ตอนที่ 3: เมืองเทียนหนานและหอประมูลเงามืด
ซูเชี่ยนเดินทางออกจากหุบเขาไร้ชื่อมาแล้วสิบกว่าวัน ก้าวเท้าย่ำผ่านป่าดงดิบ ทุ่งหญ้าเวิ้งว้าง และเทือกเขาสูงชันนับไม่ถ้วน สัมภาระบนหลังเบาลงเรื่อยๆ ตามเสบียงอาหารที่ร่อยหรอ แต่ความมุ่งมั่นในหัวใจกลับไม่เคยลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย
ทวีปปราณ์อันกว้างใหญ่แบ่งแยกดินแดนออกเป็สองซีก ฝั่งเหนือปกครองโดยเหล่าสำนักฝ่ายธรรมะที่มีกฎระเบียบเคร่งครัด ผู้บำเพ็ญเพียรล้วนยึดถือคัมภีร์และปฏิบัติตามครรลองอย่างเป็ระบบ ส่วนฝั่งใต้กลับเป็ดินแดนไร้ขื่อแป ผู้คนเรียกขานกันว่าแดนสนธยา อันเป็เขตปกครองของเหล่าพรรคอาชญากรและสำนักฝ่ายมารที่ไม่ยึดติดกฎเกณฑ์ใดๆ
ยิ่งเดินทางลึกเข้าไปทางใต้มากเท่าใด ซูเชี่ยนก็ยิ่งััได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไป ผู้คนที่พบเจอระหว่างทางมีสีหน้าระแวดระวังมากขึ้น ร้านค้าริมทางเริ่มมีองครักษ์ถือดาบยืนเฝ้าอย่างรัดกุม และข่าวลือเื่โจรปล้นกองคาราวานก็แพร่สะพัดไปทั่วทุกหนแห่ง
"อีกไม่ไกลแล้วสินะ..." ซูเชี่ยนพึมพำกับตนเอง สายตามองไปยังป้ายบอกทางเก่าคร่ำที่ปักอยู่ริมถนนดิน บนนั้นสลักตัวอักษรเลือนราง 'เมืองเทียนหนาน อีกสามสิบลี้'
ระหว่างทาง ซูเชี่ยนได้พบกับกองคาราวานพ่อค้าที่เพิ่งรอดชีวิตจากการถูกปล้นกลางทาง ร่างกายของพวกเขาบอบช้ำ เสื้อผ้าขาดวิ่น สินค้าทั้งหมดถูกริบไปจนหมดสิ้น หัวหน้ากองคาราวานร่างซูบผอมเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"หนุ่มน้อย ยามนี้อย่าได้เดินทางตามลำพังเข้าไปในแดนสนธยาเชียว ที่นั่นไม่มีกฎหมายใดคุ้มครองเ้าได้เลย มีแต่กำลังและเงินทองเท่านั้นที่จะช่วยให้เ้ารอดชีวิต"
ซูเชี่ยนประสานมือขอบคุณคำเตือน ก่อนจะควักเสบียงส่วนหนึ่งของตนแบ่งให้กองคาราวานที่กำลังขาดแคลน แม้จะรู้ดีว่าเส้นทางข้างหน้าเต็มไปด้วยอันตราย แต่เขาก็ไร้ทางเลือกอื่น
ทุกครั้งที่คิดถึงคำว่าะ ซูเชี่ยนจะนึกถึงใบหน้าของบิดามารดาที่จากไปด้วยวัยชราเมื่อหลายปีก่อนเสมอ ทั้งสองไม่เคยเป็ผู้บำเพ็ญเพียร ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในหมู่บ้านเล็กๆ จนล่วงลับไปตามครรลองของมนุษย์สามัญ ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าในใจของเขา
'ข้าจะไม่ยอมสิ้นอายุขัยอย่างไร้ค่าเหมือนพวกเขา' นี่คือคำสาบานที่ซูเชี่ยนตั้งมั่นไว้กับตัวเองั้แ่วันที่เริ่มออกเดินทางบำเพ็ญเพียร แม้จะรู้ดีว่าเส้นทางแห่งะนั้นโหดร้ายเพียงใด เขาก็ไม่เคยคิดหวนกลับไปใช้ชีวิตธรรมดาอีกเลย
เมืองเทียนหนานคือเมืองชายแดนสุดท้ายก่อนเข้าสู่เขตแดนสนธยาอย่างเต็มตัว ว่ากันว่าที่นี่คือจุดนัดพบของนักล่าสมบัติ พ่อค้าของเถื่อน และผู้บำเพ็ญเพียรนอกกฎหมายจากทั่วสารทิศ ไม่ว่าผู้ใดมาจากไหน ตราบใดที่มีเงินทองเต็มถุง เมืองนี้ก็พร้อมต้อนรับเสมอ
