ชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต

    เล่มที่ 2 บทที่ 58 คนเลว


            เย่เฟิงสูดหายใจเข้าลึกพลางเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก ก่อนจะผุดรอยยิ้มขึ้นที่มุมปาก ในที่สุดก็ทำสำเร็จ เก้าวันมานี้เขาทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส แต่บัดนี้สำเร็จเคล็ดวิชาแล้ว จู่ ๆ ก็รู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก

            “ด้วยร่างกายที่สมบูรณ์และพลังวิญญาณแกร่งกล้าของข้าในตอนนี้ ฝ่ามือภูผาพิฆาตที่ผสานกับเอกลักษณ์หอก เคล็ดวิชาหอกเงินประกายระดับเก้า และพลังแห่งอำนาจ ก็น่าจะเอาชนะผู้ฝึกยุทธ์ขั้นบ่มเพาะกายาที่ 9 ทั่ว ๆ ไปได้อย่างง่ายดาย!” เย่เฟิงคิดในใจขณะยิ้มอย่างพอใจ

            “ตูม!” พื้นดินสั่นไหวขึ้นฉับพลัน ก่อนจะปรากฏเงาร่างมหึมาที่ด้านหน้าเย่เฟิง พร้อมกับมีพลังอสูรแผ่กำจาย

            “สำเร็จทักษะหล่อวิญญาณ เป็นไปตามความต้องการของข้า” เสียงหยาบกระด้างของวานรยักษ์ดังก้องภายในหัวของเย่เฟิง

            “ข้าสำเร็จทักษะหล่อวิญญาณได้ภายในเก้าวัน หรือนี่ก็แค่ทำตามความต้องการของตาเฒ่านี่?” เย่เฟิงแอบก่นด่าในใจ แน่นอนว่าเขาไม่กล้าพูดมันออกมา มิเช่นนั้นตาเฒ่านั่นคงจะทรมานเขาอีกก็เป็นได้

            “ในเมื่อท่านพูดเช่นนี้ งั้นข้าก็ควรผ่านการทดสอบของท่านแล้วใช่หรือไม่” เย่เฟิงเอ่ยถาม เขาไม่อยากอยู่สถานที่อันน่าอึดอัดเช่นนี้อีกต่อไปแล้ว แม้เขาจะได้รับอะไรดี ๆ ไปไม่น้อย พลังก็เปลี่ยนไป ทว่าเขาก็ไม่อยากอยู่ต่อ เก้าวันผ่านไป เย่เฟิงต้องการรู้ว่าสถานการณ์ที่โลกภายนอกเป็นอย่างไรบ้าง

            “ที่นี่คือบททดสอบสุดท้ายของแดนทดสอบแห่งหุบเขาเทียนเสวียน เจ้าทำในสิ่งที่ข้าต้องการสำเร็จแล้ว พรสวรรค์ของเจ้าถือว่าไม่เลว ถือว่าผ่านบททดสอบของข้าได้ ในอนาคตก็น่าจะมีบทบาทเล็ก ๆ น้อย ๆ ในสำนักยุทธ์” วานรยักษ์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงดุดันราวกับว่าไม่มีใครสักคนที่เป็นอัจฉริยะในสายตาเขา

            เมื่อคำพูดของวานรยักษ์ไปถึงหูเย่เฟิงกลับเป็นเรื่องที่น่าสมเพชสิ้นดี จึงทำให้เย่เฟิงอดไม่ได้ที่แอบด่าในใจว่า “ข้าผู้นี้ปลุกวิญญาณสงครามเทพมังกรขั้นคราม สำเร็จทักษะหล่อวิญญาณทั้งเก้าขั้นได้ภายในเก้าวัน แต่ตาเฒ่านี่กลับบอกว่าไม่เลวอย่างนั้นหรือ?”

            ทว่าคำพูดของสัตว์อสูรเฒ่า ทำให้เย่เฟิงจนปัญญา

            “ในเมื่อผ่านบททดสอบ งั้นข้าก็ออกไปจากที่นี่ได้แล้วใช่หรือไม่?” เย่เฟิงเอ่ยถาม

            “ออกไปได้ทุกเมื่อ เจ้าเพียงแค่ควบคุมพลังจิตของตนแล้วออกไป จิตเทพของเจ้าก็จะกลับเข้าร่าง” วานรยักษ์กล่าวตอบ

            “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ งั้นหากมีโอกาส หวังว่าจะได้พบกันใหม่” เย่เฟิงได้ยินเช่นนั้นก็โล่งใจ แต่เมื่อนึกถึงชีวิตที่เหมือนตกขุมนรกในเก้าวันนี้ก็รู้สึกขนลุกเกรียวขึ้นมาทันที

            ตามที่วานรยักษ์กล่าวเช่นนั้น เย่เฟิงควบคุมพลังจิต ให้จิตเทพถอนตัวออกจากมิตินี้ทีละนิด ๆ

            เมื่อจิตเทพของเย่เฟิงถอนตัวออกไป พลันมีเสียงของวานรยักษ์ดังก้องในหัว “200 ปีมานี้เจ้าเป็นคนแรกที่ผ่านการทดสอบทั้งเก้าของข้า ข้าจะเฝ้าดูผลงานในอนาคตของเจ้า”

            “บททดสอบทั้งเก้างั้นหรือ?”

