เหมันต์นั่งนิ่งอยู่บนเตียง แก้มของเขายังคงรู้สึกชาไม่หาย ชายหนุ่มนั่งครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และแปลกใจตัวเองว่าเขากล้าพูดกับพ่อของเขาได้อย่างไร
ปกติเขามักจะฟังและทำตามสิ่งที่พ่อของเขาพูดเป็ประจำอยู่แล้ว เพียงแต่เมื่อครู่ที่พ่อของเขาสั่งห้ามไม่ให้เขาไปไหนมาไหนตามอำเภอใจนั้น คำพูดของคนๆ หนึ่งก็ลอยเข้ามาในความคิดของชายหนุ่ม.....
“คนเราน่ะสามารถที่ไขว่คว้าหา ” อิสระ” ได้ แต่คนอย่างคุณไม่คิดที่จะเริ่มต้นทำต่างหาก”
หึหึ.... มิยาเกะซังพูดถูกแฮะ ถ้าเราไม่คิดจะไขว่คว้า เราก็ต้องทนทำในสิ่งที่พ่อของเรากำหนดอยู่แบบนี้
เฮ้อ...พอได้พูดอะไรออกไปบ้างก็รู้สึกสบายใจเหมือนกันแฮะ
ผลจะเป็ยังไง เราก็พร้อมรับมืออยู่แล้ว......
เอ.. มิยาเกะซังจะนอนรึยังก็ไม่รู้..
ลองโทรไปหาดูดีกว่า
เหมันต์นั่งคิดถึงสิ่งที่เซร่าพูดพร้อมกับตัดสินใจจะโทรศัพท์ไปหา เขาลุกขึ้นจากเตียงตรงไปยังโทรศัพท์เพื่อหยิบมาโทรออก
ก๊อก ก๊อก!
เสียงเคาะประตูห้องของเหมันต์ ทำให้เขาหยุดชะงักและหันไปมองด้วยความแปลกใจ
ชายหนุ่มวางโทรศัพท์ไว้ที่เดิมและเดินไปเปิดประตูห้อง
“นายเหรอ? เข้ามาก่อนสิ” เหมันต์เลิกคิ้วอย่างแปลกใจที่เห็นคิมหันต์
คิมหันต์พยักหน้า พร้อมกับเดินตามเหมันต์เข้าไปด้านในห้อง แสงสว่างจากแสงไฟส่องสะท้อนผนังห้องสีเหลืองอ่อนทำให้ทั้งห้องดูสว่างนวลๆ เหมือนสีของพระจันทร์ยามเต็มดวง
“นายมีธุระอะไรหรือ?” เหมันต์ยืนกอดอกหลวมๆ พิงกับผนังห้องมองน้องชายของเขาด้วยสีหน้าแปลกใจ
“ทำไมนายไม่ทำตามที่พ่อบอก” คิมหันต์ถามตรงประเด็น
“หึหึ...นายนี่ ไม่ว่าจะมีอะไร ก็พูดออกมาตรงๆ ทุกทีเลยนะ” เหมันต์หัวเราะเบาๆ กับคำถามของคิมหันต์ ทำให้ชายหนุ่มมีสีหน้าเข้มขึ้นเล็กน้อย
“ฉันไม่แปลกใจเลย ว่าทำไมนายถึงได้ทะเลาะกับพ่อบ่อยๆ”
เหมันต์พูดเหมือนล้อเล่น และเอาหลังมือแตะที่แก้มตัวเอง
“ฉันสงสัยจริงๆ เลยว่า นายทนให้พ่อตบตีขนาดนี้ได้ยังไง”
เหมันต์ลดมือลง พร้อมกับนั่งลงที่เก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องคอมด้วยท่าทางสบายๆ
“ฉันชินแล้วล่ะ” คิมหันต์ตอบเสียงเรียบ
“นายยังไม่ได้ตอบคำถามของฉันเลยนะ”
คิมหันต์ติงเหมันต์เมื่อเห็นเขาทำท่าจะเปลี่ยนเื่พูด เหมันต์จ้องมองคิมหันต์นิ่ง และนานพอที่จะทำให้เขารู้สึกอึดอัดได้
“เพราะมีคนๆ นึง บอกกับฉันว่า คนเราควรจะเลือกทางเดินชีวิตด้วยตนเอง ไม่ใช่คอยทำตามคำสั่งของคนอื่น”
“ฉันจึงตัดสินใจว่า จะลองทำดู ก็แค่นั้นเอง”
เหมันต์บอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แววตามุ่งมั่น จริงจังทำให้คิมหันต์นิ่งอึ้งไป เขาไม่เคยเห็นพี่ชายเป็แบบนี้มาก่อน
“งั้นหรือ”
คิมหันต์พึมพำออกมาเบาๆ แต่สีหน้าเต็มไปด้วยความครุ่นคิด เพราะคำว่า “คนๆ นึง” ของเหมันต์นั้น หมายถึงใคร?