ระหว่างทาง ซูเชี่ยนแวะพักที่ศาลาข้างทางเพื่อกินข้าวปั้นแห้งประทังความหิว เขาครุ่นคิดทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายวันก่อนซ้ำแล้วซ้ำเล่า คำเตือนของมู่เยวี่ยยังคงก้องอยู่ในหัว... 'ทั้งฝ่ายธรรมะและฝ่ายมาร ต่าง้าสิ่งที่ผนึกอยู่ในสายรัดข้อมือของเ้า'
เขาลูบสายรัดข้อมือหนังอสูรเบาๆ ด้วยความรู้สึกกังวล มันเคยเป็เพียงโชควาสนาที่ทำให้เขามีโอกาสก้าวข้ามพร์อันต่ำต้อยของตนเอง แต่บัดนี้กลับกลายเป็เป้าหมายที่ดึงดูดสายตาจากทุกสารทิศเข้ามาหาตัว
"ไม่เป็ไร... ยิ่งมีคน้ามันมากเท่าใด ก็ยิ่งแปลว่ามันมีค่ามากเท่านั้น" ซูเชี่ยนปลอบใจตัวเอง ก่อนจะลุกขึ้นสะบัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้า แล้วออกเดินทางต่อมุ่งสู่เมืองเทียนหนานโดยไม่รอช้า
เมื่อดวงตะวันใกล้ลับขอบฟ้า กำแพงเมืองเทียนหนานอันสูงตระหง่านก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ป้อมยามริมประตูเมืองแทนที่จะมีทหารในเครื่องแบบ กลับมีเพียงนักเลงถือกระบองยืนเก็บค่าผ่านทางจากผู้มาเยือนทุกคนอย่างเปิดเผย ซูเชี่ยนควักเหรียญเงินจ่ายค่าผ่านประตูโดยไม่ต่อรอง เขารู้ดีว่าการสร้างเื่ในดินแดนไร้ขื่อแปเช่นนี้ไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดนัก
ภายในกำแพงเมือง แสงไฟจากโคมกระดาษสีแดงส้มสาดส่องไปทั่วถนนสายหลัก เสียงพ่อค้าแม่ขายะโเรียกลูกค้าดังกึกก้อง กลิ่นอาหารปิ้งย่างลอยคละคลุ้งปนกับกลิ่นเหล้าเถื่อน ผู้คนหลากหลายเผ่าพันธุ์เดินขวักไขว่ไปมา บ้างสวมชุดนักบวช บ้างแต่งกายแบบโจรป่า
ซูเชี่ยนเดินสำรวจตลาดอย่างระมัดระวัง สายตากวาดมองหาร้านค้าที่รับซื้อขายข่าวสาร จนในที่สุดก็มาหยุดอยู่หน้าเก๋งไม้เก่าๆ ป้ายไม้เหนือประตูสลักตัวอักษรว่า 'ข่าวสารพันลี้' ห้อยอยู่
ภายในเก๋งมืดสลัว มีเพียงตะเกียงน้ำมันดวงเดียวส่องแสงริบหรี่ ชายชราร่างผอมบางนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เก่า ดวงตาทั้งสองข้างขุ่นมัวราวกับคนตาบอด แต่กลับหันมาทางซูเชี่ยนทันทีที่เขาก้าวพ้นประตู ราวกับมองเห็นทุกสิ่งอย่างชัดแจ้ง
"เถ้าแก่อิ๋นยินดีต้อนรับ" ชายชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบเครือ "หนุ่มน้อย้าซื้อข่าวสารเื่ใด บอกมาเถิด ตราบใดที่มีเงินพอ ข้าขายได้ทุกอย่างนอกจากชีวิตตนเอง"
ซูเชี่ยนวางเหรียญเงินสิบเหรียญลงบนโต๊ะ "ข้าอยากทราบเื่ เศษเสี้ยวศิลาฟ้าดับ"
คิ้วขาวของเถ้าแก่อิ๋นกระตุกขึ้นเล็กน้อย ท่าทีเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด "ของชิ้นนี้ไม่ใช่ข่าวที่ซื้อขายกันง่ายๆ เอาเป็ว่าห้าสิบเหรียญเงิน ข้าจะบอกทุกสิ่งที่รู้ให้"
หลังจากต่อรองอยู่ครู่หนึ่ง ซูเชี่ยนยอมจ่ายเงินสามสิบเหรียญเงินเพื่อแลกกับข้อมูล เถ้าแก่อิ๋นพยักหน้าอย่างพึงใจ ก่อนจะเอ่ยเสียงกระซิบ
