หลายชั่วโมงผ่านไป ข้าเจอเด็กสาวคนนั้นอีกครั้ง เหมือนว่าเธอกำลังมีเื่อยู่กับพวกเด็กเกเรอยู่ ข้ามองทุกการกระทำของเธอ อยากรู้เหมือนกันว่าเธอจะทำอย่างไร
“ใช่ เด็กคนเมื่อเช้าหรือไม่?”
อลันตามข้ามาติด ๆ ถามขึ้นเมื่อเห็นว่าเด็กสาวคนนั้นถูกล้อมรอบไปด้วยเด็กผู้ชาย ซึ่งคาดว่าจะมีอายุน้อยกว่าเธอ
“ท่านไม่เข้าไปช่วยนางหรือ?”
“เหตุใดข้าต้องยุ่งเื่ของนางด้วย”
ถึงปากจะบอกไปอย่างนั้น แต่ข้าก็ดูเธอไม่วางตา เห็นทุกอย่างรับรู้ทุกคำพูด ถึงอย่างนั้นข้าก็ไม่เข้าไปช่วยเธอ
“นี่! พวกนายโตๆ กันแล้วยังมารังแกเด็กน้อยกันได้นะ”
“มันก็เื่ของพวกฉันแล้วป้ามายุ่งอะไรด้วย”
“เรียกใครว่าป้า”
สีหน้าเด็กสาวโกรธจัด ข้าเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดถึงต้องโกรธเพียงนั้น อลันกระซิบให้ข้าไปจากที่ตรงนี้ แต่ข้าเองอยากรู้ว่าเด็กสาวจะจัดการกับเด็กเกเรยังไง
“ที่นี่มีใครอื่นอีกไหมล่ะ ยัยป้า”
คำพูดหนึ่งในพวกนั้นราวกับไปสุมไฟโทสะของเธอให้ะเิออกมา หมัดของเด็กสาวชกไปที่หน้าเด็กนั้นทันที แต่ด้วยจำนวนคนที่มากกว่าทำให้เธอดูจะเสียเปรียบ
“ถ้าพวกแกไม่ขอโทษฉันและเด็กคนนี้”
คำพูดเธอหยุดลงที่ตรงนั้นแล้วใช้นิ้วโป้งกรีดลงบนคอของตัวเอง ข้ารู้แล้วว่าเด็กสาวจะทำอะไรต่อ หนึ่งในพวกนั้นเปิดใส่เธอก่อน แต่กลับเป็พวกนั้นเสียเองที่โดนทั้งหมัด ศอก เข่าและเท้าของเธอ ราวกับว่านี่เป็แค่การสั่งสอน
จนในที่สุดพวกนั้นก็ยอมแพ้ นั่งคุกเข่าต่อหน้าเธอและเด็กน้อย ข้าดูการกระทำของเธอมาั้แ่ต้น นั้นทำให้ข้าอยากจะรู้จักเธอมากขึ้น ข้าหันไปทางอลัน
“เ้าไปสืบเื่ของนางมา”
“ได้ขอรับ” สิ้นคำตอบรับของอลัน เขาก็ไปทำตามที่ข้าสั่ง ข้าหันกลับไปสนใจตัวเด็กสาวอีกครั้ง
“ในเมื่อพวกนายแพ้ฉันแล้ว”
เธอหยุดคำพูดไว้แค่นั้น แล้วมองหน้าพวกนั้นไปทีละคน จนเมื่อมาถึงเด็กซึ่งเรียกเธอว่า ‘ป้า’ เด็กสาวจ้องหน้านั้นอยู่นานจน ผู้ถูกจ้องต้องยอม
“ขอโทษ” เสียงนั้นเบามาก จนเธอต้องเอียงหูฟังเพื่อให้ได้ยินถนัด
“พูดดังๆ ที่ตอนว่ายังพูดดังกว่านี่เลย”
“ผมขอโทษ”
เธอยิ้มออกมาอย่างพอใจในการกระทำของคนตรงหน้า เด็กสาวเดินไปหาเด็กน้อยที่อยู่ด้านหลัง แล้วจูงมือพามายืนตรงหน้าพวกนั้น
“อ้าว ยังไงต่อล่ะ” เธอใช้สายตาจ้องพวกนั้น เหมือนกับว่าเธอเป็แม่ที่สั่งสองลูก
