หนึ่งเดือนที่โจวต้าเหนิงกับเจิ้งซิงอีมาพักที่บ้านของหลิงผูเถา สองเพื่อนซี้ไฮโซได้ทำแผนผังตระกูลรวมถึงทายาทในแต่ละรุ่นของครอบครัวไฮโซทั้งหมดของประเทศ C แนะนำให้หลิงผูเถารู้จัก เผื่อวันใดหลิงผูเถามีโอกาสได้ไปออกงานสังคม เธอจะได้ใช้ความรู้ตรงนี้เอาไว้ว่าจะเลือกคบหรืออยากจะหลบเลี่ยงใคร
นอกจากนั้น หลิงผูเถายังขอให้สองเพื่อนซี้สอนให้เธอใช้โซเชียลมีเดียและเล่นเกมออนไลน์เหมือนอย่างที่วัยรุ่นส่วนใหญ่ชอบทำกัน เพราะในชีวิตที่แล้วหลิงผูเถาไม่เคยได้ใช้โทรศัพท์มือถือ การที่ตระกูลหวงให้เธอซุกหัวนอนในห้องใต้บันไดและให้กินอาหารวันละมื้อก็นับว่าดีสำหรับเธอแล้ว
โจวต้าเหนิงกับเจิ้งซิงอีไม่ได้แปลกใจ เพราะพวกเขารู้อยู่แล้วว่าหลิงผูเถาถูกครอบครัวหวงเลี้ยงดูมาอย่างไร ผิดกับหวงเหมยลี่ที่ทำตัวราวกับเ้าหญิง แม้กระทั่งอยู่โรงเรียนยังทำตัวเฉิดฉายคล้ายกับว่าตัวเองโดดเด่นกว่าคนอื่นเสียอย่างนั้น ทั้งๆ ที่หากจัดอันดับความร่ำรวย ตระกูลหวงยังเทียบไม่ได้กับตระกูลโจวและตระกูลเจิ้งของพวกเขาด้วยซ้ำ หรือหากจะเทียบด้านผลการเรียน โจวต้าเหนิงกับเจิ้งซิงอีก็ยอมรับว่าพวกเขาเรียนได้ไม่ดีเท่ากับหวงเหมยลี่จริงๆ แต่กับหลิงผูเถานั้นไม่ใช่ เพราะเถาเถาของพวกเขาเป็นักเรียนดีเด่นที่มีผลการเรียนติด Top3 ของระดับชั้นมาตลอด
จนเมื่อหวงเหมยลี่เรียนสู้หลิงผูเถาไม่ได้ พอขึ้นเรียนชั้นมัธยมปลายปีที่สอง ตระกูลหวงก็ทำหนังสือขออนุญาตจากทางโรงเรียนว่าจะให้หลิงผูเถาเรียนอยู่ที่บ้าน เป็ลักษณะแบบ Home school พวกเขายกปัญหาเื่สุขภาพของหลิงผูเถาขึ้นมาอ้าง หลังจากนั้นทั้งโจวต้าเหนิงและเจิ้งซิงอีก็ติดต่อหลิงผูเถาไม่ได้อีกเลย
“เถาเถา เธอมันอัจฉริยะ!” เจิ้งซิงอีนอนราบไปกับเก้าอี้เล่นเกมตัวใหญ่ “ฉันยอมแพ้แล้ว เธอรู้ไหมว่าอันดับในเกมนี้ของฉันอยู่ที่เท่าไหร่ แต่เธอเพิ่งเข้ามาเล่นแค่ครั้งแรก เธอก็ขึ้นไปอยู่อันดับที่สิบแล้ว เชื่อได้เลย อีกเดี๋ยวคงมีคนอีกหลายคนที่จะส่งข้อความมาท้าให้เธอไปแข่งด้วย”
เจิ้งซิงอีมองดูตัวละครในเกมของตัวเองที่นอนตายอย่างอนาถก็รู้สึกเสียใจ วันนี้เขาตั้งใจจะโชว์สกิลให้เพื่อนเห็นสักหน่อย แต่กลายเป็เขาที่ต้องออกจากเกมเป็คนแรก
“เธอแน่ใจนะเถาเถาว่าเธอเพิ่งเคยเล่นเกมนี้เป็ครั้งแรก” โจวต้าเหนิงกดนิ้วบนคีย์บอร์ดรัวๆ “โอ๊ะ...ซินดี้ ฉันตามแกไปติดๆ แล้ว”
