[จบ]1-1 ย้อนเวลามากับระบบใส่เดี่ยว

    64 ยุติ

    “ระบบ มีของที่ใช้รีเซ็ตแต้มสถานะไหม”


    แอชเชอร์ปรึกษาระบบหากเป็นไปได้เขาอยากเริ่มใหม่ในการอัพค่าสถานะ แม้ความเร็วจะลดลงมากเขาก็พอจะได้พลังโจมตีมาทดแทน โดยเขาหวังว่าระบบจะมีสิ่งที่ใช้รีเซ็ตสถานะหรือไม่ก็วิธีการทำให้เขารีเซ็ตมัน


    [โฮสต์สามารถซื้อยาถอนค่าสถานะได้ในระบบร้านค้า 6 ดาว 1 โดสราคา 1,000 ฟอสเนอร์จี้ ประสิทธิภาพของมันเพียงพอต่อการถอนค่าสถานะ 1 หน่วย ]


    แอชเชอร์ดีใจที่ค่าสถานะของเขาสามารถถอนกลับคืนมาได้ เพียงแต่เขาต้องอ้าปากค้างเมื่อลองคำนวณดูแล้วแต้มสถานะ 110 หน่วยที่ได้แลกเปลี่ยนจากระบบหากต้องการถอนคืนเขาจะต้องเสียฟอสเนอร์จี้ถึงแสนกว่าหน่วย เป็นจำนวนที่เยอะมาก


    “ระบบ มันจำเป็นต้องซื้อเท่านั้นเหรอ”


    [แจ้งเตือน โฮสต์สามารถเสี่ยงโชคด้วยการใช้ระบบสุ่มได้]


    “ให้ตายสิ” แอชเชอร์ถอนหายใจของในระบบมีมากมาย ระบบสุ่มสำหรับเขาก็เป็นเพียงแค่ระบบที่นำออกมาฆ่าเวลาเล่นเท่านั้น โอกาสที่เขาจะได้ของในร้านค้าระดับสูงเป็นไปได้ยากมาก อย่างไรก็ตามระบบกลับบอกเรื่องที่น่าสนใจให้เขาฟัง


    [แจ้งเตือน ระบบตรวจพบสิ่งที่โฮสต์ต้องการ เพียงแค่โฮสต์ต้องทำการสุ่มให้ครบ 100 ครั้ง]


    “ระบบ หมายความว่ายังไง”


    [ยารีเซ็ตค่าสถานะถูกตั้งเป็นรางวัลสำหรับการสุ่มครบ 100 ครั้งแรก โฮสต์สามารถรับมันได้หลังจากที่สุ่มครบ 100 ครั้ง]


    แอชเชอร์ลองคำนวณก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง เมื่อรู้ว่าการสุ่ม 100 ครั้งเขาจะต้องใช้ฟอสเอนเนอร์จี้เพียง 10,000 หน่วยเท่านั้น


    —------------------------


    “ทหารกลับมาแล้ว แสดงว่าทุกๆอย่างจบแล้วสินะ”


    เสียงของนักเรียนหลายคนพูดด้วยท่าทางโล่งอกหลังจากพวกเขาเห็นทหารกลุ่มที่เข้ามาช่วยเหลือเมื่อ 1 ชั่วโมงก่อนเดินกลับเข้ามาในค่ายพลางตรวจหาคนเจ็บและออกตามหาศพของคนที่ตาย 


    “หัวหน้าหน่วยกวาดล้าง พวกคุณจัดการหมดแล้วอย่างนั้นเหรอ”


    หัวหน้าครูฝึกในค่าย 7 ถามกับหัวหน้าหน่วยกวาดล้าง เขาอยากรู้ว่ามอนสเตอร์ถูกกำจัดไปหมดแล้วหรือไม่ คอนโทรลเลอร์ที่หนีไปตอนนี้เป็นอย่างไร เหล่านักเรียนที่อยู่ไม่ไกลต่างเงียบเพื่อแอบฟังสิ่งที่ครูฝึกและทหารคุยกัน


