สายลมวสันตฤดูพัดผ่านเข้ามาทำให้หิมะที่เคยให้ความหนาวเหน็บในเหมันตฤดูละลายหายไปกับแสงสุริยันที่สาดส่องลงมา ท้องฟ้าในฤดูวสันต์ช่างสดใส สายลมอ่อนๆ พัดใบไม้ใบหญ้าให้ไหวเอนไปกับสายลมเหล่าพฤกษาหลากหลายสายพันธ์ต่างแข่งขันกันแตกยอดผลิใบ
ในตำหนักรับรองที่โอ่อ่าใหญ่โตของตำหนักบูรพาแห่งแคว้นหลินยังคงมีร่างเล็กของดรุณีน้อยวัย 5 หนาวที่ยังนั่งนิ่งเป็หุ่นไม้อยู่ในเรือน ใบหน้าที่เคยสดใสบัดนี้มีเพียงความเศร้าหมองน้ำเสียงเจื้อยแจ้วที่เคยได้ยินบัดนี้กลับมีเพียงความเงียบงันภาพของท่านหญิงน้อยที่อยู่ในห้วงแห่งความทุกข์เช่นนี้สร้างความปวดใจแก่ผู้พบเห็นยิ่งนัก
เสี่ยวอวี้ยังคงรับใช้อยู่ข้างกายท่านหญิงน้อยไม่ห่างนับั้แ่สิ้นพิธีศพของหวางเย่และหวางเฟย จิติญญาของท่านหญิงน้อยราวกับได้ตายไปพร้อมผู้เป็บิดามารดาทุกวันร่างเล็กทำเพียงแค่นั่งเหม่อมองอย่างเลื่อนลอยไร้ซึ่งวาจาใดๆนางผู้เป็นางกำนัลคนสนิทเห็นเช่นนี้แล้วให้อยากเ็ปแทนนายตนยิ่งนัก
“ท่านหญิงเพคะ ออกไปเดินชมสวนสักหน่อยดีหรือไม่เพคะ?อากาศข้างนอกกำลังดีเชียว” เสี่ยวอวี้เอ่ยถามนายของตนอย่างกระตือรือร้นนางอยากให้ท่านหญิงน้อยทำอย่างอื่นบ้างนอกจากนั่งนิ่งอยู่เช่นนี้
“….”
“ท่านหญิงเพคะ บ่าวได้ยินมาว่าดอกบัวที่สวนของวังบูรพางดงามนักท่านหญิงอยากไปชมหรือไม่เพคะ?”
“….”
มีเพียงความเงียบงันเท่านั้นที่ได้จากร่างเล็กของหลินเยว่ชิงนางกำนัลน้อยหมดปัญญาที่จะทำให้นายตนกลับมาสดใสเช่นเดิม นางช่างไร้ประโยชน์ยิ่งนักเสี่ยวอวี้ได้แต่ต่อว่าตนเองในใจ
“ถ้าเช่นนั้นบ่าวจะไปสั่งคนเตรียมมื้อเที่ยงมาให้นะเพคะ”เสี่ยวอวี้ถอยออกไปสั่งความกับนางกำนัลที่ดูแลตำหนักรับรอง
“ท่านหญิงเป็อย่างไรบ้าง?” หลี่ควนเอ่ยถามนางกำนัลคนสนิทของท่านหญิงน้อย เขาเองก็เป็ห่วงท่านหญิงมากไม่แพ้กันองครักษ์หนุ่มยังคงรู้สึกผิดที่ตนไม่สามารถปกป้องหวางเฟยได้ตามรับสั่งของหวางเย่ และยิ่งมิอาจให้อภัยตัวเองได้เพราะปกป้องนายเหนือหัวอย่างฉีหวางไว้ไม่ได้เช่นกันตัวเขาอยากจะปลิดชีพตนเองตามผู้เป็นายไป แต่รับสั่งสุดท้ายของหวางเย่ที่มีต่อเขาคือปกป้องคุ้มครองท่านหญิงฉะนั้นต่อแต่นี้ไปชีวิตของเขามีไว้เพื่อท่านหญิงน้อยเท่านั้น
“เป็เช่นทุกวันเ้าค่ะ ท่านหญิงไม่ยอมพูดจาเอาแต่นั่งนิ่งอยู่เช่นนั้น เราจะทำเช่นไรดีเ้าคะท่านองครักษ์หลี่” เสี่ยวอวี้เอ่ยตอบหลี่ควนเสียงสั่นเครือ นางสงสารท่านหญิงน้อยยิ่งนัก
