มู่อวี่ซีขบกรามแน่นอย่างเงียบ ๆ ทว่าดวงตาของนางกลับค่อย ๆ เปลี่ยนเป็สีแดงก่ำอย่างแค้นเคือง
หลังจากนั้นชั่วอึดใจ นางจึงกล่าวตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ “คุณหนูใหญ่ พี่สาวไม่อาจแก้ตัว”
มู่อวิ๋นฮวาเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจกับคำตอบของมู่อวี่ซี เมื่อครู่ทุกอย่างกำลังเข้าสู่ทางตัน แต่มู่อวี่ซีพยายามสร้างทางออกให้ตนเองอยู่สินะ หากอีกฝ่ายโวยวายเกรี้ยวกราดและหาเื่แว้งกัดเยี่ยงสุนัขบ้า ชื่อเสียงของนางในฐานะสตรีผู้มากด้วยพร์ก็ต้องเป็อันจบสิ้น ชีวิตที่เคยได้รับการนับหน้าถือตาว่าสูงส่งจะต้องจมดิ่ง สิ่งที่นางเลือกแสดงออกครานี้จึงนับว่าเป็การตัดสินใจที่ดี มู่อวิ๋นฮวาแม้จะรู้สึกโกรธแค้นขุ่นเคืองอย่างมาก แต่ก็พยายามข่มกลั้นความรู้สึกเ่าั้ไม่แสดงออก แบกรับความอัปยศอดสูเอาไว้ รอโอกาสตอบโต้อีกครั้งและหัวเราะอย่างสะใจในภายหลัง
ในบรรดาสตรีแสนบอบบางทั่วไปในอาณาจักรนี้อาจไม่มีผู้ใดสามารถรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้ได้ดีเท่านางอีกแล้ว ช่างเป็สตรีที่ทั้งโดดเด่นและหาตัวจับได้ยากยิ่ง
สายตาที่เคยมองนางอย่างดูแคลนเริ่มลดความรุนแรงลง ซ้ำยังดึงดูดความสนใจในทางที่ดีแก่คนหรือสองคนในที่นี้อีกด้วย
ซึ่งหนึ่งในนั้นจะเป็ใครได้ถ้ามิใช่ไป๋หลี่หย่งหนิง องค์รัชทายาท
มู่อวิ๋นฮวาอับจนคำพูด จะเรียกว่าอย่างไรดี ความงามคงเป็ปัจเจก แล้วแต่สายตาคนจะพินิจกระมัง
สำหรับองค์รัชทายาท มู่อวิ๋นฮวาหรือจะเทียบได้กับผู้เป็นางในดวงใจของเขา เขามองมู่อวี่ซีด้วยแววตาอาทรและเทิดทูนอยู่เสมอ สามารถร่ายโคลงกลอนถึงความสง่างามน่าทึ่งอันโดดเด่นเหนือสตรีอื่นของนางได้อย่างแทบไม่ต้องฉุกคิด
แม้อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ นางก็ยังคงส่องประกายความงามยิ่ง ควรค่าแก่การชิดใกล้
ในเมื่อเวลานี้สาวงามในดวงใจของเขากำลังเผชิญกับสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก องค์รัชทายาทจึงไม่รอช้า ก้าวเข้ามาให้ความช่วยเหลือ “มู่อวิ๋นฮวา แม้เ้าจะเป็บุตรีที่ชอบธรรมของตระกูลมู่ แต่ความจริงที่ว่าเ้าเป็คนโง่ก็ยังหาได้เปลี่ยนไปไม่ หากคิดว่ากล้าเข้าร่วมชุมนุมกวีในวันพรุ่งนี้ก็มาเถิด ให้รู้กันไปว่าระหว่างสตรีโง่งมอย่างเ้าหรือจะเทียบกับสตรียอดอัจฉริยะแห่งต้าซีได้”
“หึ เ้าก็ไม่ได้สูงส่งเท่าใดนักในความคิดของข้า มู่อวี่ซีแม้จะมีศักดิ์เทียบเ้าไม่ได้ในฐานะที่เป็บุตรีนอกสมรส แต่มนตรีมู่ก็ไร้ฮูหยินข้างกายมานานหลายปีมากแล้ว เขามักออกงานเพียงลำพังเสมอ นับว่าเป็เื่แปลกมากที่ต้องโดดเดี่ยวเช่นนั้น ทั้งที่จริงเขาก็น่าจะหาฮูหยินคนใหม่ได้ไม่ยาก”
“ดูเหมือนว่าคฤหาสน์ตระกูลมู่ควรจะมีฮูหยินมาคอยดูแลได้แล้ว”
ครั้นได้ยินคำตรัสขององค์รัชทายาท อนุว่านที่ถูกเอ่ยถึงโดยตรงก็แทบจะไม่เชื่อหูตนเอง นางจะได้รับการยกย่องในฐานะภรรยาแล้วหรือ ภรรยาอันชอบธรรม ที่หมายถึงการได้เป็ฮูหยินของตระกูลมู่อย่างแท้จริง!!