    “สบายใจได้  คนของเราที่กระจายกันไปในแต่ละค่ายติดต่อกลับมาแล้ว มอนสเตอร์ภายในเขตแห่งนี้ถูกจัดการไปหมด เหลือเพียงแค่มนุษย์เท่านั้นที่อยู่ภายในนี้ ส่วนคอนโทรลเลอร์พวกมันตายไปแล้ว ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ถึงสาเหตุการตายของพวกมัน”


    แอชเชอร์นั่งนิ่งพลางนับแคปซูลที่เขามี ทำเหมือนกับว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับตัวของเขา ทันใดนั้นก็มีสายตาใครบางคนมองจ้องเขาแอชเชอร์จึงหันไปสบตาจนรู้ว่าหัวหน้าหน่วยกวาดล้างจ้องเขาเหมือนต้องการบางอย่าง


    “นายเป็นระดับ S ใช่หรือไม่”


    “ครับ ผมแอชเชอร์ แอสลาส”


    “ดี มากับฉันหน่อย มีคนต้องการข้อมูลเกี่ยวกับมานาบูสและการลงมือของคนที่คิดจะจัดการกับนาย”


    แอชเชอร์ลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินตามหัวหน้าหน่วยกวาดล้างไปด้านนอกค่าย ปรากฎว่ามีทหารตั้งโต๊ะมากมายเพื่อพักผ่อน


    “เอาล่ะ เขาเรื่องเลยแล้วกัน นายรู้จักมานาบูสไหม”


    “รู้ครับ”


    “รู้ด้วยใช่ไหมว่ามันเป็นของผิดกฎหมาย”


    “รู้ครับ”


    “ดี แล้วนายรู้จักคนทั้ง 5 ที่ใช้งานมันไหม”


    แอชเชอร์ส่ายหน้าพลางตอบออกไปตามตรง เขารู้สึกคุ้นหน้าพวกมันเท่านั้น แต่ไม่ได้สนิทและรู้จักชื่อ รู้เพียงแค่ว่าเป็นนักเรียนในค่ายฝึกที่ 7 เช่นเดียวกันกับเขา ขณะที่ต้องตอบคำถามแอชเชอร์ก็ไม่ลืมปกปิดแววตาและสีหน้าเอาไว้ ภายในกลุ่มทหารที่มองจ้องเขาตอนนี้ อาจจะมีคนที่เป็นพวกเดียวกันกับนักเรียนทั้ง 5 ที่ใช้มานาบูสก็ได้ แม้พวกมันจะไม่ลงมือแต่เรื่องที่เขาพูดกับหัวหน้าหน่วยกวาดล้าง อาจจะนำไปเป็นข้อมูลเพื่อส่งกลับไปยังหน่วยของพวกมันได้


    “ผมไม่รู้จักพวกเขาเป็นการพิเศษ รู้เพียงแค่ว่าเป็นหนึ่งในคนที่ฝึกภายในค่ายเดียวกันกับผมครับ”


    “ไม่รู้จักจริงๆใช่ไหม”


    “ครับ”


    “ไม่เป็นไร ถ้านายมีข่าวอะไรก็บอกกับฉันได้ตลอดที่ฉันอยู่ที่นี่”


    “เออคือว่า” แอชเชอร์ทำเป็นอ้ำอึ้งก่อนที่เขาจะเล่าสิ่งที่เห็นในเหตุการณ์นั้น


    “ผมว่าพวกเขาไม่น่าจะเป็นนักเรียนธรรมดานะครับ ในตอนที่ผมปลดอาวุธของพวกเขาพร้อมกับนำแกนมานาออกมาจากชุดเกราะ บนใบหน้าของพวกเขาไม่ได้แสดงความกลัวออกมาเลยสักนิด เหมือนกับคนที่ผ่านการฝึกมาอย่างโชกโชน ไม่เพียงแค่นั้นนะครับ ผมยังคิดว่าพวกเขาจะต้องเก่งอีกด้วย เพราะผมได้ยินมาว่าระเบิดในชุดเกราะจะถูกต่อเข้ากับแกนมานา แต่พวกเขากลับสามารถปรับแต่งชุดเกราะจนกระตุ้นระเบิดในชุดเกราะได้”


