ในเรือนดำมืดแห่งหนึ่ง
“ศิษย์พี่หลี่ เื่ที่นังเด็กนั่นท้าประลองเป็ตายท่านจะเป็กับดักหรือไม่ ? ไม่แน่ว่าวันนั้นฉวนสี่อาจรอท้าประลองท่านอยู่เช่นกัน”
“ฉวนสี่... เ้านึกว่าข้ากลัวมันหรือ ?! ” หลี่เช่อแสยะยิ้มขณะก้มมองปราณดำมืดไหลวนอยู่ในมือของตนอย่างพอใจ
ปีก่อนหลี่เช่อเข้าสู่ระดับนักยุทธ์ขั้นเก้าดาวก่อนฉวนสี่ ทั้งที่อีกนิดเดียวก็จะขึ้นเป็อันดับหนึ่งของสายนอกได้แล้ว แต่กลับอดกลั้นไว้ไม่ยอมเลื่อนขึ้นสู่ระดับยอดยุทธ์ ทั้งหมดก็เพื่อวิชาดูดิญญา..เคล็ดวิชานี้ผู้ฝึกต้องเริ่มั้แ่พื้นฐาน หากหลี่เช่อเข้าสู่ระดับยอดยุทธ์ก่อนจะสำเร็จวิชาชั่วชีวิตก็ไม่อาจฝึกมันได้อีก
เคล็ดวิชาสายมืด กลับต้องมาฝึกในสถานที่ที่มีภูติพฤกษาย่อมเป็เื่ยากลำบาก หลี่เช่อฝึกฝนมาเกือบปีก็ยังไม่สำเร็จแถมยังถูกฉวนสี่แซงหน้า ตอนแรกเขานึกคับแค้นจนเกือบถอดใจ ...ทว่าสามวันก่อนจู่ๆ กลับฝึกสำเร็จอย่างไม่คาดฝัน หลี่เช่อดีใจมากจึงรีบเก็บตัวเลื่อนขั้นเพียงสามวันก็บรรลุยอดยุทธ์ได้อย่างง่ายดาย
สำเร็จยอดยุทธ์ควบคู่กับวิชาดูดิญญา หลี่เช่อยินดีจนแทบโห่ร้องออกมา คราวนี้ยังจะมีศิษย์สายนอกคนใดเป็คู่ต่อสู้ของเขาได้...? ชัยชนะในงานคัดเลือกที่จะมาถึงนี้ต้องเป็ของเขาอย่างแน่นอน !
ทว่า…การโจมตีด้วยวิชาดูดิญญานั้นอันตรายอย่างมาก พลาดพลั้งอาจทำให้คู่ต่อสู้ถึงตายได้ การฆ่าศิษย์ในการประลองคัดเลือกศิษย์สายในเป็การผิดกฏสำนักอย่างร้ายแรง ขณะหลี่เช่อกำลังกลุ้มใจคิดหาใครมาลองวิชา.... ก็บังเอิญได้รับสาส์นท้าประลองจากมู่เชียนพอดี...
“มู่เชียน ฉวนสี่...อีกเจ็ดวัน จะเป็วันตายของพวกเ้า !!!”