“ข้าน้อยว่าเราไปรายงานเื่นี้กับไท่จื่อดีหรือไม่เ้าคะ?”เสี่ยวอวี้เอ่ยเสนอความคิดตน
“่นี้ไท่จื่อก็ราชกิจยุ่งยิ่งนัก ข้าเกรงว่าพระองค์จะไม่มีเวลามาสนใจเื่ท่านหญิงน่ะสิ”
“เฮ้อ! แล้วเราจะทำเช่นไรกันดี ข้าน้อยเป็ห่วงท่านหญิงจริงๆเ้าค่ะ”
หนึ่งองครักษ์กับหนึ่งนางกำนัลยังคงปรึกษาหาทางช่วยท่านหญิงน้อยของตนอยู่ด้วยสีหน้าคร่ำเครียด
“น้องหญิงเป็เช่นไรบ้าง?” เสียงเอ่ยถามดังมาจากเด็กหนุ่มวัย 13 หนาวที่เดินมาด้วยท่วงท่าองอาจสมเป็เชื้อพระวงศ์
“คาราวะองค์ชายรองเพคะ/พ่ะย่ะค่ะ”
“ว่าไง? เปิ่นหวางถามว่าน้องหญิงเป็เช่นไรบ้าง”หลินหยางิโอรสองค์รองในไท่จื่อหลินเฟยเทียนเอ่ยถามข้ารับใช้ของหลินเยว่ชิงด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“ท่านหญิงยังคงไม่ยอมพูดจา และยังนั่งนิ่งอยู่แต่บนเตียงเพคะ”
“พวกเ้ารออยู่นี่แหละ เปิ่นหวางจะเข้าไปดูน้องหญิงเอง”รับสั่งจบร่างสูงของหลินหยางิก็เดินเข้าไปในห้องชั้นในทันที
“น้องหญิง ชิงชิง” เด็กหนุ่มเอ่ยเรียกร่างเล็กที่อยู่บนเตียงอย่างแ่เบา
“…”
ยังคงมีเพียงความเงียบเท่านั้นที่หลินหยางิได้รับร่างสูงเดินไปนั่งลงบนขอบเตียงก่อนจะเอื้อมแขนไปโอบกอดร่างเล็กของน้องน้อยไว้
หลินเยว่ชิงเมื่อรับรู้ถึงอ้อมแขนอบอุ่นโอบกอดนางไว้ร่างเล็กที่ฝืนทนมาหลายวันบัดนี้คล้ายกับจะพังทลายลงไป เสียงร่ำไห้อู้อี้ดังมาจากอกแกร่งของผู้เป็พี่ชายซึ่งกำลังโอบกอดร่างบอบบางนี้ไว้
“ชู่ว! เด็กดี ไม่เป็ไรนะ พี่ชายรองของเ้าอยู่ตรงนี้แล้ว”หลินหยางิยังคงปลอบโยนร่างเล็กในอ้อมแขนของตนมือหนาของเด็กหนุ่มลูบศีรษะทุยๆ นั้นอย่างแ่เบา
“ฮึก ฮึก พี่รอง ฮือๆ”
“ร้องออกมาเถอะ ร้องเสียให้พอ หลังจากร่ำไห้แล้วชิงชิงของพี่ต้องเข้มแข็งนะหากเสด็จอาทั้งสองมองลงมาจาก์เห็นเ้ายังเป็เช่นนี้อยู่ เสด็จอาคงมิอาจจากไปได้อย่างสงบแน่”เด็กหนุ่มเอ่ยปลอบน้องน้อยของตนเขาอยากเห็นนางมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง ต่อให้ต้องยกคนที่ตายไปแล้วมาขู่ก็ตาม
หลินเยว่ชิงร้องไห้จนหลับไปในอ้อมแขนของหลินหยางิเด็กหนุ่มผ่อนร่างเล็กของน้องสาวลงบนเตียงนุ่มหลังใหญ่ เขาดึงผ้าขึ้นมาห่มให้เด็กน้อยก่อนจะถอยไปยืนอยู่ข้างเตียงหลินหยางิยืนมองน้องน้อยของตนอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่งก่อนจะเดินจากไป
ณวังหลวงแคว้นหลิน...