หากเป็เช่นนั้นจริง ซีเอ๋อร์ของนางก็จะไม่ได้เป็เพียงบุตรีนอกสมรสอีกต่อไป แต่จะเป็คุณหนูที่ชอบธรรมไม่ต่างจากนังสารเลวมู่อวิ๋นฮวา
นี่มัน...นี่มัน...
อนุว่านไม่สามารถเก็บความปีติยินดีอย่างยิ่งในครั้งนี้ไว้ได้เลย
ส่วนมู่อวี่ซีแม้จะเพียงก้มหน้าฟังอยู่เงียบ ๆ แต่ดวงตากลับเปล่งเป็ประกายเช่นกัน หากนางได้เป็ทายาทอันชอบธรรมของตระกูลมู่ ก็นับว่ายิ่งเข้าใกล้ตำแหน่งที่หมายปองมากขึ้นไปอีกขั้น
มู่อวิ๋นฮวาไม่จำเป็ต้องเสียเวลาคาดเดาให้ยากว่าอนุว่านกำลังคิดเื่ใดอยู่ หึ นางคิดว่าหนทางสู่การเป็ภรรยาอันชอบธรรมจะสะดวกสบายไร้ขวากหนามถึงเพียงนั้นเชียวหรือ
หากสามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่ายเช่นนั้นจริง อนุว่านก็คงไม่เป็เพียงนางอนุมาจนถึงทุกวันนี้หรอก
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มู่หงไห่ไม่คิดจะยกอนุว่านขึ้นเป็ภรรยาออกหน้าออกตา แม้ดูเหมือนเขาจะลืมไปแล้ว แต่ไม่ว่าเขาจะอยากลืมเพียงใดก็ไม่อาจทำได้ เวลาล่วงเลยไปกว่าสิบหกปี แม้เขาจะเกลียดฉู่เตี๋ยมารดาของนาง แต่มู่หงไห่ก็ไม่เคยถอดนางออกจากตำแหน่งฮูหยิน
ความฝันที่จะได้รับการยกฐานะเป็ภรรยาอันชอบธรรมซึ่งไม่เคยได้เป็จริงมากว่าสิบหกปี จู่ ๆ คำตรัสขององค์รัชทายาทหรือจะสามารถเปลี่ยนใจมู่หงไห่ได้ ฮ่องเต้ยังคงทรงประทับอยู่บนบัลลังก์เช่นนี้ แล้วองค์รัชทายาทเอาความมั่นใจเ่าั้มาจากไหน
มู่อวิ๋นฮวาขึ้นเสียงโต้แย้ง “หลานชายรัชทายาท ในฐานะที่ข้าเป็ชายาเสด็จอาเจ็ดของหลาน ข้าต้องขอเตือนว่าสมควรเอาเวลาที่ใช้ไปกับการกังวลเื่อนุหรือภรรยาของผู้อื่นมาสนใจเื่ตัวเองจะดีกว่า”
“มู่อวิ๋นฮวา หากเ้ายังกล้าเรียกตนเองว่าชายาเสด็จอาเจ็ดอีกแม้แต่ครั้งเดียว อย่าหาว่าข้าไม่เตือน” ไป๋หลี่หย่งหนิงเริ่มทนไม่ไหวกับการยกตนข่มท่านเช่นนี้
“รัชทายาท แม้หลานจะไม่อยากยอมรับฐานะของข้า แต่ก็จำต้องฝืนทนแล้ว เพราะข้าได้คำนับฟ้าดินกับเสด็จอาเจ็ดของหลานตามประเพณี แม้แต่เสด็จอาของหลานก็หาได้คัดค้าน หลานหรือจะปฏิเสธข้าได้ จริงหรือไม่หลานชาย”
มู่อวิ๋นฮวาวางตนอย่างผู้าุโกว่า ทำให้องค์รัชทายาทไม่อาจทนต่อการยั่วยุเช่นนั้นได้อีกต่อไป สีหน้าของไป๋หลี่หย่งหนิงโกรธเกรี้ยว เขายกมือขึ้นเพื่อจะเรียกคนมาจัดการนาง ทว่ามู่อวิ๋นฮวาเอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน
“หลานชายรัชทายาทอย่าได้คิดจะก้าวร้าวต่อข้าเสียให้ยาก ผู้ที่ออกคำสั่งกับข้าได้คือเสด็จอาเจ็ดของหลาน ิอ๋อง ไป๋หลี่จงหัว ในฐานะผู้น้อย สมควรหรือที่เ้าจะสอดมือเข้ามาวุ่นวายเื่ของผู้ใหญ่ อาสะใภ้ขอแนะนำหลานว่าสมควรคิดให้รอบคอบว่าจะกราบทูลแก้ตัวกับเสด็จพ่ออย่างไร”
“เหตุใดข้าต้องกราบทูลแก้ตัวกับเสด็จพ่อ!”