“ขอโทษ” พวกนั้นพูดออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน
“ไปกันได้แล้ว อย่าให้เห็นว่าทำกันอีกนะ”
เธอหันหน้าทางเด็กคนนั้นแล้วคุกเข่ามาเช็ดน้ำตาที่อยู่บนแก้มเด็กน้อย เอามือวางไว้บนบ่าแล้วสบตาเด็กตรงหน้า ข้าเห็นการกระทำนั้นทำให้ข้านึกถึงท่านแม่เวลาที่ข้าร้องไห้ท่านแม่ก็ทำแบบนี้
“น้ำตามันไม่เหมาะกับลูกผู้ชายนะ นายอย่าไปกลัวพวกนั้นสิ นายเองก็มีสองมือสองเท้าเหมือนกัน”
เด็กน้อยพยักหน้าตอบแล้วยิ้มให้และเธอลุกขึ้นแล้วเดินจากไป
<<นามิ>>
เสียงฝีเท้าดังตามหลังของฉันมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ฉันไม่มั่นใจว่าใครกันที่ตามหลังฉันมา เอาเข้าจริงฉันคิดว่าหน้าจะเป็คู่อริ แต่ทำไมมันถึงเดินตามเฉย ๆ ไม่เข้ามาบวกฉันล่ะ ความคิดในหัวแล่นเข้ามามากมายแต่ก็หาคำตอบไม่ได้
“จะตามอีกนานไหม?”
ปากบ้าเอ้ย! ถามออกไปแบบนั้นได้ไงยัยนามิ เกิดว่าพวกนั้นเข้ามาจริงจะทำยังไงดีล่ะทีนี้ ฉันกำกระเป๋าให้เข้าที่เตรียมวิ่ง ถ้าพวกนั้นเข้ามาเป็หมู่ แต่ไร้ซึ่งการตอบรับใด ๆ
ฉันกลืนน้ำลายเฮือก หันหลังไปมองว่าใครกันที่ตามมา เมื่อเห็นแล้วว่าไม่ใช่คู่อริฉันถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่เป็เทพบุตรสุดหล่อ ใบหน้าสวยได้รูป ดวงตาดูช่างมีมนต์เสน่ห์ จมูกเข้ากับรูปหน้า ที่สำคัญริมฝีปากน่าจูบนั่น… เฮ้ย!!! ไม่สิ ริมฝีปากแดงระเรื่อนั่น เป็ผู้ชายจริงไม่เนี่ย
“นี่…นายตามฉันมาทำไม?”
เมื่อสติสตางค์ฉันเข้าที่ฉันถามออกไปตรง ๆ แบบไม่เกรงกลัวใครอีก ถ้าไม่มาเป็หมู่ฉันนามิสู้ได้อยู่แล้ว
“นี่!!! นายได้ยินที่ฉันพูดไหม?”
ชายตรงหน้ายังนิ่งไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธอะไรออกไป จนฉันไม่แน่ใจแล้วเขาฟังฉันเข้าใจไหม? หรือว่าเขาจะเป็คนต่างชาติลองถามใหม่ก็แล้วกัน
“Why are you following me?”
“ฉัน…สนใจในตัวเธอ”
“ไอ้บ้า…ไอ้โรคจิต…ไอ้…”
ฉันยกมือขึ้นมาปิดหน้าอกตัวเองซึ่งมันก็แบนยิ่งกว่าไม้กระดาน แม้นว่าฉันจะไม่ได้แต่งตัวล่อหูล่อตาไอ้เข้ แต่เจอคนแบบนี้ก็ไม่รู้ว่าเขาจะมาไม้ไหน คนสมัยนี้มันไว้ใจไม่ได้ ยิ่งคนแปลกหน้าอย่างไอ้เทพบุตรสุดหล่อตรงหน้าฉันตอนนี้ ยิ่งไม่น่าไว้ใจ
“เธอ!!!”
