รุ่งเช้าก่อนออกเดินทาง
"หลังจากนี้เราจะทำยังไงต่อหรือสหายอู"ลี่เจียงถาม
"ข้าคิดว่าเราควรเข้าสู้เขตที่สองให้ไวที่สุด เพราะในเขตที่หนึ่งไม่อาจหาสัตว์อสูรระดับห้าได้ ข้าจะให้ฮุยฮุยรีบหาสัตว์อสูรประเภทอาชา คุณหนูกวนท่านมีอะไรเสนอหรือไม่"อูหลินเฟิงถาม
"ข้าเห็นด้วยว่าเราควรรีบเข้าสู่เขตที่สอง แต่หลังจากที่เราเข้าเขตที่สองแล้ว ดูจากเกณฑ์การให้คะแนนเราควรที่จะเว้นพวกสัตว์อสูรพิเศษ เพราะคะแนนคิดจากระดับลมปราณของสัตว์อสูร ไม่ได้คิดการความพิเศษของสัตว์อสูร"กวนซ่างซีให้คำแนะนำ เพราะนางคิดว่าหากคิดคะแนนจากระดับลมปราณของสัตว์อสูรที่ล่าได้จึงไม่ควรเสียเวลากับสัตว์อสูรสายเลือดพิเศษ ควรไปล่าสัตว์อสูรปกติดีกว่า
“ข้าก็คิดอย่างนั้น” อูหลินเฟิงเห็นด้วย
"สัตว์อสูรพิเศษคืออะไรหรือขอรับท่านพี่"อูหมินจิงกล่าวถาม
"สัตว์อสูรพิเศษ คือสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งผิดปกติ แบ่งเป็นสามแบบ คือสัตว์อสูรสายเลือดโบราณ สัตว์อสูรกลายพันธุ์ สัตว์อสูรสายเลือดวิวัฒน์ พวกมันจะมีความแข็งแกร่งเป็นพิเศษ ไม่อาจเอาระดับลมปราณมาตัดสินได้ ปกติสัตว์อสูรก็มีความแข็งแกร่งมากกว่ามนุษย์อยู่แล้ว ตามสายพันธุ์ที่ต่างกัน แต่พวกสัตว์อสูรพิเศษจะแกร่งมากกว่าขึ้นไปอีก
สัตว์อสูรสายเลือดโบราณ คือ สัตว์อสูรที่สืบเชื้อสายจากสัตว์อสูรที่เคยอยู่ในชนชั้นเทวะ จะมีความแข็งแกร่งที่ซ่อนในสายเลือดเป็นสัตว์อสูรที่ไม่สามารถเดาความแข็งแกร่งจริงได้ ข้าเคยอ่านมาว่าสัตว์สายเลือดโบราณ หากเข้าตาจนบางตัวอาจทำให้เกิดการย้อนคืนสายเลือดได้ ระดับลมปราณอาจเพิ่มถึงสองระดับในครั้งเดียว
สัตว์อสูรสายเลือดวิวัฒน์ก็คือ สัตว์อสูรที่เกิดจากการวิวัฒนาการโดยที่สัตว์อสูรทั้งสายพันธุ์จะมีความแข็งแกร่งเหมือนกันหมด และ ยังสามารถถ่ายทอดความสามารถนี้จากรุ่นสู้รุ่น เช่น อสรพิษยักษ์เกล็ดหยกของเมืองทะเลสาบหยก วิหคมรณะของป่าเมฆฝน กังปี้เองก็เป็นสัตว์อสูรสายเลือดวิวัฒน์ วานรแขนยักษ์เป็นหนึ่งในสัตว์ไม่กี่ชนิดที่สามารถปรับเปลี่ยนขนาดตัวได้"
“เจี๊ยก เจี๊ยก” กังปี้เมื่อได้ยินชื่อของตนก็ทำท่าเบ่งกล้ามทันที