“นายอย่ามาเสียเวลาเื่ของฉันเลย เอาเวลาไปคิดว่าจะดูแลออยเฟ่ย์ยังไงแทนจะดีกว่า” เหมันต์พูดดักคอคิมหันต์
“เื่ออยเฟ่ย์ ฉันสามารถดูแลได้อยู่แล้ว เพียงแต่.....คนที่จะดูแลหล่อนได้ดีกว่า ก็คือนายต่างหาก ไม่ใช่ฉัน”
คิมหันต์พูดเสียงขรึม เพราะเขารู้ดีว่า เขาไม่สามารถแทนที่เหมันต์ที่อยู่ภายในใจของออยเฟ่ย์ได้
“ฉันบอกออยเฟ่ย์ไปแล้วว่า ฉันไม่ได้ชอบหล่อน” เหมันต์บอกด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆ และไม่สนใจกับสีหน้าของคิมหันต์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
“นายว่ายังไงนะ!!”
คิมหันต์ถามเหมันต์เสียงเครียด แววตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธ กำหมัดแน่น เมื่อได้ยินสิ่งที่เหมันต์พูด
“ฉันบอกหล่อนไป ว่าฉันไม่ได้ชอบหล่อน”
“นาย!!!!”
คิมหันต์ตรงเข้ากระชากคอเสื้อของเหมันต์ และกำหมัดเตรียมชก แต่พอเขาเหลือบเห็นรอยแดงเป็ปื้นที่ใบหน้าของเหมันต์ ก็ทำให้เขาสงบสติอารมณ์ลงได้
“นายชอบออยเฟ่ย์ชัดๆ!!! ทำไมถึงพูดบ้าๆ แบบนั้น”
“นายไม่เข้าใจก็ช่างเถอะ แต่จากนี้ไปนายช่วยดูแลหล่อนแทนฉันทีแล้วกัน ฉันคง....ไม่สามารถจะดูแลหล่อนได้หรอก”
เหมันต์พูดเสียงเรียบแฝงแววขมขื่นใจเอาไว้ แต่คิมหันต์ยังคงไม่เข้าใจถึงเหตุผลของเขาอยู่ดี
“หรือว่านาย.......”
คิมหันต์จ้องมองเหมันต์นิ่งราวกับจะมองทะลุใจของเหมันต์ พร้อมกับครุ่นคิดถึงคำพูดของเขาทั้งหมด เพื่อมาปะติดปะต่อกัน
“เพราะมิยาเกะ เซร่า ใช่มั้ย? นายถึงได้ตัดสินใจไม่ทำตามคำสั่งของพ่อ รวมทั้งการปฏิเสธออยเฟ่ย์ด้วยใช่มั้ย?” คิมหันต์พูดออกมาอย่างที่ใจคิด
“นายชอบหล่อนหรือ?” คิมหันต์มีสีหน้างุนงง ความคิดสับสน
“เื่ที่ฉันไม่ทำตามคำสั่งของพ่อ มิยาเกะซังอาจจะมีส่วน แต่สำหรับเื่ออยเฟ่ย์ นายอย่าดึงหล่อนเข้ามาเกี่ยว มิยาเกะซังไม่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของฉันเลยซักนิดเดียว”
“ฉันไม่เข้าใจ ทำไมนายถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ “มิยาเกะ เซร่า” มีอิทธิพลต่อนายมากขนาดนี้เลยเหรอ นายถึงได้ยอมขัดคำสั่งของพ่อน่ะ”
เหมันต์ยืนนิ่งเงียบไม่พูดจาใดๆ ราวกับยอมรับในคำพูดของชายหนุ่ม
หลังจากที่เซร่าพักผ่อนจนขาของเธอสามารถเดินเป็ปกติได้เธอรู้สึกดีใจที่จะได้ไปโรงเรียนได้เหมือนเดิม โดยมีฮิเดกิมารับและไปโรงเรียนพร้อมกันเช่นเคย
ฮิเดกิและเซร่าลงจากรถลีมูซีนซึ่งพามาส่งยังหน้าโรงเรียนพร้อมกัน โดยฮิเดกิคอยเตือนว่าให้ค่อยๆ เดินเข้าไปในโรงเรียนเพราะขายังไม่หายดีนัก
ทั้งคู่ไม่รู้เลยว่าขณะที่เดินผ่านทางเดินเพื่อเข้าไปยังตึกเรียนนั้น สายตานับร้อยคู่ของนักเรียนภายในโรงเรียนต่างจ้องมองทั้งคู่อยู่
“เซร่า!!!!!!!!!”
