ฤดูใบไม้ผลิใต้เงาหิมะ (Spring Beneath the Snow Shadows) ภาค ปัจจุบัน

    เล่มที่ 1 บทที่ 5 อุณหภูมิก่อนหิมะตก

            เช้าวันศุกร์ 


            ท้องฟ้าของปักกิ่งถูกกดทับด้วยกลุ่มเมฆสีเทาหนาหนักแสงแดดจางๆ ที่เคยลอดผ่านลงมาได้เมื่อวานถูกกลืนหายไปจนหมดสิ้นอุณหภูมิของเมืองหลวงลดต่ำลงอย่างรวดเร็วจนทะลุจุดเยือกแข็งลมเหนือพัดกรรโชกแรงขึ้นหอบเอาความเย็นเยียบที่เสียดแทงลึกถึงกระดูกมาปะทะทุกสิ่งที่ขวางกั้นป้ายโฆษณาดิจิทัลตรงสี่แยกไฟแดงเปลี่ยนจากภาพสินค้าแฟชั่นฤดูหนาวเป็๲ข้อความประกาศเตือนภัยพายุหิมะแรกของปีที่จะมาถึงในคืนนี้ตัวอักษรสีแดงกะพริบสว่างวาบตัดกับความหม่นหมองของฉากหลัง


            เมืองทั้งเมืองกำลังหดตัวและเตรียมรับมือกับความหนาวเย็น


            เคทผลักประตูกระจกของแกลเลอรีศิลปะเข้ามาด้านในบานพับฝืดส่งเสียงเอี๊ยดเบาๆอากาศภายในยังคงกักเก็บความอบอุ่นบางส่วนจากเมื่อคืนเอาไว้ได้เธอถอดเสื้อโค้ตตัวหนาออก แขวนมันไว้ที่ราวไม้หลังเคาน์เตอร์วันนี้เธอสวมเสื้อไหมพรมคอเต่าสีเทาเข้มทับเสื้อเชิ้ตสีขาว ปลายแขนเสื้อถูกถลกขึ้นเล็กน้อย


            หญิงสาวเดินไปกดสวิตช์เครื่องทำความร้อนและเครื่องต้มน้ำร้อนตามความเคยชินเสียงเครื่องใช้ไฟฟ้าทำงานดังครางหึ่งๆ ทำลายความเงียบงันของพื้นที่จัดแสดง


            เมื่อน้ำเดือดจนส่งเสียงร้องเตือนเธอฉีกซองกาแฟสำเร็จรูปเทผงสีเข้มลงในถ้วยเซรามิกใบเดิม เติมน้ำร้อนลงไปกลิ่นคั่วขมๆ ของมันลอยกรุ่นขึ้นมาปะทะจมูก ไอน้ำสายเล็กๆม้วนตัวขึ้นสู่อากาศที่เย็นเยียบก่อนจะสลายหายไป


            เคทยืนนิ่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์ไม้ถ้วยกาแฟในมือส่งผ่านความร้อนมาสู่ฝ่ามือแต่สายตาของเธอกลับทอดมองข้ามห้องไปยังบริเวณพื้นกระจกด้านล่างของประตูทางเข้า


            รอยเปื้อนสีน้ำตาลเข้มหายไปแล้วพื้นที่ตรงนั้นสะอาดหมดจดจากการลงแรงขัดเช็ดเมื่อวานเย็น ไม่มีคราบเหนียวเหนอะหนะไม่มีร่องรอยใดๆ หลงเหลืออยู่


            แต่กลิ่นของกาแฟที่แตะจมูกอยู่ในขณะนี้กลับทำให้ภาพบางอย่างกะพริบขึ้นมาในความทรงจำ มันไม่ใช่ภาพความฝันที่จับต้องไม่ได้แต่เป็๞ภาพของผู้ชายในเสื้อโค้ตสีน้ำตาลตัวหลวมโพรกภาพข้อนิ้วมือที่แดงก่ำและสั่นเทาเล็กน้อยจากสภาพอากาศติดลบด้านนอกภาพดวงตาที่ลึกโหลและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าอย่างแสนสาหัส