“เก่ง เก่ง เจ้าเป็นสัตว์อสูรที่สุดยอด” อูหลินเฟิงกล่าวชมกังปี้ "ส่วนสัตว์อสูรกลายพันธุ์ มักเกิดจากสัตว์อสูรที่มีสายเลือดระดับต่ำ แต่เกิดการ กลายพันธุ์จนพลังแข็งแกร่งมากกว่าปกติ แต่ความพิเศษนี้จะไม่ส่งต่อในรุ่นต่อไป จะจบเพียงแค่รุ่นเดียวเท่านั้น เช่น หมาป่าขนเพลิงของข้าที่ขนเพลิงของมันสามารถต้านธาตุวารีได้ดีในระดับหนึ่ง"
“โฮ่งโฮ่ง” หั่วอีที่ได้ยินก็เห่ารับ อูหลินเฟิงจึงลูบหัวของมันเช่นกัน
"ข้านึกว่าสัตว์อสูรจะเหมือนๆ กันหมดซะอีก"ลี่เจียงกล่าว
"สัตว์อสูรก็เหมือนกับมนุษย์ มนุษย์เราต่อให้มีระดับลมปราณเท่ากัน มีปราณธาตุเหมือนคน แต่คนหนึ่งฝึกเคล็ดวิชาชั้นสูง อีกคนฝึกเคล็ดวิชาระดับต่ำ ยังไงหากปะทะกันผู้ฝึกวิชาระดับสูงย่อมมีชัยเหนือกว่า ก็เหมือนกับคุณหนูกู่นางมีระดับห้าชั้นสูง แต่ว่าหากเอานักสู้ระดับห้าขั้นสูงของตระกูลอูซักห้าคนรุม คุณหนูกู่ก็ยังสามารถเอาชนะได้แบบง่ายๆ นั้นคือความต่างของทั้งสายเลือดและเคล็ดวิชา" อูหลินเฟิงเป็นคนอธิบายทั้งหมด
"คุณชายอูความรู้กว้างขวางนักเจ้าค่ะ" เสวี่ยหานเอ๋อร์กล่าว คนในกลุ่มที่รู้ข้อมูลพวกนี้จะมีเพียง กวนซ่างซี และกู่ซือเอินเท่านั้นที่ทราบ เนื่องจากตระกูลกวนเป็นตระกูลที่ถนัดการล่าสัตว์อสูรจึงรู้เรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ส่วนบางตระกูลจะเน้นที่การต่อสู้ระหว่างคนด้วยกันข้อมูลพวกนี้บางคนจึงไม่ศึกษา ส่วนกู่ซือเอินฝึกวิชาพิษจากการล่าพิษจากสัตว์อสูรพิษจึงทราบข้อมูลเหล่านี้เช่นกัน
"เพราะข้าเป็นนึกฝึกสัตว์.…หากไม่รู้ข้อมูลพวกนี้คงเป็นนักฝึกสัตว์ที่แย่มาก เฉพาะฉะนั้นหากเราพบเจอสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งผิดปกติ…เราควรที่จะหลบออกมาเพื่อรักษากำลังของกลุ่ม และ ไม่ให้กลุ่มเราเสียเวลามากเกินไป"อูหลินเฟิงกล่าว หลังจากนั้นอูหลินเฟิงเก็บหมาป่าขนเพลิงเข้าสร้อยเก็บอสูร เหลือไว้เพียงหั่วอีและหั่วเอ๋อเท่านั้น จากนั้นก็ส่งฮุยฮุยขึ้นบินอีกครั้ง เพียงไม่นานฮุยฮุยก็สามารถพบเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว
“ฮุยฮุย พบทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ห่างจากที่นี้ไม่ไกล ทั้งยังพบร่องรอยของฝูงอาชาขนวารีอีกด้วย หากสามารถจับได้พวกเราจะเข้าสู้เขตที่สองได้ภายในหนึ่งวัน” อูหลินเฟิงกล่าว