            ทันทีที่สิ้นเสียงนี้เย่เฟิงก็กระจ่าง มันเป็นความรู้สึกที่ถูกหลอก เขารู้ว่าตอนสำเร็จทักษะหล่อวิญญาณขั้นที่ 1 ก็น่าจะผ่านการทดสอบของที่นี่แล้ว แต่วานรยักษ์เฒ่ากลับไม่อธิบายเรื่องนี้ อีกฝ่ายบังคับให้เขาฝึกทักษะหล่อวิญญาณในสถานที่บ้าบอนี้จนสำเร็จถึงขั้นสุดท้าย ช่างบัดซบยิ่งนัก

            แม้ในใจของเย่เฟิงจะคิดเช่นนี้ แต่ความจริงแล้วก็ไม่ได้เกลียดวานรยักษ์ กลับกันเขารู้สึกซาบซึ้งใจ ถึงอย่างไรด้วยการฝึกฝนของวานรยักษ์ มันทำให้ร่างกายและจิตวิญญาณของเขาได้รับการขัดเกลาเป็นอย่างดี หนำซ้ำพลังก็พัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทั้งหมดนี้สำเร็จได้เพราะวานรยักษ์เฒ่า

            หลังจากนั้นไม่นาน จิตเทพของเย่เฟิงก็ถอนออกจากมิตินั้นอย่างสมบูรณ์ ก่อนจะกลับเข้าร่างต้น ซึ่งมิติเสมือนจริงทำให้ร่างกายของเย่เฟิงสมบูรณ์แบบ จิตวิญญาณแข็งแกร่งขึ้น บัดนี้ได้กลับสู่โลกปกติแล้ว

            ศึกต่อสู้ระหว่างฉินเยียนหรานกับเซิ่งจื่อแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์เทียนยวี่ยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือด แต่ฉินเยียนหรานกลับเป็นฝ่ายรุก ส่วนเซิ่งจื่อแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์เทียนยวี่อยู่ในสภาพจนตรอก ทำให้สีหน้าของเขาดูย่ำแย่มาก

            “อั้ก!” ฝ่ามือหงส์แดงของฉินเยียนหรานทะลวงพันธนาการ ก่อนจะโดนไหล่ข้างหนึ่งของเซิ่งจื่อแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์เทียนยวี่ ทำให้อีกฝ่ายคร่ำครวญและล่าถอยไปหลายก้าวพร้อมใบหน้าซีดเผือด

            “ไอคนสารเลว ตายซะเถอะ!” ฉินเยียนหรานแผดเสียงตะโกน พลังหงส์แดงแข็งแกร่งอย่างหาที่เปรียบมิได้ จากนั้นเห็นนางก้าวออกมาอีกครั้งพร้อมปล่อยฝ่ามือหงส์แดงออกไป พลันปรากฏเงาหงส์แดงกลางอากาศ นางไม่คิดจะปล่อยให้เซิ่งจื่อแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์เทียนยวี่ได้มีโอกาสหายใจ

            สายตาของเซิ่งจื่อแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์เทียนยวี่นิ่งงันไปชั่วขณะ เขาเป็นถึงเซิ่งจื่อ จะมาถูกผู้หญิงกดขี่เช่นนี้ได้เยี่ยงไร? มันช่างน่าอับอายยิ่งนัก ฝีเท้าของเขาพลันถอยหลังไปหนึ่งก้าวพร้อมใบหน้าฉายแววชั่วร้าย เมื่อฝ่ามือของฉินเยียนหรานจะมาเยือนเขา จู่ ๆ เขาเหวี่ยงแขนข้างหนึ่งไปข้างหน้า ทันใดนั้นแสงเย็นเยือกก็พุ่งออกจากแขนเสื้อ มันเคลื่อนที่ด้วยความเร็วปานฟ้าแลบ ทั้งยังอัดแน่นไปด้วยพลังแห่งการทำลายล้างราวกับทะลุทะลวงทุกสิ่ง

            เมื่อฉินเยียนหรานเห็นฉากนี้ก็ต้องตกใจ นางเก็บพลังฝ่ามือทันที ก่อนจะหลบหลีกด้วยความเร็วสูง

