หากสุดท้ายความคิดสร้างสรรค์ไม่ผุดขึ้นมาอย่างน้อยฉันก็ควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอเตรียมพร้อมสภาพร่างกายให้สมบูรณ์เต็มที่เพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ก็ดีหรอกต้องบอกว่าฉันเริ่มต้นได้แย่จริงๆ
ขณะนั่งรอด้วยความสำนึกว่ามาเสียใจเอาตอนนี้ก็สายเกินไปแล้วไม่นานนักเสียงเคาะประตูก็ดังสะท้อนภายในห้องรับแขก
ฉันยืนขึ้นตามพ่อเพื่อต้อนรับผู้ที่เข้ามาในห้องรับแขก
ผู้ที่เดินเข้ามามีผมสีเทาเข้มแซมขาวเป็สุภาพบุรุษที่มีท่วงท่าการเดินที่สง่างาม ตามมาด้วยเด็กผู้ชายผมดำเงางามท่าทางเฉลียวฉลาด
ฉันหลุบตาลงต่ำและไม่แสดงสีหน้าเป็การกระทำที่ถูกต้องในฐานะกุลสตรีที่เผชิญหน้าอีกฝ่ายก่อนที่จะได้รับการแนะนำตัวอาจเพราะทำแบบนี้ ฉันจึงขาดความน่ารักแบบเด็กๆ ไป
พ่อกับสุภาพบุรุษผู้นั้นทักทายกันอย่างเป็กันเองแล้วหันกลับมาทางฉันอีกครั้งทันที
“ท่านรานันคูลาผมขอแนะนำให้รู้จักลูกสาวของผม ชื่อว่าลีโคริสครับ ลีโคริส นี่ท่านดยุกรานันคูลา”
พ่อแนะนำฉันกับดยุกตามด้วยแนะนำดยุกให้ฉันรู้จักแบบย่อๆ แล้วถอยฉากออกไปฉันกับสุภาพบุรุษผู้นี้จึงเผชิญหน้ากันตรงๆ โดยอัตโนมัติ
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ หนูชื่อลีโคริสเรเดียตา”
หลังจากฉันโค้งคำนับทักทายแล้วในที่สุดก็มองหน้าอีกฝ่ายและพบรอยยิ้มอ่อนโยนอยู่บนใบหน้านั้น ดวงตาโทนสีน่าหลงใหลกระจ่างใสราวกับคริสตัลแต่ก็เหมือนมองเข้าไปในก้นทะเลลึกที่กำลังแย้มยิ้มอย่างเยือกเย็น
ท่านรานันคูลาอายุมากกว่าพ่อของฉันมากถ้าจำไม่ผิดน่าจะใกล้ห้าสิบปีแล้ว รอยย่นตรงหางตาเวลายิ้มนั้นบ่งบอกถึงอายุ
“อืม ยินดีที่ได้รู้จักนะจะว่าไปฉันเคยเจอหนูสมัยยังเป็ทารกแบเบาะอยู่เลย”
ดยุกพูดด้วยน้ำเสียงเป็กันเองมากและจุมพิตที่หลังมือของฉันเบาๆหนวดสีเทาเข้มแซมสีขาวครูดบนผิวบางทำให้รู้สึกจั๊กจี้
พอฉันกระตุกมุมปากขึ้นเพราะรู้สึกจั๊กจี้รอยย่นที่หางตาของดยุกก็ยิ่งเป็ร่องลึกยิ่งขึ้นต่างคนต่างยิ้มให้กันแล้วก็จบการทักทายแบบสั้นๆ
“หนูโตขึ้นแล้วเป็คนน่ารักมากจนน่าใเลยละสีผมกับตาเหมือนไปทางแม่แต่รูปทรงของดวงตาถอดของพ่อมาเลย”
เขามองเปรียบเทียบฉันกับพ่อพลางพูดพ่อตอบกลับไปอย่างเขินอายเล็กน้อยว่า “ชมกันเกินไปแล้วครับ”ส่วนฉันก็หวั่นไหวกับคำชมว่า ‘น่ารัก’ ที่ไม่คุ้นชิน
“แต่สีหน้าหนูดูไม่ค่อยดีนะเหมือนเหนื่อยจากการเดินทางไกล เพิ่งเคยนั่งรถม้านานๆ เป็ครั้งแรกหรือ”
ั์ตาสีฟ้าของท่านเจือแววห่วงใยอย่างมากจากนั้นฝ่ามือใหญ่อบอุ่นที่โอบไหล่กับเสียงที่อ่อนโยนก็เร่งว่า“หนูนั่งเก้าอี้ก็ได้นะ”
“มะ... ไม่เป็ไรค่ะ ได้ยืนบ้างเดินบ้างช่วยคลายความเหนื่อยได้มากกว่าค่ะ...”