เพลานี้ที่ตำหนักเทียนเฟิ่งของหลิวฮองเฮาดูเคร่งเครียดกดดันกว่าทุกวัน ผู้เป็เ้าของตำหนักกำลังหารือกับพระสวามีและโอรสองค์โตเื่หลานสาวตัวน้อยที่ทุกพระองค์ต่างเป็ห่วง
“ฝ่าา พระองค์คิดเห็นเป็เช่นไรหากหม่อมฉันจะรับชิงเอ๋อร์เข้ามาเลี้ยงดูที่วังหลวงตอนนี้จวนฉีหวางก็ไม่มีผู้ใดอยู่แล้วจะให้นางอยู่ผู้เดียวได้อย่างไร” หลิวฮองเฮาหันไปถามความคิดเห็นของหลินเฟยหลงฮ่องเต้ นาง้าที่จะรับหลานสาวมาอยู่ด้วย
“เจิ้นก็คิดเห็นเช่นเดียวกับฮองเฮา ชิงเอ๋อร์ยังเยาว์นักยิ่งตอนนี้พึ่งผ่านการสูญเสียครั้งใหญ่มาต้องมีคนคอยดูแลอย่างใกล้ชิด” หลินเฟยหลงฮ่องเต้ตอบอย่างเห็นด้วยกับหงส์คู่บัลลังก์ของพระองค์ตัวเขาก็รักและเอ็นดูหลานสาวผู้นี้มากเช่นกัน แต่ด้วยความเป็ฮ่องเต้จะแสดงออกว่าโปรดปรานใครมากเป็พิเศษไม่ได้มิเช่นนั้นแล้วอาจจะนำภัยมาสู่คนผู้นั้นก็เป็ได้
“เสด็จพ่อ เสด็จแม่ ลูกว่ารอถามชิงเอ๋อร์ก่อนดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะหากชิงเอ๋อร์้าอยู่กับลูก ลูกก็จะรับชิงเอ๋อร์เป็ธิดาบุญธรรมพ่ะย่ะค่ะ”หลินเฟยเทียนเสนอทางเลือกให้แก่ผู้สูงศักดิ์ทั้งสอง
มิใช่เขาไม่อยากให้หลานสาวเข้ามาอยู่ในวังหลวงแต่ในวังหลังแห่งนี้เป็ดงอสรพิษดีๆ นี่เอง ถึงตำหนักบูรพาของเขาจะมีดอกไม้พิษอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากเท่าวังหลวงหลานน้อยของเขาไม่เคยต้องพบเจอเล่ห์กลของสตรีในวังหลังมาก่อนเพราะน้องชายเขามีชายาแค่คนเดียวด้วยเหตุนี้ชิงเอ๋อร์จึงได้สดใสไร้เดียงสาสมวัยไม่เหมือนบรรดาท่านหญิงจากจวนอื่นที่มีจริตมารยาั้แ่ยังเยาว์วัย
“ไท่จื่อเ้าคิดเช่นนั้นรึ?” หลินเฟยหลงฮ่องเต้เอ่ยถามโอรสของตน
“พ่ะย่ะค่ะ ลูกคิดว่าเราควรฟังความ้าของชิงเอ๋อร์”
“เอาเช่นนั้นก็แล้วกัน คงต้องลำบากเ้าแล้วตอนนี้ก็ไม่มีเ้าสามคอยช่วยเหมือนเมื่อก่อนแล้วด้วย” น้ำเสียงของผู้เป็ใหญ่แห่งแคว้นสั่นเครือเล็กน้อยยามเอ่ยถึงโอรสที่เพิ่งสูญเสียไป
“ลูกจะทำให้เต็มที่พ่ะย่ะค่ะ ลูกจะลากคอคนที่มันคิดร้ายกับน้องสามมาลงโทษให้ได้”หลินเฟยเทียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
“เช่นนั้นเ้าก็รีบกลับตำหนักไปเถิด อย่าลืมแวะไปดูชิงเอ๋อร์ด้วยเล่า”หลินเฟยหลงฮ่องเต้เอ่ยบอกไท่จื่อด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ
“พ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันทูลลา” หลินเฟยเทียนกล่าวลาบิดามารดาแล้วตรงกับตำหนักบูรพาทันที
บรรยากาศภายในตำหนักรับรองดีขึ้นกว่าเมื่อ่เช้ามากนักร่างเล็กที่นอนหลับไปเพราะร้องไห้จนเหนื่อยเมื่อตื่นขึ้นมาจึงเรียกหานางกำนัลคนสนิททันที
