บทที่ 16 สำนักอันดับ 1
หลังจากที่ ชิว เหวินเจี้ยน ปลดปล่อยพลังออกมาทั่วทั้งสนามก็ต่างโดนกดดันเป็อย่างมาก ท้องฟ้าเริ่มที่จะเปลี่ยนเป็สีดำมืดสนิท ทำให้ทุกคนในสนามประลองเกิดอาการหวาดกลัวอย่างสุดซึ้ง
ทั้งๆที่ยังเป็ตอนเช้าอยู่ แต่ทว่าทุกคนกลับมองอะไรไม่เห็นเลยแม้แต่น้อยจะมีก็แต่เพียงแสงของฟ้าผ่า ที่มีเสียงดังเป็อย่างมาก
ทั่วทั้งดินแดนเมฆาแห่งนี้ต่างคิดว่าวันนี้ก็คือวันสิ้นโลกอย่างแท้จริงถ้าเขาคิดที่จะลงมือ แล้วใครจะสามารถหยุดเขาได้อีก
ทุกคนก็เข้าใจได้ภายในทันทีว่า ชิวเหวินเจี้ยน นั้น แข็งแกร่งกว่า ผู้นำกองทัพทมิฬ และหน้ากลัวกว่าเป็อย่างมาก
เมื่อ ชิว เหวินเจี้ยนเห็นท่าทางของแต่ละคนว่าเข้าใจในสถานะของตนเองแล้ว ชิว เหวินเจี้ยน ก็ได้กักเก็บพลังของเขากลับมาเช่นเดิม
ท้องฟ้าก็เริ่มแจ่มใจอีกครั้งแต่ทว่าผู้คนทั่วทั้งสนามประลองก็ยังไม่หายจากอาการหวาดกลัวนี้ไปได้
ทุกคนต่างเงียบกริบไม่มีใครกล้าส่งเสียเลยแม้สักคนเดียวเนื่องจากกลัวที่จะไปกระตุ้นโทสะของ ชิว เหวินเจี้ยน นั่นเอง
แต่ก็ได้มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาเพื่อทำให้ทุกคนได้ผ่อนคลาย “ท่านอาจารย์ พวกเราจะไปกันเลยไหมขอรับ” ถูกต้องเป็เสียงของ หลิว เฟ่ยหงส์ นั่นเอง
ชิว เหวินเจี้ยน หันไปทางประมุขของทั้ง3สำนักแว๊บนึง แล้วเขาก็ได้พาคนของสำนักไร้นามหายวับไปภายในเสี้ยววินาที
เมื่อ ชิว เหวินเจี้ยน ได้จากไปแล้ว ประมุขของทั้ง3สำนักได้แต่นั่งทรุดลงกับพื้นภายในทันที เนื่องจากพวกเขานั้นจะทนแรงกดดันขนาดนี้ไหวได้อย่างไรที่เขายังยืนอยู่ต่อหน้า ชิว เหวินเจี้ยน ได้นั้น พวกเขาจะต้องกัดฟันฝืนทนสุดแรงเพื่อที่จะพยุงตัวเองให้ยืนอยู่กับที่ได้
เหล่าลูกศิษย์ของสำนักต่างๆก็ได้มาช่วยกันพยุงประมุขของตนเองและพากลับไปยังที่สำนักของพวกเขา
เหล่าพวกลูกศิษย์เข้าใจกันดีว่า การที่ยืนอยู่ต่อหน้าคนระดับ ชิวเหวินเจี้ยน นั้น จะต้องโดนพลังกดดันอย่างมหาศาลเป็แน่อยู่แล้ว ถ้าเกิดเป็พวกเขาที่ไปยืนแทนประมุขของตนเองคงจะได้ตกตายภายใต้แรงกดดันขนาดนั้นเป็แน่
เื่เช่นนี้ทำให้เกิดเป็ข่าวดังขึ้นมาว่า สำนักไร้นาม นั้นตอนนี้ได้ขึ้นเป็สำนักอันดับหนึ่งของดินแดนเมฆาไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
ณ ที่ ดินแดนดาวเดือน หมู่บ้านตระกูลชิว
ชิว ซานเฟิง ที่ซึ่งเป็ผู้นำตระกูลอยู่ในปัจจุบันนี้เขาได้เลื่อนระดับจากเขตแดนมนุษย์ขั้นที่9 จนตอนนี้เขาได้อยู่ที่เขตแดนนักสู้ขั้นที่1เป็ที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังจะเริ่มจัดงานเลี้ยงฉลองขึ้นมา
ชิว ซานเฟิงได้เปล่าประกาศออกไปให้ทั่วทั้งดินแดนดาวเดือนได้รับรู้ว่า “วันนี้ข้านั้นได้มีพลังยุทธ์ขั้นที่1เขตแดนนักสู้เป็ที่เรียบร้อยข้าจึงอยากที่จะเชิญชวนผู้คนทุกตระกูลทั่วทั้งดินแดนดาวเดือนแห่งนี้ เข้ามาร่วมงานเลี้ยงฉลองของข้าสักหน่อย”
หลังจากที่เปล่าประกาศออกไปเสร็จเรียบร้อย ทุกคนในตระกูลชิว ก็เริ่มที่จะจัดงานเลี้ยงให้ยิ่งใหญ่อลังการกว่าที่ผ่านๆมาโดยมีการแข่งขันประลองยุทธ์ อยู่ด้วยเช่นกัน