    “อืม ดี เป็นข้อมูลที่ดี ไปพักเถอะนายก็ทำงานหนักเหมือนกันนี่”


    “หัวหน้าหน่วยกวาดล้างครับ แล้วการทดสอบจะเป็นยังไงต่อเหรอครับ”


    “ฉันก็ตอบไม่ได้ ตอนนี้นายคงจะสงสัยหลายอย่างใช่ไหม เอาเป็นว่านายจะรู้ก็ต่อเมื่อครูฝึกเล่าให้ฟัง ไปๆ ฉันจะทำงานต่อ”


    แอชเชอร์ที่กำลังจะหลอกถามหลายๆเรื่องเขากลับต้องเงียบ เรื่องแรกที่เขาอยากถามคือมีใครเห็นคนฆ่าคอนโทรลเลอร์ไหม เรื่องที่สองที่เขาอยากถามออกไปคือเรื่องของมานาบูสที่ฝังรอบๆค่าย  แอชเชอร์อยากรู้ว่าใครเป็นคนลงมือฝังพวกมันเอาไว้


    “ช่างมันเถอะ หากกองทัพอยากให้รู้เดี๋ยวก็คงได้รู้เอง”


    แอชเชอร์เดินกลับเข้าไปในค่ายพลางรอต่อไป รอสัญญาณว่าครูฝึกจะให้พวกเขาทำอะไรต่อ กระทั่งผ่านไปอีก 2 ชั่วโมง เหล่านักเรียนก็เห็นครูฝึกทำสีหน้าจริงจังหลังจากคุยกับใครบางคนผ่านระบบสื่อสาร ทุกคนจึงรอลุ้นว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น


    “ทั้งหมดตรง ตามสบาย~!”


    นักเรียนทุกคนนั่งเหยียดขาต่อไปพลางมองครูฝึกที่ยืนอยู่ในตำแหน่งโดดเด่นจนนักเรียนทุกคนมองเห็น


    “จากเหตุการณ์ผิดปกติที่เกิดขึ้น จนทำให้เราต้องเผชิญหน้ากับคอนโทรลเลอร์ ทางกองทัพทั้ง 10 จึงได้ข้อสรุปออกมาว่าจะยุติการทดสอบนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป  ทั้งหมดทราบ~!”


    “ทราบ~!!!”


    เหล่านักเรียนถอนหายใจหลายคนรู้สึกผิดหวังเพราะพวกเขายังไม่ได้ทำคะแนนอะไรมาก การทดสอบกลับหยุดลงไปก่อน


    “ส่วนเรื่องคะแนน ทางกองทัพที่ 1 จะแจ้งอีกที นับจากนี้การสอบถือว่าจบลง ทราบ~!”


    “ทราบ!!!”


    “เอาล่ะ เก็บข้าวของ เราจะเดินทางกลับค่ายฝึกที่ 7  ทั้งหมดตรง แยกย้าย~!!!”


    เหล่านักเรียนเดินเข้าไปเก็บข้าวของของพวกเขาใส่เข้าไปในกระเป๋าที่สะพายเข้ามาในการทดสอบของวันแรก สำหรับชุดเกราะและอาวุธที่ได้พวกเขาจำเป็นต้องถอดทิ้งไว้ที่นี่ เนื่องจากกองทัพที่ 1 จะเป็นผู้จัดการกับพวกมัน มีด ดาบ แกนมานา ยารักษา ทุกๆอย่างที่นักเรียนได้จากการทดสอบต้องส่งคืนทั้งหมด ทำให้พวกเขาเหลือเพียงแค่สิ่งของเท่าเดิมไม่ต่างจากวันเดินทางมา


    “ไปกันเถอะ”

    วันเดินทางเข้าทดสอบ ทุกๆคนล้วนเดินมาด้วยความเป็นระเบียบ ในวันที่การทดสอบจบลงพวกเขาทุกคนล้วนเดินทางกลับออกไปอย่างอ่อนแรง ไม่มีการจัดแถว ไม่มีความเป็นระเบียบในการเดิน ทุกๆคนทำเพียงแค่เดินเกาะกลุ่มกันออกไปจากที่นี่เท่านั้น เหล่าครูฝึกที่เห็นว่านักเรียนพึ่งผ่านเรื่องหนัก จึงปล่อยให้ทำตามใจชอบได้ในช่วงขากลับ