"เศษเสี้ยวศิลาฟ้าดับจะถูกนำมาประมูลในอีกสามวันข้างหน้า ที่หอประมูลเงามืด อันเป็งานประมูลลับที่จัดขึ้นทุกไตรมาสสำหรับของวิเศษหายากซึ่งไม่มีทางหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป"
"หอประมูลเงามืด..." ซูเชี่ยนย้ำคำ สมองแล่นเร็วคำนวณว่าเงินในย่ามของตนคงไม่พอสำหรับการประมูลของวิเศษระดับนั้นแน่
"ข้าขอเตือนไว้ก่อนนะหนุ่มน้อย" เถ้าแก่อิ๋นลดเสียงลงอีก สีหน้าจริงจังขึ้นผิดปกติ "ข่าวเื่ศิลาชิ้นนี้แพร่ไปถึงหูของพรรครอยยิ้มอาษัณแล้ว พวกเขาส่งคนมาจับตางานประมูลครั้งนี้เป็พิเศษ... หากเ้าไม่มีฝีมือพอ อย่าได้เข้าใกล้เชียว"
"นอกจากพรรครอยยิ้มอาษัณแล้ว ยังมีข่าวลือว่าสำนักฝ่ายธรรมะบางแห่งก็จับตามองเศษศิลาชิ้นนี้อยู่เช่นกัน" เถ้าแก่อิ๋นเสริมพลางกวาดสายตามองไปรอบเก๋งอย่างระแวดระวัง "งานประมูลคืนนี้อาจไม่ใช่แค่การประมูลธรรมดาเสียแล้ว"
คืนนั้นซูเชี่ยนหาที่พักในโรงเตี๊ยมเก่าๆ ริมตลาด นอนคิดทบทวนแผนการอย่างละเอียด เขามีเงินไม่มากพอจะประมูลชนะผู้ใด หนทางเดียวที่เหลืออยู่คือการแอบเข้าไปสังเกตการณ์ในงานประมูล แล้วหาจังหวะฉกฉวยเอาเศษศิลามาด้วยวิธีอื่น
สามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว คืนวันประมูลมาถึง ซูเชี่ยนแต่งกายกลมกลืนเป็พ่อค้าเร่ธรรมดา เดินตามฝูงชนเข้าไปยังอาคารหินสีดำทะมึนที่ตั้งอยู่นอกเมือง ป้ายไม้เหนือประตูสลักตัวอักษรสีทองอร่ามว่า 'หอประมูลเงามืด'
ภายในหอประมูลกว้างใหญ่ ผู้คนนับร้อยนั่งเรียงรายอยู่บนที่นั่งเป็ชั้นๆ รอบเวทีตรงกลาง บรรยากาศเงียบขรึมแฝงด้วยความตึงเครียด
ก่อนจะถึงคิวของเศษเสี้ยวศิลาฟ้าดับ พิธีกรของหอประมูลได้นำของวิเศษชิ้นอื่นออกมาประมูลหลายรายการ ทั้งดาบโบราณสลักตัวอักษรลึกลับ และยาฟื้นชีพระดับสูงที่หายากยิ่ง ราคาประมูลพุ่งสูงจนซูเชี่ยนอ้าปากค้าง เขารู้ได้ทันทีว่าเงินในย่ามของตนแทบไม่มีความหมายในสถานที่แห่งนี้
เมื่อถึงคิวสุดท้ายของค่ำคืน พิธีกรจึงเชิญเศษเสี้ยวศิลาฟ้าดับขึ้นเวที เสียงพึมพำตื่นเต้นดังขึ้นทั่วโถงประมูล สายตาหลายคู่เปลี่ยนเป็จริงจัง บ้างกระซิบคุยกันถึงข่าวลือว่าสำนักใหญ่หลายแห่งต่างส่งตัวแทนมาประมูลของชิ้นนี้อย่างลับๆ ทุกคู่สายตาต่างจับจ้องไปยังกล่องแก้วใสตรงกลางเวทีที่บรรจุเศษหินสีดำเข้มขนาดกำปั้น ผิวหินเป็ประกายวับวาบราวกับดูดกลืนแสงไฟรอบข้างเข้าไปจนหมด
"นั่นน่ะหรือ... เศษเสี้ยวศิลาฟ้าดับ" ซูเชี่ยนกลืนน้ำลาย รู้สึกได้ถึงพลังปราณมหาศาลที่แผ่ออกมาจากก้อนหินแม้จะอยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตร
ขณะกำลังจับจ้องมองเวทีอยู่นั้นเอง เขาก็รู้สึกวูบหนึ่งที่เอวข้างขวา ราวกับมีสิ่งใดเบาหวิวััผ่านไป ซูเชี่ยนหันขวับทันที แต่กลับไม่พบผู้ใดยืนอยู่ใกล้ตัว
เขาคลำถุงเงินที่ผูกไว้ที่เอว... มันหายไปแล้ว!
