ชายหนุ่มและหญิงสาวตกเป็นเป้าสายตาในทันที ความงดงามนี้ช่างโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด ขุมกำลังที่มาจากโลกเดียวกันกับชายหนุ่มพลันตื่นตระหนกในทันทีเพราะว่าว่าชายคนนี้คือนายน้อยแห่งขุมกำลังหอกระบี่ดาวตก ส่วนทางด้านขุมกำลังอื่นนั้นแน่นอนว่าพวกเขาไม่รู้จักชายหนุ่ม แต่กลับรู้จักเฟิงหยาลี่เป็นอย่างดีเพราะนางคือคุณหนูขุมกำลังสัตว์เทพแห่งจักรวาลเขตตะวันออกอันเลื่องชื่อนั่นเอง
"คุณหนูเฟิงหยาลี่มากลับใครกัน!! ข่าวใหญ่ๆนี่ต้องเป็นข่าวใหญ่ในรอบปีแน่ๆ!"เหล่าผู้คนพากันแตกตื่น แต่สองชายหญิงกลับทำท่าทีไม่สนใจ ในเวลานี้ตำหนักรัตติกาลกำหมัดแน่นด้วยความไม่พอใจเพราะชายคนนี้คือคนที่ทำให้แผนการของพวกเขาพังไม่เป้นท่ามาหลายต่อหลายครั้งแล้วนั่นเอง
"น้องชาย เจ้าจะทำอย่างไรดีละ"เฟิงหยาลี่กล่าวถามอย่างสงสัยไคร่รู้เฟยหรงหันไปยกยิ้ม "นี่ ยังไม่ถึงเจ็ดวันท่านลืมไปแล้วหรือว่าข้าทำอะไรได้บ้าง"
เฟิงหยาลี่ได้ยินเช่นนั้นนางก็ทำท่าตื่นเต้นในทันใด "เมื่อเป็นสายวารีไม่ว่าแห่งหนได้ข้าย่อมควบคุมมันได้ไม่ยากเย็น"เฟยหรงว่ากล่าว ชายหนุ่มจับมือหญิงสาวเดินไปที่ทะเลสาบอย่างช้าๆ แววตาของพวกคนลอบข้ามองไปที่พวกเขาราวกับจะก่นด่าว่าโง่งม แต่ภายในพริบตาที่เฟยหรงเหยียบย่างไปในทะเลสาบเพียงเท่านั้นเหล่าสัตว์อสูรทั้งหลายที่อยู่ในน้ำกลับโผล่หัวออกมาและรายล้อมเป็นเส้นทางให้เฟยหรงและเฟิงหยาลี่ก้าวไปอย่างง่ายดาย
ท่ามกลางอสูรระดับจักรพรรดิเทวะจำนวนมากนี้ไม่มีตนใดเลยที่จะคิดเข้ามาทำร้ายเฟยหรงและเฟิงหยาลี่ เหล่าขุมกำลังต่างๆที่มองอยู่ตอนนี้ดวงตาแทบถลน โดยเฉพาะตำหนักรัตติกาลที่ดวงตาเบิกกว้างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทักษะการควบคุมสายวารีและสัตว์อสูรน้ำเช่นนี้พวกเขาคิดออกเพียงอย่างเดียวเท่านั้นนั่นคือตระกูลเป่ยแห่งมหาสมุทรนิรันทร์นั่นเอง
"ตามชายคนนั้นไปเร็ว!!"เหล่าขุมกำลังทั้งหลายรีบพุ่งเข้าไปหาเฟยหรงในทันที แต่ช่างน่าเสียดายเมื่อมันแตะผืนน้ำเหล่าสัตว์อสูรพากันกรูเข้ามาหาพวกมันอย่างไม่หยุดยั้ง หลายต่อหลายขุมกำลังต้องพบกับการสูญเสียมากมายเกินคณานับ ตำหนักรัตติกาลได้แต่กำหมัดแน่นไม่กล้าเคลื่อนไหวแม้แต่หญิงสาวที่มีกายผนึกเทวะเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น นางมองไปที่เฟยหรงด้วยสายตาที่เต้มไปด้วยความอิจฉาเนื่องจากพลังปราณที่มหัศจรรย์ของชายหนุ่มนั้นออกจะสะดวกสบายมากในการรับมรดกชิ้นนี้ แต่ในทางกลับกันนางที่มีความสามารถผนึกปราณกลับทำอะไรไม่ได้เลยในสถานการณ์นี้
ตัดกลับมาที่เฟยหรงในที่สุดเขาก็พาเฟิงหยาลี่เขามาถึงใจกลางทะเลสาบที่เป็นเกาะเล็กๆเมื่อขึ้นฝั่งมาแล้วสิ่งเดียวที่เฟยหรงเห้นก็คือป้ายชื่อของทะเสสาบเท่านั้นไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้นเลย
