ทว่าเวลาคือสิ่งเดียวที่เป็พอร์ เที่ยงตรง และไม่เคยหยุดนิ่ง
่เวลาแห่งความสุขผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วเหมือนกระแสน้ำ ทั้งสองกลับวังหลวงในตอนรุ่งสางของยามเช้าที่อากาศร้อนระอุ แมลงบินวนในอากาศชวนให้หงุดหงิด ขณะนั่งรถม้าไปตามทางอันแห้งแล้งจนล่วงเข้าสู่ตัวเมืองถึงได้เจอกับความครึกครื้นของผู้คนที่ออกมาใช้ชีวิตข้างนอก เฉิงอี้สั่งให้ใช้ประตูหลังเข้าตำหนักเพื่อหลบเลี่ยงสายตาสอดรู้สอดเห็น
ข้างประตูรั้วที่ไม่ได้รับการคุ้มกันแ่านัก มีดอกไม้เหี่ยวเฉายืนต้นใกล้ตายอยู่ต้นหนึ่งซึ่งดึงดูดความสนใจของเซียวซีอย่างประหลาดจนต้องออกคำสั่งให้หยุดรถ
“ทำอะไรของเ้า”
“ข้าจะเอามันไปให้ท่านแม่ดูแล”
จะว่าเขาชินกับการทำอะไรปุบปับของเซียวซีก็ไม่ผิด แต่บางครั้งเขาก็รู้สึกไม่ชอบใจกับการทำตามใจตัวเองเช่นนี้นัก
“จื่อเว่ย ส่งคนมาขุดมันไปที่ตำหนักของพระสนมกุ้ยเฟย”
จื่อเว่ยรับคำสั่ง ขณะที่ท่านอ๋องยังยืนมองด้วยความไม่เข้าใจ
“ดอกไม้นี่มันสำคัญนักหรือ มันคือดอกอะไร หรือเป็ดอกไม้โปรดของพระสนมกุ้ยเฟยกัน”
“ต้าลี่ฮวา” เซียวซีตอบแล้วเดินกลับขึ้นรถม้า เขาจึงต้องตามไปโดยที่ยังไม่เข้าใจว่าดอกต้าลี่ฮวานั้นสำคัญอย่างไร จะว่ามันสวยจนหยุดหายใจก็ไม่ใช่ ดูจากดอกที่เหี่ยวเฉานั้นก็พอจะเดาได้ว่ามันออกดอกเป็กระจุกใหญ่ดอกเดียวตรงปลายยอด กลีบดอกเรียงซ้อนกันเป็ชั้น ๆ หลายชั้น แต่ดอกไม้ส่วนมากล้วนเป็เช่นนี้
“ต้าลี่ฮวาแล้วอย่างไร”
“ข้าก็ไม่รู้ แต่ท่านแม่โปรดมันนัก”
เท่านั้นก็เป็เหตุผลเพียงพอแล้วสำหรับการกระทำของเซียวซี ดวงตาสีเข้มมองตามขันทีที่เริ่มขุดดอกต้าลี่แสนอาภัพขึ้นมาจากดิน
ยังไม่ทันได้จัดการดูให้เรียบร้อยว่าดอกไม้ถูกเอาไปฟูมฟักดูแลใหม่เรียบร้อยแล้วหรือยัง ทั้งสองก็ต้องเผชิญหน้ากับองค์ชายฉิน ว่าที่รัชทายาทที่มารอเข้าพบั้แ่เมื่อครึ่งชั่วยามก่อน
เฉิงอี้ให้เซียวซีเดินนำไปก่อนตามฐานะคนที่เป็เ้าของตำหนัก องค์ชายฉินเพ่งมองทั้งสองเดินตรงเข้าไปหาด้วยสายตาอ่านยาก แต่เมื่อเผชิญหน้ากัน อีกฝ่ายก็เผยอรอยยิ้มท่ามกลางบรรยากาศอันไม่น่าไว้วางใจ แทบไม่มีเหตุผลใดที่คู่แข่งสองคนจะต้องมาพบปะกัน หากไม่มาเพื่อสร้างไมตรี ก็ต้องเป็การมาเพื่อข่มขู่อาฆาต ยิ่ง่ที่การแต่งตั้งองค์รัชทายาทงวดเข้ามาทุกที เซียวซีผู้เป็ดั่งหอกข้างแคร่ยิ่งตกเป็เป้าแห่งความเกลียดชัง
“องค์ชายฉินเสด็จมาถึงนี่ มีอะไรให้กระหม่อมรับใช้หรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ได้โปรดเถอะ เ้าก็เป็เช่นน้องชายของข้า อย่าพูดจาห่างเหินเช่นนั้น”
เซียวซีเหลือบสายตามองเฉิงอี้ทันควัน ทั้งสองส่งสายตาที่เข้าใจกันเพียงสองคน ก่อนที่เขาจะเป็ฝ่ายพูดขึ้น
“องค์ชาย เชิญเข้าไปพูดคุยกันข้างในเถอะ”
“หากไม่เป็การเสียมารยาท ข้าอยากจะคุยกับองค์ชายเซียวซีเพียงลำพังสักประเดี๋ยว”
“เห็นจะมิได้” เขาปฏิเสธเสียงเย็นเยียบ