สัตว์อสูรประเภทอาชา เป็นที่นิยมสำหรับการเดินทาง ก็คืออาชาที่มีปราณธาตุวารี เพราะว่าหากเป็นอาชาที่มีปราณวายุ แม้จะมีความเร็วในหมู่สัตว์อสูรประเภทอาชาด้วยกัน แต่มีข้อเสียคือเหนื่อยง่าย ธาตุปฐพีเองมีข้อดีคือความถึกสามารถวิ่งได้อย่างยาวนานแต่เชื่องช้าที่สุดในหมู่อาชาด้วยกัน ธาตุเพลิงมีข้อเสียใหญ่คือพยศไม่อาจคุมได้ง่าย ส่วนอาชาธาตุวารีสามารถควบคุมได้ง่าย และ ธาตุวารีมีความสามารถในการฟื้นฟูทำให้อาชาที่มีธาตุวารีสามารถวิ่งได้ในระยะที่ไกล สามารถฟื้นฟูกำลังได้จากปราณวารีทำให้อาชาธาตุวารีเป็นที่นิยมที่สุด และ เหมาะสำหรับการเดินทางไกลมากที่สุด
อาชาขนวารีมีลักษณะเหมือนม้าธรรมดาแต่ขนของอาชาขนวารีจะพลิ้วไหวราวกับอยู่ใต้น้ำตลอดเวลา
เพียงไม่นานคนทั้งแปดก็มาถึงทุ่งหญ้ากว้างใหญ่
"เหมือนจะมีอีกกลุ่มที่คิดแบบเดียวกับเรากำลังมุ่งหน้าไปหาอาชาขนวารีเหมือนกัน"อูหลินเฟิงบอกสิ่งที่เห็นผ่านฮุยฮุย
"ต้องรีบไปแล้ว…หากพวกนั้นคิดจะจับสัตว์อสูรอาชาขนวารี พวกเราควรไปถึงก่อน"กวนซ่างซีกล่าว
“งั้นข้าจะไปถ่วงเวลาพวกเขาไว้ก่อน พวกท่านรีบตามมา” อูหมินจิงกล่าว เพราะว่าในด้านความเร็วแล้วเขาเร็วเป็นอันดับต้นๆ ของกลุ่มจึงอาสาออกไปถ่วงเวลาไว้ก่อน
“หากกลุ่มนั้น…เป็นกลุ่มของพวกสำนักตระกูลระดับสูงที่มีระดับลมปราณระดับห้า ห้ามเจ้าปะทะเด็ดขาด บอกพวกเขาว่ามีข้อเสนอให้” อูหลินเฟิงบอก
“ไม่ต้องห่วงคุณชายใหญ่อู เดี๋ยวข้าตามไปด้วย” กวนซ่างซีกล่าว นางเองก็เป็นผู้ใช้ปราณวายุแถบระดับยังสูงถึงระดับห้าที่ด้วย
ก้าวย่างอัสนีม่วง ย่นระยะสิบลี้
ท่าเท้าเหยียบวายุ
เคลื่อนเงาเทวราชอสรพิษ
อูหมินจิงและกวนซ่างซีที่มีความเร็วมากที่สุดพุ่งทะยานไปก่อน โดยมีกู่ซือเอินที่มีระดับลมปราณมากที่สุดตามไปติดๆ ส่วนคนที่เหลือมีความเร็วพอๆ กันจึงตามไปหลังสุด
……
“หยุดก่อน มีคนกำลังมาทางนี้"หัวหน้าของกลุ่มคนที่กำลังมุ่งหน้าไปหาอาชาขนวารีสั่งทุกคนให้หยุด เมื่อสัมผัสได้ว่ากำลังมีคนกำลังมุ่งหน้ามีด้วยความเร็วสูง เมื่อได้รับคำสั่งคนทั้งกลุ่มได้หยุดลงและจับอาวุธประจำตัวพร้อมต่อสู้
