ในหัวของฟ่านอี้ในตอนนี้รู้สึกสับสนเล็กน้อย เขาเกิดคำถามในใจมากมายกลัวว่าหล่อนจะอาละวาดที่เขาสะเออะมาแตะเนื้อต้องตัวหล่อนโดยที่หล่อนไม่อนุญาตแล้วอีกใจหนึ่งก็เกิดคำถามว่า ทำไมหางตาของหล่อนถึงมีคราบน้ำตาซึมออกมาเขาทำอะไรผิด? หรือทำอะไรให้หล่อนไม่พอใจงั้นเหรอ?
"..."
ฟ่านอี้ขยับมือไปมาอย่างไร้เสียงเขาทำภาษามือแบบตะกุกตะกัก แปลความหมายได้ว่า 'เจ็บตรงไหนไหม?'
อู๋หลิวยืนจ้องมองเขานิ่งๆ เพราะกำลังทำความเข้าใจกับภาษามือของคนใบ้โชคดีอย่างหนึ่งที่ในความทรงจำของร่างนี้ผ่านการเรียนรู้ภาษาใบ้มาแล้วทำให้หล่อนสามารถสื่อสารกับฟ่านอี้ได้ง่าย ๆและสามารถเข้าใจภาษามือของเขาได้อย่างชัดเจน
‘ฟ่านอี้…ฉันจะทำให้นายเห็น และจะทำให้นายรับรู้ได้ด้วยตัวเอง ว่าภรรยาคนนี้ไม่ใช่ภรรยาที่แสนร้ายกาจคนเดิมอีกต่อไปแล้ว’
อู๋หลิวรู้ดีว่า…การจะเปลี่ยนทัศนคติของเขาที่มีต่อจินเซี่ยมันเป็เื่ที่ทำได้ยากมากแต่ต่อไปนี้คนที่อยู่ข้างกายเขาในทุก ๆ วัน ไม่ใช่จินเซี่ยคนเดิมอีกต่อไปแล้วแต่เป็หล่อนต่างหาก
ดังนั้นหล่อนจะนิ่งเฉยดูดายปล่อยให้เขาและหล่อนอยู่ร่วมบ้านหลังเดียวกันอย่างคนเ็าก็คงเป็ไปไม่ได้!
"ไม่เป็ไรฉันไม่เป็อะไร..." อู๋หลิวตอบเสียงเบาหล่อนพยายามดัดเสียงให้ดูนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้
"ขอบคุณนะที่ช่วยมายืนขวางประตูไว้ขอบคุณที่พยายามปกป้องฉัน และขอบคุณที่รับฉันไว้...ขอบคุณมาก ๆ นะพี่ฟ่าน"
คำว่า ‘พี่ฟ่าน’ ที่หลุดออกมาจากปากของเธอทำให้ฟ่านอี้ชะงักกึกไปหนึ่งจังหวะดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความใเพราะนานมาแล้วที่ภรรยาคนนี้ไม่ได้เรียกเขาดี ๆ ว่าฟ่านอี้หรือพี่ฟ่านเหมือนอย่างเคยหล่อนเอาแต่เรียกเขาว่า ‘ไอ้ใบ้’ หรือไม่ก็ ‘ไอ้ตัวซวย’
อย่างนั้นก็ไม่แปลกที่ฟ่านอี้จะรู้สึกประหลาดใจจนแทบหยุดหายใจไปชั่วขณะ
"ทำไมล่ะ…ไม่ชอบให้ฉันเรียกแบบนี้เหรอ?” อู๋หลิวพูดเสียงอ้อมแอ้มในแบบที่ร่างเดิมไม่เคยทำมาก่อน
‘ชอบสิ…เรียกแบบนี้ก็ดีแล้ว’ ฟ่านอี้ตอบกลับด้วยภาษามือแบบเก้ ๆ กัง ๆ
คำว่า ‘ชอบสิ’ สำหรับเขา เปรียบเสมือนคำต้องห้ามเขาไม่เคยคิดว่าจะได้ใช้คำพวกนี้กับภรรยาเลยด้วยซ้ำ ไม่ว่าในบริบทไหนก็ตามแต่ตอนนี้เขากลับไม่ลังเลที่จะพูดมันออกไป
“ถ้าชอบ ก็ไม่ต้องทำหน้าเหมือนเห็นผีขนาดนั้นก็ได้"อู๋หลิวฉีกยิ้มฝืด ๆ พลางก้มหน้าลงเพื่อจัดเสื้อผ้าของตัวเองให้เข้าที่
"ฉันตกบันไดแล้วสมองคงได้รับการกระทบกระเทือนน่ะเลยเพิ่งคิดได้ว่าที่ผ่านมาฉันทำตัวแย่แค่ไหน"
