห้งและเย็น ทางเดินยาวเกินโครงสร้างอาคารภายนอกที่คาเอลจำได้ มันเหมือนยืดออกตามความกลัวของคนเดิน ผนังโลหะไม่มีฝุ่น ไม่มีรอยนิ้ว ไม่มีความเป็นมนุษย์แม้แต่นิดเดียว มีเพียงแสงเส้นบางจากพื้นและกล้องทรงกลมฝังอยู่ตามมุมเพดานเป็นระยะ


    นิกซ์เริ่มหายใจแรงขึ้น


    “มันไม่ชอบที่นี่” เขากระซิบ


    “อะไร”


    “สิ่งในตัวผม” นิกซ์กลืนน้ำลาย 


    “มันเหมือนถูกขัง มันอยากข่วนผนัง มันอยากออกไปหาฝูง แต่มันก็กลัวอะไรบางอย่างในนี้ด้วย”


    คาเอลฟังแล้วเย็นวาบ 


    “แล้วในนี้มีอะไร”


    นิกซ์ส่ายหน้า 


    “ผมไม่รู้ แต่มันเงียบเกินไป เงียบแบบ…ไม่มีฝูง ไม่มีคน ไม่มีอะไรให้กัด มันเหมือนหลุม”


    คำว่า “หลุม” ทำให้คาเอลมองไปข้างหน้า


    สุดทางเดิน มีประตูอีกบานรออยู่ ไม่มีสี ไม่มีสัญลักษณ์ มีเพียงตัวเลขสีขาวซีดบนผิวโลหะ


    ห้องประเมินสีดำ หนึ่ง


    ประตูเปิดออกเองเมื่อพวกเขาเข้าใกล้


    ด้านในไม่ใช่ห้องขังธรรมดา แต่เป็นห้องทรงกลมขนาดใหญ่ พื้นและผนังทำจากวัสดุสีเทาดำที่ดูเหมือนโลหะแต่ไม่มีเงาสะท้อน ตรงกลางห้องมีวงแหวนสแกนหลายชั้นห้อยจากเพดานลงมาเหมือนซี่โครงของสัตว์จักรกล รอบผนังมีจุดแสงเล็ก ๆ นับร้อย ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นกล้อง เซ็นเซอร์ หรือปืนอัตโนมัติ


    อุณหภูมิในห้องต่ำจนลมหายใจกลายเป็นไอขาว


    กลิ่นโลหะเย็นกับโอโซนเข้มกว่าในทางเดิน


    พื้นใต้เท้าสั่นเบา ๆ ราวกับมีเครื่องจักรขนาดใหญ่ทำงานอยู่ลึกลงไปใต้ค่ายอพยพ


    “ยืนบนวงกลมกลางห้อง” เสียงระบบสั่ง


    นิกซ์มองคาเอล


    คาเอลพยักหน้าแล้วเดินไปพร้อมเขา


    ทันทีที่ทั้งคู่ยืนในวงกลม แสงสีขาวก็สว่างขึ้นรอบพื้น วงแหวนด้านบนเริ่มหมุนช้า ๆ เสียงต่ำเหมือนเครื่องจักรกำลังสูดหายใจดังลึกจากทุกทิศ


    [ตรวจพบสภาพแวดล้อมควบคุมระดับสูง]

    [คำเตือน: ระบบภายนอกพยายามสแกนโครงสร้างผู้ใช้]


    หน้าต่างของคาเอลเปิดขึ้นเอง


    เขาจ้องมันนิ่ง


    ครั้งนี้มันไม่ได้มาจากระบบของค่ายอย่างเดียว


    มีบางอย่างในตัวเขาตอบสนอง


    เหมือนสัตว์อีกตัวที่ไม่ชอบถูกจับจ้อง


    “เริ่มประเมิน” เสียงจากลำโพงกล่าว 


    “ผู้เข้ารับการประเมินหนึ่ง นิกซ์ เรเวน อายุสิบเก้า ปี สถานะร่างกาย ไม่เสถียร สัญญาณชีวภาพผสม โครงสร้างผิวหนังเปลี่ยนแปลงบางส่วน การเชื่อมโยงกับกลุ่มสิ่งมีชีวิตต่างถิ่น ตรวจพบ”


    นิกซ์หลับตาแน่นเมื่อได้ยินข้อมูลของตัวเองถูกอ่านออกมาราวกับรายการสินค้าชำรุด


    เสียงระบบต่อ 


    “ระดับภัยคุกคาม ไม่สามารถประเมินด้วยแบบจำลองปัจจุบัน”


