ห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมชื่อดัง ถูกใช้เป็ที่รองรับผู้คนที่มาร่วมงานแต่งงานเพื่อนสาวของ ต้นบุญ อัครเศวตกุล ชายหนุ่มผู้ที่ตั้งใจมาร่วมเป็เกียรติในงานแต่งนี้ด้วยอีกคน ทั้งญาติผู้ใหญ่และเพื่อน ต่างก็พากันมาร่วมเป็สักขีพยานแห่งรักของเมธินีและเ้าบ่าวที่ยังไม่มีวี่แววจะมาปรากฏตัว ถึงแม้ว่าฤกษ์สวมแหวนจะถึงอยู่อีกไม่กี่นาทีนี้แล้ว
“เล็กช่วยเฟิร์นหน่อยนะ ช่วยเป็เ้าบ่าวให้เฟิร์นหน่อย แค่ให้งานนี้ผ่านไปได้ แล้วเฟิร์นจะไม่ขออะไรเล็กอีกเลย”
ประโยคอ้อนวอนที่ออกจากปากของเพื่อนสาว พร้อมกับเสียงสะอื้นไห้และน้ำตาที่กำลังเอ่ออยู่รอบดวงตา สร้างความหนักใจให้กับต้นบุญเป็อย่างมาก
ห้องแต่งตัวของเ้าสาวที่โรงแรมมอบให้เป็ของแถมสำหรับบ่าวสาวผู้มาใช้บริการ ถูกปิดเพื่อใช้เป็สถานที่พูดคุยขอร้องเพื่อนสนิท เนื่องจากเ้าบ่าวตัวจริงหายตัวไม่มาร่วมงาน ความลำบากจึงต้องตกมาเป็หน้าที่ของเ้าสาว ที่จะต้องหาวิธีแก้สถานการณ์ และการออกไปประกาศยกเลิกงานในขณะนี้ไม่ใช่เื่ง่าย แม่ของเธอคงไม่ยอม เพราะท่านเป็ประเภทเสียเท่าไหร่ไม่ว่า แต่อย่าเสียหน้าเป็พอ
จากที่ตั้งใจจะมาช่วยงานแต่งงานของเพื่อนสาว กลับกลายว่าจะต้องมาเป็เ้าบ่าวแก้ขัดให้ ฟังดูแล้วก็ไม่ค่อยจะเข้าท่าเท่าใดนัก
“เฮ้ย! ไม่ดีมั้งเฟิร์น ผมว่าเฟิร์นโทรตามเ้าบ่าวตัวจริงดีกว่า ถ้าเขารู้ว่าผมมาสวมรอยเป็เ้าบ่าวอย่างนี้ จะเป็ปัญหาเอานะ” ต้นบุญบอกเพื่อนสาวถึงหนทางแก้ปัญหา
“ฮือออ...เฟิร์นโทรแล้วเล็ก แต่ว่าติดต่อไม่ได้ เขาตั้งใจไม่รับสายเฟิร์น เขาตั้งใจจะฉีกหน้าเฟิร์นอ่ะเล็ก ฮือออ” เมธินีถึงกับปล่อยโฮ เมื่อต้องพูดถึงเ้าบ่าวที่หนีหาย
“ไม่มั้ง...” ต้นบุญเอ่ยเสียงอ่อย พยายามพูดปลอบเพื่อนทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็รู้สึกสลดกับสิ่งที่ได้ยิน
“เฟิร์นคิดมากไปหรือเปล่า เมื่อคืนเขาอาจจะไปเลี้ยงสละโสดหนักไปหน่อย จนอาจจะยังไม่ตื่น หรือไม่ก็โทรศัพท์แบตฯ หมดก็ได้นะ เฟิร์นโทรเข้าบ้าน หรือว่าโทรตามเพื่อนของเขาหรือยัง”
“โทรหมดแล้วเล็ก โทรเข้าบ้านไม่มีคนรับ โทรหาเพื่อนเขาก็ไม่มีใครรู้ เขาตั้งใจฉีกหน้าเฟิร์นจริง ๆ เฟิร์นมั่นใจตอนนี้เอง ไม่คิดว่าเขาจะทำกันได้ แต่เขาก็ทำแล้วจริง ๆ อ่ะเล็ก” เมธินีพูดไปร่ำไห้สะอึกสะอื้นไป ปาดน้ำตาจนใบหน้าที่แต่งเอาไว้สวยงามเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา
“มีเื่ทะเลาะกันอย่างนั้นเหรอ?”