"ใครกัน!" ซูเชี่ยนกวาดสายตามองไปรอบตัวอย่างรวดเร็ว จนสายตาไปสะดุดกับเงาร่างเล็กๆ ในชุดสีดำที่กำลังแทรกตัวหายลับเข้าไปในฝูงชนอย่างคล่องแคล่ว มือข้างหนึ่งยังถือถุงเงินของเขาย่างชัดเจน
ซูเชี่ยนไม่รอช้า รีบเบียดฝูงชนตามไปทันที เขาไม่กล้าใช้พลังปราณกลางงานประมูลอันเนืองแน่น เกรงจะเป็ที่สะดุดตา จึงได้แต่ใช้ฝีเท้าธรรมดาไล่ตามเงาร่างนั้นออกไปยังตรอกเปลี่ยวด้านหลังอาคาร
เมื่อไล่ตามมาจนถึงตรอกมืด เขาก็พบว่าเงาร่างนั้นหยุดยืนรออยู่แล้ว ราวกับตั้งใจให้เขาตามมาเจอั้แ่แรก แสงจันทร์สาดส่องลงมาเผยให้เห็นหญิงสาวอายุไล่เลี่ยกับเขา สวมชุดรัดรูปสีดำคล่องตัว ผมสีน้ำตาลเข้มรวบเป็หางม้า ดวงตาคู่โตแวววาวด้วยแววซุกซนปนเ้าเล่ห์
"ว่องไวใช้ได้นี่ พ่อหนุ่ม" หญิงสาวเอ่ยยิ้มพราย โยนถุงเงินขึ้นรับเล่นในมืออย่างไม่แยแส "ปกติคนที่โดนข้าล้วงกระเป๋ากว่ารู้ตัวก็เดินไปไกลลิบแล้ว เ้านี่ไวเกินคนธรรมดานะ... สมกับที่ข้าแอบจับตาดูเ้ามาั้แ่ตอนออกจากหุบเขาไร้ชื่อเชียว"
"คืนเงินข้ามา!" ซูเชี่ยนเอ่ยเสียงเรียบ สายตาจับจ้องไม่วางตา ทว่าในใจกลับตื่นตัวอย่างเต็มที่ ไอปราณที่แผ่ออกจากร่างหญิงสาวตรงหน้านั้นแปลกประหลาดยิ่งนัก ไม่เหมือนผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปที่เขาเคยพบเจอ ราวกับมีสิ่งใดซ่อนลึกอยู่ภายใน
"อยากได้คืนก็ไม่ยาก" หญิงสาวยิ้มเ้าเล่ห์ เอียงคอมองซูเชี่ยนอย่างพินิจพิเคราะห์ "แต่ข้าเห็นเ้าจ้องมองเศษศิลาฟ้าดับอยู่นานทีเดียว บอกตามตรง... เ้าก็อยากได้มันใช่ไหม?"
ซูเชี่ยนชะงักไปชั่วขณะ "เ้ารู้ได้อย่างไร... แล้วเ้าเป็ใครกันแน่ ทำไมถึงรู้เื่ข้าดีนัก?"
"ความลับของสตรี ไม่ใช่เื่ที่จะเล่าให้คนแปลกหน้าฟังง่ายๆ หรอกนะ" หญิงสาวแลบลิ้นแกล้งทำหน้าทะเล้น ก่อนสีหน้าจะกลับมาจริงจังขึ้นในพริบตา "เพราะข้าเองก็้ามันเหมือนกันอย่างไรเล่า"
นางหัวเราะเบาๆ โยนถุงเงินคืนให้เขาอย่างไม่ใยดี "งั้นมาทำข้อตกลงกันเถอะ หอประมูลคืนนี้มีของแถมพิเศษที่ข้าไม่ชอบใจนัก... พรรครอยยิ้มอาษัณส่งคนมาเฝ้าอยู่เต็มไปหมด พวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะประมูล แต่ตั้งใจจะปล้นชิงเอาเศษศิลาไปั้แ่แรก"
คำพูดนั้นทำให้ซูเชี่ยนสะดุ้งเฮือก คำเตือนของเถ้าแก่อิ๋นแว่วกลับมาในหัวทันที "ถ้าเช่นนั้น..."