    ไฟรอบห้องเปลี่ยนเป็นสีแดงจาง ๆ


    “คำแนะนำเบื้องต้น กักกันถาวรหรือกำจัดหากเกิดการควบคุมล้มเหลว”


    นิกซ์ตัวสั่น


    คาเอลก้าวออกไปครึ่งก้าว “หยุด”


    เสียงระบบเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับหันมามองเขา


    “ผู้เข้ารับการประเมินสอง คาเอล เวย์รอน สถานะร่างกาย เสถียร สถานะจิตใจ ไม่เสถียร ระดับความเครียดหลังเหตุการณ์รุนแรง สูง ค่าการเชื่อมโยงความจริง ไม่สามารถยืนยันด้วยเครื่องมือภายนอก ตรวจพบการรบกวนข้อมูลจากแหล่งไม่ทราบชนิด”


    วงแหวนเหนือหัวหมุนเร็วขึ้น


    แสงหลายเส้นยิงลงมารอบตัวคาเอล ไม่โดนผิว แต่ใกล้พอให้เขารู้สึกเหมือนมีเข็มเย็น ๆ ลูบผ่านเส้นประสาท


    “โครงสร้างผู้ใช้มีการป้องกันตนเอง”


    คาเอลขมวดคิ้ว


    คำว่า “ผู้ใช้” ไม่ควรออกจากระบบของค่าย


    มันควรเป็นคำจากหน้าต่างในหัวเขา


    เสียงระบบหยุดไปชั่วขณะ


    แล้วเปลี่ยนโทนเล็กน้อย


    ไม่มาก


    แต่พอทำให้ขนทั้งตัวคาเอลลุก


    “ผู้บัญชาการ”


    นิกซ์หันมาทันที 


    “พี่ได้ยินไหม”


    คาเอลไม่ตอบ


    หน้าต่างตรงหน้าเขากระพริบอย่างรุนแรง


    [ตรวจพบการแทรกแซง]

    [แหล่งที่มา: ไม่ทราบ]

    [คำเตือน: ระบบภายนอกไม่ได้เป็นผู้ควบคุมเสียงนี้ทั้งหมด]


    อากาศในห้องเย็นลงอีก


    แสงรอบผนังดับไปครึ่งหนึ่ง เหลือเพียงวงแหวนด้านบนที่หมุนช้า ๆ และไฟแดงจาง ๆ บนพื้น


    จากลำโพง เสียงนั้นพูดอีกครั้ง


    “ผู้บัญชาการ…ผ่านการคัดแยกขั้นแรก”


    มันไม่ใช่เสียงของค่าย


    มันไม่ใช่เสียงของเจ้าหน้าที่


    มันเป็นเสียงไร้อารมณ์ แต่ลึกกว่านั้นมีชั้นบางอย่างซ่อนอยู่ เหมือนมหาสมุทรอยู่หลังแผ่นกระจก เสียงที่ไม่ต้องตะโกนก็ทำให้ร่างกายมนุษย์รู้ว่าตนเล็กแค่ไหน


    นิกซ์ครางต่ำในลำคอ แขนขวากระตุก เกล็ดบริเวณข้อมือกางออกเหมือนตอบสนองต่อภัย


    “มะ มันไม่ใช่ฝูง” เขากระซิบ 


    “แต่มันมองฝูงอยู่…”


    คาเอลยืนนิ่ง


    เสียงในลำโพงกล่าวต่อ 


    “ตรวจพบตัวแปร จุดยึดเสถียรภาพภายนอกห้อง”


    มิเลีย


    เลือดในกายคาเอลเย็นลง


    “อย่าแตะต้องเธอ” เขาพูดโดยไม่คิด


    ความเงียบตกลงมาหนักเหมือนแผ่นเหล็ก


    แล้วเสียงนั้นก็กล่าวอย่างเรียบเฉย


    “ความผูกพันธ์ยังทำงาน”


    คำพูดนั้นทำให้เขารู้สึกโกรธอย่างที่ไม่ได้รู้สึกมานาน โกรธแบบมนุษย์ โกรธจนมือสั่น ไม่ใช่เพราะถูกขู่ แต่เพราะสิ่งนั้นพูดถึงมิเลียเหมือนเธอเป็นชิ้นส่วนในสูตรคำนวณ