            “ฟิ้ว” แม้ว่าฉินเยียนหรานจะตอบสนองได้อย่างฉับไว แต่แสงเย็นเยือกนั่นก็ยังคงกรีดผ่านแขนของนางจนเลือดซึมออกมา

            “หญิงชั้นต่ำ การโจมตีนี้ฆ่าเจ้าไม่ได้ ถ้างั้นข้าจะให้เจ้าได้ลิ้มรสการโจมตีที่แท้จริงของเซิ่งจื่อผู้นี้” เซิ่งจื่อแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์เทียนยวี่กล่าวขณะจิตสังหารปะทุออกจากดวงตาที่ชั่วร้าย ในขณะเดียวกันอสรพิษบุปผาได้ปรากฏตัวที่ด้านหลังของเซิ่งจื่อ พลังอสูรที่น่าสะพรึงกลัวถูกปลดปล่อย จากนั้นมันอ้าปากพร้อมเขมือบร่างกายที่ไม่มั่นคงของฉินเยียนหราน

            นั่นก็คือวิญญาณสงครามอสรพิษบุปผาขั้นเหลืองของเซิ่งจื่อแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์เทียนยวี่ วิญญาณสงครามนี้มีความชั่วร้ายและพลังโจมตีที่แข็งแกร่งมาก เกรงว่าฉินเยียนหรานจะโชคร้ายแล้ว

            “จบแล้ว” ผู้คนรอบข้างต่างสนใจศึกต่อสู้นี้ แต่กลับไม่มีใครอยากเข้าร่วมด้วย

            ฉินเยียนหรานต้องหวาดผวาเมื่อเผชิญหน้ากับปากขนาดใหญ่ของวิญญาณสงครามอสรพิษบุปผา นางได้สติก็คิดจะหนีทันที แต่กลับไร้ประโยชน์ วิญญาณสงครามอสรพิษบุปผาเร็วเกินไป เมื่อมาถึงก็รัดตัวฉินเยียนหรานทันที ในขณะนั้นมีเงาร่างหนึ่งที่มีพลังดารารายล้อมร่างกายปรากฏตัวที่ด้านหน้าฉินเยียนหราน และปกป้องเธอจากข้างหลัง

            ในเวลาเดียวกันเงาร่างนั้นปล่อยหมัดโจมตีวิญญาณสงครามอสรพิษบุปผา ซึ่งหมัดนี้ไร้ซึ่งพลังหยวน แต่เป็นหมัดธรรมดาที่ใช้พลังกายเพียงอย่างเดียว ทว่าหมัดที่ธรรมดาและเรียบง่ายนี้กลับอัดแน่นไปด้วยพลังที่น่าทึ่ง ไม่ว่าหมัดไปทางใด ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกทำลาย ส่วนอสรพิษบุปผาก็กู่ร้องโหยหวน

            วินาทีต่อมา หมัดนั่นทะลวงร่างวิญญาณสงครามอสรพิษบุปผา ก่อนจะพุ่งไปโจมตีเซิ่งจื่อแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์เทียนยวี่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เซิ่งจื่อปล่อยการโจมตีเข้าต่อต้านอย่างเร่งรีบ ก่อนการโจมตีทั้งสองจะปะทะกันในทันที เสียงระเบิดดังกึกก้อง เซิ่งจื่อถูกหมัดของเย่เฟิงโจมตีจนถอยหลังไปหลายก้าว เลือดลมภายในกายต้องสั่นคลอน สีหน้าก็ย่ำแย่สุด ๆ ส่วนทุกคนต่างต้องตกตะลึง เมื่อสังเกตเห็นเย่เฟิงที่ปรากฏตัวอย่างฉับพลัน

            ฉินเยียนหรานถอนหายใจยาว นางรู้ว่าตัวเองรอดแล้ว หากเย่เฟิงไม่ปรากฏตัวในเวลาวิกฤติ เมื่อครู่นางต้องตายในท้องของวิญญาณสงครามอสรพิษบุปผาของอีกฝ่ายเป็นแน่

            “เจ้าสวะ คิดไม่ถึงว่าจะเป็นเจ้า” เซิ่งจื่อแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์เทียนยวี่กล่าวพร้อมมีลมปราณเย็นยะเยือกแผ่ออกจากร่าง

            “เจ้าใช้วิธีเลวทรามต่อสู้กับผู้หญิงคนเดียว ไม่รู้จริง ๆ ว่าระหว่างเราสองคนใครกันแน่ที่เป็นสวะ” เย่เฟิงดูแคลนพลางแสยะยิ้ม ในดวงตาล้ำลึกคู่นั้นก็เผยประกายแหลมคม ราวกับคมดาบที่ใช้สังหารคนชั่วช้า

            “ฆ่าคนได้ถือว่ามีฝีมือดี เหตุใดพูดว่าวิธีเลวทรามเล่า?” เซิ่งจื่อแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์เทียนยวี่ยิ้มอย่างไม่สนใจ จากนั้นจึงกล่าวต่อ “เจ้าได้อะไรมาจากในรูปปั้นนั่น? แล้วหมัดเมื่อครู่เป็นเคล็ดวิชาใด?”