“ฉันไม่เล่นต่อแล้วนะ ฉันหิว ไปขอขนมอร่อยๆ จากคุณป้ากินดีกว่า” เจิ้งซิงอีกำลังจะปิดหน้าจอ “เดี๋ยวนะ! มีข้อความส่งมาหาแกแหล่ะเถาเถา ไหนดูซิว่าใครส่งมา หืม...องครักษ์พิทักษ์เ้าหญิงเกรป”
“แกใช้ชื่อว่าองุ่นน้อยน่ารัก ส่วนคนที่ส่งข้อความมาใช้คำว่าองครักษ์พิทักษ์เ้าหญิงเกรป” โจวต้าเหนิงหันไปมองหลิงผูเถา “แกไปรู้จักคนในเกมั้แ่เมื่อไหร่”
“อุ๊ยต๊ายยย! ส่งกุหลาบสีแดงมาขอทำความรู้จักด้วย” เจิ้งซิงอีทำตาโต “ไอเทมนี้หายากมากเลยนะ ในเกมต่อสู้ส่วนใหญ่จะเป็ไอเทมเสริมความแข็งแกร่ง แต่ดอกไม้จะเอาไว้สำหรับบอกความในใจ องครักษ์คนนี้เป็ใครกันนะ”
เจิ้งซิงอีพยายามเข้าไปดู Profile ของอีกฝ่าย แต่กลับเห็นแค่รูปผู้ชายสวมหน้ากากสีดำ จะเห็นก็แต่ดวงตาดุดันแต่สวยงามของเขาเท่านั้น “ดูแค่ตาก็หล่อมากแล้ว เถาเถา...ตอบรับไมตรีไปเลยสิแก”
“นี่ยัยซินดี้ แกจะให้เถาเถาผู้อ่อนต่อโลกของเราตอบรับคำขอจากคนไม่รู้จักได้ยังไง เถาเถาไม่ใช่แกนะที่เจอผู้ชายหล่อแล้วจะต้องส่งยิ้มหวานให้อย่างไม่เกรงใจ แกช่วยทำตัวให้เป็กุลสตรีกว่านี้หน่อยได้ไหม” โจวต้าเหนิงจ้องเพื่อนเขม็ง
“แกดีกว่าฉันตายล่ะ ก่อนปิดภาคเรียนที่หนึ่งอย่านึกว่าฉันมองไม่เห็น แกรับตั๋วดูละครเวทีมาจากรุ่นพี่เว่ย เป็ไงบ้างล่ะ ไปดูละครเวทีกันถึงไหนแล้ว”
“พี่เฟยอวี่แค่รู้ว่าฉันชอบดูละครเวที พอรู้ว่าจะมีคณะละครเวทีระดับโลกมาแสดง เขาก็เลยไปซื้อตั๋วมาเผื่อฉันเท่านั้นเอง”
“แหม...เรียกพี่เฟยอวี่เสียสนิทสนมเลยนะ”
“ฉันไม่พูดเื่ไร้สาระกับแกแล้ว” โจวต้าเหนิงหันไปพูดกับหลิงผูเถาและชี้ไปบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดอยู่ด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เถาเถา ดูจากข้อความและชื่อที่เขาตั้ง ดูเหมือนว่าคนคนนี้จะรู้จักกับแกมาก่อนนะ”
หลิงผูเถายิ้ม “รู้จักสิ เขาเป็คนรู้จักของฉันเอง”
“รู้จักเฉยๆ เหรอ ไม่มั้ง” เจิ้งซิงอีหรี่ตามอง “ฉันว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านั้น เขาเป็คนรักของแกหรือเปล่า”
หลิงผูเถานึกไปถึงคืนนั้น ทีแรกเธอยังไม่ตอบตกลงว่าจะเป็คนรักและยังไม่อยากให้เธอกับเขาเรียกกันว่าแฟน แต่ไปๆ มาๆ เธอก็ตอบตกลงเป็แฟนเขาโดยไม่รู้ตัว ทั้งยังจูบที่แ่เบาไปจนถึงจูบที่เร่าร้อนนั้นอีก
“แกหน้าแดงทำไม?” เจิ้งซิงอีตบมือดีใจ “ในที่สุดแม่สาวน้อยใสซื่อของฉันก็มีคนรักแล้ว เขาเป็ใคร? เรียนที่ไหน? อายุเท่าไหร่? ฐานะที่บ้านเป็ยังไง? แกเล่าให้ฉันสองคนฟังมาเดี๋ยวนี้เลย”