จากนั้นอูหมินจิงและกวนซ่างซีได้พุ่งเข้ามาข้างหน้าคนอีกกลุ่ม เมื่อมาถึงทำให้เห็นว่ากลุ่มตรงหน้ามีจำนวนเพียงหกคน แต่ทั้งกลุ่มนั้นมีลมปราณระดับห้ากันทุกคน
“ขออภัยทุกท่านที่เข้ามาขวาง…ข้าไม่ได้ต้องการมาหาเรื่องแต่ว่าหัวหน้ากลุ่มของพวกข้าบอกว่ามีข้อเสนอมาให้พวกท่าน” เมื่อมาถึงกวนซ่างซีได้กล่าวบอกกับทั้งหกคนหน้านาง
“คิดว่าข้าจะหลงกลงั้นหรือ ศิษย์พี่ใหญ่...พวกมันคงส่งเจ้าสองคนนี้มาถ่วงเวลาเพื่อให้สามารถแย่งชิงอาชาขนวารีได้ง่ายมากกว่า พี่ใหญ่อย่าไปหลงกลนาง” เสียงของคนในกลุ่มกล่าวกับหัวหน้าของตน คนที่ถูกเรียกว่าศิษย์พี่ใหญ่ กำลังจะลงมือชักกระบี่ข้างเอวออกแต่ว่าเมื่อของหน้าของกวนซ่างซีชัดๆ จึงสามารถจดจำนางได้ เพราะว่าเขาเองก็หาข้อมูลของคนที่มีความสามารถในการล่าสัตว์อสูร รวมถึงกลุ่มของเขายังเลยคิดจะชวนกวนซ่างซีเขามาอยู่ในกลุ่มด้วย
“กวนซ่างซี อย่าบอกนะว่า…"พี่ใหญ่ใหญ่ของกลุ่มนึกถึงสตรีอีกนาง ที่เขาได้เห็นว่าเข้าร่วมกลุ่มของกวนซ่างซี ยังไม่ทันได้พูดจบเขาก็สัมผัสได้ว่ามีคนกำลังเดินมาสมทบกับสองคนที่เข้ามาขว้างเขา เป็นสตรีผมม่วงที่สง่างามความผสมกับความน่ากลัวสำหรับเขา
“กะ กู่ซือเอิน” หลังจากได้ยินชื่อที่ศิษย์พี่ใหญ่เรียก คนที่เหลือก็แทบอยากจะวิ่งหนีไปจากตรงหนีทันที แต่กู่ซือเอินได้ยืนปิดทางวิ่งหนีไปเสียแล้ว
“แม่นางกู่ ท่านมีอะไรคุยกับพวกข้างั้นหรือ” ศิษย์พี่ใหญ่นั้นรวมความกล้ากล่าวกับกู่ซือเอินที่กำลังเดินเข้ามา
“นางไม่ใช่หัวหน้ากลุ่มของข้า เดี๋ยวเขาก็มาแล้ว” กวนซ่างซีกล่าว
“ห่ะ??” คำพูดของกวนซ่างซีทำให้ศิษย์พี่ใหญ่นั้นงงอย่างมาก อาจเพราะไม่ได้รู้จักนิสัยจริงๆ ของกู่ซือเอินและฟังจากเพียงข่าวลือ จึงนึกว่านางเป็นพวกไม่ยอมคน ไม่ยอมให้คนอื่นเหนือกว่าเขาจึงนึกว่านางจะต้องเป็นหัวหน้ากลุ่มแน่ๆ
เพียงไม่นานหลังจากนั้นคนที่เหลือของกลุ่มก็เดินทางมาถึง
“ขออภัยทุกท่านที่จำเป็นต้องให้สหายของข้ามาขว้างพวกท่าน ข้าอูหลินเฟิง”
