“ส่งระดับพันโทมาเลยงั้นเหรอ...”
“ครับ แจ้งว่าคนกำลังจะถึงแล้ว ให้พวกเราเตรียมงานส่งมอบตัวให้พร้อม”
ผู้กำกับหลี่ครุ่นคิดด้วยความสงสัยการที่มาถึงเร็วขนาดนี้ แสดงว่าพันโทฉินผู้นี้ต้องอยู่ในจิงซื่ออยู่แล้ว
“ผู้กำกับครับ แล้วสถานการณ์ข้างในเป็นยังไงบ้าง จี้...”
ยังไม่ทันขาดคำตำรวจเวรนายหนึ่งก็ก้าวพรวดพราดเข้ามา “ทนายของจี้ทิงมาถึงแล้วครับบอกว่าขอเข้าพบลูกความ”
ผู้กำกับหลี่นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนสั่งการ“ไปบอกเขาว่าการสอบปากคำรอบแรกยังไม่เสร็จ ให้เขามาใหม่ตอนบ่าย”
“รับทราบครับ”
ตำรวจเวรกลับไปยังห้องโถงหน้าและแจ้งความตามนั้นให้ทนายหลิวทราบ
ทันทีที่ได้ยินทนายหลิวก็ขมวดคิ้วฉับ “ลูกความของผมเข้ามาตั้งแต่สี่ทุ่มเมื่อคืนจนตอนนี้แปดโมงเช้าแล้ว เป็นไปได้ยังไงที่การสอบปากคำรอบแรกยังไม่เสร็จ?”
“สถานการณ์ปัจจุบันเป็นแบบนี้ครับ”
“พวกคุณปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบผมจะยื่นเรื่องขอให้พิจารณาคำสั่งทางปกครองใหม่”
ตำรวจเวรไม่เอ่ยอะไรต่อเพียงกล่าวสั้นๆ “เชิญยื่นคำร้องได้ครับนั่นเป็นสิทธิ์ตามกฎหมายของคุณ”
ทนายหลิวข่มอารมณ์พลางหมุนตัวเดินออกจากสถานีตำรวจทันทีที่พ้นประตูใหญ่ เขาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทันที “ฮัลโหลประธานจี้ครับ ผมเพิ่งออกมาจากสถานีตำรวจครับ”
การที่ทนายออกมาเร็วขนาดนี้แสดงว่าคงไม่ได้พบจี้ทิงแน่ จี้เยี่ยนจื๋อเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนถาม“ตอนนี้เขายังอยู่ที่นั่นไหม?”
“เรื่องนี้บอกยากครับ ถ้าคุณชายรองมีส่วนพัวพันในคดีที่ท่านว่าจริงผมคาดว่าทางตำรวจคงจะโอนตัวคุณชายให้ทางฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ”
ถึงแม้จี้เยี่ยนจื๋อจะคาดการณ์เรื่องนี้ไว้แล้วแต่ในใจก็อดพาลโกรธลู่เหยียนชูไม่ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะหมอนั่นจี้ทิงก็คงไม่ต้องมาพัวพันกับเรื่องยุ่งยากแบบนี้
เขาจึงเอ่ยเสียงเย็น“ถ้าเขาถูกส่งตัวเข้าฝ่ายความมั่นคง คุณจะเข้าพบเขาได้ไหม?”
“ก็พอจะได้อยู่ครับ” ทนายหลิวมีสีหน้าลำบากใจ“แต่มันไม่เหมือนกับที่สถานีตำรวจการจะขอเข้าพบต้องยื่นคำร้องล่วงหน้า ส่วนเบื้องบนจะอนุมัติไหมหรืออนุมัติเมื่อไหร่ ผมเองก็ให้คำตอบที่แน่นอนไม่ได้ครับ”
“งั้นคุณรีบยื่นคำร้องเดี๋ยวนี้เลย มีอะไรคืบหน้าให้โทรหาผมทันที”
“รับทราบครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อลดโทรศัพท์ลงสายตาคมเข้มจดจ้องไปยังโต๊ะทำงานอย่างเคร่งขรึม ในเมื่อทนายหลิวไม่ได้พบตัวคำพูดที่เขาฝากไปก่อนหน้านี้ก็คงไปไม่ถึงหูจี้ทิง
เดิมทีเขาตั้งใจจะบอกจี้ทิงว่าไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมดักฟังหรืออุปกรณ์ใดๆให้โยนให้เป็นของกลุ่มบริษัทซื่อลี่ไปให้หมด ให้บอกว่าตัวเองแค่ใช้งานเป็นเท่านั้นส่วนเรื่องอื่นฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติย่อมสืบหาความจริงได้เองสิ่งที่จี้เยี่ยนจื๋อกังวลที่สุดคือจี้ทิงจะปกปิดความลับของตัวเองจนกลายเป็นที่สงสัยในเรื่องอื่นๆ ตามมา
เขานิ่วหน้าเครียดปลายนิ้วขยับเคาะริมฝีปากเบาๆ ผ่านไปครู่หนึ่งคล้ายตัดสินใจบางอย่างได้จึงยกโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง
“ฮัลโหล ฉันเอง”
“แหม ลมอะไรหอบมาเนี่ยถึงโทรมาหาฉันได้?” เสิ่นมู่หลานเอ่ยถามอย่างหยอกเย้า“จะพาเสี่ยวทิงมากินฟรีอยู่ฟรีที่บ้านฉันอีกหรือไง?”