    “เธอไม่ใช่ตัวแปร” คาเอลพูด


    เสียงนั้นไม่ตอบทันที


    วงแหวนด้านบนหยุดหมุน


    แล้วไฟสีขาวเส้นหนึ่งส่องลงมาบนพื้นระหว่างคาเอลกับนิกซ์


    “ทุกสิ่งเป็นตัวแปร”


    ประโยคนั้นจบลงพร้อมแรงสั่นสะเทือนเบา ๆ จากใต้พื้น


    ด้านนอกห้อง ไกลออกไป เสียงไซเรนค่ายดังขึ้น


    ครั้งแรกเบา


    ครั้งที่สองดังขึ้น


    ครั้งที่สามกลายเป็นเสียงเตือนเต็มระดับ


    นิกซ์หันขวับไปทางประตู “ฝูง…”


    คาเอลรู้สึกหน้าต่างในหัวเปิดเองทันที


    [ตรวจพบการโจมตีภายนอกค่าย]

    [คลื่นสิ่งมีชีวิตผิดปกติหลายทิศทาง]

    [ความน่าจะเป็น: การคัดแยกดึงดูดสัญญาณ]


    ในห้องคัดแยกอีกฝั่งหนึ่ง มิเลียคงได้ยินเสียงไซเรนแล้ว แจ็กซ์คงสบถ โวร่าคงคว้ามีด นายพลเมมฟิสคงออกคำสั่งภายในสามวินาที


    และนิกซ์กำลังตัวสั่น เพราะฝูงที่อยู่ไกลออกไปกำลังเรียกเขา


    เสียงระบบในห้องกลับมาเป็นเสียงปกติของค่ายอย่างกะทันหัน 


    “แจ้งเตือนระดับแดง เขตคัดแยกถูกโจมตี ผู้เข้ารับการประเมินทุกคนอยู่ในตำแหน่ง ห้ามออกจากห้องกักกัน”


    คาเอลมองประตูปิดสนิท


    ด้านนอกมีคนหลายพันชีวิต


    ด้านในมีนิกซ์ที่อาจเป็นกุญแจหรือระเบิด


    และระหว่างทั้งหมดนั้น มีประตูอีกบาน


    ประตูที่กำลังบอกให้เขาเลือกอีกครั้ง


    เสียงโลหะปิดยังคงอยู่ในหัว


    แต่คราวนี้ประตูไม่ได้ปิดข้างหลังเขา


    มันปิดขวางหน้า


    คาเอลยกมือขึ้น แตะผิวโลหะเย็นของประตู


    [คำแนะนำ: อยู่ในพื้นที่ควบคุม]

    [ความเสี่ยงภายนอกสูง]

    [การออกจากห้องจะเพิ่มโอกาสเสียชีวิต]


    เขาหลับตา


    เห็นมือเหล่านั้น


    เห็นเด็กหญิงในลาน


    เห็นมิเลียหยุดมือกลางอากาศ


    เห็นนิกซ์ในเครื่องสแกน


    เห็นประตูสีดำเปิดออกเหมือนปากของโลกใหม่


    แล้วเขาก็ลืมตา


    “เปิดประตู” เขาพูด


    ระบบค่ายตอบ 


    “คำสั่งถูกปฏิเสธ”


    คาเอลมองนิกซ์ 


    “นายได้ยินฝูงใช่ไหม”


    นิกซ์ซีด 


    “ครับ”


    “มันมาจากทางไหน”


    เด็กหนุ่มสั่นไปทั้งร่าง หลับตาเหมือนพยายามฟังเสียงที่ตัวเองเกลียด 


    “ทิศตะวันออก…ไม่สิ ใต้ดินด้วย มันไม่ได้เข้ามาแค่จากรั้ว มัน…มันขุดตามท่อระบายน้ำ มันตามกลิ่นคนที่ถูกคัดแยก มันตาม…ตามผมด้วย”


    คำสุดท้ายแตกออกเป็นความเจ็บ


    คาเอลพยักหน้า 


    “งั้นเราจะไม่อยู่ตรงนี้ให้มันตามมาถึงคนอื่น”


    “แต่ถ้าผมออกไป ผมอาจ—”


    “นายจะมากับฉัน”


    “แล้วถ้าผมหยุดไม่ได้”


    คาเอลก้มมองมือขวาของตัวเอง ความทรงจำของปืนไรเฟิลซีสิบสี่ยังอยู่ในกล้ามเนื้อ แม้อาวุธไม่ได้อยู่ในมือที่นี่ เขารู้ว่าถ้าต้องฆ่า เขาจะทำได้เร็วขึ้นกว่าก่อน และนั่นทำให้คำตอบถัดไปยากขึ้นมาก


