"เอาเถอะ ตอนนี้จ้าวเหม่ยอิงก็จำพวกเธอสองคนไม่ได้ถึงแม้ข้อแก้ตัวจะฟังไม่ชึ้นก็ตาม แต่เราจะถือว่าเธอสองคนยังเป็ผู้ต้องสงสัยอยู่
ดังนั้นเราจึงต้องกักบริเวณเธอสองคนห้ามออกไปนอกเขตการผลิต เพื่อเป็พยานให้ พวกเธอไปได้แล้ว
ส่วนเธอคืนนี้นอนที่คลินิกนี้นะ"ผู้ใหญ่บ้านสั่งการด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและดังฟังชัด
ในที่สุดทุกคนก็แยกย้ายกันกลับด้วยอารมณ์ที่ค้างคาใจ
"นี่ยายจาง แกว่าจ้าวเหม่ยอิงจับได้ว่าสองคนนั่นกำลังทำอะไรกันรึเปล่า" ป้าหยางถามเพื่อนคู่หู
"จะทำอะไรเสียอีกล่ะ ฉันว่าเ้าคู่หมั้นก็ดูเหมือนปลิงสูบเืสูบเนื้อ ส่วนแม่เพื่อนสนิทนั่นดูท่าทางชม้อยชม้ายชายตาสิ ไม่ธรรมดาหรอก" ป้าจางวิเคราะห์
"แหม แต่ยายจ้าวเหม่ยอิงนั่นก็ขี้เหร่จังนะ แถมได้ข่าวว่าร้ายกาจอยู่ไม่ใช่เหรอป้าหยาง" นางสือเริ่มออกความเห็น
"ร้ายเร้ยอะไรกัน ลูกสาวฉันบอกวาหล่อนเป็คนมุ่งมั่น แต่ไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบ
ตอนแรกที่มาทำอะไรไม่เป็สักอย่าง แต่ผ่านไปไม่กี่เดือนผลงานกลับดีกว่าคนที่มาก่อนเป็ปีๆ แล้วก็นะจะขี้ริ้วขี้เหร่ยังไงก็ได้ชื่อว่าเป็คู่หมั้น แกไม่เห็นข้อความในจดหมายนั่นเรอะ" ป้าหยางออกตัวแทน
เพราะแกสงสารจ้าวเหม่ยอิง มองดูก็รู้ว่าโดนสองคนนั่นทำร้ายแน่
"เขียนว่าอะไรเหรอ ฉันไม่รู้หนังสือ" มีคนอยากรู้ถาม
“ฉันก็ไม่ได้อ่านทั้งหมด"ที่จริงป้าหยางก็รู้หนังสือไม่กี่ตัว
"แต่ฟังที่นังหนูเหม่ยอิงนั่นอ่านสิ อิงเอ๋อจ๊ะ อิงเอ๋อจ๋า มันเหมือนคบหากันแบบพี่น้องตรงไหน"ป้าหยางว่า
"แล้วนังเพื่อนสนิทนั่นล่ะ" ป้าจาง
สอบถามความเห็นของป้าหยางเพราะป้าหยางเป็แม่ของหยางลี่เจิน
เหตุที่หยางลี่เจินใช้แซ่เดียวกับแม่นั่นเพราะบิดาของเธอหรือสามีป้าหยางเสียชีวิตตอนที่ป้าหยางคลอดลูกสาว จึงถูกบ้านใหญ่ขับไล่ว่าเป็กาลกิณี ตัดขาดไม่ยอมให้ใช้แซ่ของบ้าน
เธอจึงกลับมาอยู่บ้านแม่ แล้วเลี้ยงลูกเธอมา
และด้วยความเป็คนฉลาดมีไหวพริบ ถึงจะเป็ผู้หญิงก็สามารถมีตำแหน่งในกองผลิตได้ ดังนั้นป้าหยางก็พลอยมีคนนับหน้าถือตาไปด้วย
“ทำไมถึงกล้าขโมยของ ข้ออ้างเื่มาเอากระเป๋าสตางค์มันฟังไม่ขึ้น หรือว่าหล่อนคิดว่าจ้าวเหม่ยอิงคงกลับมาไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น…” ป้าจางค่อยๆ คิด