“ต่อให้เขาอยากไปก็คงไปไม่ได้แล้ว” จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยเสียงหนัก“เขาเข้าไปพัวพันกับเรื่องหนึ่งตอนนี้คนอยู่ที่ฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเสิ่นมู่หลานจางหายไปทันที“แล้วที่นายโทรมาหาฉัน หมายความว่า...”
จี้เยี่ยนจื๋อหลุบตาลงพลางถอนหายใจยาว“ฉันรู้ว่านายไม่อยากติดต่อกับทางบ้าน แต่ตอนนี้จี้ทิงกำลังมีปัญหาฉันคิดไปคิดมาก็เหลือแค่นายที่พอจะช่วยได้”
ปลายสายเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา“นายนี่เหมือนแมววิเชียรมาศจริงๆ เลยต่อให้จะไม่ชอบขี้หน้าแมวตัวอื่นในบ้านแค่ไหนแต่สุดท้ายก็ยอมทำหน้าบึ้งไปช่วยเขากลบทรายแมวอยู่ดี”
จี้เยี่ยนจื๋อกัดฟันกรอด“ฉันพูดเรื่องคอขาดบาดตายอยู่ แต่นายจะมาชวนคุยเรื่องแมวเนี่ยนะ?”
“ร้อนตัวไปได้” เสิ่นมู่หลานหัวเราะ “เอาเถอะ เห็นแก่ที่นายนานๆ ทีจะมาขอร้องฉันสักครั้ง รอฟังข่าวแล้วกัน”
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปรถหงฉี L5ก็เคลื่อนมาจอดสนิทที่หน้าสถานีตำรวจทนายหลิวเหลือบมองป้ายทะเบียนรถที่เป็นพื้นขาวตัวอักษรแดงแล้วใจหายวาบ
ทำไมถึงเป็นรถทหารล่ะคนจากกองทัพมาเองแบบนี้ หรือว่า...คุณชายรองจะไม่ได้ถูกส่งตัวให้ฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ?
ปัง!เสียงปิดประตูรถดังสนั่น ชายหนุ่มในชุดโค้ทสีดำก้าวลงมาพร้อมกับผู้ติดตามอีกสองคนตรงเข้าไปในสถานีตำรวจด้วยท่าทางองอาจ
ทนายหลิวเห็นหน้าไม่ชัดทว่ารูปร่างนั้นสูงโปร่งและสง่างามเพียงแค่แผ่นหลังก็แผ่กลิ่นอายความเด็ดขาดและเย็นชาจนน่าเกรงขาม
ฉินไจ้เย่เดินเข้าไปในห้องโถงตรงไปยังช่องติดต่อแล้วยื่นบัตรประจำตัวทันทีโดยไม่เสียเวลาพูดพร่ำทำเพลงตำรวจเวรตรวจสอบเพียงครู่เดียวก็รีบลุกขึ้นเปิดประตูให้เขาเข้าไปข้างใน
เมื่อผู้กำกับหลี่เห็นหน้าฉินไจ้เย่หัวใจก็กระตุกวูบ
ก่อนหน้านี้เขายังนึกสงสัยว่าทำไมเรื่องนี้ถึงส่งพันโทมาจัดการแต่เมื่อได้เห็นตัวจริงเขาก็เข้าใจ พันโทวัยเพียงยี่สิบเศษๆตั้งแต่ก่อตั้งประเทศมามีนับนิ้วได้เลย คนประเภทนี้ถ้าไม่เก่งกาจเหนือคนทั่วไปก็ต้องมีภูมิหลังทางครอบครัวที่ยิ่งใหญ่คับฟ้า แต่ความเป็นไปได้มากที่สุดคือเขามีทั้งสองอย่าง
ผู้กำกับหลี่ไม่ได้แสดงความตื่นตระหนกออกมาทางสีหน้าเขาขยับเข้าไปใกล้พร้อมกับยื่นมือทักทาย “ผมผู้กำกับหลี่หลี่ฉางอันครับ”
มือที่สวมถุงมือสีดำของฉินไจ้เย่ยื่นมาจับตอบน้ำเสียงนั้นเย็นเยียบกระด้าง “ฉินไจ้เย่ จากกองพลที่73 กองทัพภาคตะวันออก”
“พันโทฉิน เชิญไปนั่งที่ห้องทำงานผมก่อนครับ ผมจะสรุปรายละเอียด...”