เสียงตวาดของเขา ทำเอาฉันเงียบปากลงทันที ฉันคิดว่าถ้าอยู่ตรงนี้ต่อไปคงจะอันตรายเป็แน่ ต้องออกจากที่ตรงนี้ เหมือนว่าเขากำลังจะพูดบางสิ่ง แต่ฉันไม่สนใจอะไรอีกแล้วหันหลังออกวิ่งหน้าตั้งทันทีโดยไม่คิดว่าจะหันมาสนใจเขาอีก
ฉันตั้งหน้าตั้งตาวิ่งไม่รู้ว่าตัวเองวิ่งมาถึงไหน แต่พอรู้ตัวก็อยู่หน้าห้องเรียนคาบตอนบ่ายแล้ว ยังดีที่ครูยังไม่เข้า ฉันจึงได้พักหายใจหายคออยู่คู่หนึ่ง
“แกหนีใครมาล่ะ”
เสียงหวานใสของเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวถามขึ้นเมื่อฉันได้พักสักครู่ ฉันมองหน้ายูอิอยากเล่าให้เธอฟังเสียตอนนี้ แต่มันกลับพูดไม่ออกเสียอย่างนั้น จนยูอิต้องหยิบขวดน้ำของเธอมายื่นให้ ฉันคว้ามันไปกระดกรวดเดียวหมดขวด
“ฉันเจอไอ้บ้า”
“แกช่วยขยายความหน่อยสิ ‘ไอ้บ้า’ ของแกเป็ยังไง”
ยูอิจ้องหน้าของฉันราวกับว่าเื่ที่ฉันกำลังจะเล่านั่นมันเป็เื่น่าตื่นเต้น ั้แ่ยูอิรู้จักกับฉันมา ไม่ว่าเื่ไหนของฉันก็เป็สิ่งที่เธอสนใจมากกว่าเื่อื่นใดจนฉันไม่แน่ใจว่า ชีวิตของฉันมันมีสีสันมากเกินหรือว่าชีวิตของยูอิมันจืดชืด ถึงได้แต่สนใจเื่ของฉัน
“ฉันเจอผู้ชายคนหนึ่งหล่อมาก แต่…”
ฉันหยุดเล่ากะทันหัน แล้วนึกถึงเื่ราวกลัวว่าจะมองข้ามอะไรไป แต่ก็ไม่มี
“แต่อะไร”
“เขาบอกว่าสนใจในตัวฉัน”
ยูอิยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ฉันมองแค่นั้นก็รู้แล้วว่าเธอกำลังจะจิ้นฉันกับอีตาบ้านั้นเป็แน่ ไม่ต้องรอให้เพื่อนรักพูดออกมา ฉันดับฝันนางไปก่อนเลย ไม่อย่างนั้นชีวิตอันสงบน้อยนิดของฉันจะไม่มีคำนี้อีกต่อไป
“แกอย่ามโนให้มาก ฉันไม่ได้รู้จักกับไอ้บ้านั้น แล้วอีกอย่างคงจะไม่มีทางได้เจอกันอีกเป็แน่”
“มันจะแน่หรือ? นามิ”
คำพูดนั้นของยูอิมันกวนใจฉันเป็อย่างมาก ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมแต่ลางสังหรณ์ของฉันมันออกว่าต้องได้เจอเขาอีกแน่ๆ ฉันถอนหายใจเปลี่ยนเื่คุยทันที
“เย็นนี้ไปหมูทะกันมั้ย?”