“เจ้า….คือหัวหน้ากลุ่มงั้นหรือ” ศิษย์พี่ใหญ่หลังจากเห็นระดับลมปราณของอูหลินเฟิงก็ตกใจอีกครั้ง เพียงระดับสามขั้นสูงแต่กลับสามารถเข้าร่วมงานประลองได้ และ ยังเป็นหัวหน้ากลุ่มของกวนซ่างซีและกู่ซือเอิน ทายาทตระกูลกวนที่มีความสามารถสูงในการล่าสัตว์อสูร กับทายาทของหนึ่งในเก้าปราชญ์
“ใช่” อูหลินเฟิงกล่าว
“เจ้ามีข้อเสนออะไรให้พวกข้า” แม้พวกเขาจะเป็นถึงศิษย์ของสำนักระดับสูงที่จริงๆ แล้ว ไม่เป็นจำเป็นต้องสนใจกลุ่มที่รวมตัวของตระกูลระดับกลางก็ได้ แต่ว่าเขาไม่อาจไม่สนตัวตนอย่างกู่ซือเอิน
“ข้อเสนอของข้าคือ ข้าจะจับพวกอาชาขนวารีให้ ท่านสนใจหรือไม่”
“พวกข้าก็สามารถจับมันเองได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพวกเจ้า” หัวหน้ากลุ่มตอบ
“ข้าขอถามพวกท่านท่านคิดจะจับอาชาขนวารีด้วยป้ายคุมจิตอสูรใช่หรือไม่” อูหลินเฟิงถาม
“ใช่ แล้วมันทำไมงั้นหรือ”
"เงื่อนไขการใช้ป้ายคุมจิตอสูร...คือท่านจะต้องทำให้พวกมันอยู่ในสภาพที่ขัดขืนไม่ได้ เพราะฉะนั้นท่านจะต้องต่อสู้กับพวกมัน แน่นอนอาชาขนวารีฝูงนั้น มีลมปราณระดับสามเท่านั้น..พวกท่านสามารถชนะมันได้ง่ายๆ แต่ว่าพวกมันก็ต้องบาดเจ็บเช่นกัน หากท่านขี่อาชาขนวารีที่บาดเจ็บเดินทาง ข้าให้ไม่เกินสามร้อยกิโล พวกมันก็ตายก่อนไปถึงเขตที่สองแน่ๆ ป้ายคุมจิตอสูรของพวกท่านก็จะเสียเปล่า และก็เสียอาชาขนวารี รวมทั้งยังต้องเสียเวลาเดินทางอยู่ดี
แต่ข้าสามารถจับพวกมันได้โดยที่พวกมันจะมีสภาพสมบูรณ์พร้อมสำหรับเดินทางไกล จะสามารถประหยัดเวลาให้พวกท่านได้อย่างมาก รวมทั้งพวกท่านก็ได้อาชาขนวารีที่สามารถใช้งานได้ต่อไปเรื่อยๆ"อูหลินเฟิงกล่าว
“แล้วข้อเสนอเจ้าคือ….” ศิษย์พี่ใหญ่ของกลุ่มนั้นเริ่มคล้อยตามคำพูดของอูหลินเฟิง
“ข้าต้องการสัตว์อสูรระดับห้าหนึ่งตัวที่พวกท่านสามารถล่าได้” อูหลินเฟิงกล่าวสิ่งที่ตนต้องการ “พวกท่านลองคิดดูว่าหากท่านสามารถเข้าไปได้เร็ว…ท่านสามารถพบเจอสัตว์อสูรระดับห้าได้มากมาย ท่านเพียงแบ่งมาให้กลุ่มข้าหนึ่งตัวเท่านั้น”
“ได้…หากเจ้าสามารถนำอาชาขนวารีมาให้ข้าในสภาพสมบูรณ์พร้อมเดินทางหกตัวมาให้ข้าได้ ข้าจะมอบสัตว์อสูรระดับห้าที่ข้าล่าได้ให้เจ้าหนึ่งตัว” หลังจากคิดถึงข้อดีข้อเสีย ศิษย์พี่ใหญ่ของกลุ่มจึงตอบตกลง การล่าสัตว์อสูรระดับห้าไม่ยากสำหรับกลุ่มของเขาเท่าไหร่ หากเดินทางได้ไวเขาก็ล่าได้เยอะมากขึ้น