ฉันตอบตะกุกตะกักอย่างไม่ได้เื่
“ที่จริงแล้วทางนี้ควรเป็ฝ่ายไปหามากกว่าจริงๆขอโทษด้วยนะ”
“ไม่เลยค่ะ! เอ่อ...ได้มาในพื้นที่ที่ไม่รู้จักก็สนุกดีค่ะทิวทัศน์ทะเลที่มองเห็นอยู่อีกฟากหนึ่งของเมืองใหญ่ก็เป็ประสบการณ์ใหม่กังหันทรงกลมที่เลียบไปตามถนนก็เป็รูปลักษณ์ที่เพิ่งเคยเห็นครั้งแรก น่าสนใจมากๆเลยค่ะ...อ๊ะ ไม่สิ วันนี้รู้สึกดีใจมากเลยค่ะที่ได้รับเชิญมา”
ฉันรู้สึกอายที่เผลอพูดมากจนน่าแปลกกับอีกฝ่ายที่เพิ่งทักทายกันเสร็จเป็เื่ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นกับฉัน
แต่ท่าทางของท่านรานันคูลาที่บ่งบอกถึงความหวังดีทั้งทางสายตาน้ำเสียง และกิริยาอาการทั้งหมดดูเอ็นดูจนฉันรู้สึกจั๊กจี้
ท่านรานันคูลากลับยิ้มแย้มด้วยท่าทางยินดีให้ฉันที่ลนลานพร้อมตอบข้อสงสัยของฉันเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของกังหันและอธิบายให้ฟัง
ฉันฟังเื่ที่ท่านพูดพยักหน้าเออออพลางรู้สึกกึ่งๆ ประทับใจ
คนที่ยิ้มให้อย่างเป็กันเองนี้ความจริงเป็ท่านนายกรัฐมนตรีของประเทศเรา
ประเทศนี้มีตระกูลดยุกห้าตระกูลซึ่งลำดับศักดิ์อยู่ถัดจากราชวงศ์ภายใต้การปกครองที่มีพระาาเป็ประมุข ในบรรดานั้น ผู้นำตระกูลดยุกรานันคูลากับตระกูลดยุกลีเลียของเราก็มีฐานะเป็นายกรัฐมนตรีที่มีความสามารถด้วยกันทั้งคู่
เนื่องจากเพราะตำแหน่งนั้น อีกทั้งที่สำคัญกว่าอะไรคืออคติว่าเป็‘พ่อของหนุ่มยันเดเระ’ จึงไม่คาดคิดว่าจะมีตัวละครนิสัยดีแบบนี้ปรากฏตัวขึ้นมาฉันคิดว่าช่างเสียมารยาทจริงๆ สำนึกผิดแล้วค่ะ
ยิ่งไปกว่านั้นท่านนายกรัฐมนตรียังพูดด้วยความชื่นชมว่า “หนูมีพร์ยอดเยี่ยมที่เป็คนชอบเรียนรู้นะ”ฉันก็ย่อมดีใจสิ
บอกตามตรงคือฉันใจเต้นด้วยความดีใจ
ถ้าถามว่าใจเต้นแค่ไหนก็ตอบได้เลยว่าขนาดที่ลืมว่ามียันเดเระยืนอยู่ข้างๆ...ใช่เสียที่ไหนล่ะต้องบอกว่าฉันลืมตัวตนของคู่หมั้นไปชั่วครู่เลยทีเดียว
พ่อที่ยืนอยู่ข้างหลังกระแอมเพื่อดึงความสนใจของฉันในที่สุดฉันก็นึกจุดประสงค์ที่มาเยือนคฤหาสน์ดยุกรานันคูลาในครั้งนี้ออก
ฉันส่งสายตามองเด็กชายที่ยืนอยู่เยื้องไปข้างหลังของท่านนายกรัฐมนตรี
“ต้องขอโทษด้วยนะลีโคริสขอแนะนำให้รู้จักลูกชายของฉัน”เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีผายมือใหญ่ของท่านไป โวล์ฟกังไอเซนฮูท อายุสิบขวบก็ก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวและทักทายด้วยคำพูดน้อยคำที่สุดว่า “ฝากตัวด้วย” จากนั้นก็หลุบตาลง