“โทษนะ นามิวันนี้ไม่ได้จริง ๆ วันมะรืนนะ”
“Ok”
ครูเดินเข้ามาสอนทันทีไม่มีอารัมภบทใด ๆ ทั้งสิ้น มันเป็ความผิดของครูเองนะที่เข้าสอนสาย แต่มาเร่งสอนแบบนี้มันไม่ได้ ฉันรู้สึกเหนื่อยใจกับการศึกษาแบบนี้จริง ๆ
การเรียนการสอนดำเนินมาจนถึง่เลิกเรียน ฉันยังง่วงจากวิชาประวัติศาสตร์ไม่หาย สอนอะไรก็ไม่รู้น่าเบื่อแบบสุด ๆ ฉันรู้นะว่าการเรียนประวัติศาสตร์เพื่อศึกษาว่ายุคก่อนเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่มันก็มีวิธีสอนที่สนุกไม่ใช่หรือไง
ฉันเดินทอดน่องไปเรื่อยๆ แล้วคิดถึงตลอดทั้งวันว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง มาตอนนี้ก็นึกตลกตัวเองเหมือนกัน ตอนเช้าก็ตื่นสาย พอเดินจะถึงโรงเรียนก็ช่วยใครไม่รู้จักจากการเกือบโดนรถชน พอกลางวันต้องไปทำธุระให้พ่อเจอเด็กน้อยโดนรังแก และเจอไอ้โรคจิตเดินตามอีก ชีวิตฉันนี้มันมีสีสันจริง ๆ ในที่สุดก็มาถึงหน้าบ้านเสียที
“กลับมาแล้วค่ะ”
คำกล่าวทักทายนี้ฉันกล่าวเป็ประจำจนมันเป็เหมือนกิจวัตร เมื่อกลับจากข้างนอก และยังมีคำกล่าวที่จะพูดก่อนออกจากบ้านอีก เช่น ‘ไปก่อนนะคะ’ ฉันทำมันจนชิน
“ไอ้โรคจิต”
ไม่ว่าเปล่าฉันยังเอามือชี้หน้าของเขาอีก เหมือนว่าเขาไม่ได้สะทกสะท้านกับคำพูดของฉันเลยแม้แต่น้อย แต่เป็ฉันเองเสียมากกว่า เสียงของฉันมันคงดังมากจนพ่อและแม่ต่างก็วิ่งออกมา
“ไหน ๆ ไอ้โรคจิตที่ลูกว่า”
พ่อถามขึ้นมาเมื่อมาถึง แม่มองตามที่ฉันชี้แล้วเข้ามาจับมือของฉันให้ลดลง แล้วมองหน้าฉันราวกับว่าไม่เข้าใจที่ฉันพูดอย่างนั้น
“เข้าใจผิดกันหรือเปล่า นามิ”
“ไม่ผิด”
ฉันยังยืนยันคำเดิมว่าผู้ชายตรงหน้าเป็อย่างที่พูดจริง ๆ แต่ไม่มีใครเชื่อฉันเลยสักนิด พ่อยังเดินเข้าหาชายคนนั้นราวกับว่ารู้จักกันมานาน นั้นยิ่งทำให้ฉันสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
“นั่น ‘ริว’ ลูกเพื่อนแม่เอง เขาจะมาอยู่กับพวกเราที่นี่”
“ว่าไงนะแม่”
ฉันมองหน้าแม่อย่างไม่เชื่อสายตา แล้วมันเพื่อนแม่คนไหนล่ะ บอกตามตรงเลยนะว่าฉันรู้จักเพื่อนแม่ทุกคนแต่ไม่เคยจะรู้จักอีตานี่ อย่างกับแม่จะรู้ความคิดฉันได้
“น้าธีรยาไง ลูกคงจำน้าแกไม่ได้มั้ง”
ธีรยา ธีรยา อ้อน้ายานี้เอง ฉันจำได้นะว่าน้าแกไม่มีลูก ไม่รู้ว่าแม่ไปจำอะไรสับสนมาหรือเปล่า แต่เมื่อฉันถามพ่อก็ได้คำตอบเดียวกันมา นั่งทำเอาฉันงงไปเลย
“นายระวังตัวไว้ให้ดี” เมื่อฉันพูดจบก็เดินขึ้นห้องไป ทิ้งความสงสัยให้พ่อกับแม่