“งั้นข้าขอให้พวกท่านรอข้า เพียงยี่สิบนาทีเท่านั้น ข้าจะกลับมาพร้อมอาชาขนวารี”
“ไม่ แต่ข้าต้องการไปกับพวกเจ้า”
“ได้เช่นนั้นก็ตามมา”
จากนั้นคนทั้งสองกลุ่มก็เดินทางมาถึงบริเวณที่ฝูงอาชาวารีอยู่ จากที่เห็นอาชาวารีนั้นมีจำนวนประมาณสามสิบตัว
“คุณหนูกู่ ข้าอยากให้ท่านใช้พิษประเภทที่สามารถทำให้สลบ แบบควันหรือที่สามารถกระจายในอากาศได้ ส่วนคุณหนูกวนข้าอยากให้ท่านใช้ปราณวายุควบคุมพิษให้กระจายเพียงบริเวณที่ฝูงอาชาวารีอยู่เท่านั้น"หลังจากได้ยินคำสั่งของอูหลินเฟิง ทั้งสองก็ทำตามทันที
ควันสีเหลืองค่อยกระจายออกมาจากมือของกู่ซือเอิน เมื่อเห็นดังนั้นกวนซ่างซีก็ใช้ปราณวายุให้กระจายพิษไปยังทิศทางที่ต้องการ เพียงไม่นานฝูงอาชาขนวารีก็หลับสนิททุกตัว
วิชายันต์วิญญาณ ยันต์ควบคุม
เพียงพริบตาเดียวหลังจากที่อาชาขนวารีทั้งสามสิบตัวหลับลง อูหลินเฟิงก็ใช้สร้างยันต์ควบคุมขึ้นมาสามสิบใบพร้อมกัน
“วิชายันต์จิต??” ศิษย์พี่ใหญ่พึมพำหลังจากที่เห็นอูหลินเฟิงสร้างยันต์ วิชายันต์ปราณหรือวิชายันต์จิต สามารถพบเห็นได้แต่ว่าไม่เป็นที่นิยมในการฝึก เพราะจำเป็นสร้างวาดอักษรและรวบรวมเข้าให้กลายเป็นยันต์ เรียกได้ว่าเป็นวิชาที่ระดับความยากในการฝึกสูงและผิดพลาดได้ง่ายแต่นั่นกลับไม่ใช่เรื่องยากสำหรับอูหลินเฟิงเลย
“ถึงขนาดสร้างยันต์จิตได้พร้อมกันสามสิบใบด้วยไม่ผิดพลาด ปีศาจชัดๆ” เพราะพลังวิญญาณเป็นพลังที่หาได้ยากยิ่งกว่ายาก ศิษย์พี่ใหญ่จึงคิดว่านั้นเป็นยันต์ที่สร้างจากพลังจิต
“เสร็จแล้ว….คุณหนูกู่ช่วยถอนพิษให้หน่อยได้หรือไม่” อูหลินเฟิงกล่าวเมื่อสามารถคุมสัตว์อสูรอาชาขนวารีทั้งสามสิบตัวได้แล้ว กู่ซือเอินจึงสร้างควันพิษอีกชนิดขึ้นมาเพื่อถอนพิษแรก จากนั้นกวนซ่างซีก็ส่วนกระจายพิษเหมือนเดิม
“ข้าขอป้ายคุมจิตอสูรของพวกท่านได้หรือไม่ ข้าจะผนึกจิตของพวกมันหกตัวให้เชื่อฟังผู้ที่ถือป้ายแต่ละป้าย” ป้ายคุมจิตอสูรจะสามารถใช้ได้เพียงครั้งละหนึ่งตัวเท่านั้น ในกลุ่มจึงพกป้ายมาคนละป้าย
“นี่” ศิษย์พี่ใหญ่เป็นคนนำป้ายทั้งหกให้อูหลินเฟิง จากนั้นเขาก็ได้ผนึกจิตของสัตว์อสูรอาชาขนวารีหกตัวให้เชื่อฟังผู้ที่ถือป้ายหกอัน จากนั้นก็คืนให้กับพี่ศิษย์ใหญ่ของกลุ่ม