            เซิ่งจื่อเคยเห็นฝีมือของเย่เฟิงก่อนหน้านี้แล้ว แม้จะแข็งแกร่งมาก แต่ก็ไม่น่าจะถึงขั้นนี้ได้ แค่หมัดเดียวก็ซัดเขาจนกระเด็นถอยหลังได้แล้ว

            “เคล็ดวิชาอะไรน่ะหรือ? เจ้าล้อข้าเล่นหรือเปล่า จัดการเจ้าต้องใช้เคล็ดวิชาด้วยหรือ?” เย่เฟิงยิ้มอย่างเย็นชาพลางเผยสีหน้าเย้ยหยัน หมัดของเขาใช้เพียงพลังกายเท่านั้น แต่ก็ทำให้เซิ่งจื่อเซถอยหลังได้ หมัดนี้กระทั่งไร้ซึ่งพลังหยวนด้วยซ้ำ แต่อีกฝ่ายกลับคิดว่าเขาได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชามาจากการเรียนรู้ของรูปปั้น ช่างน่าขันยิ่งนัก

            “เลิกพล่ามไร้สาระกับเขาได้แล้ว ทุกคนฆ่าคนผู้นี้ให้ได้ก็จบ จากนั้นแบ่งผลเทียนเสวียนทั้งแปดผลเท่า ๆ กัน ในส่วนที่เป็นข้าเฟิงเฉียนไม่เอาก็ได้ แค่ได้ตัวหญิงผู้นี้ก็พอแล้ว” ขณะนั้นเฟิงเฉียนเดินมาข้างหน้าและกล่าวเช่นนั้น ยุยงให้ทุกคนโจมตีเย่เฟิงและฉินเยียนหราน ส่วนเขาเฟิงเฉียนต้องการเพียงฉินเยียนหรานเท่านั้น เขาหันไปมองฉินเยียนหรานด้วยสายตาชั่วร้ายไร้ซึ่งความอ่อนโยนเฉกเช่นในอดีต แต่มีเพียงความปรารถนาทางอารมณ์เท่านั้น

            สีหน้าของฉินเยียนหรานดูไม่สู้ดีนัก คำพูดของเฟิงเฉียนช่างไร้ยางอายเกินไปมาก

            “วิธีนี้ไม่เลว คนผู้นี้เคยฆ่าศิษย์ร่วมสำนักของข้าไปไม่น้อย ถึงเวลาแล้วที่ข้าซ่างกวนหงจะต้องสะสางบัญชีแค้นนี้” ซ่างกวนหงกล่าว ในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ขั้นรวมชี่ แต่กลับชอบเอาเปรียบผู้อื่น

            “ข้าเห็นด้วย เจ้าสวะนี่เป็นพวกขี้แพ้ ไม่สมควรอยู่บนโลกใบนี้” โจวมู่ไป๋กล่าวเสียงเย็นชา ความเกลียดชังที่เขามีต่อเย่เฟิงไม่จำเป็นต้องพูดเยอะ ไม่แน่อาจจะมากกว่าคนอื่นที่อยู่ในที่แห่งนี้

            “พวกเจ้าคิดจะร่วมมือกันจัดการข้า? แล้วชิงผลเทียนเสวียนไปจากข้างั้นหรือ?” เย่เฟิงกวาดสายตามองทุกคน แม้ว่าเฉินอ้าวเทียนจะยังไม่แสดงท่าที แต่เย่เฟิงก็ไม่สงสัยในแรงอาฆาตของอีกฝ่ายที่มีต่อเขาแม้แต่นิดเดียว

            “ใช่แล้วจะทำไมหรือ?” เฟิงเฉียนกล่าว ตั้งแต่วินาทีที่ฉินเยียนหรานพูดแทนเย่เฟิงที่น้ำตกเทียนเชี้ยน เฟิงเฉียนก็บันทึกชื่อเย่เฟิงไว้ในบัญชีดำของเขาแล้ว

            “วิ้ง” เมื่อทุกคนเห็นพ้องต้องกันและคิดจะกำจัดพวกเย่เฟิงสองคน ทันใดนั้นมีลำแสงสายหนึ่งพุ่งลงมาจากฟากฟ้า ลงมายังจุดกึ่งกลางของรูปปั้นทั้งแปด

            ฉากนี้ทำให้ทุกคนนิ่งงันไปเล็กน้อยขณะมองลำแสงนั่น


    คล้ายกับเรื่องชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต ที่คุณอ่าน