เฟยหรงมองไปที่ป้ายนั้นก่อนจะขยับกายเข้าไปสัมผัสมันในทันใด เวลานั้นเองวิชาสองวิชาได้เข้ามายังให้หัวของเขาในทันทีทั้งสองวิชานี้ยังเป็นถึงวิชาระดับเทวะอีกด้วย
"วิถีแห่งราชันกับย่างก้าวแห่งราชันงั้นหรือ ช่างเป็นวิชาที่ทรงพลังจริงๆ"เฟยหรงเมื่อเรียนรู้ถึงทักษะดวงตาของเขาก็สั่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนสองวิชานี้เหมาะมากสำหรับกำราบศัตรูหมู่มากพร้อมๆกัน
"พี่สาว ท่านลองไปสัมผัสที่แท่นหินนั้นดูและตั้งจิตให้มัน"เฟยหรงบอกเป็นเช่นนั้น เฟิงหยาลี่ก็ทำโดยไม่ลังเล สิ่งที่นางได้รับก็คือทักษะระดับเทวะเช่นกันแต่มีเพียงทักษะเดียวเท่านั้นนั่นคือ วิถีแห่งเปลวเพลิง นั่นเอง ดูเหมือนว่าแท่นหินนี้จะมีความสามารถในการวัดพรสวรรค์และแจกจ่ายวิชาตามพรสวรรค์ของแต่ละบุคคลแต่ก่อนหน้านั้นต้องผ่านเหล่าสัตว์อสูรไปให้ได้เสียก่อน และที่สำคัญคือมันไม่สามารถบินได้นั่นเองทำให้เหล่าขุมกำลังต่างๆทำได้เพียงมองดู
"ยอดเยี่ยมไปเลยน้องชายวิชาควบคุมเปลวเพลิงนี้เหมาะกับพี่สาวจริงๆขอบคุณเจ้ามากๆ!"เฟิงหยาลี่กล่าวอย่างตื่นเต้นดีใจ ทักาะการควบคุมเปลวเพลิงระดับเทวะไม่สามารถหากันได้ง่ายๆอีกทั้งนางยังมีอาวุธเทพเป็นคันศรทำให้นางต้องควบคุมเปลวเพลิงอย่างแม่นยำตลอดเวลาที่จะใช้มัน จึงไม่แปลกที่วิถีแห่งเปลวเพลิงจะเหมาะกับนาง
"กล่าวอะไรเช่นนั้น ทั้งหมดเป็นเพราะพรสวรรค์ของท่านเอง ไปกันเถอะข้าอยากจะหามรดกต่อ"เฟยหรงว่ากล่าว เขาพาหญิงสาวกลับเข้าฝั่งในทันทีก่อนที่จะชะงักฝีเท้ากวาดตามองโดยรอบที่ตอนนี้มีขุมกำลังต่างๆกำลังจ้องมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโลภ
"หยุดอยุ่ตรงนั้น!! หากไม่อยากตายมอบมรดกสืบทอดออกมาเดี๋ยวนี้!!"ชายคนหนึ่งกล่าวขึ้นพร้อมกับเลียริมฝีปากราวกับเจอเหยื่ออันโอชะ แน่นอนพวกมันไม่กล้าทำอะไรเฟิงหยาลี่ แต่ชายหนุ่มนั้นไม่ใช่ดังนั้นพวกมันจึงกล้าที่จะขวางทางเฟยหรงเอาไว้และพร้อมจะปล้นชิงมรดกนั่นเอง
"โง่เขลา!ข้าเองก็อยากลองทดลองทักาะที่ได้มาใหม่เสียหน่อย ระวังตัวไว้ให้ดีละไม่เช่นนั้นอาจตายได้"เฟยหรงยกยิ้มเย้นสถานการณ์เช่นนี้แน่นอนว่าเขาคาดการณ์เอาไว้แล้ว ดังนั้นจึงถือโอกาสในการทดสอบทักาะไปเสียเลย
"หน่อย อย่ามาหยามกันนะ!!!"เหล่าขุมกำลังต่างๆพุ่งตัวมาพร้อมร่ายทักษะอภินิหาริย์มากมาย เฟยหรงจับมือเฟิงหยาลี่เอาไว้พร้อมกับรอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้า ขาขวาของเขาย่างก้าวออกไปเมื่อมันแตะกับพื้นทันใดนั้นเหล่าราชันเทวะที่พยายามโจมตีเขาอยู่ๆก็ถูกพลังปราณที่หนาแน่นกดอยู่กับพื้นอย่างง่ายดาย
"ตูม!!"