"ถ้าเช่นนั้นก็แปลว่างานประมูลคืนนี้กำลังจะวุ่นวายหนักแน่นอน" หญิงสาวยิ้มกว้างอย่างสนุกสนาน ราวกับความโกลาหลที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็เื่น่าตื่นเต้นยิ่ง "เรียกข้าว่า แมวราตรี ก็พอ พ่อหนุ่ม เอาเป็ว่าคืนนี้เรามาจับมือกันชั่วคราวดีหรือไม่ แบ่งกันครึ่งต่อครึ่ง ใครมีฝีมือกว่าก็ได้เศษศิลาไปในที่สุด"
ยังไม่ทันที่ซูเชี่ยนจะตอบตกลงหรือปฏิเสธ เสียงะโโกลาหลก็ดังขึ้นจากภายในหอประมูล ตามมาด้วยเสียงะเิสนั่นหวั่นไหว!
ตึง! ตูมมมมมมม!
กำแพงหอประมูลด้านหนึ่งพังทลายเป็เศษหิน ฝุ่นควันคละคลุ้งพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เสียงกรีดร้องแตกตื่นของผู้คนดังกึกก้องแทนที่บรรยากาศเงียบขรึมเมื่อครู่
"เริ่มแล้วสินะ!" แมวราตรียิ้มพราย ดวงตาเป็ประกายตื่นเต้น "ไปกันเถอะพ่อหนุ่ม หากเ้าอยากได้เศษศิลานั่นจริง นี่คือโอกาสท่ามกลางความโกลาหล!"
ทั้งคู่วิ่งกลับเข้าไปยังหอประมูลทันที ภายในกลายเป็สมรภูมิเืไปแล้ว เหล่านักเลงชุดดำสวมหน้ากากปีศาจถือดาบบุกเข้าไปยังเวทีกลาง ฟันฟาดยามรักษาความปลอดภัยล้มตายเกลื่อนกลาด ผู้เข้าประมูลต่างวิ่งหนีตายกันชุลมุน เสียงพิธีกรที่เคยประกาศราคาอย่างสง่างามบัดนี้กลายเป็เสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือ
หัวหน้ากลุ่มโจรร่างสูงใหญ่สวมหน้ากากปีศาจสีแดงเอื้อมมือเข้าคว้ากล่องแก้วบรรจุเศษศิลาฟ้าดับ เสียงหัวเราะบ้าคลั่งดังก้องทั่วหอประมูล "เศษศิลาฟ้าดับต้องเป็ของพรรครอยยิ้มอาษัณเท่านั้น! ผู้ใดขวางทาง... ตาย!"
ซูเชี่ยนไม่รอช้า ส่งจิตััเข้าไปในลวดลายสลักแมลงบนสายรัดข้อมือทันที!
วูบ!
ฝูงตั๊กแตนพิฆาตร้อยตัวทะยานออกจากมิติสายรัดข้อมือ รวมตัวกันกลางอากาศกลายเป็กระบี่สีดำเหลือบทองในพริบตา ซูเชี่ยนพุ่งตัวเข้าสกัดหัวหน้าโจรทันที!
เคร้ง!
เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่น! หัวหน้าโจรหน้ากากแดงหันมามองซูเชี่ยนด้วยสายตาประหลาดใจปนขบขัน "อ้อ... เ้าหนูนี่เอง เ้าของกลิ่นอายภัยพิบัติตัวจริงสินะ พวกเราตามหาเ้าอยู่พอดี!"
คำพูดนั้นทำให้หัวใจซูเชี่ยนวูบหวิว... ที่แท้พวกมันมาที่นี่เพื่อเขาด้วยเช่นกัน มิใช่แค่เศษศิลาฟ้าดับเพียงอย่างเดียว!
ขณะเดียวกัน แมวราตรีก็กระโจนเข้าร่วมวงต่อสู้อย่างคล่องแคล่ว มีดสั้นสองเล่มในมือสะบัดวาบไปมาราวกับผีเสื้อ ฟันแขนขาโจรที่เข้าใกล้ล้มลงทีละคนสองคนโดยไม่ทันตั้งตัว
ฟิ้ว! ฉึก!
"อย่าเพิ่งรีบตายเสียล่ะพ่อหนุ่ม ข้ายังไม่ได้แบ่งเศษศิลากับเ้าเลยนะ!" แมวราตรีะโแซวท่ามกลางศึก มีดในมือปาดคอโจรอีกคนจนล้มพับ
ซูเชี่ยนกัดฟันสั่งการฝูงตั๊กแตน แปรกระบี่เป็หอกทะลวงพุ่งเข้าใส่หัวหน้าโจรอีกครั้ง!