“ใช่ แกรีบเล่าเื่ผู้ชายคนนั้นมาให้พวกฉันฟังเดี๋ยวนี้เลย เขาไว้ใจได้หรือเปล่า ไม่ใช่ว่าเห็นแกซื่อๆ แล้วอยากเข้ามาหลอกลวงแกนะ ยิ่งครอบครัวของแกร่ำรวยขนาดนี้อีก ไม่ได้ๆ แกต้องพาเขามาทำความรู้จักกับพวกฉันก่อน พวกฉันจะได้ช่วยสกรีนให้” โจวต้าเหนิงมองหลิงผูเถาด้วยท่าทางจริงจังยิ่งกว่าเดิม
หลิงผูเถาหัวเราะกับท่าทางของเพื่อนทั้งสอง เธอยกโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดวิดีโอคอลไปหาเย่จื่อหานทันที
“เล่นเกมกับเพื่อนเสร็จแล้วเหรอ” เย่จื่อหานกดรับสาย แต่แทนที่เขาจะเห็นหน้าคนรัก เขากลับเห็นหน้าคนสองคนที่เขาไม่รู้จัก แต่เขาก็พอจะเดาได้ เขายิ้มอย่างมีเสน่ห์ส่งให้ “สวัสดี พวกเธอคงเป็โจวต้าเหนิงกับเจิ้งซิงอีใช่ไหม”
“สวัสดีครับ ผมเจิ้งซิงอีครับ” เจิ้งซิงอีเก๊กเสียงหล่อ
“พอเถอะซินดี้ โบว์ผูกผมสีชมพูของแกยังไม่แกะออกเลย” โจวต้าเหนิงเบ้ปากให้เพื่อน “คิดว่าคนอื่นเขาจะดูไม่ออกหรือไง”
“จื่อหาน นี่คือเหนิงเหนิงกับซินดี้ พวกเขาเป็เพื่อนสนิทของฉันเอง” หลิงผูเถาแนะนำเพื่อน “พวกเขาอยากรู้จักนายน่ะ”
“อยากรู้จักแบบไหนล่ะ งั้นฉันขอแนะนำตัวคร่าวๆ นะ” เย่จื่อหานยิ้ม “ฉันชื่อเย่จื่อหาน เป็คนพิเศษของเถาเถา เปิดภาคเรียนนี้ฉันก็จะย้ายไปเรียนที่โรงเรียนเดียวกับพวกเธอ ฉันฝากตัวด้วยนะ”
“นายคือเย่จื่อหานอย่างนั้นเหรอ?” โจวต้าเหนิงทำหน้าใก่อนจะยิ้มกว้าง “นายคือลูกชายของคุณลุงเย่ที่เพิ่งย้ายกลับมาจากต่างประเทศใช่ไหม นายจำฉันได้ไหม ฉันเคยเรียนอนุบาลชั้นเดียวกับนาย”
“ขอโทษนะ ฉันจำไม่ได้เลย” เย่จื่อหานจำไม่ได้จริงๆ
“เดี๋ยวนะ ถ้านายเป็คนตระกูลเย่และเป็ลูกชายของคุณลุงเย่ที่ฉันรู้จัก พระเ้า! ตระกูลเย่ที่เป็เ้าของสายการบินและยังเป็เ้าของบริษัทผลิตน้ำมันรายใหญ่ในประเทศของเราน่ะเหรอ” เจิ้งซิงอีทำตาโต “ครอบครัวนายรวยเป็อันดับหนึ่งในประเทศเลยไม่ใช่เหรอนั่น”
“ไม่เกี่ยวกับฉันนะ นั่นมันเป็กิจการของคุณพ่อ ฉันเป็แค่เด็กนักเรียนที่ยังแบมือขอเงินพ่อไปโรงเรียนอยู่เลย” เย่จื่อหานพูดยิ้ม
“นายหล่อแล้วก็รวยมากด้วย ฉันยินดียกเถาเถาให้นาย” เจิ้งซิงอีพูดขึ้น
“แกไปตัดสินใจแทนคุณลุงกับคุณป้าหลิงได้ั้แ่เมื่อไหร่ไม่ทราบ” โจวต้าเหนิงผลักเจิ้งซิงอีออก เธอหันไปยิ้มกับโทรศัพท์ “เรายินดีให้นายคบกับเถาเถาของเราได้ แต่นายต้องสัญญาว่านายจะดูแลเธอให้ดีนะ เทอมที่แล้วเธอไม่ได้มาเรียนกับเราทั้งเทอม กลับมาคราวนี้ฉันก็ไม่แน่ใจว่ายัยเหมยลี่กับยัยซูฉีจะมาหาเื่อะไรเถาเถาของเราหรือเปล่า”