ด้านโม่เจี้ยน....แสงอาทิตย์เพิ่งส่องสว่างเขาก็รีบพาตัวเองมาที่เรือนของศิษย์น้อง ได้ยินว่าหลี่เช่อบรรลุยอดยุทธ์ั้แ่เมื่อวาน โม่เจี้ยนจึงตั้งใจว่าวันนี้จะลากตัวมู่เชียนไปยกเลิกการประลองให้ได้ มือสองข้างเคาะประตูเรือนรัวแรงจนคนด้านในต้องรีบมาเปิดประตู
เด็กสาวหน้าตาธรรมดาเงยหน้าส่งยิ้มให้.. ทว่าแสงสีทองที่ส่องกระทบร่างเล็กนั้นทำให้เกิดภาพลวงตาบางอย่าง ….โครงภาพของหญิงสาวผู้งดงามราวเทพธิดา ผมสีทองยาวสยายยาวเื้ั ดวงตาสีทองเปล่งประกายทรงอำนาจช้อนมองมา ภาพเลือนรางที่ซ้อนทับกับร่างเด็กสาวตรงหน้าทำให้โม่เจี้ยนตกตะลึงไป
“ศิษย์พี่โม่.... ศิษย์พี่โม่...!!” มู่เชียนเอ่ยเรียกเสียงดัง ไม่เข้าใจว่าศิษย์พี่ผู้นี้มายืนเหม่ออะไรหน้าเรือนของนางแต่เช้า
ถูกเรียกซ้ำๆในที่สุดโม่เจี้ยนก็รู้สึกตัวขึ้นมา ชายหนุ่มกระพริบตาครั้งหนึ่งก็เห็นเพียงศิษย์น้องมู่ยืนขมวดคิ้วมองตนเองอยู่เพียงลำพัง ไม่มีเทพธิดาที่ไหนทั้งนั้น
‘ตาฝาดไปงั้นหรือ ?’ เขาเกาศีรษะอย่างงุนงงอยู่บ้าง ดวงตาสีฟ้าลอบมองเด็กสาวอีกครั้งก็เห็นเพียงใบหน้าแสนธรรมดาที่คุ้นเคย.. ไม่มีทางที่จะเป็อย่างอื่นไปได้ หลังจากมั่นใจโม่เจี้ยนจึงรีบอ้าปากเอ่ยถึงธุระของตนออกมา
“หลี่เช่อบรรลุยอดยุทธ์แล้ว !” โม่เจี้ยนตรงเข้าประเด็นโดยไม่แม้แต่จะทักทายนางก่อน
มู่เชียนชะงักไปเล็กน้อยกับข่าวการเลื่อนขั้นของคู่ประลอง จากนั้นก็เพียงเอ่ยรับคำออกมาสั้นๆ “อ้อ....เ้าค่ะ ขอบคุณศิษย์พี่ที่มาแจ้งข่าว”
เห็นเด็กสาวนิ่งเฉยเพียงนั้น โม่เจี้ยนกลับยิ่งร้อนใจมาก “อ้อ..อะไรกันเล่า !! ตอนนี้ยังไม่สาย ข้าจะพาเ้าไปยกเลิกการประลอง ....ไม่ต้องห่วง หากใครกล้าว่าเ้าขี้ขลาดข้าจะจัดการมันเอง !” โม่เจี้ยนเอ่ยพลางยื่นมือออกมาคว้าแขนเล็กของมู่เชียนไว้ คิดจะลากนางไปที่เรือนผู้เฒ่าหาน ทว่าเด็กสาวกลับเคลื่อนตัวหลบการจู่โจมของเขาไปอย่างง่ายดาย
ชายหนุ่มมองมือว่างเปล่าของตนแล้วก็ส่ายหน้า “ศิษย์น้อง ข้ายอมรับว่าเ้ามีฝีมืออยู่บ้างแต่การประลองกับหลี่เช่อนั้นยังหนักหนาเกินไป รออีกสักหน่อยไม่ได้หรือ ?”
“ขอบคุณศิษย์พี่ที่เป็ห่วง ระหว่างข้าและพวกมันไม่อาจอยู่ร่วมโลก การต่อสู้อย่างไรก็ต้องมาถึงสักวัน เริ่มเร็วก็จบเร็ว !!”
“ตายเร็วก็เกิดใหม่เร็วด้วยใช่หรือไม่ ?” ชายหนุ่มอดค่อนแคะไม่ได้ “หรือเ้าไม่รู้จักสุภาษิตที่ว่า ูเาเขียวยังอยู่ไม่กลัวไร้ฟืนเผา ต้องมีชีวิตถึงจะมีโอกาสฝึกตนเพิ่มพูนฝีมือ และมีโอกาสล้างแค้นในวันหน้า..!!”