“สำเร็จแล้ว ข้าอยากให้ท่านลงนามในสัญญาซื้อขายแผ่นนี้” กระดาษซื้อขายเป็นเพียงกระดาษธรรมดาที่ลงรายละเอียดสัญญาที่แลกเปลี่ยนหรือซื้อขายเอาไว้ หากมีอีกฝ่ายไม่ทำตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้นั้นสามารถฟ้องร้องจากทางการได้
“ได้” เมื่อได้อ่านรายละเอียดแล้วศิษย์พี่ใหญ่ก็ลงนามบนสัญญาซื้อขายหลังจากนั้นก็นำอาชาขนวารีหกตัวแล้วเดินทางออกไป
“แล้วอาชาขนวารีอีกสิบหกตัวที่เหลือเจ้าจะทำอย่างไร” จงหมิ่นถาม กลุ่มของเขามีกันแปดคนใช้อาชาขนวารีเพียงแปดตัวเท่านั้น แบ่งไปหกตัวจึงเหลืออีกสิบหกตัวที่เกินมา
“หากลุ่มผู้เยาว์ของสำนักตระกูลระดับสูงหรือกลางที่รีบเดินทาง จากนั้นยื่นเงื่อนไขเหมือนกลุ่มนี้ หากสามารถนำสัตว์อสูรระดับสามแลกกับสัตว์อสูรระดับสี่หรือห้าได้ คะแนนที่ได้มาย่อมเป็นประโยชน์กับกลุ่มของเรา” สัตว์อสูรระดับสามต่อให้เป็นระดับต้นกลางหรือสูงนั้นก็จะได้คะแนนเพียงสิบคะแนนเท่านั้น แต่ระดับสี่ก็ได้หนึ่งร้อยคะแนน ยิ่งเป็นระดับห้าขั้นต้นก็หนึ่งพันคะแนนแล้ว
“สามารถแลกสัตว์อสูรระดับสามกับสัตว์อสูรระดับห้า คุณชายใหญ่อู มีสติปัญญาล้ำเลิศนัก” กวนซ่างซีชม ลงแรงเพียงไม่เท่าไหร่ก็สามารถที่จะได้คะแนนหนึ่งพันมาอย่างง่ายๆ เพราะในหลายๆ กลุ่มก็มองว่า การล่าสัตว์อสูรระดับห้าจะสามารถทำคะแนนได้อย่างมากจึงจำเป็นต้องไปถึงเขตที่สองให้เร็วที่สุด หากเดินทางด้วยเท้าอาจกินเวลาถึงสี่วัน การแลกสัตว์อสูรอาชาระดับสามให้ทั้งกลุ่มกลับซากสัตว์อสูรระดับห้า จึงคุ้มค่าอย่างยิ่ง
“พวกเราออกเดินทางกันเถอะ” จากนั้นอูหลินเฟิงก็นำอาชาขนวารีมอบให้แต่ละคน เพื่อเร่งการเดินทางเข้าสู่เขตที่สอง ในระหว่างการเดินทางนั้นอูหลินเฟิงก็ได้พบกลุ่มอื่นตามที่หวังจึงได้เสนอขายอาชาขนวารี กลุ่มที่ต้องการเร่งเดินทางเข้าสู่เขตที่สองจึงตกลงอย่างง่ายดาย จากนั้นที่อูหลินเฟิงสามารถแลกเปลี่ยนอาชาขนวารีได้ถึงสามกลุ่มด้วย
เรียกได้ว่าหลังจากนี้หากกลุ่มหากสี่กลุ่มที่แลกเปลี่ยนกับอูหลินเฟิงนำสัตว์อสูรระดับห้ามาให้ กลุ่มของอูหลินเฟิงจะมีคะแนนถึงสี่พันคะแนนเป็นอย่างน้อย