“เธอหมายถึงหวงเหมยลี่กับหานซูฉีใช่ไหม” เย่จื่อหานถาม
“อืม...สองคนนั้นนั่นล่ะ”
“ไม่เป็ไร ฉันจะไม่ให้ใครมารังแกเถาเถาของฉันได้หรอก แม้แต่เธอสองคน ฉันก็จะปกป้องด้วย” เย่จื่อหานบอกอย่างใจดี
“จื่อหาน นายคือเทพบุตร นายมีน้องชายหรือพี่ชายบ้างไหม” เจิ้งซิงอียิ้มหวาน “นายคิดว่าฉันเป็ยังไง”
“ขอโทษนะ ตอนนี้ฉันเป็ลูกคนเดียว หรือถ้าในอนาคตฉันจะมีน้องชาย แต่เขาก็คงจะอายุห่างจากนายมากทีเดียว อีกอย่างนะ” เย่จื่อหานยังส่งยิ้มจริงใจ “นายเหมาะที่จะเป็เพื่อนกับฉันมากกว่า”
จากนั้นสี่สหายก็วิดีโอคอลคุยกันอยู่พักใหญ่ ถ้าไม่เพราะเย่จื่อหานต้องออกไปธุระกับบิดา ทั้งหมดคงจะพูดสายกันต่อจนดึก
“แม่คะ แม่จะให้หนูแต่งตัวออกไปไหนอีกคะ ถ้าต้องไปนั่งฟังเพื่อนๆ ของแม่อวดลูกอวดหลานกันอีก หนูขอตัวนะคะ” หานซูฉีทำหน้าเบื่อ “ถ้าพวกเขาไม่อวดว่าไปเที่ยวต่างประเทศกันแล้วซื้อของแบรนด์เนมกลับมาเยอะ พวกเขาก็คงจะอวดว่าปิดเทอมที่ผ่านมา ลูกหลานของพวกเขาได้เรียนพิเศษอะไรเพิ่มมาอีกบ้าง หนูฟังเื่พวกนี้จนเบื่อแล้วค่ะแม่”
“วันนี้แม่ไม่ได้จะพาหนูไปเจอเพื่อนของแม่ แต่แม่จะพาหนูไปหาอะไรอร่อยๆ ทาน” คุณแม่หานพูดยิ้ม “ไปเถอะจ้ะ แต่งตัวให้สวยที่สุด ให้ใครๆ เห็นแล้วก็ต้องหันกลับมามองลูกสาวของแม่เป็ตาเดียว”
“แม่นัดทานข้าวกับใครเหรอคะ”
“แม่ไม่ได้นัดทานข้าวกับใคร แต่แม่ได้ยินมาว่าคุณเย่จะพาครอบครัวไปทานอาหารที่ภัตตาคารชื่อดัง ถ้าบังเอิญโชคดีเราอาจจะได้เข้าไปทำความรู้จักกับพวกเขา อีกอย่างนะ แม่ได้ยินมาว่าลูกชายของคุณเย่เพิ่งย้ายกลับมาจากต่างประเทศ รู้สึกว่าจะย้ายกลับมาเรียนที่โรงเรียนเดียวกับหนูในภาคเรียนหน้านี้แล้ว”
“เขาเรียนอยู่ชั้นไหนเหรอคะ”
“ชั้นมัธยมปลายปีสอง ชั้นเดียวกับหนูเลย แม่คิดว่าคุณเย่คงให้ลูกเขาเข้าเรียนที่ห้อง A ดีนะที่หนูก็เรียนที่ห้องนั้นด้วย ไปทำความรู้จักกันไว้สักหน่อย เผื่อว่าหนูกับเขาจะได้พัฒนาความสัมพันธ์กันได้”
“คุณแม่พูดอะไรอย่างนั้นคะ เรายังไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน หนูบอกไว้เลยนะคะว่าถ้าหน้าตาไม่หล่อ หนูไม่มีทางเข้าไปทำความรู้จักเป็อันขาด แต่ถ้าเขาหน้าตาดี หนูจะรับเขาไว้พิจารณาว่าเขาเหมาะจะเป็เพื่อนกับหนูไหม”
“ลูกก็เคยเห็นคุณลุงเย่หลายครั้งแล้วนี่ คุณลุงเย่ออกจะหล่อเหลาขนาดนั้น แม่คิดว่าลูกชายเขาก็คงจะหล่อไม่แพ้กัน”