“.......” เมธินีพยักหน้ารับ ก่อนจะปาดน้ำตาทิ้งอีกครั้ง และหันมามองหน้าต้นบุญด้วยสายตาอ้อนวอน
“เล็กช่วยเป็เ้าบ่าวให้เฟิร์นหน่อยเถอะนะ เล็กคนดี ช่วยเพื่อนหน่อยนะ ถ้างานนี้ล่มเฟิร์นต้องแย่จริง ๆ แม่ต้องตัดแม่ตัดลูกกับเฟิร์นแน่เลย”
“เฮ้ยยยย....ไม่ขนาดนั้นมั้ง”
“ขนาดนั้นสิ เล็กก็รู้ว่าเื่หน้าตาสำหรับแม่เราสำคัญขนาดไหน” เมธินีตอบกลับเสียงดังฟังชัด ก่อนจะเปลี่ยนเป็น้ำเสียงอ้อนวอนดังเดิม “นะเล็กนะ...ช่วยเฟิร์นหน่อยนะ เฟิร์นไม่รู้จะพึ่งใครแล้วจริง ๆ แค่ช่วยเป็เ้าบ่าวหลอก ๆ ให้งานผ่านไปได้แค่นั้นแหละ”
ก๊อก..ก๊อก..ก๊อก..ก๊อก...
เสียงเคาะประตูห้องรัว ๆ ดังขึ้น จนเมธินีต้องปาดน้ำตาแล้วเดินไปแง้มประตูห้องดูผู้มาเคาะ
“ได้ฤกษ์แล้วนะเฟิร์น ทำไมยังไม่ลงไปกันสักที รู้หรือเปล่าว่าผู้ใหญ่ตั้งกี่คนต้องมานั่งรอพวกแกกัน โทรศัพท์มาก็ไม่รับ ต้องให้แม่ขึ้นมาตามเองอีก แกจะทำให้แม่เสียหน้าไปถึงไหน” คุณสดศรีเอ่ยอยู่ที่หน้าประตูทันที ที่ได้เห็นหน้าลูกสาวเปิดประตูออกมา และเสียงนั้นก็ดังพอที่จะเข้าไปด้านในให้ต้นบุญได้ยินด้วยอีกคน
“ขอโทษค่ะแม่ แม่ลงไปรับหน้าแขกก่อนนะคะ เดี๋ยวพวกเราตามลงไปค่ะ”
“มันก็ต้องเป็อย่างนั้นสิ เ้าบ่าวแกนี่มันพึ่งพาไม่ได้เลยนะ นอกจากจะไม่เอาญาติมาช่วยกันแล้ว ยังจะไม่ยอมลงไปช่วยกันรับแขกอีก ทำอย่างกับแกไปบังคับจับให้มาแต่งด้วยอย่างนั้นแหละ ดูสิ..ฉันต้องแบกหน้ารับแขกอยู่คนเดียว”
คุณสดศรีตอบรับ แต่ก็ขอให้ได้บ่นเสียหน่อย ก่อนจะเดินลงไปทำหน้าที่ของตนเองต่อที่ห้องจัดเลี้ยง ส่วนเมธินีรีบปิดประตูและเดินกลับมาขอความช่วยเหลือจากชายหนุ่มหนึ่งเดียวที่เป็ความหวังของเธอต่อ
คงไม่ต้องบอกว่า ต้นบุญจะยอมเป็พระเอกขี่ม้าขาวให้กับเมธินีหรือไม่ เพราะคำตอบของชายหนุ่มปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ของเช้าวันถัดมา
บ้านอัครเศวตกุลวุ่นวายกันั้แ่เช้า เพราะข่าวที่ลงอยู่ในคอลัมน์ซุบซิบสังคม
ก๊อก..ก๊อก..