เอริโกะที่เห็นเซร่าลงจากรถมาพร้อมฮิเดกิ รีบวิ่งหน้าตาตื่นตรงมาหาอย่างรวดเร็ว
“เอริโกะ” เซร่ายิ้มร่าทักอย่างดีใจที่เจอกับเอริโกะ
“นี่เธอ...”
“มาทางนี้เลย หลบก่อน เร็วเข้า”
เอริโกะรีบฉุดมือเซร่าให้เดินตามเธอเข้าด้านข้างทางพุ่มไม้ของโรงเรียน โดยมีเซร่ามองเอริโกะอย่างงุนงง
“อะไรเหรอ? มีอะไรกันเหรอ? ทำไมฉันต้องหลบด้วยล่ะ”
“เธอไม่รู้อะไรเลยเหรอเนี่ย? ทำไมคุณฮิเดกิไม่ยอมบอกเซร่าล่ะ?” เอริโกะจ้องมองเซร่าอย่างแปลกใจ และหันไปถามฮิเดกิที่หลบตาด้วยความสงสัย
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง ฉันหยุดเรียน 1 อาทิตย์นะจ๊ะ แม่คุณ” เซร่ากระเง้ากระงอดใส่อย่างไม่ค่อยถือสาอะไรมากนัก
“วันที่เธอาเ็น่ะ คุณคิมหันต์เป็คนอุ้มเธอไปยังห้องพยาบาลใช่มั้ย?” เอริโกะถามเซร่าเสียงเครียด
“อืม...ก็ใช่น่ะสิ ฉันยังด่าเขาอยู่เลย นึกยังไงมาอุ้มฉัน”
“มีคนถ่ายรูปตอนที่คุณคิมหันต์อุ้มเธอเอาไว้ได้ และตีพิมพ์ภาพลงหนังสือพิมพ์ของโรงเรียนซะด้วย”
“แล้วเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ
“โอ๊ย!!! แม่คู้ณณณณ รู้มั้ยว่า แฟนคลับของคุณคิมหันต์น่ะ กำลังตามล่าตัวเธออยู่ เธอน่ะ....”
“มาหลบอยู่ตรงนี้เองเหรอยะ!!!”
เสียงตวาดแหวของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นมาก่อนที่เอริโกะจะพูดจบประโยค
เซร่าและเอริโกะหันมามองด้วยความใ เพราะพบกับบรรดาหญิงสาวเกือบ 10 คน กำลังยืนล้อมรอบและจ้องมองพวกเธออยู่ด้วยความไม่พอใจ
“หล่อนเป็อะไรกับคุณคิมหันต์ยะ? ถือดียังไงถึงต้องให้คุณคิมหันต์อุ้มหล่อนไปห้องพยาบาล”
“หึ..คงมารยาสินะ หน้าตาแบบหล่อนน่ะ คุณคิมหันต์ไม่ชอบหรอกรู้ตัวไว้ซะด้วย”
นับหลายคำพูดที่พูดออกมาเกือบพร้อมๆ กันด้วยความไม่พอใจที่เซร่าเข้าไปยุ่งกับคิมหันต์
หญิงสาวรู้สึกงุนงงกับเื่ที่เกิดขึ้น เพราะเธอไม่ได้เป็คนก่อเื่ซักนิด
ขณะที่พวกเซร่ากำลังโดนพวกแฟนคลับรุมเซร่าอยู่นั้น ไม่มีใครกล้าที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยเลยสักนิด เพราะรู้ฤทธิ์ของบรรดาแฟนคลับดี
เนื่องจากบรรดาแฟนคลับทั้งหลายเคยกลั่นแกล้งผู้หญิงคนหนึ่ง ที่อาจหาญแตะต้องคนที่พวกเธอชื่นชอบอย่างใกล้ชิด โดยพากันรุมตัดผม และเขียนใบหน้าด้วยสีที่ล้างไม่ออก ทำให้เธออับอายจนต้องลาออกจากโรงเรียนไปเอง
บางรายโดนหนักกว่านั้น ก็คือได้มีการว่าจ้างให้นักเรียนชายลวงไปข่มขืน ดังนั้นทุกคนจึงไม่อยากจะยุ่งกับบรรดาแฟนคลับนัก
“อะไรกันนักกันหนา!!! พูดกันยังกับนกกระจอกแตกรัง!!”