"ฉันว่าที่หล่อนกล้าขโมยของไม่ใช่เพราะหล่อนแน่ใจหรือว่าจ้าวเหม่ยอิงจะไม่กลับมา" ป้าหยางกล่าวสำทับ
จินตนาการสำคัญกว่าความรู้จริงๆ ชาวบ้านต่างคิดไปต่างๆ นานา ดีบ้างร้ายบ้าง แต่ส่วนใหญ่ลงความเห็นว่ามีความเป็ไปได้สูงที่ ผู้ต้องสงสัยจะก่อเหตุจริง แต่เหตุที่ก่อนั้นร้ายแรงขั้นไหนก็เกินจะหยั่งรู้แล้ว
"การว่าร้าย ป้ายสีมีโทษหนักนะแม่ เราไม่รู้อะไรอย่าเพิ่งพูดดีกว่า" หยางลี่เจินที่เดินตามมาทีหลัง
เห็นชาวบ้านเมาท์มอยกันออกรส และดูท่าแม่ของเธอจะเป็ผู้นำในการวิเคราะห์จึงหยุดการกระทำทั้งหมด
เพราะเื่นี้เป็เื่ร้ายแรง หากยุวปัญญาชนก่อเหตุจริง ความรู้สึกต่อต้านพวกเขาจะยิ่งมากขึ้นไปอีก
ตอนนี้ถ้ายังไม่มีอะไรชัดเจน การวิเคราะห์ของแม่เธอถือได้ว่าเป็การกล่าวหา
เมื่อได้ยินหยางลี่เจินปรามแม่ตัวเอง คนที่กำลังซุบซิบกันอยู่ก็เงียบเสียงลงและต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน
"แหม แกนี่"ป้าหยางหันไปเอ็ดลูกสาว
"กลับบ้านก่อนเถอะฟ้าจะมืดแล้ว เฮ้อวันหยุดแท้ๆ แต่ไม่ได้พักเลย" หยางลี่เจินบ่นไปลากแขนแม่กลับบ้านไป
ตอนนี้เหลือจ้าวเหม่ยอิงกับหมอสวีอยู่ในคลีนิค หมอสวีมีลูกชายเป็ผู้ช่วย แต่เมื่อเช้าเขากลับเข้าเมืองไปเรียนแล้ว ตอนนี้เลยเหลือหมอและจ้าวเหม่ยอิงกินข้าวเย็นกันตามลำพัง
ข้าวเย็นวันนี้คือโจ๊กธัญพืชมีผักดองแกล้มนิดหน่อย ถือว่าใช้ได้สำหรับอาหารของคนที่นี่ แต่ใช้ไม่ได้สำหรับจ้าวเหม่ยอิง
"กินกันตายวะ" เธอบอกตัวเองในใจจะคาดหวังอะไรกับผู้ชายทำอาหาร
"ขอโทษนะที่ทำไม่อร่อย"หมอสวีออกตัว เพราะเห็นท่ากล้ำกลืนฝืนกินของเธอ
“เปล่านะคะ ฉันคงกินน้ำเข้าไปเยอะเลยแน่นท้องแล้วก็เื่ที่เกิดขึ้นวันนี้ทำให้ฉันกินอะไรไม่ลงจริงๆ" จ้าวเหม่ยอิงตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ
จะกินไม่ลงยังไงหิวจนแสบท้อง ดีที่ท้องไม่ร้องมาฉีกหน้าตัวเอง
หมอสวีฟังที่เธอบอกก็เข้าใจ โดนทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจขนาดนี้ แถมคนร้ายยังลอยนวลอีก อายุแค่นี้ออกมาอยู่ท่ามกลางฝูงหมาป่าตาขาวอย่างสองคนนั้น คงไม่มีใครตั้งหลักได้
"เอาเถอะ เธอสามารถรอดชีวิตมาได้แล้วถือเป็เื่ดี ตอนนี้อย่าเพิ่งคิดอะไรมาก พักผ่อนให้เพียงพอแล้วค่อยๆ คิดว่าจะจัดการเื่พวกนี้ยังไง