ตูมมมมมมม!
แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับควงดาบใหญ่รับการโจมตีได้อย่างง่ายดาย พลังปราณของหัวหน้าโจรผู้นี้สูงอยู่ในขอบเขตรวบรวมปราณขั้นสูงสุด เหนือกว่าเขาหลายเท่า!
"แค่ตั๊กแตนร้อยตัวคิดว่าจะต้านข้าได้งั้นหรือ!" หัวหน้าโจรสบประมาทเสียงดัง เงื้อดาบใหญ่ฟาดเข้าใส่กระบี่แมลงจนสลายตัว!
ฉัวะ!
ตั๊กแตนบางส่วนร่วงหล่นาเ็ ซูเชี่ยนกระเด็นไปชนกำแพงอย่างจัง เืไหลซึมออกมาจากมุมปาก
"ซูเชี่ยน!" เสียงแมวราตรีะโเรียก นางรีบสลัดมีดสั้นพุ่งไปทางหัวหน้าโจรเพื่อถ่วงเวลา แต่นางก็ถูกสะบัดปราณกระแทกตกไปอย่างง่ายดายเช่นกัน
หัวหน้าโจรก้าวเข้าใกล้ซูเชี่ยนอย่างเชื่องช้า ปลายดาบใหญ่ในมือหยดเืจากศพยามที่ล้มตายรายรอบ เสียงหัวเราะกักขฬะแทรกผ่านหน้ากากปีศาจสีแดง "จบเกมได้แล้วมั้งเ้าหนู เ้าของกลิ่นอายภัยพิบัติที่แท้จริงก็เป็ได้แค่นี้หรือ?"
ท่ามกลางสถานการณ์คับขัน ซูเชี่ยนกัดฟันลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เขามองไปที่กล่องแก้วบรรจุเศษศิลาฟ้าดับที่ตกอยู่บนพื้นห่างออกไปไม่กี่ก้าว
'หากสู้ตรงๆ ไม่มีทางชนะ... แต่ถ้าใช้ฝูงตั๊กแตนก่อกวนเปิดทางเล่า!'
ซูเชี่ยนตัดสินใจทันที เขาสั่งการจิติญญาให้ฝูงตั๊กแตนกระจายตัวออกจากกัน!
หึ่ง! หึ่ง! หึ่ง!
ตั๊กแตนพิฆาตร้อยตัวบินว่อนกระจายตัวโจมตีใส่หัวหน้าโจรพร้อมกันจากรอบทิศทาง แม้แต่ละตัวจะไม่สามารถเจาะเกราะปราณของหัวหน้าโจรได้โดยง่าย แต่จำนวนที่รุมสกรัมและเสียงปีกที่แหวกอากาศถี่กระชั้นก็ทำให้หัวหน้าโจรต้องหันมาป้องกันตัวจนเสียจังหวะ!
และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง แมวราตรีที่หลบซ่อนอยู่ในเงามืดก็ฉวยโอกาสพุ่งตัวเข้าคว้ากล่องแก้วบรรจุเศษศิลาฟ้าดับไปได้สำเร็จอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ!
"ได้แล้ว!" นางร้องบอกด้วยรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะโบกมือเรียกซูเชี่ยน "รีบหนีเร็วพ่อหนุ่ม ยื้อเวลาไม่ไหวหรอก!"
ซูเชี่ยนไม่รอช้า เรียกฝูงตั๊กแตนกลับเข้าสายรัดข้อมือ แล้ววิ่งตามแมวราตรีหนีออกจากหอประมูลผ่านช่องกำแพงที่พังทลาย ทั้งคู่วิ่งลัดเลาะผ่านตรอกซอกซอยมืดมิดของเมืองเทียนหนานอย่างไม่หยุดพัก จนกระทั่งแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดตามมาอีก จึงหยุดพักหายใจข้างกำแพงเก่าริมชานเมือง
"เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว..." ซูเชี่ยนนั่งพิงกำแพงหอบหายใจ เืที่มุมปากยังไม่ทันเช็ดออก
แมวราตรีนั่งลงข้างเขา หยิบกล่องแก้วบรรจุเศษศิลาฟ้าดับขึ้นส่องดูด้วยแววตาเป็ประกาย "งดงามจริงเชียว... สมกับที่ต้องเสี่ยงชีวิตแลกมา"
"ตกลงกันไว้ว่าแบ่งครึ่งต่อครึ่งมิใช่หรือ?" ซูเชี่ยนเอ่ยถามอย่างระแวดระวัง เกรงว่าหญิงสาวจะเบี้ยวข้อตกลง
แมวราตรีหัวเราะเบาๆ โยนกล่องแก้วให้เขารับไว้ "ข้าไม่ได้้าตัวเศษศิลาหรอก ข้าแค่อยากรู้ว่าไอปราณภัยพิบัติแท้จริงแล้วมีหน้าตาอย่างไร... เ้าเก็บไปเถิด ถือว่าเป็ค่าตอบแทนที่ทำให้คืนนี้สนุกกว่าที่คิดไว้มาก"
ซูเชี่ยนอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะกำเศษศิลาฟ้าดับไว้แน่นด้วยความรู้สึกกึ่งดีใจกึ่งสับสน "เ้า... เ้าเป็ใครกันแน่?"