เซร่าทนไม่ไหวโวยวายขึ้นมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ทำให้บรรดาแฟนคลับหยุดชะงัก และจ้องมองเซร่าอย่างคาดไม่ถึง
“พวกหล่อนๆ ทั้งหลายน่ะ หน้าตาก็ดี แต่เพราะปากเสียแบบนี้ทุกคนล่ะสิ คุณคิมหันต์อะไรของเธอ เขาถึงไม่เอาน่ะ”
“แล้วที่สำคัญฉันก็ไม่ได้เสนอหน้าไปขอให้เขามาอุ้มฉัน เขามาอุ้มฉันเองย่ะ ไม่เชื่อก็ไปถามคุณคิมหันต์ของพวกเธอสิ มายุ่งอะไรกับฉันเล่า”
เซร่าะโใส่หน้าบรรดาแฟนคลับทุกคนอย่างกราดเกรี้ยว
ทำให้เอริโกะ ฮิเดกิ รวมทั้งบรรดาแฟนคลับทุกคนนิ่งอึ้ง เพราะไม่เคยมีใครซักคนที่กล้าต่อกรกับบรรดาแฟนคลับแบบนี้
“นี่หล่อนปากดีมากนักใช่มั้ย!! ขอตบซักทีเถอะ!!!”
เสียงหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้น พร้อมกับก้าวมายืนข้างหน้าเซร่าอย่างรวดเร็วและเงื้อมือเตรียมตบหน้า โดยที่เซร่าหลับตาเพราะคิดว่าคงโดนตบเป็แน่
หมับ!!
“พอซะทีเถอะ”
ฝ่ามือหนาใหญ่ของใครบางคนคว้ามือของหญิงสาวที่เงื้อมมือจะตบเซร่าเอาไว้ทัน พร้อมกับพูดห้ามออกมา
“อุ๊ย!!”
“นายคิมหันต์.....”
“คุณคิมหันต์!!”
เซร่าครางออกมาเบาๆ พร้อมกับหญิงสาวคนนั้นที่อุทานด้วยความใ เมื่อหันไปพบว่าคนที่จับมือของเธอไว้คือใคร
บรรดาแฟนคลับทุกคนพากันแตกฮือ ไม่กล้ายุ่งเมื่อเห็นคิมหันต์ยืนอยู่
“ฉันไม่ชอบการกระทำแบบนี้ อย่าให้ฉันเห็นอีก”
คิมหันต์ปล่อยมือของหญิงสาวคนนั้น โดยที่ใบหน้าของหญิงสาวแดงขึ้นมาด้วยความอาย ซึ่งไม่รู้ว่าอายเพราะการกระทำของตัวเองหรืออายเพราะโดนคิมหันต์จับมือกันแน่
บรรดาแฟนคลับต่างพากันสลายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหญิงสาวที่จะตบเซร่าก็รีบวิ่งหนีไปอย่างเร็วเช่นกัน
“ขอยืมตัวยัยนี่หน่อยนะ”
คิมหันต์หันไปบอกเอริโกะ และฮิเดกิที่กำลังยืนงงกับเหตุการณ์อยู่ และคว้าข้อมือเซร่าให้เดินตามเขาไปออกไปด้านนอกของโรงเรียนอย่างรวดเร็ว โดยที่เซร่าไม่ทันจะขัดขืน
“เอ่อ....ตะกี้มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย?” เอริโกะหันไปถามฮิเดกิด้วยสีหน้างุนงง กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและยุติลงอย่างรวดเร็ว
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” ฮิเดกิพึมพำเบาๆ พร้อมกับมองตามไปทางที่คิมหันต์จูงมือเซร่าไป
“โอ๊ยๆ นี่นายจะลากฉันไปไหนเนี่ย เบาหน่อยก็ได้ ฉันยังเจ็บขาอยู่นะ!!”