    เขาเงยหน้ามองนิกซ์ 


    “งั้นฉันจะหยุดนาย” 


    นิกซ์นิ่งไป


    “แต่ไม่ใช่เพราะนายเป็นสัตว์ประหลาด” คาเอลพูดต่อ 


    “เพราะนายเป็นเพื่อนฉัน และเพื่อนมีหน้าที่หยุดกันก่อนที่อีกคนจะทำสิ่งที่ไม่มีวันให้อภัยตัวเองได้”


    น้ำตาของนิกซ์ไหลลงมาอีกครั้ง


    คราวนี้เขาพยักหน้า


    คาเอลหันกลับไปที่ประตู


    เสียงไซเรนดังหนักขึ้น พื้นห้องสั่นเล็กน้อยจากแรงระเบิดที่ไกลออกไป แสงไฟกะพริบ เสียงเจ้าหน้าที่ตะโกนผ่านระบบสื่อสารแตกพร่าจนฟังไม่ออกบางช่วง


    คาเอลวางมือบนประตูอีกครั้ง


    “เปิด”


    ระบบปฏิเสธอีก


    เขาสูดหายใจเข้า


    แล้วไม่ได้สั่งระบบของค่าย


    แต่สั่งบางอย่างในตัวเอง


    บางอย่างที่เขาเกลียด


    บางอย่างที่เขายังต้องใช้


    [ยืนยันคำสั่งผู้บัญชาการ]

    [เส้นทางควบคุมฉุกเฉิน: กำลังประมวลผล]

    [คำเตือน: การฝืนระบบภายนอกจะเพิ่มค่าการเชื่อมโยงความจริง]


    คาเอลเห็นตัวเลือกนั้นชัดเจน


    เหมือนมีมือยื่นปืนมาให้เขาอีกครั้ง


    ใช้พลัง แล้วเสียบางอย่างไป


    ไม่ใช้ แล้วคนข้างนอกอาจตาย


    โลกใหม่ไม่ให้ทางเลือกที่สะอาด


    มันไม่เคยให้


    เขานึกถึงมิเลีย


    กลับมาในแบบที่ฉันยังจำได้


    “ฉันขอโทษนะ” เขากระซิบ


    แล้วสั่งเปิด


    เส้นแสงสีฟ้าขาววิ่งจากฝ่ามือเขาลงไปตามรอยต่อประตู กลไกด้านในกระตุกอย่างรุนแรง เสียงโลหะขบกันดังแหลม ประตูที่ระบบค่ายปฏิเสธค่อย ๆ เปิดออกด้วยแรงที่ไม่ควรมีอยู่ในห้องกักกันสีดำ


    [ค่าการเชื่อมโยงความจริง: 44%]


    ตัวเลขพุ่งขึ้น


    คาเอลรู้สึกเหมือนความเย็นไหลเข้าเส้นเลือด แต่เขาไม่ถอย


    ประตูเปิดออกสู่ทางเดิน


    เสียงไซเรนถาโถมเข้ามาทันที พร้อมเสียงตะโกน เสียงปืน เสียงโลหะกระแทก และเสียงคำรามที่ไม่ได้มาจากมนุษย์


    ยุครอยแยกไม่ได้รอให้พวกเขาพร้อม


    มันเริ่มคัดแยกโลกทั้งใบแล้ว


    คาเอลก้าวออกไปก่อน นิกซ์ตามหลังครึ่งก้าว แขนขวาที่กลายสภาพของเด็กหนุ่มสั่นอย่างรุนแรง แต่เขายังกัดฟันเดิน


    ปลายทางเดินด้านหน้า ไฟฉุกเฉินสีแดงกะพริบถี่ขึ้นเรื่อย ๆ เงาของทั้งคู่ยืดยาวบนพื้นโลหะจนดูเหมือนสิ่งที่เดินออกจากห้องสีดำไม่ใช่มนุษย์สองคน แต่เป็นเงาของการตัดสินใจที่โลกกำลังจะบังคับให้พวกเขาแบก


    คาเอลได้ยินเสียงประตูอีกครั้ง


    แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ยืนอยู่ฝั่งที่สั่งปิด


    เขากำลังวิ่งไปเปิดมัน


    และบางที นั่นอาจเป็นสิ่งเดียวที่ยังบอกได้ว่าเขายังไม่หายไปทั้งหมด

    คล้ายกับเรื่องStarcraft : The Last Commander ที่คุณอ่าน