    “ไปก่อนล่ะ อย่าได้มาเจอกันอีกเลย”


    แอชเชอร์มองไปยังจุดที่เป็นใจกลางเมืองร้าง ก่อนที่เขาจะเดินตามคนอื่นๆไปเช่นกัน ดูเหมือนว่าปลายทางของอุโมงที่พวกเขากำลังเดินผ่านจะมีรถของกองทัพที่ 7 รอรับพวกเขากลับไป


    “ระบบ เริ่มทำการสุ่มจนกว่าจะครบ 100 ครั้ง”


    แอชเชอร์ไม่คิดจะปล่อยให้เสียเวลาเปล่า เขาปล่อยให้ระบบทำการหักฟอสเอนเนอร์จี้เพื่อนำไปใช้กับระบบสุ่มของในร้านค้า ในระหว่างเดินไปช้าๆเสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ได้ดังขึ้นอย่างถี่รัวบอกเขาให้รู้ว่าภายในช่องเก็บของมีอะไรถูกใส่เข้าไปบ้าง


    [ท่านได้รับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 ห่อ]


    [ท่านได้รับกระสุน 1 ดาว 12 นัด]


    [ท่านได้รับผ้าพันแผล]


    [ท่านได้รับยารักษา 5 ดาว 1 โดส]


    …


    “ให้มันได้อย่างงี้สิ จะไม่ให้อะไรดีๆสักอย่างเลยเหรอ”


    แอชเชอร์บ่นอย่างช่วยไม่ได้ กระทั่งเขาเดินมาถึงปลายอุโมงแอชเชอร์ก็พบเข้ากับรถหุ้มเกราะห้าสิบกว่าคันจอดรอรับพวกเขากลับไปยังค่ายฝึกที่ 7 ระหว่างรถที่จอดอยู่นี้เองมีทหารสวมใส่ชุดเกราะตั้งแต่มาร์คโฟไปจนถึงมาร์คเซเว่นเดินตรวจตรา ดูเหมือนว่าผู้บัญชาการกองทัพที่ 7 จะรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยจึงส่งทหารมาคุ้มกันพวกเขา


    “ขึ้นรถเลย ใครมีเพื่อนไม่ต้องรอ ปลายทางของเราคือที่เดียวกัน!”


    “ขึ้นเลย ขึ้นไปเลย~!”


    เหล่าพี่เลี้ยงตะโกนบอกให้นักเรียนขึ้นไปบนรถหุ้มเกราะ แอชเชอร์ที่เดินขึ้นมานั่งด้านในสุดเขาก็ล็อกตัวเองด้วยเข็มขัดจากนั้นก็ตรวจสอบช่องเก็บของหลังจากการสุ่มครบหนึ่งร้อยครั้งตามที่ระบบระบุไว้


    “ระบบ มันมีผลข้างเคียงอะไรไหม”


    แอชเชอร์ถามระบบเกี่ยวกับขวดยารีเซ็ตค่าสถานะที่ได้จากการเสียแต้มไปหมื่นหน่วย ซึ่งมันสมกับเป็นระบบสุ่มเพราะเขาได้ตั้งแต่อาหาร ยา อุปกรณ์ทางทหารมากมายหลายระดับ แต่ไม่มีระดับสูงกว่า 5 ดาว  ทว่าการสุ่มในครั้งนี้แอชเชอร์ได้หลายอย่างที่ร้านค้าไม่มีขาย  ยกตัวอย่างเช่น เขาสุ่มได้ฟอสเอนเนอร์จี้ 1,000 หน่วย สิ่งนี้ไม่มีขายในระบบเขาลองสำรวจดูแล้วในระบบมีเพียงแค่แกนมานาเท่านั้น อย่างไรก็ตามเขากลับโชคดีในช่วงการสุ่มที่ 87 ถึงตลอดมาเขาจะไม่ได้ของที่เกินระดับ 5 เลย ครั้งนี้เขากลับได้สกิลที่อยู่ในร้านค้าระดับสูง ทำให้เขาพอมียิ้มได้บ้าง