เซร่าร้องบอกคิมหันต์เพราะขาของเธอยังไม่หายดีมากนัก ทำให้เดินเร็วๆ ตามเขาไม่ทัน
“โทษที” คิมหันต์หันมาบอกเซร่าและค่อยๆ พาเธอเดินช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
“คนอะไรฟะ เดินเร็วยังกับพายุ” เซร่าพึมพำเบาๆ พร้อมกับแอบย่นจมูกใส่คิมหันต์
ชายหนุ่มพาหญิงสาวขึ้นรถประจำทางที่เป็เที่ยวโดยสารตรงออกไปยังนอกเมือง
เซร่าได้แต่นั่งข้างๆ อยู่เงียบๆ เพราะสีหน้าของคนที่มากับเธอดูเคร่งขรึมเสียจนเธอไม่กล้าจะเรียกหรือถามอะไรเขา
เมื่อรถโดยสารประจำทางมุ่งตรงออกจากตัวเมือง ทำให้หันเหความสนใจของเซร่าจากชายหนุ่มทันที
หญิงสาวนั่งมองทิวทัศน์ข้างทางอย่างเพลิดเพลิน ไม่ว่าจะเป็แหลมที่มีชายฝั่งเว้าแหว่งยื่นออกไปในทะเล ที่มองเห็นได้ชัดจากการที่รถได้วิ่งเลียบไปบนถนนเลียบทะเล
เมื่อยามรถวิ่งผ่านท่าเรือประมงที่ดูชุลมุนวุ่นวายกับการนำปลาขึ้นจากเรือ กิจกรรมต่างๆ ของชาวประมงและทิวทัศน์ที่รถวิ่งผ่านนั้น เซร่าไม่เคยประสบพบเห็นมาก่อน เธอรู้สึกตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก ทำให้เธอลืมชายหนุ่มที่มากับเธอเสียสนิท
คิมหันต์มีสีหน้าเคร่งเครียดั้แ่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงเรียน เพราะเขาไม่เคยคิดว่าบรรดาแฟนคลับของเขาจะกล้าทำร้ายคนอื่นได้ถึงขนาดนี้
ที่สำคัญคิมหันต์ได้ยินสิ่งที่บรรดาแฟนคลับของเขาพูดทุกคำ รวมไปถึงคำพูดของเซร่าด้วย ทำให้เขารู้สึกแปลกใจมาก
ชายหนุ่มไม่คิดว่าเธอจะกล้าเถียงกับคนหมู่มากโดยไม่เกรงกลัวการทำร้ายจากบรรดาแฟนคลับของเขา
คิมหันต์ยืนกอดอกหลวมๆ พิงด้านข้างของรถโดยสารประจำทาง พลางเหลือบมองเซร่าอย่างฉงนที่เห็นเธอตื่นเต้นผิดปกติ
ใบหน้าของเซร่าที่พยายามยื่นหน้าดูสิ่งต่างๆ รอบนอกของรถ จนแทบจะติดกับกระจกทำให้คิมหันต์เผลออมยิ้มออกมานิดๆ
หญิงสาวรู้สึกมีคนกำลังมองเธออยู่ เธอจึงหันกลับมามอง ก็พบกับสายตาที่กำลังจ้องมองมาที่เธอ
ที่สำคัญถ้าเธอตาไม่ฝาด เธอเห็นรอยยิ้มเล็กน้อยของเขา ก่อนที่เขาจะรีบหุบยิ้มตีหน้าเคร่งขรึม และแกล้งเสหันไปมองทางอื่น
คิมหันต์เสหันไปมองทางด้านนอกของรถ ก็เห็นอ่าว Mont Saint Michel ซึ่งเป็แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งที่นิยมกันมาก