แมวราตรีลุกขึ้นยืน สะบัดฝุ่นออกจากชุดคลุมสีดำ ยิ้มเ้าเล่ห์เช่นเดิม ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับฉายแววลึกล้ำบางอย่างที่ซูเชี่ยนจับทิศทางไม่ได้
"แค่คนธรรมดาที่ชอบของแปลกๆ เท่านั้นแหละ" นางตอบพลางหันหลังเดินจากไปในความมืด "แต่บอกไว้ก่อนนะพ่อหนุ่ม... เื่คืนนี้ยังไม่จบหรอก พรรครอยยิ้มอาษัณคงไม่ยอมปล่อยเ้าไปง่ายๆ แน่ หากเ้ายังอยากมีชีวิตรอด ก็รีบเสริมกำลังตนเองเข้าไว้"
"แล้วเราจะเจอกันอีกหรือไม่?" ซูเชี่ยนอดถามไม่ได้
เสียงหัวเราะเบาๆ ลอยแว่วกลับมาจากในความมืด "โลกใบนี้แคบกว่าที่เ้าคิดหรอกนะ... พ่อหนุ่มไอปราณภัยพิบัติ"
เมื่อเงาร่างของแมวราตรีลับหายไปจนหมดสิ้น ซูเชี่ยนก็เหลือเพียงตัวคนเดียวท่ามกลางความมืดมิด เขาก้มมองเศษศิลาฟ้าดับสีดำเข้มในมือ ััได้ถึงพลังปราณมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ภายใน
"ในที่สุดก็ได้มันมาจนได้..." เขาลุกขึ้นยืน สายตาเปลี่ยนเป็ความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวอีกครั้ง "แต่ดูเหมือนเส้นทางข้างหน้าจะโหดหินยิ่งกว่าที่คิดไว้เสียอีก"
ซูเชี่ยนรีบออกเดินทางออกจากเขตเมืองเทียนหนานเพื่อมองหาที่หลบซ่อนอันเงียบสงบ จนกระทั่งพบถ้ำหินร้างแห่งหนึ่งซุกซ่อนอยู่หลังเถาวัลย์หนาแน่น เขาก้าวเข้าไปภายในถ้ำ นำหินไฟออกมาจุดตะเกียง และเริ่มตรวจสอบเศษเสี้ยวศิลาฟ้าดับอย่างละเอียด
เมื่อเขาส่งจิตััเข้าไปในก้อนหินสีดำเข้มนั้น ซูเชี่ยนถึงกับสะดุ้งโหยง... ภายในอัดแน่นไปด้วยพลังปราณบริสุทธิ์เข้มข้นราวกับธารน้ำที่ถูกบีบอัดจนแทบะเิ มหาศาลยิ่งกว่ายาวิเศษขั้นต่ำที่เขาเคยใช้นับสิบเท่า!
"หากดูดซับพลังนี้เข้าสู่ร่างกายได้สำเร็จ... บางทีข้าอาจทะลวงผ่านขอบเขตพลังได้ทันที!" ดวงตาของซูเชี่ยนเป็ประกายแห่งความหวัง แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงด้วยความหวาดหวั่น เพราะเขารู้ดีว่าปราณเข้มข้นเกินตัวเช่นนี้ หากควบคุมไม่ดีพอ ร่างกายอาจแตกสลายจากแรงปะทุภายในได้โดยง่าย
เขานั่งขัดสมาธิลงกลางถ้ำ กำเศษศิลาฟ้าดับไว้แน่นในอุ้งมือทั้งสอง สูดลมหายใจเข้าลึกรวบรวมสติ ก่อนจะปล่อยจิตััแผ่เข้าไปในก้อนหินอย่างช้าๆ
วูบ!