หลังเงยหน้าขึ้นมาเธอกวาดสายตามองไปรอบห้องที่ทรุดโทรม แล้วหยุดที่ใบหน้าซูบตอบของสามีก่อนจะพูดออกไปว่า "เื่มรดกที่ป้าพี่โกงไป...ฉันจำได้หมดแล้ว"น้ำเสียงของเธอเริ่มเข้มขึ้น แววตาของนางพญาเริ่มฉายชัด "ของที่เป็ของพี่ก็คือของของฉัน มันคือของที่เป็ของลูกเรา...ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์เอาไปเสวยสุขค่ะ"
ฟ่านอี้ขมวดคิ้วมองใบหน้าสวย ๆ ของหล่อนด้วยความไม่เข้าใจ และไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
อู๋หลิวเดินเข้าไปใกล้เขาอีกนิดเอื้อมมือไปจับมือสาก ๆ ของเขามากอบกุมไว้แม้เขาจะสะดุ้งเล็กน้อยและพยายามชักมือกลับ แต่เธอก็ยึดไว้แน่นไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือไปง่าย ๆ
"พี่ฟ่าน...ฉันรู้ว่าพี่ลำบากมามากเพื่อเลี้ยงดูฉันย่าทวด แล้วก็ลูกของเรา คราวนี้ฉันจะไม่ปล่อยให้พี่ต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวเื่อุบัติเหตุวันนั้น...มันไม่ใช่ความผิดของพี่และฉันจะไม่ยอมให้ใครมาตราหน้าบอกว่าพี่เป็ตัวต้นเหตุของเื่นี้อีกรวมถึงสมบัติพวกนั้นฉันก็จะทวงคืนมาให้หมด!"
ดวงตาของอู๋หลิวฉายแววของความมุ่งมั่นภรรยาที่ยืนอยู่ต่อหน้าเขาในตอนนี้เปลี่ยนไปราวฝ่าเท้าเป็หลังมือหล่อนไม่เหมือนจินเซี่ยคนเดิมที่เขาเคยรู้จัก หล่อนเปลี่ยนไปแล้ว!
ในขณะที่เธอกำลังพูดกับเขาด้วยความมุ่งมั่นแน่วแน่ฟ่านอี้ลอบยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาทาบหน้าผากของหล่อนเพื่อประเมินอุณหภูมิร่างกาย
วินาทีนี้อู๋หลิวถึงกับเหลือบตามองบน“__”
‘นี่เขาคงคิดว่าฉันกำลังป่วยหนักจนพูดเพ้อเจ้อสินะ’
"พี่ฟ่าน!ฉันไม่ได้ป่วยค่ะ ฉันพูดจริง ๆ นะ ฉันจะกลายเป็ภรรยาที่แสนดีของพี่ ต่อจากนี้ไปจินเซี่ยคนนี้จะไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้วฉันจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาเอาเปรียบครอบครัวของเราอีก พี่วางใจเถอะ...อะไรที่เสียไป ฉันจะทวงคืนมาให้หมด และจะทบต้นทบดอกให้สาสม!"
คำประกาศหนักแน่นของหญิงสาวทำให้ฟ่านอี้รู้สึกใจสั่นเพราะเขาไม่เคยเห็นจินเซี่ยในมุมนี้มาก่อน
ฟ่านอี้ยืนมองผู้หญิงตรงหน้าเงียบๆ ด้วยความรู้สึกสับสนระคนประหลาดใจหัวใจที่เคยด้านชาและหัวใจที่เคยสิ้นหวังเริ่มเต้นแรงขึ้นมาจังหวะหนึ่งอย่างไม่ทราบสาเหตุ...
‘หรือว่าการตกบันไดครั้งนี้จะทำให้ผู้หญิงตัวร้ายกลายเป็คนดีขึ้นมาได้จริงๆ?’ ฟ่านอี้ครุ่นคิดในใจ