นักท่องเที่ยวมักจะเดินข้ามอ่าวยามน้ำลง เพื่อไปตกปลายังเกาะ Saint Guay หรือเดินเล่นตามชายหาด เพื่อหาชมสัตว์และพืชแปลกๆ จากนั้นค่อยไปนั่งคอยดูน้ำทะเลที่ค่อยๆ ขึ้น จนกลืนกินทุกสิ่งจนหมด
คิมหันต์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะจูงมือเซร่าให้ตามมาและเดินไปบอกคนขับรถเพื่อแจ้งความประสงค์ขอลงจากรถที่อ่าว Mont Saint Michel ป้ายหน้า
เซร่ามีสีหน้าฉงนสงสัยว่าคิมหันต์พาเธอลงที่นี่ทำไม แต่เธอก็เดินตามชายหนุ่มไปเรื่อยๆ เพราะทิวทัศน์รอบๆ ทางทำให้เธอตื่นเต้นอย่างมาก
อ่าวแห่งนี้ระดับน้ำในมหาสมุทรมีการขึ้นลงตลอดเวลา ทำให้เกิดภูมิประเทศที่แปลกตา ในยามน้ำขึ้นทะเลจะกลืนกินทุกสิ่งทำให้ดูเป็เส้นผืนน้ำสุดลูกตา
แต่ขณะนี้ระดับน้ำในทะเลกำลังอยู่ใน่ลง เผยให้เห็นหาดทรายและหมู่หินที่อยู่กันกระจัดกระจายดูเป็สถานที่ที่สงบและสวยงามยามต้องแสงอาทิตย์มากนัก
ยิ่ง่นี้เป็่ฤดูหนาวบรรดาฝูงนกนับพันตัวต่างมาชุมนุมกัน และส่งเสียงระเบ็งเซ็งแซ่กันไปหมด
ชายหนุ่มค่อยๆ พาเซร่าเดินข้ามอ่าว Mont ไปอย่างเรื่อย เฉื่อย โดยที่เซร่าดูซาบซึ้งกับภาพหาดทรายที่ดูสวยเสียจนน่าหลงไหลควบคู่ไปกับการเดินทาง
คิมหันต์พาเซร่าตรงไปยังหมู่หินที่จัดวางเรียงตัวโดยธรรมชาติอย่างสวยงาม ก่อนจะนั่งลงท่ามกลางหมู่หิน ทิ้งให้เซร่าเดินไปใกล้กับน้ำทะเลที่มีคลื่นเล็กน้อยสาดซัดเข้าที่อ่าวแห่งนี้
คิมหันต์นั่งมองเซร่าที่กำลังเล่นอย่างเริงร่าอยู่กับคลื่นที่ซัดเข้ามาที่ฝั่งน้อยๆ พร้อมกับครุ่นคิดถึงเื่ของผู้หญิงคนนี้ด้วยความสงสัยและประหลาดใจ
ยัยนี่ มีอะไรดีนะ ??
ทำไมพอเหมันต์รู้จักกับยัยนี่ ก็เปลี่ยนไปเป็คนละคนเลย..
แต่ก่อนเหมันต์ ออยเฟ่ย์ และเราก็ไม่เคยจะเป็แบบนี้เลย
แต่พอได้รู้จักกับยัยนี่...
ทำไมเหตุการณ์ต่างๆ ถึงได้เป็แบบนี้ไปได้กันนะ….
คิมหันต์มองดูเซร่าที่วิ่งไล่จับปูลมตัวเล็กๆ ที่กำลังวิ่งหนีลงทะเลอย่างสนุกสนาน ผมยาวสีน้ำตาลอ่อนด้านหลังปลิวตามแรงลมทะเล ผมด้านข้างปลิวเกลี่ยอยู่ข้างแก้มที่กำลังเปลี่ยนเป็สีชมพูอ่อนๆ เพราะแสงแดดยามเช้า
ดูไปยัยนี่เหมือนเด็กๆ จริงๆ เลยแฮะ….
คิมหันต์ส่ายหน้าให้กับท่าทางของเซร่าที่วิ่งเล่นเหมือนเด็กๆ อยู่ริมหาดทราย ก่อนที่เซร่าจะหยุดชะงักและทรุดตัวลงอย่างกะทันหัน
ชายหนุ่มขมวดคิ้วเพราะคิดว่าเธออาจจะสะดุดอะไรบางอย่างล้มลง เขาจึงรีบลุกขึ้นและวิ่งตรงไปหาเซร่าทันที