"อะ ไร กัน!!"ชายคนเดิมมองไปที่เฟยหรงอย่างหวาดสะพรึ่งนี่มันคือทักษะอะไรทำไมมันถึงได้น่าหวาดกลัวเช่นนี้ เพียงชายหนุ่มก้าวขาเพียงก้าวเดียวก็สามารถกำราบราชันเทวะทุกคนในระยะห้าลี้ให้หมอบกราบอย่างง่ายดาย
"ย่างก้าวแห่งราชัน!"เฟยหรงยังคงไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขาใช้ก้าวที่สองในทันที พลังกดทับนี้ยิ่งทวีคูณเป็นสองเท่า
"อ๊าก!!"เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นไม่ขาดสายเหล่าราชันเทวะของทุกขุมกำลังตอนนี้บ้างก็ร่างกายปลิแตก บ้างก็กระดูกหัก ยังไม่หมดเพียงเท่านั้นเมื่อเฟยหรงก้าวมาถึงย่างก้าวที่สาม ราชันเทวะขั้นต้นหลายพันคนร่างกายแหลกละเอียดในทันที ส่วนราชันเทวะขั้นกลางตอนนี้กระดูกป่นไปทั่วตัว สุดท้ายคือราชันเทวะขึ้นปลายที่ตอนนี้นอนหายใจพงาบๆราวกับเจ็บปวดจนแทบบ้า
มันรู้แล้วว่าใครที่ไม่ควรจะล่วงเกิน หากพวกมันย้อนเวลากลับไปได้แน่นอนมันจะไม่รนหาที่ตายเช่นนี้โดยเด็ดขาด แต่ช่างหน้าเสียดายนักที่คำว่าหากใช้กับสถานการณ์นี้ไม่ได้ เฟยหรงนั้นไม่เคยมีความปรานีให้กับศัตรูเมื่อย่างเก้าที่สี่ของเขาถูกใช้งานเหล่าราชันเทวะทุกคนทั่วบริเวณก็แหลกละเอียดในทันที เฟยหรงเมื่อเห็นเช่นนั้นเขาก็ปลดทักษะย่างก้าวแห่งราชันในทันทีพร้อมกับใบหน้าที่เรียบเฉย
"พี่สาวเราไปกันเถอะ!"เฟยหรงหันไปกล่าวกับเฟิงหยาลี่ หญิงสาวที่เมื่อครู่เหม่อลอยอยู่ก็สะดุ้งขึ้นมาในทันทีก่อนจะกล่าวตอบ "ดะ ได้!"
"เป็นอะไรของท่านหรือจะบอกว่าข้าโหดเหี้ยมเกินไปงั้นหรือ"เฟยหรงกล่าวถามเมื่อเห็นท่าทีของอีกฝ่าย เฟิงหยาลี่ส่ายหัวให้ก่อนที่นางจะกล่าวออกมา "ข้าเพียงตะลึงในทักาะของเจ้าเท่านั้น ทักษะของเจ้าช่างงดงามและดูสูงส่ง เพียงแค่ย่างก้าวก็กำราบศัตรูได้ มันยอดเยี่ยมมากจริงๆ เมื่อเห็นเจ้าแล้วข้ารู้สึกว่าสองหมื่นปีของตนเองนั้นช่างไร้ค่าเสียนี่กระไร"
"ท่านอย่าได้กล่าวเช่นนั้น ไปกันเถอะที่นี่ไม่มีิะไรน่าสนใจอีกแล้ว"ชายหนุ่มใช้พลังปราณดึงดูดแหวนมิติของเหล่าขุมกำลังที่เขาฆ่าไปและนำไปไว้ในแหวนมิติจิตวิญญาน ก่อนที่ทั้งสองนั้นจะพากันทะยานออกไปอีกครั้ง
ในตอนที่เฟยหรงและเฟิงหยาลี่ออกไปนี้เอง อีกฟากหนึ่งของภูเขาตำหนักรัตติกาลที่มองไปก่อนหน้านั้นตัวสั่นเทาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนเห็นได้ชัดว่าหากมันลงมือไปพร้อมกับขุมกำลังอื่นเกรงว่าจะไม่เหลือแม้แต่เศษซาก โชคยังดีที่คุณหนูของพวกมันเหมือนจะมีรางสังหรณ์อะไรบางอย่างจึงได้ปลีกตัวออกมา ไม่เช่นนั้นพวกมันคงไม่ได้มีลมหายอยู่อีกแล้ว
"คุณหนูขอรับ เราจะเอาอย่างไรกันต่อดีขอรับ"เหล่าคนของตำหนักรัตติกาลกล่าวถาม