คืนนี้เธอพักที่นี่ส่วนฉันจะกลับไปพักที่บ้านที่ติดกันกับคลินิกนี่มีอะไรก็ะโเรียกได้เลย ฉันไม่ถือ
หมอสวีลุกขึ้นเมื่อทานอาหารเสร็จกำลังจะลุกไปเก็บล้างแต่จ้าวเหม่ยอิงขอทำโดยอ้างว่าอยากขยับเนื้อตัวบ้าง หมอสวีก็ปล่อยให้เธอทำแล้วเขาก็กลับบ้านไป
"อดัมส์"หลังจากหมอสวีไปก็เรียกบัดดี้
"ครับ"อดัมส์ตอบกลับ
“ถ้าฉันเข้ามิติไปคนจะเห็นฉันหรือไม่"จ้าวเหม่ยอิงถามเพราะข้อสงสัยนี้ผุดขึ้นมา
เพราะตอนที่เธอคุยกับอดัมส์เธอยังอยู่ท่ามกลางผู้คน
"มีสองกรณีครับถ้าคุณอยากเข้ามาในมิติคุณต้องแสดงความ้าเข้าด้วยคำสั่งเข้ามิติ ถ้าทำอย่างนั้นแล้วคนภายนอกจะไม่เห็นคุณ แต่ถ้าคุณ้าแค่ตรวจดู ข้าวของหรือข้อมูลคุณจะสามารถมองเห็นเหมือนคุณอยู่ในมิติแต่ตัวคุณยังอยู่ภายนอกนั่น
"แล้วทำไมตอนแรกฉันเข้ามาได้ล่ะ"จ้าวเหม่ยอิงสงสัย
"ก็ผมเป็คนพาคุณเข้ามา ตอนนั้นระบบเพิ่งติดตั้งและคุณต้องเข้ามาตรวจสอบจึงยังไม่ได้ตั้งระบบคัดกรองครับ" อดัมส์อธิบาย
"อ่อ เพราะตอนนี้ระบบคัดกรองถูกติดตั้งแล้ว แล้วระบบคัดกรองคืออะไร"จ้าวเหม่ยอิงถาม
"คือระบบจะสามารถนำเข้าผู้อื่นเข้ามาในมิติได้ก็ต่อเมื่อคุณอนุญาตแบบยืนยันคำสั่งครับ" อดัมส์กลั้นใจตอบเพราะอาการเ้าหนูจำไมของบัดดี้กำเริบ
"แล้วถ้าฉันจะยืนยันหรือจะเข้ามิติต้องเปล่งเสียงหรือแค่คิดในใจก็ได้แล้ว" ที่จริงก็น่าจะรู้แต่ขอคำยืนยันดีกว่า เ้าเหม่ยอิงจึงถามออกไป
"ได้ทั้งสองอย่างครับ ผมว่าคุณน่าจะหิวลองดื่มนมและอาหารเบาๆ ก่อนเข้านอนมั้ยครับ วันนี้คุณทั้งเหนื่อยทั้งเจ็บ แล้วก็อย่าลืมว่าคุณสามารถดื่มน้ำพุเพื่อให้แผลและรอยช้ำหายไป" อดัมส์ตัดบท
“ก็ได้ฉันดื่มนมแล้วนอนเลยก็ได้"จ้าวเหม่ยอิง
ตอนนี้อากาศเริ่มเย็นขึ้นบ้างนิดหน่อย ดีกว่าสองสามวันที่แล้วร้อนจัดไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้ฝนคงจะตก
"คุณลืมดื่มน้ำพิสุทธิ์จากน้ำพุรึเปล่าครับ"อดัมส์ท้วงขึ้นมาเพราะเธอนอนแล้ว
"ให้เื่จบก่อน เก็บแผลไว้เรียกเรตติ้งก่อน" แค่นั้นเธอก็หลับตานอน หลับไปแล้ว วันแรกก็เกิดเื่เลย แล้วยังต้องปรับตัวกับร่างที่อ้วนน่าอึดอัดและเหนื่อยง่ายนี่อีก
กลางดึกในขณะที่ทุกอย่างอยู่ในความมืดและเงียบสงบ ที่คลินิกบนเตียงคนไข้เด็กสาวร่างอวบกำลังนอนหลับอย่างสบาย จู่ๆ ก็มีมือมาปิดปากเธอ ทำให้เธอเบิกตาโพลงด้วยความใ