“พี่เสี่ยวอวี้ นี่ยามใดแล้ว”
เสี่ยวอวี้ที่ได้ยินท่านหญิงน้อยเรียกหาตนถึงกับน้ำตารื้นขึ้นมาหลายวันมาแล้วที่นางไม่ได้ยินเสียงพูดจาของนายตนเลย มีเพียงเสียงสะอื้นเบาๆยามค่ำคืนเท่านั้น “ยามเซิน [1] แล้วเพคะท่านหญิงหิวหรือไม่เพคะ? เดี๋ยวบ่าวจะไปอุ่นข้าวต้มเม็ดบัวมาให้”
“ข้ายังไม่หิว มาช่วยข้าอาบน้ำผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ใหม่ทีข้าจะไปเข้าเฝ้าเสด็จลุง แล้วก็ช่วยหาอะไรมาประคบตาให้ข้าที” หลินเยว่ชิงเอ่ยสั่งนางกำนัลคนสนิท หลายวันมานี้นางยังทำใจไม่ได้กับการจากไปของอาเตี่ยอาเหนียงนางเป็เพียงเด็กน้อยวัย 5 หนาว จะให้มาเข้มแข็งเช่นผู้ใหญ่คงทำไม่ได้ในเร็ววันนี้หรอกแต่พี่ชายรองก็พูดถูก หากนางยังเป็เช่นนี้บิดามารดาที่อยู่บน์คงทุกข์ใจเป็แน่อย่างน้อยอาเหนียงก็ไม่ได้โดดเดี่ยวยังมีอาเตี่ยที่คอยอยู่เคียงข้าง
หลินเยว่ชิงเอื้อมมือไปกำจี้หยกที่นางห้อยคอไว้ไม่ห่างกายและยังมีกระพรวนเงินที่สวมไว้นี้อีกใช่แล้ว อาเตี่ยอาเหนียงยังคงอยู่ข้างกายนางเสมอแม้ว่าตัวจะไม่อยู่แต่ความรักของทั้งสองท่านที่มอบให้ก็ยังคงอยู่กับนางเสมอนางจะใช้ความรักที่ได้รับมานี้หล่อเลี้ยงจิตใจให้สามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้อีก
เสี่ยวอวี้ช่วยท่านหญิงน้อยอาบน้ำผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เสร็จแล้วจึงยกข้าวต้มเม็ดบัวมาให้นายของนางได้ทานเด็กสาวยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าท่านหญิงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
หลินเยว่ชิงยังคงก้มหน้าก้มตาทานข้าวต้มอย่างจริงจังหลายวันมานี้นางเอาแต่จมดิ่งอยู่กับตนเองมิค่อยได้แตะต้องอาหารเท่าใดนักพอรู้สึกตัวนางกลับหิวมากจึงทานข้าวต้มเม็ดบัวชามใหญ่จนหมดเกลี้ยง
หลินเฟยเทียนเดินเข้ามาในตำหนักรับรองก็ให้แปลกใจเล็กน้อยร่างสูงมองเด็กน้อยที่กำลังทานอาหารอย่างเอาเป็เอาตายด้วยรอยยิ้มบางๆ นางคงหิวมากสินะหลายวันมานี้เขาได้รับรายงานว่าหลานสาวของเขาไม่ค่อยแตะต้องอาหารเท่าใดนักเห็นเช่นนี้แล้วก็ทำให้เบาใจขึ้นมาไม่น้อย
ร่างสูงเดินไปนั่งลงตรงข้ามกับร่างเล็กชิงเอ๋อร์ของเขาดูซูบผอมไปมาก แก้มที่เคยขาวๆ กลมๆ บัดนี้กลับซูบตอบแต่ดวงตามีประกายขึ้นมาเล็กน้อยไม่ได้ดูเลื่อนลอยเหมือนหลายวันที่ผ่านมา
หลินเยว่ชิงเมื่อเห็นเสด็จลุงเดินมานั่งตรงข้ามก็เตรียมที่จะลุกทำความเคารพแต่ถูกห้ามไว้เสียก่อน
“ชิงเอ๋อร์ลุงดีใจนะที่เห็นหลานยอมลุกมาทานข้าวทานปลาเสียที” หลินเฟยเทียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงปรานีแววตามีความอบอุ่นอ่อนโยนมอบให้ร่างเล็กตรงหน้านี้