“ไอ้เล็กเปิดประตู ออกมาคุยกันหน่อยซิ ไอ้เล็ก” เป็เสียงขึงขังจากพี่ใหญ่ของบ้าน ที่ถูกปลุกขึ้นมาด้วยเสียงโทรศัพท์ของคุณทัศนีย์ ผู้เป็แม่ ที่โทรมาจากจันทบุรี หลังจากได้เห็นข่าวแต่งงานของลูกชายคนเล็กในหน้าข่าวสังคม
“คุณเล็กไม่อยู่ในห้องหรอกค่ะคุณใหญ่ น้อยเห็นอยู่ที่เรือนต้นไม้โน่นค่ะ” น้อย สาวใช้ที่ขึ้นมาทำความสะอาดอยู่ที่ชั้นบน ส่งเสียงบอกหนึ่งในเ้านายของตน เมื่อเห็นว่ามายืนเคาะประตูเรียกคนที่ไม่ได้อยู่ในห้อง
“น้อย..หนังสือพิมพ์เช้านี้อยู่ที่ไหน?” ต้นกล้าไม่ได้พูดถึงน้องชายต่อ แต่กลับถามถึงหนังสือพิมพ์แทน
“อยู่บนโต๊ะอาหารแล้วค่ะ”
แค่เพียงได้ฟังคำตอบ ต้นกล้าก็เดินตัวปลิวลงบันไดไป
“รีบอะไรกันขนาดนั้นนะ” น้อยบ่นพึมพำยืนเกาหัวแกรก ๆ มองตามเ้านายไปด้วยความงุนงง
ต้นกล้าตรงมาหยิบหนังสือพิมพ์เปิดอ่านข่าวหน้าสังคมตามที่แม่ของเขาบอก และก็เห็นมีข่าวแต่งงานของต้นบุญจริง ๆ แต่มันเกิดขึ้นได้อย่างไร น้องชายของเขาแต่งงานทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครในบ้านรู้เื่ งานนี้ต้องมีเคลียร์กันแน่นอน พี่ใหญ่ของบ้านถือหนังสือพิมพ์ติดมือออกมาขอคำตอบจากน้องชายคนเล็ก
แต่แค่จะเดินออกจากประตูบ้าน ก็พบเข้ากับน้องชายคนรองเสียก่อน ต้นน้ำเดินถือเสื้อสูทพาดบ่าเข้ามาในบ้าน
“ไอ้รอง นี่แกเพิ่งกลับอีกแล้วเหรอวะเนี่ย” ต้นกล้าเอ่ยทักน้องชาย พร้อมกับสายตาที่มองน้องของตนั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า แล้วสรุปได้ว่าเป็เช่นนั้น เพราะเสื้อผ้ายังคงเป็ชุดของเมื่อวาน
“ครับ แหมพี่ใหญ่ไม่เห็นต้องทำหน้าใขนาดนั้นเลย ผมว่าพี่น่าจะชินได้แล้วนะครับ” ต้นน้ำตอบกลับพร้อมรอยยิ้มกวน ๆ ของเขา อย่างตั้งใจจะดึงความจริงจังของพี่ชายตัวเองลงมาบ้าง
“ฉันควรจะชินใช่ไหม ไอ้สิ่งที่พวกแกทำกันเนี่ย” น้ำเสียงจริงจังตอบกลับมา พี่ชายคนโตยังคงมีสีหน้าเคร่งขรึม
“พวกแก?” ต้นน้ำสะดุดหูกับคำว่าพวกแก จนต้องย้ำถามพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม จ้องมองต้นกล้าอย่างรอฟังคำตอบ “ทำไมเหรอครับ ไอ้เล็กมันไปทำอะไรไว้ อย่าบอกว่ากลับเช้าเหมือนผมนะ”
“เปล่า..”
“ก็นั่นไง” ต้นน้ำยิ้มออก เพราะคำตอบนั้นตรงกับที่เขาคิดเอาไว้
“ไอ้เล็กมันออกจะเป็เด็กดี กลับแต่วัน ตื่นแต่เช้า เที่ยวป่าเขา รักไม่ยุ่ง มุ่งแต่งาน ไม่ฝักใฝ่สาว ๆ อย่างผมซะหน่อย” พี่ชายคนรองพูดถึงน้องชายของเขาด้วยสโลแกนที่สรุปความเป็ตัวตนของต้นบุญเอาไว้
“เออ ไม่ฝักใฝ่สาว ๆ แต่มันแต่งงานเลย” ต้นกล้าเอ่ยตอบพร้อมกับยื่นหนังสือพิมพ์หน้าที่พับเอาไว้ให้น้องชายคนรอง
“ฮ้า!!!! พี่ใหญ่ว่าอะไรนะ?” ต้นน้ำถึงอุทานเสียงดัง ตาโต กับสิ่งที่ได้ยิน ถามพี่ชายอีกครั้งอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตนเอง
“..............” ไม่มีเสียงตอบกลับจากพี่ใหญ่ของบ้าน ต้นกล้าพยักหน้าไปที่หนังสือพิมพ์ บอกน้องชายให้อ่านเอาเอง
“เฮ้ย! เป็ไปได้ยังไง ไอ้เล็กแต่งงาน แต่ผมไม่รู้เื่เนี่ยนะ? พี่ใหญ่รู้มาก่อนหรือเปล่าครับ?” ต้นน้ำกวาดตามองไปตามตัวอักษรแป๊บเดียวก็ส่งเสียงอุทานออกมาอย่างเหลือเชื่อ
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนแกนี่ละ จะออกไปถามมันอยู่เนี่ย เห็นน้อยว่ามันอยู่ที่เรือนต้นไม้” ต้นกล้าตอบน้องชาย ใบหน้าเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามไม่แพ้กัน
“ไปครับ ผมไปด้วย อยากรู้เหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น”