"ไม่มีประโยชน์เราสู้เขาไม่ได้ ไปที่อื่นเถอะ ส่วนเรื่องของนิกายก็ให้ท่านพ่อจัดการเองก็แล้วกัน"กล่าวจบหญิงสาวผ้าคลุมดำก็บินออกไปในทันที บรรดาลูกน้องเองก็ทำตามอย่างไม่ัลงเลจะให้พวกมันเอาชีวิตไปทิ้งหรือนั่นไม่มีทาง แต่กลับไปพวกมันจะต้องรายงานเรื่องนี้ให้กับเจ้านิกายของมันทราบอย่างแน่นอน
ตัดกลับมาทางด้านเฟยหรงเมื่อออกมาแล้วสิ่งแรกที่ชายหนุ่มทำคือหาที่เหมาะให้หญิงสาวทะลวงระดับและเฝ้าสังเกตุการณ์อยู่บริเวณหน้าทางเข้าถ้ำเพียงเท่านั้น
"เจ้าหนู ทำไมไม่จัดการนางซะเลยละ นางยั่วยวนเจ้าถึงเพียงนั้น"กู่เทียนหลงว่ากล่าว เฟยหรงเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็แอบยกยิ้มมุมปากไม่ได้
"ท่านอาจารย์ ท่างคงไม่คิดว่านางมายั่วยวนข้าเพราะไม่มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงหรอกนะขอรับ นางเหมือนกับเสวียเอ๋อมากตอนนั้นเสวียเอ๋อก็ทำเช่นนั้นโดยจุดประสงค์แรกเริ่มของนางคือกายมังกรของข้า ในกรณีนี้ก็ไม่น่าจะต่างกันเท่าไรนักแต่ข้าอยากรู้มากกว่าว่าจุดประสงค์ของนางแท้จริงแล้วคืออะไร"
"แน่นอนนางอาจจะชอบข้าจริงๆก็ได้ หรือไม่ก็หลอกใช้ข้าก็เป็นไปได้เช่นกัน ดังนั้นรอดูสถาณการณ์ไปก่อนจะดีกว่า"เฟยหรงกล่าวอธิบาย
"เหอะ! ดูเหมือนจะมีหลักการแต่ข้ารู้ศิษย์เจ้าชู้เช่นเจ้าไม่มีทางปล่อยนางหรอก จะให้ข้าเดาก็ได้พอนางออกจากการปิดด่านมาไม่เกินสามวันนางจะเข้าไปอยู่ในรายชื่อภรรยาของเจ้าในทันที"กู่เทียนหลงกล่าว
"อะไร??ท่านอิจฉาข้าหรือ ฮ่าๆๆ อาจารย์ข้าจะบอกให้ตอนนี้สมุนไพรต่างๆในการสร้างร่างเนื้อให้ท่านน่ะพร้อมแล้ว เหลือเพียงโครงกระดูกของผู้ฝึกตนระดับจักรพรรดิเทวะเท่านั้น ซึ่งข้ามองว่ามันไม่คู่ควรกับท่านอาจารย์อันดีเลิศของข้าดังนั้นข้าจึงหาโครงกระดูกระดับเทพอมตะแทนยังไงละ"เฟยหรงว่ากล่าวอย่างภูมิใจในตนเอง
"ฮ่าๆๆดีๆแต่ตอนนี้ข้าคุ้นชินกับการอยู่ในหอคอยเทพมังกรของเจ้าเสียแล้วสิ ที่นี่แค่เพียงนอนก็สามารถเพิ่มพลังวิญญานของข้าได้แล้วช่างเป็นอะไรที่สะดวกสบายจริงๆ"กู่เทียนหลงว่ากล่าว เฟยหรงได้ยินอดไม่ได้ที่จะส่ายหัวให้อาจารย์ของเขา เป็นความจริงที่หอคอยเทพมังกรนั้นสารพัดประโยช์แต่การที่มันจะปลดปล่อยพลังงานให้กู่เทียนหลงนั้นเป็นผลมาจากบัลลังก์ราชันที่คลายพลังส่วนเกินของมันและสะสมเอาไว้ในชั้นแปดของหอคอยส่วนหอคอยก็มีหน้าที่ในการกระจายพลังงานก็เท่านั้น ด้วยวิธีนี้ไม่เพียงพลังวิญญานของกู่เทียนหลงจะเพิ่มขึ้นแต่ยังเพิ่มความสเถียรให้กับร่างวิญญานอีกด้วย ส่วนเฟยหรงเองก็ได้ผลประโยชน์ไม่ต่างกันเวลานี้เขาไม่ต้องฝึกฝนพลังปราณและพลังวิญญานมันก็เพิ่มขึ้นมาเองแต่ก็น้อยกว่าการฝึกฝนอยู่ดี