“หลานทำให้เสด็จลุงต้องลำบากแล้ว ขอประทานอภัยเพคะ”ร่างเล็กลุกขึ้นยอบกายลงเพื่อขออภัยผู้เป็ลุง หลินเยว่ชิงแม้จะยังเด็กแต่ระเบียบปฏิบัติของหวังหลวงนางรู้เป็อย่างดีอาเหนียงสอนเื่เหล่านี้ให้นางั้แ่รู้ความแล้ว
หลินเฟยเทียนรีบเข้าไปประคองร่างเล็กให้ลุกขึ้นทันที“ลุงมีเื่จะคุยด้วย และก็้าความเห็นจากหลาน”
“เพคะ”
“เสด็จย่าของหลาน้าจะรับหลานเข้าไปอยู่ในวังหลวงหากชิงเอ๋อร์ไม่อยากไปลุงจะรับเ้าเป็ธิดาบุญธรรมแล้วก็อยู่ที่นี่ด้วยกัน”
หลินเยว่ชิงเมื่อได้ฟังสิ่งที่เสด็จลุง้าจะกล่าวกับนางก็ยิ้มบางขึ้นมาเื่นี้เป็เื่เดียวกับที่นางอยากคุยกับอีกฝ่ายเช่นกัน
“ชิงเอ๋อร์ขอบพระทัยเสด็จลุงที่เมตตาแต่ชิงเอ๋อร์อยากกลับไปอยู่ที่จวนของอาเตี่ยเพคะ พรุ่งนี้ชิงเอ๋อร์จะย้ายกลับไปอยู่ที่จวนฉีหวางดังเดิมแล้วเพคะ”สำหรับหลินเยว่ชิงแล้วจวนฉีหวางมิได้เป็แค่จวนอ๋องแต่เป็บ้านสำหรับนางบ้านที่มีความรักความอบอุ่นมอบให้นางเสมอ บ้านที่นางรู้สึกปลอดภัย
หลินเฟยเทียนเห็นแววตามุ่งมั่นของหลานสาวแล้วก็ต้องยอมแพ้จะว่าไปแล้วจวนฉีหวางก็เป็ของชิงเอ๋อร์โดยชอบธรรมอยู่แล้ว เพราะน้องชายเขามีทายาทเพียงคนเดียวดังนั้นทุกอย่างในจวนแห่งนั้นก็ตกเป็ของบุตรสาวไปโดยปริยาย
“หากเสด็จลุงเป็ห่วงหลานก็ให้เสด็จพี่ทั้งสองแวะไปหาหลานบ่อยๆ สิเพคะ จวนฉีหวางกับตำหนักบูรพาก็มิได้ไกลกันมากนัก”หลินเยว่ชิงรีบเอ่ยออกมาเมื่อเป็ว่าอีกฝ่ายทำราวกับจะไม่ยินยอมให้นางย้ายออกไป
“หากหลานตัดสินใจแล้วลุงก็จะไม่บังคับแต่จำไว้นะชิงเอ๋อร์ หลานไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว หลานยังมีลุงมีเสด็จพี่ของหลานและยังมีเสด็จย่า พวกเรายังอยู่เคียงข้างหลานเสมอ”
หลินเยว่ชิงเมื่อได้ฟังว่านางมิได้อยู่ตัวคนเดียวทำให้เด็กน้อยน้ำตารื้นขึ้นมาอีกครั้ง “ชิงเอ๋อร์จะจดจำไว้เพคะ”
รุ่งเช้าวันถัดมาหลินเยว่ชิงก็เตรียมตัวกลับสู่จวนฉีหวางนางเดินไปที่ตำหนักใหญ่เพื่อกล่าวลาผู้เป็เ้าของตำหนัก หลินหยางจิ้งและหลินหยางิได้มารออยู่ก่อนแล้วที่รถม้าของตำหนักบูรพาสององค์ชายในหลินเฟยเทียนไท่จื่อ ้าไปส่งน้องน้อยของพวกเขาด้วยตัวเอง
ขบวนรถม้าเคลื่อนตัวออกจากตำหนักบูรพาไปยังจวนฉีหวางซึ่งตั้งอยู่ทิศอุดรของเมืองหนานเกิงร่างเล็กนั่งอยู่บนรถม้าคันหรูหราก็แหวกม่านออกเพื่อมองสองข้างทาง มือบางเอื้อมไปแตะจี้หยกหงส์เพลิงที่อยู่บริเวณหน้าอกมืออีกข้างก็แตะกระพวนข้อเท้าที่ถูกซ่อนไว้ใต้ถุงเท้า ‘อาเตี่ยอาเหนียงพวกเรากลับบ้านกันแล้วนะเ้าคะ ชิงเอ๋อร์จะดูแลบ้านของอาเตี่ยเอง’
*******
[1] ยามเซิน = เวลา 15.00 น.-16.59น.