มู่อวิ๋นฮวาแสดงสีหน้าประหลาดใจ “ท่าทางหลานชายจะเลอะเลือนไปเสียแล้ว เมื่อตอนที่เราพบกันครั้งแรกที่หน้าคฤหาสน์ตระกูลมู่ หลานเป็คนพูดเองว่าฮ่องเต้ทรงทราบเื่ทั้งหมดแล้ว ซ้ำยังกล่าวหาว่าข้าขัดพระบัญชาของฝ่าา และท่านพ่อของข้ากลับมาเมื่อใด ข้าจะต้องถูกโบยจนสิ้นใจ...”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นองค์รัชทายาทที่ดูเหมือนจะลืมเื่นั้นไปแล้วจริง ๆ ก็เริ่มครุ่นคิดตามคำของมู่อวิ๋นฮวา และไม่ทันที่นางจะเอ่ยสิ่งใดต่อ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็ตื่นตระหนกเล็กน้อย
กระทั่งริมฝีปากยังเม้มเข้าหากัน
มู่อวิ๋นฮวาสายตาไวพอที่จะสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงนั่นแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม ถึงกระนั้นนางก็ยังไม่หยุดพูดอย่างตรงไปตรงมาเพื่อระบายความโกรธแค้น “แม้แต่หลานก็คงทราบอย่างชัดเจนแล้ว ฮ่องเต้ได้พระราชทานสมรสระหว่างิอ๋องกับข้า แล้วพระองค์จะทรงคืนคำ เปลี่ยนแปลงพระบัญชาได้หรือ”
“แท้จริงแล้วฮ่องเต้ทรงทราบเื่ทั้งหมดจริงหรือไม่ หรือเป็หลานเองที่บังอาจกล่าวอ้างพระบัญชาอย่างไร้ความจริง ซ้ำยังโป้ปดบิดเบือนความในพระราชโองการต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก...”
“นี่มันเื่ไร้สาระอะไร!!”
ก่อนที่มู่อวิ๋นฮวาจะกล่าวจบ จู่ ๆ เสียงอันดังก้องก็ลอยมาขัดจังหวะ
มู่อวิ๋นฮวาหันไปทางต้นเสียงก็พบว่ามีเกวียนเทียมลาสี่ล้อจอดอยู่พร้อมกับชายผู้หนึ่งที่อยู่ข้างคนขับ เขาแต่งกายด้วยอาภรณ์ชั้นดีทว่าเปื้อนไปด้วยฝุ่นจากการเดินทาง
ถึงกระนั้น ท่าทางสุขุมนุ่มลึกมองดูแล้วรู้สึกปลอดโปร่งของเขาก็ยังไม่อาจถูกบดบังลงได้ ชายผู้นี้ดูไม่ต่างจากสุราชั้นดีที่ยิ่งบ่มนานวันก็ยิ่งเลิศรสล้ำค่า ใบหน้าของเขามีร่องรอยแห่งกาลเวลาอยู่บ้างตามวัย แต่แววตายังคงลึกล้ำเต็มเปี่ยมไปด้วยแรงดึงดูด ซ้ำยังดูนุ่มนวล เอื้อเฟื้อ โอบอ้อมอย่างที่คนหนุ่มไม่อาจมีได้
ไม่น่าแปลกใจที่อนุว่านยอมอยู่ข้างกายมู่หงไห่มานานนับสิบปี แม้จะได้รับฐานะเป็เพียงอนุคนหนึ่ง นางนับว่าตาถึงจริง ๆ
“เ้ากำลังทูลเื่ไร้สาระอะไรกับองค์รัชทายาท มารยาทอันดีงามไปอยู่ที่ไหนเสียหมดแล้ว ข้ามู่หงไห่ไม่เคยสั่งสอนให้เ้าประพฤติตนน่าละอายเพียงนี้” มู่หงไห่ขมวดคิ้วอย่างเคร่งขรึม
นี่เป็ครั้งแรกที่มู่อวิ๋นฮวาได้พบหน้าบิดาของนาง หากไม่ได้ยินแม่นมเรียกเขาว่า ‘นายท่าน’ นางก็คงไม่ทราบเช่นกันว่าแท้จริงชายกลางคนหน้าตาหล่อเหลาผู้นี้เป็ใคร
เพราะจากการรับรู้ของนาง ตลอดสิบหกปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีใบหน้าของชายผู้นี้อยู่เลย
แล้วจู่ ๆ เหตุใดเขาจึงปรากฏตัวในเวลานี้ และเริ่มอ้างความเป็บิดาของนางกันเล่า