ผู้เป็ศิษย์พี่พยายามเกลี้ยกล่อมไม่เลิกรา ทว่าเด็กสาวตรงหน้าช่างหนักแน่นในการตัดสินใจของตนเองนัก มู่เชียนยืนยิ้มนิ่งๆ ไม่เถียงไม่เอ่ยคำใดทั้งนั้น ท่าทางอ่อนนอกแข็งในทำให้โม่เจี้ยนท้อใจ
“เ้าแน่ใจหรือว่าจะไม่เปลี่ยนใจ เ้าอาจถูกฆ่าได้เลยนะ”
“ใครจะเป็ฝ่ายฆ่าใครก็ไม่แน่หรอกเ้าค่ะ ศิษย์พี่โปรดเชื่อมั่นในตัวข้าเถิด” เสียงใสเอ่ยอ่อนโยนขณะที่ดวงตาสีน้ำตาลเปล่งประกายเจิดจ้า โม่เจี้ยนมองแล้วก็ได้แต่ถอนใจออกมาอย่างหนักใจ
สำหรับมู่เชียน...ต่อให้หลี่เช่อบรรลุยอดยุทธ์แล้วอย่างไร ? นางยังเชื่อว่าตนสามารถเอาชีวิตคนผู้นั้นได้ ทว่าสิ่งเดียวที่ยังติดอยู่ในใจก็คือ ถึงยามนี้เสี่ยวจิ้งก็ยังไม่ปรากฏตัวออกมา
‘นี่ก็วันที่ 13 แล้วนะเสี่ยวจิ้ง จือจือ...ทางพวกเ้าเกิดเหตุอะไรขึ้นหรือไม่ ?’
ลานประลองมีผู้มาเข้าร่วมชมการต่อสู้เป็จำนวนมาก การท้าประลองเป็ตายมิได้เกิดขึ้นบ่อยนัก กฎสำนักกล่าวว่าศิษย์สำนักยามประลองหรือต่อสู้กันกันให้หยุดเพียงแพ้ชนะเท่านั้น ห้ามมิให้ทำร้ายอีกฝ่ายจนถึงสาหัส พิการ หรือถึงแก่ความตายเด็ดขาด
ทว่ามากคนมากความ ท่ามกลางการแก่งแย่งชิงดีของศิษย์สายนอกหลายพันคน ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงการทะเลาะเบาะแว้ง และความแค้นรุนแรงจนมิอาจอยู่ร่วมฟ้า เพื่อป้องกันมิให้เกิดความวุ่นวาย สำนักจึงตั้งเงื่อนไขให้ผู้ที่ประสงค์จะสะสางความแค้นจนถึงชีวิตสามารถท้าประลองเป็ตายได้
บนเวทีแห่งนี้ไม่มีกฎกติกาหรือข้อห้ามใดๆ การต่อสู้จบลงได้ก็เมื่อทั้งสองฝ่ายพอใจหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายไปเท่านั้น !
โดยปกติศิษย์ห้าอันดับแรกมักถูกท้าประลองเป็ระยะอยู่แล้ว ทว่าครั้งนี้เด็กสาวที่ไม่ได้อยู่ในสามสิบอันดับแรกหรือแม้กระทั่งร้อยอันดับแรก กลับกล้าท้าประลองเป็ตายกับอันดับห้าและอันดับสองของศิษย์สายนอก สร้างความตกตะลึงให้แก่ศิษย์สายนอกทั้งหลายเป็อย่างมาก อีกทั้งยังเป็การประลองต่อเนื่องในวันเดียวกันอีกด้วย
บนเวที ท่านผู้เฒ่าหานปรากฏตัวขึ้นด้วยใบหน้าเรียบเฉยเช่นเคยเคย
“ถงชี่ ศิษย์สายนอกลำดับที่ 5 ปะทะ มู่เชียน ศิษย์ใหม่ลำดับที่ 5,876 !!”
ถงชี่ะโลอยตัวขึ้นไปบนเวทีอย่างสง่าผ่าเผย เขาเป็ชายอายุราว 20-21 ปี รูปร่างสูงใหญ่ ลำตัวราวหมี ใส่เสื้อหนังสีดำที่แหวกกว้าง เห็นขนขยุกขยุยที่แผงอก รูปลักษณ์ดูน่ารังเกียจยิ่ง
อีกด้าน คือ เด็กสาวอายุราว 15-16 ปี ใบหน้ากลม ตาเล็กเรียวสีน้ำตาล จมูกค่อนข้างใหญ่ รูปร่างเล็กว่าถงชี่ราวสามเท่า นางสวมชุดยาวสีเขียวเรียบๆ กำลังย่างเท้าช้าๆเดินขึ้นอีกฟากของเวที
หากดูแต่ภายนอกแล้ว นี่เป็การต่อสู้ที่เสียเปรียบอย่างยิ่ง เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้เข้าชมในวันนี้แว่วมาให้ได้ยิน
“เฮ้อ น่าเสียดาย หากงดงามสักนิดคงมีหวังรอด ใครก็รู้ว่าถงชี่มันชื่นชอบอิสตรีอย่างยิ่ง!!”