“ไม่ต้อง” ฉินไจ้เย่เอ่ยหน้าตายพลางส่งสัญญาณให้คนข้างกาย “คุณให้คนรวบรวมบันทึกคำให้การและเอกสารทั้งหมดส่งมอบให้เขาผมจะพาคนไปเดี๋ยวนี้”
ผู้กำกับหลี่ไม่โต้แย้งและสั่งการให้คนเตรียมการส่งมอบตัวทันที
ครู่ต่อมาตำรวจเดินออกมาจากข้างในด้วยท่าทางจนใจ “ผู้แจ้งเหตุทางการกำลังทานอาหารอยู่ครับเขาบอกว่าขอทานให้เสร็จก่อนค่อยไป”
ผู้กำกับหลี่หลุดขำในใจอย่างช่วยไม่ได้คนคนนี้ช่างมีความพิเศษตั้งแต่หัวจรดเท้าจริงๆ จากนั้น เขาก็หันไปทางฉินไจ้เย่“พันโทฉินครับ ทั้งสี่คนนั้นตอนนี้ยังมีสถานะเป็นพยานอีกทั้งการสอบสวนก็ลากยาวมาทั้งคืนแล้ว ถ้ายังไง...”
ยังไม่ทันพูดจบฉินไจ้เย่ก็เบือนหน้ามาด้วยสายตาเย็นชา “ไปคุมตัวออกมา”
“ครับ!”
ทหารสองนายด้านหลังตรงดิ่งไปยังห้องสอบสวนไม่ถึงครึ่งนาทีก็กึ่งลากกึ่งจูงจี้ทิงออกมาอย่างอุกอาจ
จี้ทิงไม่ได้เห็นผู้กำกับหลี่หรือฉินไจ้เย่เลยเขาถูกลากผ่านทางเดินไปยังประตูข้างของสถานีตำรวจและถูกเหวี่ยงขึ้นรถควบคุมตัวทันที
ครู่ต่อมาลู่เหยียนชูก็ถูกคุมตัวตามขึ้นมาข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือจี้ทิงถูกใส่กุญแจมือไขว้หลังไว้
พอลู่เหยียนชูเห็นสภาพนั้นเขาก็ขมวดคิ้วแน่น “พวกเราไม่ใช่ผู้ต้องหาทำไมต้องใส่กุญแจมือเขาด้วย?”
ทว่าสิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงความเงียบลู่เหยียนชูถูกกดให้นั่งลงตรงข้ามกับจี้ทิง โดยมีตำรวจขนาบข้างทั้งซ้ายและขวา
เมื่อได้ยินเสียงลมหายใจที่เริ่มหนักหน่วงของลู่เหยียนชูจี้ทิงก็เงยหน้าขึ้นพูด “ฉันไม่เป็นไรนายไม่ต้องห่วง พวกเขาคงจะกำลังย้าย...”
“ห้ามคุยกัน!” ตำรวจตวาดขัดจังหวะด้วยเสียงดัง
จี้ทิงจ้องมองตำรวจนายนั้นพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“ตามมาตรา 63 แห่งกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาการข่มขู่ ดูหมิ่น ทำร้ายร่างกาย หรือกลั่นแกล้งพยานและญาติสนิทของพยานถือว่ามีความผิดทางอาญา พวกคุณกำลังใช้มาตรการบังคับกับผมซึ่งถือว่าเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ”
พูดจบเขาก็สำทับอีกประโยค“ถ้ายังไม่หยุด ผมจะยื่นฟ้องทั้งหน่วยงานและพวกคุณเป็นการส่วนตัว”
เจ้าหน้าที่ตำรวจแซ่อู๋ได้ยินดังนั้นก็เอ่ยออกมาเพียงประโยคเดียว “กุญแจมือที่คุณใส่อยู่น่ะมันเป็นกุญแจมือของทหาร”
จี้ทิงเข้าใจความหมายนั้นทันทีคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย [ทหารงั้นเหรอ?]
ฉินไจ้เย่ยื่นมือออกไปทว่าจังหวะที่กำลังจะเปิดประตูรถ มือเขากลับชะงักงัน
แววตาของเขาฉายแววสงสัยที่ยากจะสังเกตเห็นทว่าใบหน้ายังคงนิ่งสนิทราวกับผิวน้ำในฤดูหนาวก่อนจะเบือนสายตาไปยังรถควบคุมตัวที่จอดอยู่ด้านหลังรถเก๋งของเขาอย่างช้าๆ