เซียวซีประเมินสถานการณ์ แต่ไหนแต่ไรมา องค์ชายฉินซึ่งเป็โอรสของฮองเฮาไม่ใคร่จะสุงสิงกับเขานัก ซึ่งก็ต้องเป็เช่นนั้นอยู่แล้ว แต่เซียวซีมีความรู้สึกอยู่ลึก ๆ ว่าองค์ชายไม่ใช่คนร้ายกาจนัก แม้จะเดาเจตนาไม่ออก เพราะถือปฏิบัติตนได้อย่างเยือกเย็นเหมาะสมกับฐานะเสียเหลือเกิน แต่ก็คงไม่ได้ตั้งตนเป็ศัตรู
“ท่านอ๋อง ข้าไม่คิดว่าจะมีการฆ่าแกงกันในตำหนักของข้าเองอย่างอุกอาจเช่นที่ท่านคิดหรอก ให้ข้าพูดคุยกับองค์ชายฉินสักประเดี๋ยวคงไม่เป็อันใด หรือไม่จริง” ท้ายประโยคหันไปถามผู้มาเยือน
“ข้ามาพบปะพูดคุยตามประสาพี่น้อง มิได้มีเจตนาอื่นใด”
เฉิงอี้เลิกคิ้วหนาขึ้นสูง เหลือบมององค์ชายทั้งสองอย่างชั่งใจ ก่อนจะขยับถอยหลังเป็สัญญาณแห่งการยินยอม เมื่อองค์ชายเดินเข้าไปในห้อง เขาก็ยังคงปักหลักอยู่บริเวณนั้น แม้จะมีทหารจากทั้งสองฝ่ายคอยอยู่เวรยามเฝ้าแล้วก็ตาม แต่เขาไม่เคยไว้ใจใครหน้าไหนทั้งสิ้น
จุดประสงค์ของการมาเยือนครั้งนี้คืออะไร เป็ไปได้หรือที่จะมาหาการสนับสนุนเอากับองค์ชายที่ถูกเกลียดชัง แล้วเป็ไปได้หรือที่จะมาข่มขู่ซึ่งหน้า คำเตือนของฮ่องเต้ที่เคยบอกเขาเมื่อไม่นานมานี้เตือนให้ระวังทั้งองค์ชายฉินและองค์ชายมู่ แต่จนบัดนี้ เขาก็ยังดูไม่ออก แล้วเขาจะช่วยเซียวซีได้อย่างไร
การพูดคุยดำเนินไปไม่นานนัก ทั้งสองปรากฏตัวที่หน้าประตูด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเช่นเคย เซียวซีเดินออกมาส่งผู้มีสถานะเป็พี่ชายต่างมารดา รอจนขบวนยาวเหยียดเดินหายลับหลังกำแพง ถึงได้หันหน้ามามองเฉิงอี้ที่ยืนคอยอย่างอดทน
“เขาชวนข้าไปเล่นปาลูกดอกกับหมากล้อมด้วยกัน”
“แปลก”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น”
“หรือเขาจะรู้ว่าเ้าไม่้าเป็ไท่จื่อ จึงอยากจะเกลี้ยกล่อมให้เ้าไปพูดกับฮ่องเต้ เพราะเ้าคือคนที่พระองค์ฟังมากที่สุด”
“หรือไม่อย่างนั้น เขาก็แค่้าทำให้ข้าตายใจ แล้วลอบแทงข้าทีหลัง แทงที่หมายถึงแทงจริง ๆ น่ะ” เซียวซีเอ่ยเจือเสียงขัน
“ไม่เห็นมีสิ่งใดน่าขัน เ้าอย่าประมาทกับความเป็ความตายนัก” เขาตำหนิ
“โธ่เอ๊ย ท่านจะอารมณ์เสียไปไย คนเราเมื่อถึงคราวตาย นั่งจิบน้ำชาเฉย ๆ ยังตายเสียได้ นับประสาอะไรกับข้าที่มีศัตรูเป็ร้อยเป็พัน”
“เพราะคิดเช่นนี้เอง ถึงได้วิ่งเข้าสนามรบอย่างบ้าดีเดือดทุกรอบไป”
รูปแบบการต่อสู้ของทั้งสองค่อนข้างต่างกัน แม้จะมีคนคอยคุ้มกันอยู่ตลอดเวลา แต่ใน่แห่งความชุลมุนวุ่นวายที่ต่างฝ่ายต่างหมายจะฟาดฟันกันให้ได้มากที่สุด ทั้งดาบ หอก ธนูและศาสตราวุธทั้งหลายพุ่งเข้ามาจากทุกด้าน เขารบด้วยหูตากระจ่าง สดับฟังเสียงที่มีทั้งเสียงฝีเท้าของผู้คน เสียงกรีดร้องและเกือกเท้าม้าย่ำไปบนพื้น ขณะที่เซียวซีมักจะพุ่งตรงเข้าไปยังใจกลางแล้วบุกทะลุทะลวงเหมือนคนตามืดบอด หากแต่คนตาบอดคนนี้ก็มักจะข่มขวัญศัตรูด้วยความไม่กลัวตายของตนอยู่บ่อยครั้ง
“ข้าเอาตัวรอดได้ก็แล้วกัน” เซียวซีตอบโต้