“นางอาจน้อยใจในหน้าตา เลยคิดอยากตายแล้วรีบไปเกิดใหม่ก็เป็ได้ ฮ่าฮ่า”
“อยากฆ่าตัวตายก็ไม่จำเป็ต้องใช้วิธีเปิดเผยเช่นนี้กระมัง ?”
“ใครจะรู้ได้ นางอาจอยากสร้างชื่อเสียงสักนิดก่อนตาย”
“ท้าประลองอันดับสองและห้าในวันเดียวกัน มิใช่อยากตายแล้วจะเป็อะไรอีก"
ถงชี่ได้ยินคนรอบข้างแล้วก็เริ่มหัวเราะออกมา “นักยุทธ์ครึ่งก้าว 8 ดาวรึ ? ไม่เลวๆ...ระดับยุทธ์เลื่อนได้เร็วดีนี่ ได้ยินว่าเ้าพบโอกาสดีในป่าทมิฬ ได้รับผลตอบแทนจากเรือนภารกิจมากมาย... คงใช้ทรัพยากรไปเยอะล่ะสิ ”
เป็ธรรมดาที่ผู้ฝึกตนมักจะแลกเปลี่ยนหินปราณที่ได้มากับทรัพยากรเพื่อใช้ในการเลื่อนขั้น ทว่าอย่างไรก็ตาม การที่เด็กสาวสามารถเลื่อนขั้นได้ถึงหนึ่งขั้นเต็มๆในเวลาไม่ถึงสิบวันก็ยังนับว่าเป็ผลงานอันโดดเด่นอย่างมาก...ความคิดสายหนึ่งพลันแวบเข้ามา
“อยากเปลี่ยนใจหรือไม่ ?...ขอเพียงเ้าเลิกคิดเื่สาวใช้นั่น แล้วยอมรับใช้ข้ากับศิษย์พี่หลี่เป็เวลายี่สิบปี ข้าก็จะยกเลิกการประลองนี้ให้” หากได้ผู้มีพร์ยอดเยี่ยมมารับใช้นั่นย่อมเป็เื่ดี แม้สตรีนางนี้หน้าตาขี้ริ้วอยู่บ้าง แต่เขาก็สามารถมองนางเป็บุรุษผู้หนึ่ง
มู่เชียนฟังคำพูดเ่าั้แล้วรู้สึกรำคาญจึงหันไปเอ่ยกับผู้เฒ่าหาน “ข้าเริ่มเลยได้หรือไม่เ้าคะ ?”
ชายชราได้ยินก็พยักหน้าอนุญาต... แท้จริงนับั้แ่พวกเขาก้าวขึ้นเวทีมาการประลองก็เริ่มขึ้นแล้ว
ถงชี่มองเด็กสาวด้วยความเกลียดชัง สตรีเย่อหยิ่งทั้งยังไร้ความงามยิ่งเห็นยิ่งขัดตา
“เฮอะ.. รนหาที่ตาย !” เสียงตวาดด่าพร้อมกับที่ขวานเล่มใหญ่ปรากฏขึ้นในมือของถงชี่ ด้ามขวานขนาดเกือบเท่าต้นขา ส่วนใบขวานก็มีขนาดเกือบหนึ่งจ้าง ลักษณะของมันสามารถใช้ตัดศีรษะช้างได้อย่างสบายๆ
....และตอนนี้เป้าหมายของมันก็คือมู่เชียน !
“ฟึ่บ !” ขวานขนาดั์ทว่าถงชี่กลับสามารถเหวี่ยงมันได้รวดเร็วยิ่ง เงาของมันตัดผ่านร่างของเด็กสาวทันที...