    [แจ้งเตือน ยารีเซ็ตสถานะไม่มีผลข้างเคียง เพียงแต่โฮสต์จำเป็นต้องนอนหลับเป็นเวลา 5 ชั่วโมงในช่วงใช้งานยา]


    “ระบบ แล้วสกิลที่ได้มาล่ะ มันอยู่ในร้านค้าระดับไหน”


    [ไม่สามารถตอบได้]


    “แกไม่รู้เหรอว่าสิ่งนี้มาจากร้านค้ากี่ดาว ช่างเถอะ แล้วมันทำอะไรได้”


    [สกิลเท้าขนนก สามารถเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนไหวบนท้องฟ้าด้วยการเหยียบอากาศ 1 ครั้ง]


    “หืม”


    แอชเชอร์ตะลึง การจะเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ในอากาศมีเพียงแต่ต้องการใช้งานไอพ่นของชุดเกราะ แต่การใช้งานมันก็ทำให้ชุดเกราะมานาลดลงเร็วมาก แต่ตอนนี้เขากลับมีสกิลที่สามารถเหยียบอากาศเพื่อเปลี่ยนทิศทาง เดิมทีแค่สกิลพลิกตัวกลางอากาศแอชเชอร์คิดว่าเขาโกงพอแล้ว เมื่อรวมกับสกิลเท้าขนนกเข้าไปทำให้การเคลื่อนไหวบนอากาศของเขามีอิสระมากยิ่งขึ้น แอชเชอร์กลับยังไม่ใช้งานในตอนนี้เพราะคนมากเกินไป จึงเก็บทุกๆอย่างที่ได้จากระบบเอาไว้ใช้ที่ห้องพักของเขาหลังจากกลับถึงค่าย

    ตึง~!


    เสียบทุบเกราะของรถดังขึ้นทำเอาคนที่อยู่ด้านในตกใจ แอชเชอร์จึงรีบให้ระบบตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นว่ามีอะไร ก่อนจะถอนหายใจเมื่อรู้ว่าเสียงระเบิดเมื่อครู่นี้มีสาเหตุมาจากยางล้อรถระเบิด ส่วนเสียงกระแทกเป็นเสียงของทหารที่กระโดดเข้ามาจับรถด้วยชุดเกราะเพื่อไม่ให้พุ่งชนข้างทาง


    “ลงมาเร็วเข้า  เราต้องเปลี่ยนรถ~!”


    แอชเชอร์มองจ้องไปยังทหารพลางมองไปยังล้อรถหุ้มเกราะคันที่เขานั่ง ระหว่างนี้เองระบบก็ได้วิเคราะห์ยางพลางบอกกับเขาถึงสาเหตุที่ยางแตก


    [แจ้งเตือน ตรวจพบรอยกรีดที่ยางรถ]


    “พี่ชาย ผมขอไปขึ้นคันหลังดีกว่า คันใหม่ให้เพื่อนขึ้นไปเลยก็แล้วกัน”


    แอชเชอร์เริ่มออกวิ่งด้วยความรวดเร็วไม่ปล่อยให้ใครขัดขวาง ก่อนที่เขาจะกระโดดเกาะประตูฝั่งที่อยู่ข้างคนขับรถคันหลังที่กำลังวิ่งผ่าน หลังจากรู้ว่ายางแตกที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นหนึ่งในแผนของคนที่ร่วมหัวกันกับนักเรียนที่ใช้มานาบูส เขาจึงขึ้นรถของกองทัพคันที่ตามมาเพื่อกลับแทน การเปลี่ยนรถคันใหม่อาจจะทำให้เขากลับไม่ถึงค่าย จึงเลือกที่จะเกาะรถคันหลังแทน












     


    คล้ายกับเรื่อง[จบ]1-1 ย้อนเวลามากับระบบใส่เดี่ยว ที่คุณอ่าน