กระแสปราณสีดำอมทองพวยพุ่งทะลักออกจากเศษศิลา ไหลบ่าเข้าสู่ร่างกายของซูเชี่ยนผ่านทางฝ่ามือทั้งสองข้างในทันที! ความร้อนระอุแผดเผาราวกับไฟนรกวิ่งพล่านไปตามเส้นลมปราณ ทำให้เขาต้องกัดฟันแน่นจนเืซิบเพื่อกลั้นเสียงร้องครวญคราง
กึก... กึก...
เส้นลมปราณทั้งเจ็ดสิบสองเส้นในร่างกายของเขาสั่นะเือย่างรุนแรง เส้นลมปราณบางเส้นที่เคยอุดตันเนื่องจากรากปราณเลวทราม ค่อยๆ ถูกกระแสพลังอันดุดันฟาดฟันทะลวงเปิดออกทีละเส้นๆ!
"อดทนไว้... อดทนไว้!" ซูเชี่ยนคำรามในใจ หยาดเหงื่อไหลท่วมตัวจนเสื้อผ้าเปียกชุ่ม ร่างกายสั่นเทาราวกับใบไม้ต้องลม แต่จิติญญากลับนิ่งสงบ ไม่ยอมปล่อยให้ความเ็ปบดขยี้สติสัมปชัญญะ
เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่อาจนับได้ กระแสปราณมหาศาลเริ่มสยบลง และค่อยๆ ไหลเวียนอย่างราบรื่น ผสานรวมเป็หนึ่งเดียวกับจุดดันเถียนในท้องของเขาอย่างสมบูรณ์!
พรึ่บ!
สายรัดข้อมือหนังอสูรบนข้อมือของซูเชี่ยนเปล่งประกายสีดำทมิฬวาบขึ้นอย่างรุนแรง ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายของเ้าของ!
ซูเชี่ยนลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ ลมหายใจพุ่งออกมาเป็สายหมอกขาว เขาััได้ถึงพลังปราณภายในร่างกายที่พุ่งทะยานขึ้นหลายเท่าตัว!
"ทะลวงสำเร็จแล้ว... ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นกลาง!" เขาอุทานออกมาด้วยความยินดี นี่คือความก้าวหน้าที่หากฝึกฝนตามปกติ อาจต้องใช้เวลาหลายปีจึงจะบรรลุได้!
และแล้วเขาก็นึกขึ้นได้ถึงกฎเกณฑ์อันน่าอัศจรรย์ที่สลักอยู่ในสายรัดข้อมือ หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น เขารีบส่งจิตััเข้าไปตรวจดูภายในมิติทันที!
หึ่ง! หึ่ง! หึ่ง! หึ่ง! หึ่ง!
เสียงกระพือปีกดังขึ้นอย่างหนาแน่นสะท้านมิติ! ฝูงตั๊กแตนพิฆาตที่เคยมีเพียงร้อยตัว บัดนี้ทวีคูณกลายเป็สามร้อยตัวเต็มอัตราตามกฎเกณฑ์์!
"สามร้อยตัว..." ซูเชี่ยนกำมือแน่นด้วยความมั่นใจ สายตาฉายแววเด็ดเดี่ยว "ต่อให้พวกพรรครอยยิ้มอาษัณหรือสำนักใหญ่จะตามล่าข้า... ข้าก็ไม่มีวันยอมเป็เหยื่อให้ใครง่ายๆ อีกต่อไป!"
เขาเก็บก้อนศิลาที่บัดนี้กลายเป็หินธรรมดาเนื่องจากปราณถูกดูดซับจนหมดสิ้น แล้วก้าวออกจากถ้ำมุ่งหน้าต่อไปในความมืด แผนการข้างหน้าเริ่มเด่นชัดขึ้น... เขาจะต้องหาทางเข้าร่วมสำนักหรือเสาะหาอาจารย์เพื่อเรียนรู้วิธีการบำเพ็ญเพียรระดับสูงขึ้น เพื่อรองรับพลังของฝูงแมลงที่กำลังเติบโต
ทว่า ณ ยอดตึกสูงเหนือหอประมูลเงามืดที่พังทลาย มีบุรุษชุดคลุมสีดำยืนมองทิศทางที่ซูเชี่ยนหนีไปอยู่อย่างเงียบเชียบ สัญลักษณ์รูปหน้ากากยิ้มปีศาจปักอยู่บนอกเสื้อพลิ้วไหวตามสายลม
"รายงานไปยังท่านเ้าสำนัก..." บุรุษลึกลับเอ่ยเสียงต่ำกับเงาร่างเื้ั "พวกเราพบตัวผู้กลิ่นอายภัยพิบัติแล้ว... คราวนี้ จงล้อมจับมันมาให้ได้ อย่าให้หลุดมือไปได้เป็อันขาด!"