มู่เชียนโคจรเคล็ดวิชาพันดาวตก หลบไปด้านหลัง ทว่าลมที่เกิดจากการตัดผ่านของอาวุธอานุภาพรุนแรงมาก รอยขาดขนาดหนึ่งชุ่นปรากฎขึ้นที่อกเสื้อของนาง เมื่อครู่หากช้าไปแม้แต่เสี้ยววินาทีร่างของนางคงขาดเป็สองซีกไปแล้ว
คนมองลุ้นจนเหงื่อชุ่มทว่าเด็กสาวบนลานประลองกลับมีสีหน้าเฉยชา ราวกับกระบวนท่าเมื่อครู่ไม่นับเป็อะไรได้ ทันใดนั้น..ร่างของมู่เชียนพลันเปลี่ยนเป็เงาเลือนลางเคลื่อนไปทั่วทั้งเวที ความเร็วของนางทิ้งภาพตกค้างจำนวนมากไว้จนแทบไม่อาจแยกระหว่างเงาและตัวจริงได้...
ถงชี่พยายามเล็งเป้าการโจมตีอย่างต่อเนื่องอีกหลายครั้ง ทว่าก็ยังไม่อาจไล่ตามการเคลื่อนที่ของมู่เชียนได้ ขวานใหญ่ััได้เพียงเงาของนางเท่านั้น เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดูถูกจากศิษย์ด้านล่าง เปลี่ยนเป็เสียงชื่นชนนับถือแทน
“เด็กนั่นร้ายกาจนัก วิชาตัวเบาสุดยอดมาก นางอายุเท่าไหร่กัน กลับมีความสามารถท้าประลองห้าอันดับแรกได้ !!”
“ดูสิ ถงชี่โจมตีนางไม่ได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ไม่คาดว่าจะมีวิชาตัวเบาที่ร้ายกาจเช่นนี้อยู่ในโลก!!”
ถงชี่แม้จะมีปราณยุทธ์เหนือกว่าแต่กลับมีจุดอ่อนเื่การเคลื่อนไหว ยิ่งคู่ต่อสู้คือมู่เชียนที่ใช้เคล็ดวิชาระดับดิน เขายิ่งไม่อาจเทียบนางได้ ศัตรูอยู่แค่เอื้อมกลับไม่อาจโจมตี ถงชี่ทั้งเดือดดาลและรำคาญใจ
ขณะใกล้หมดความอดทน จู่ๆร่างวูบไหวตรงหน้าก็เปลี่ยนเป็พุ่งเข้ามาหา ชายร่างใหญ่ยินดีอย่างมาก ขวานในมือพลิกกลับเป็กระบวนท่ากรีดขวางคิดจะผ่าร่างที่พุ่งเข้ามาอย่างเร็วนั้นให้ขาดเป็สองซีก !
ใบหน้าอ่อนใสไม่มีร่องรอยแตกตื่น เห็นขวานใหญ่พลิกขวางรอรับพริบตาเดียวมู่เชียนก็ะโขึ้นเหยียบใบขวานไว้ ก่อนจะส่งยิ้มร่าเริงให้ศัตรู ...เมื่อครู่นางตั้งใจเคลื่อนตัวไปรอบๆเวที ทั้งหมดก็เพื่อยื้อเวลาสังเกตุกระบวนท่าของคนผู้นี้ ในที่สุดก็สามารถเข้าประชิดตัวเขาได้
“เพลิงประทับปฐี ...!!” เปลวเพลิงร้อนระอุพลันพุ่งออกมา.... ความเร็วคือจุดอ่อนของถงชี่ หากนางโจมตีด้วยคัมภีร์เพลิงประทับในระยะใกล้เช่นนี้ เขาย่อมไม่มีทางหลบพ้น !
ถงชี่อยู่ห่างไม่ถึงหนึ่ง่แขน เขาคาดไม่ถึงว่านักยุทธ์ระดับไม่ถึงแปดดาวอย่างนางจะสามารถปล่อยกระบวนท่าโจมตีร้ายแรงเพียงนี้ออกมาได้ ชายร่างใหญ่พยายามถอยหนีไปด้านหลังสุดชีวิต.. แต่ก็ไม่อาจหลบพ้นเปลวเพลิงกลุ่มนี้
“อ้ากกกก !!” เสียงร้องโหยหวนของถงชี่ดังออกมาจากกองเพลิงสีแดงฉาน
“นั่นมันวิชาเพลิงอะไรกัน ร้ายกาจเกินไปแล้ว” เสียงวิพากษ์วิจารณ์เจือความหวาดหวั่น ปราณธาตุไฟแน่นอนว่าคือการโจมตีที่รุนแรงที่สุด ทว่าก็ยากนักที่การโจมตีจากระดับนักยุทธ์จะรุนแรงเพียงนี้
“ ถงชี่เล่า ? เขาตายแล้วหรือ?”
ใครคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความไม่มั่นใจ และเมื่อเปลวเพลิงมอดดับ ร่างของถงชี่ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งด้วยสภาพดีเกินคาด ชายร่างใหญ่ยืนตีหน้าดำทะมึน เส้นผมหงิกงอฟูฟ่องเพราะถูกความร้อน เสื้อผ้าถูกไฟเผาจนแทบไม่เหลือ ผิวเนื้อเต็มไปด้วยรอยพุพองดูน่าเกลียดน่ากลัว
เห็นศัตรูยังยืนได้ มู่เชียนค่อยส่ายหน้าด้วยความเสียดาย... เด็กสาวไม่คิดว่าจะมีผู้ใดในขั้นต่ำกว่ายอดยุทธ์จะสามารถทนการโจมตีของคัมภีร์เพลิงประทับได้ เมื่อครู่จึงมิได้ผสมปราณไฟของเทพอสูรลงไป ...
‘ข้าประเมินพลังป้องกันของถงชี่ต่ำไปจริงๆ’
ดวงตาคู่ใหญ่แดงฉานจ้องมู่เชียนด้วยความแค้น การโจมตีเมื่อครู่แม้จะไม่ถึงตาย ทว่าการถูกศิษย์ใหม่ทำร้ายจนาเ็ก็ทำให้ถงชี่รู้สึกเสียหน้าอย่างยิ่ง
“ข้าจะฆ่าเ้าให้ได้ !” เสียงแหบแห้งตวาดลั่น มือที่ถือขวานพลันเปล่งแสงสีน้ำตาลเรืองออกมามันเปลี่ยนขวานเหล็กในมือของเขาให้กลายเป็ขวานหินหนาหนัก.. ขวานหินผาแม้ไม่แหลมคม แต่ก็ทรงพลังอย่างมาก เพียงตวัดผ่านถากๆก็สามารถบดขยี้ร่างเล็กของมู่เชียนได้สบาย
“ขวานทลายภูผา....!!” พริบตาเดียว..ขวานหินั์ก็ฟาดมา แรงทำลายล้างมหาศาลเคลื่อนผ่านอากาศเกิดกระแสลมพัดวนรอบๆลานประลองแห่งนั้น ผู้ร่วมชมทราบดีว่าเวลาแห่งการตัดสินได้มาถึงแล้ว
เผชิญหน้ากับท่าไม้ตายของศัตรูมู่เชียนกลับไม่ได้หลบไป ดวงตาสีน้ำตาลทอประกายสีแดงวาบ ปราณไฟของเทพอสูรัเพลิงถูกเรียกมาห่อหุ้มมือขวาของนางไว้ ก่อนที่ขวานเล่มนั้นจะปะทะเข้ากับฝ่ามือของเด็กสาวอย่างจัง !
แรงปะทะทำให้ร่างบางถูกดันจนถอยไปด้านหลังหลายก้าว …ทว่า.. กระทั่งร่างของมู่เชียนหยุดนิ่งขวานเล่มนั้นกลับไม่อาจฝ่าปราณเพลิงสีแดงที่ห่อหุ้มมือของนางไปได้
ทันใด...มือเรียวเล็กที่ขวางการโจมตีไว้ได้เปลี่ยนเป็บีบลงไปที่ใบขวานหินนั้นตรงๆ
ถงชี่เบิกตาจ้องมองมือขาวสะอาดเคลือบประกายสีแดงก่ำที่ต้านคมขวานเอาไว้ ..บริเวณของขวานหินที่ััถูกมือของนางเปลี่ยนเป็สีแดงคล้ายหินที่ถูกเผาจนร้อนจัด จากนั้นมันก็เริ่มหลอมละลาย !!!
“เ้ารับขวานของข้าได้ด้วยมือเปล่า นี่มันวิชาอะไรกัน !!!”