ฉันก็ตอบกลับไปแค่ “เช่นกันค่ะ”แล้วบทสนทนาก็หยุดชะงักลงตรงนั้น
ทางนั้นเองก็คงไม่รู้ว่าควรจะคุยอะไรกับอีกฝ่ายที่เพิ่งเจอหน้ากันเป็ครั้งแรกทั้งยังเป็คนต่างเพศจึงจะดีทางนี้ก็เช่นกัน
จะว่าไปความในใจที่แท้จริงของฉันคือ ‘จะพูดอะไรไม่ระวังไม่ได้’
เมื่อสักครู่ฉันรู้สึกผ่อนคลายสบายใจไปกับท่านรานันคูลาที่ดูเป็คนนิสัยดีแต่วิกฤตของการเผชิญหน้าหนุ่มยันเดเระ (ที่อาจโตขึ้นมาเป็อย่างนั้นก็ได้)ยังคงดำเนินต่อไป
อีกฝ่ายคิดอย่างไรกับฉันที่ดูแผ่ความตึงเครียดออกมากันนะอย่างไรก็ตาม บทสนทนาหยุดชะงักไปและไม่มีวี่แววว่าโวล์ฟกังจะเอ่ยคำพูดต่อ
ดูเหมือนผู้ใหญ่ทั้งสองคนจะเริ่มร้อนรนกับบรรยากาศในห้องที่กลับมาเงียบกริบ
“ถ้าพวกเราอยู่ด้วยคงคุยกันไม่ถนัดสินะ”
“ลีโคริส พาลูกชายท่านไปที่สวนดีไหม”
อยู่ๆพวกเขาก็ทิ้งเด็กสิบขวบสองคนไว้ในสวนราวกับจะบอกว่า “ที่เหลือก็ปล่อยหนุ่มสาวสองคนเขาไป...”
ถ้าให้ฉันพูดแบบตรงๆ ชัดๆก็คือเป็แผนการที่ไม่ได้เื่จนไม่คิดว่าจะเป็แผนของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ทำงานรับใช้ประเทศชาติ
ผู้ใหญ่ทั้งสองคนน่าจะเกริ่นพูดนำให้เริ่มทำความรู้จักกันก่อนหลังจากดึงหัวข้อขึ้นมาคุยร่วมกันได้แล้วสักหนึ่งหรือสองหัวข้อค่อยปล่อยให้อยู่กันสองต่อสองจึงจะถูกต้อง
แต่พอฉันลองมาคิดดู ก็รู้สึกว่าคนที่รับบทนี้เวลามีการดูตัวในละครส่วนมากจะเป็ผู้หญิง ส่วนผู้ชาย ต่อให้เป็ผู้ชายที่ทำงานได้ดีแค่ไหนก็อาจไม่ถนัดกับเื่เช่นนี้
ฉันเผลอวิเคราะห์ไปโดยไม่ตั้งใจ
แน่นอนว่าในเวลานี้ฉันกำลังหวั่นไหวและกลัวจนตัวสั่นมากเลยทีเดียว
หนุ่มน้อยโวล์ฟกังที่เดินไปด้วยกันบนถนนที่ทอดยาวไปถึงสวนเป็หนุ่มร่างบางหน้าสวย
จะเรียกว่าผิดคาดได้ไหม หรืออาจเป็เื่ช่วยไม่ได้สำหรับคนอายุวัยนี้ก็ได้คือเขาตัวเตี้ยกว่าฉันที่อายุเท่ากัน
ผมดำสลวยเป็เงางามทำเป็ทรงแสกหน้าม้า เผยให้เห็นหน้าผากรับกับหน้าตาที่ดูฉลาดเฉลียวเป็อย่างมากั์ตาสีม่วงอมน้ำเงินสดใสที่จ้องมองไปข้างหน้าอย่างเฉียบขาดก็น่าประทับใจ
พวงแก้มกลมสมกับที่เป็เด็กผู้ชายแต่ถึงอย่างนั้นฉันก็คิดว่าหน้าเขาดูเป็ผู้ใหญ่กว่าอายุ ท่าทางการเดินที่คล่องแคล่วตัวยืดหลังตรง ถ่ายน้ำหนักตัวลงจุดศูนย์กลางของลำตัวได้อย่างสมดุลคงเป็ผลของการใช้ชีวิตโดยระลึกว่าถูกคนจับตามองอยู่เสมอแม้จะเป็เด็ก
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ readawrite
https://bit.ly/3kRniGc