เมื่อทุกตระกูลทั่วทั้งดินแดนได้รู้ข้าวเื่ที่ ชิว ซานเฟิง ตอนนี้อยู่ในระดับที่1เขตแดนนักสู้ ก็คิดที่จะมาร่วมงานเลี้ยงสักหน่อย เพราะว่าคนที่มีระดับเขตแดนนักสู้นั้นมีอยู่น้อยมากในดินแดนดาวเดือนแห่งนี้
เมื่อ ชิว ซานเฟิง เห็นว่าทุกอย่างกำลังไปได้ด้วยดี เขาก็ได้เรียกบุตรสาวของเขาขึ้นมาแล้วพูดว่า“หลิงซี มาหาพ่อหน่อยสิลูก พ่อมีข่าวดีจะมาบอกพ่อคิดว่าเ้านั้นน่าจะสนใจในเื่นี้อย่างแน่นอน”
เมื่อ ชิว หลิงซี ได้ยิน เขาก็รีบวิ่งมาหาท่านพ่อของเขาทันที “เสด็จพ่อมีอะไรจะมาเล่าให้ข้าฟังหรือเพคะ ข้าชักจะตื่นเต้นซะแล้วสิ”
ชิว ซานเฟิง ก็ได้เล่าเื่งานเลี้ยงในวันนี้ให้ลูกสาวของเขาได้ฟัง “หลิงซี ลูกนั้นอายุเพียงแค่15ปีแต่กลับบรรลุถึงเขตแดนมนุษย์ขั้นที่9แล้ว และวันนี้พ่อก็ได้จัดการประลองเอาไว้เพื่อลูกอีกด้วยพ่อเลยว่าจะมาถามความเห็นของลูกก่อนว่าชอบมันหรือเปล่า”
ชิว หลิงซี ถึงกับตื่นเต้นดีใจออกนอกหน้าในทันที “แล้วข้าจะได้สู้กับคนเก่งๆไหมเพคะเสด็จพ่อ ข้าอยากที่จะปะทะกับคนที่มีพลังฝีมือพอๆกับข้าสักหน่อยอย่างเช่นพวกคนที่อยู่ในดินแดนเมฆา ที่ท่านพ่อเคยบอกออกมาว่า ท่าน ชิว เหวินเจี้ยนนั้นเขาแข็งแกร่งเป็อย่างมากจนตอนนี้ เขาได้เข้าไปอยู่ในดินแดนเมฆาเป็ที่เรียบร้อยแล้ว”
ชิว ซานเฟิง ก็ไม่ได้ตกตะลึงมากเท่าใดนักที่ลูกสาวของเขาอยากจะต่อสู้กับคนเก่งๆ เนื่องจากลูกสาวของเขานั้นพิเศษเป็อย่างมาก ถึงกับสามารถเคยทำให้ตนเองพ่ายแพ้ได้มาก่อนหรือให้พูดอย่างถูกต้องก็คือ ลูกสาวของเขาในตอนนี้ เก่งกว่า ชิว ซานเฟิง ไปแล้วนั่นเอง!
ชิว ซานเฟิง ได้แต่ยิ้มแห้งๆ และกล่าวตอบกลับไป “ลูกนั้นยังมีฝีมือไม่ถึงขั้นที่จะไปยังดินแดนเมฆาได้หรอกนะ เชื่อพ่อสิเ้าจะต้องแข็งแกร่งกว่านี้อีกมากเลยทีเดียวถึงจะสามารถเดินทางไปใช้ชีวิตที่นั่นได้เพียงลำพัง”
ชิว หลิงซี ก็ได้แต่ทำหน้าบูดบุ้ยไม่พอใจและก็ได้กล่าวออกมาว่า “นี่ท่านพ่อคิดว่า ลูกอ่อนแอกว่า ไอ้ชิวเหวินเจี้ยน คนนั้นอย่างนั้นหรือเพคะสักวันข้าจะทำให้เสด็จพ่อเห็นว่าข้านั้นเติบโตขึ้นมากขนาดไหนแล้ว”
หลังจากที่ ชิว หลิงซี กล่าวจบ เธอก็ได้วิ่งหนีไปที่หน้าประตูเมืองเพื่อจะหาทางทำอะไรสักอย่างให้ ชิว ซานเฟิง รู้ว่า ตนเองนั้นเติบโตขึ้นมามากขนาดไหนแล้ว
แต่ทว่ากลับมีแขกมาเยือนที่ด้านหน้าประตูทางเข้าของตระกูลชิว เป็เด็กเพียงแค่อายุ12ปีเท่านั้น
ชิว หลิงซี จึงรีบเดินออกไปหาคนผู้นั้นแบบกำลังอารมณ์ไม่ดีและกล่าวขึ้นมาว่า“พวกเ้ามีธุระอะไรกับตระกูลของเรา เด็กน้อยเช่นพวกเ้าข้าไม่อาจอนุญาตให้เข้าไปข้างในได้โปรดกลับไปซะ”
กล่าวจบ ชิว หลิงซี ก็มีท่าทางหงุดหงิดเช่นเคย เพราะนางได้เริ่มคิดในใจว่า‘นี่ตระกูลของเรากำลังตกต่ำลงขนาดที่ให้เด็กอายุ12ปีมาเข้าร่วมงานเลี้ยงเชียวหรือ ข้าหละผิดหวังจริงๆกับตระกูลที่ข้าเกิดมา’
ชิว หลิงซี ได้แต่ทำหน้าเศร้าที่ตนเองนั้นทำไมไม่เกิดในตระกูลใหญ่ๆอย่างเช่นคนอื่นเขากัน