ยังมีการประลองอีกหนึ่งเวทีที่รออยู่ มู่เชียนไม่อาจสิ้นเปลืองลมปราณไปกับการโจมตีที่ไร้สาระได้ คราวนี้นางจำต้องใช้วิชาที่ตั้งใจเก็บไว้สำหรับหลี่เช่อออกมา
“เพลิงประทับโลกันตร์ !!” นี่คือการโจมตีขั้นที่สองของคัมภีร์เพลิงประทับ ความรุนแรงของมันเหนือกว่าเพลิงประทับปฐีนับสิบเท่า !
“ฟู่ววววว...!!” แสงสีแดงเจิดจ้ากลุ่มั์ สูงกว่าตัวคนสามเท่าะเิออกจากฝ่ามือของนาง ถงชี่เห็นท่าไม่ดี รีบสละขวานในมือแล้วะโขึ้นฟ้า... เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ก็ยังช้าเกินไป
ราวกับภาพช้า ทุกสายตามองเห็นแสงสีแดงนั่นวูบผ่าน...ขวานหินขนาดใหญ่เท่าตัวคนสลายหายไปในพริบตา ตามมาด้วยร่างของถงชี่ ครึ่งล่างของเขาที่หลบไม่พ้นรัศมีการโจมตีนั้นทันทีที่ััเปลวเพลิงสีแดงเจิดจ้าก็ละลายไปเหมือนไม่เคยมีอยู่
“อ้ากกกก.....!!.” ถงชี่ร้องลั่น แล้วสลบไปด้วยไม่อาจทนรับความเ็ปรุนแรงนั้นได้ ร่างของเขาที่เหลืออยู่เพียงส่วนเอวขึ้นไปนั้นสมบูรณ์ยิ่งนัก แม้แต่เืสักหยดก็ไม่ไหลออกมา ... เขาได้กลายเป็คนพิการที่น่าอนาถไปเสียแล้ว !
มู่เชียนทรุดวูบ..... เพลิงประทับโลกันตร์เมื่อครู่เผาผลาญปราณธาตุไฟของนางไปเกือบหมดร่าง ครั้งนี้นางผสานปราณไฟของเสี่ยวจิ้งลงไปด้วยกว่าครึ่ง ผลลัพธ์จึงยิ่งร้ายแรงกว่าปกติหลายเท่าตัว
กระบวนท่าโจมตีเมื่อครู่ต่อให้ศัตรูเป็ระดับยอดยุทธ์ ผลก็คงไม่ต่างกัน !!
“มู่เชียนชนะ !!...... เลื่อนขึ้นเป็ศิษย์สายนอกอันดับห้า” ท่านผู้เฒ่าหานประกาศเสียงดัง สีหน้าเรียบเฉยทว่าดวงตาฝ้าฟางกลับแฝงความตื่นตะลึงอยู่บ้าง วิชาเพลิงเมื่อครู่ของเด็กคนนี้ร้ายกาจอย่างมาก และด้วยประสบการณ์ชายชราย่อมรู้ดีว่านั่นเป็เคล็ดวิชาที่เหนือกว่าระดับอสูรอย่างแน่นอน
มู่เชียน มองชายพิการที่นอนกางแขนอยู่ที่กลางเวทีแล้วลุกขึ้นช้าๆ สีหน้าเ็าเรียบเฉยอย่างมาก ราวกับว่าภาพคนที่ถูกเผาไปครึ่งร่างนั้นไม่ได้ส่งผลใดกับนางเลย
“ชีวิตเขาเป็ของเ้าแล้ว จะจัดการเช่นไร ก็แล้วแต่เ้า” ท่านผู้เฒ่าหานเอ่ย การประลองเป็ตายเช่นนี้ โดยมากผู้แพ้มักไม่มีชีวิตกลับไป
มู่เชียนมองถงชี่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจยกเท้าซ้ายเตะร่างครึ่งเดียวที่เหลืออยู่นั้นตกเวทีไป “ข้า้าให้มันอยู่อย่างพิการ ทุกข์ทรมานชั่วชีวิต!!”ยามนี้เสี่ยวจือจือของนางยังไม่รู้เป็ตายร้ายดี หากฆ่ามันง่ายๆ มันก็สบายเกินไป
ผู้เฒ่าหานพยักหน้ารับรู้หนึ่งครั้ง ก่อนเอ่ยประกาศการประลองลำดับถัดไป
“ประลองระหว่างหลี่เช่อ ลำดับสอง และมู่เชียน ลำดับห้า !!”