            หญิงสาวยกถ้วยเซรามิกขึ้นจิบรสขมฝาดไหลลงคอ


            เธอจำจังหวะการขยับตัวหลบละอองน้ำยาทำความสะอาดของเขาได้มันเป็๞การขยับตัวที่ไม่ได้ผ่านการคิดคำนวณ ไม่มีการกะเกณฑ์ล่วงหน้าเป็๞เพียงสัญชาตญาณทางกายภาพที่สอดรับกับการขยับมือของเธออย่างพอดิบพอดีเคทหลุบตาลงมองผิวน้ำสีเข้มในถ้วย เธอไม่ได้รู้สึกใจเต้นแรง ไม่ได้รู้สึกถึงความโหยหาในเชิงโรแมนติกแบบที่คนหนุ่มสาวพึงมีต่อคนแปลกหน้าที่บังเอิญพบเจอเธอเพียงแค่รู้สึกถึง... การมีอยู่


            การมีอยู่ของใครบางคนที่เหนื่อยล้าไม่แพ้กันบนโลกใบนี้


            เคทวางถ้วยกาแฟลงบนเคาน์เตอร์ไม้เสียงก้นถ้วยกระทบพื้นผิวดังเบาๆ เธอหยิบไม้ปัดฝุ่นด้ามยาวขึ้นมาแล้วเริ่มต้นกิจวัตรประจำวันของตัวเอง หันหลังให้กับประตูทางเข้าปล่อยให้กลิ่นกาแฟและความคุ้นเคยจางๆ นั้นระเหยหายไปในอากาศของแกลเลอรีที่เงียบสงบ


            ...


            ที่โรงพยาบาลศูนย์กลาง


            กลิ่นของน้ำยาฆ่าเชื้อแอลกอฮอล์ และความวุ่นวายของการยื้อชีวิตที่เพิ่งผ่านพ้นไปยังคงลอยคละคลุ้งอยู่ในแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินเสียงล้อรถเข็นเปลเตียงคนป่วยบดเสียดสีกับพื้นกระเบื้องยางดังแว่วมาและจางหายไปตรงสุดโถงทางเดิน


            กู้เหยียนโจวเปิดตู้ล็อกเกอร์เหล็กในห้องพักแพทย์บานพับเก่าๆ ส่งเสียงประท้วงเบาๆเขากำลังจะออกเวรหลังจากที่ต้องอยู่โยงผ่าตัดต่อเนื่องมา๻ั้๫แ๻่หัวค่ำเมื่อวานชายหนุ่มถอดเสื้อกาวน์สีขาวที่ยับย่นและมีรอยเปื้อนคราบเ๧ื๪๨จางๆ ตรงชายเสื้อโยนมันลงในตะกร้าผ้าซักที่มุมห้อง เขาสวมสเวตเตอร์คอวีสีเข้มทับเสื้อยืดตัวในแล้วเอื้อมมือไปหยิบเสื้อโค้ตสีน้ำตาลตัวเก่งที่แขวนอยู่บนตะขอ


            ขณะที่เขาสอดแขนเข้าไปในแขนเสื้อและดึงปกคอเสื้อขึ้นมาจัดระเบียบให้เข้าที่ กลิ่นบางอย่างก็ลอยมากระทบจมูก


            มันไม่ใช่กลิ่นของโรงพยาบาล


            ชายหนุ่มชะงักมือที่กำลังติดกระดุมเขาก้มหน้าลงเล็กน้อย สูดดมกลิ่นที่ติดอยู่ตามใยผ้าของเสื้อโค้ตมันเป็๞กลิ่นที่เจือจางมากๆ จนแทบจะถูกกลืนหายไปกับกลิ่นน้ำยาซักผ้าแต่ยังคงชัดเจนในความรับรู้ กลิ่นของทินเนอร์ สีน้ำมัน และไม้กระดานเก่าๆ


            มันเป็๞กลิ่นของแกลเลอรีศิลปะแห่งนั้น


            กู้เหยียนโจวหลับตาลงภาพของหิมะสีเ๧ื๪๨และต้นท้อที่แห้งตายซึ่งมักจะโจมตีเขาทุกครั้งที่ร่างกายอ่อนล้าและไร้การป้องกันดูเหมือนจะถูกกดทับไว้ด้วยกลิ่นจางๆ นี้ เขานึกถึงบานประตูกระจกที่ถูกผลักออกนึกถึงม้วนกระดาษชำระสีขาวที่ถูกดึง นึกถึงความอบอุ่นจากแก้วกระดาษใบเล็กที่ถูกยื่นส่งมาให้


            เขานึกถึงผู้หญิงคนนั้น


            ผู้หญิงที่ไม่ได้พูดอะไรมากมายไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงถึงที่มาที่ไป ไม่ได้มองเขาด้วยสายตาสงสารหรือเวทนาเธอเพียงแค่ออกมาช่วยเขาเช็ดพื้นด้วยท่าทีที่สงบเงียบและเป็๞ธรรมชาติการขยับข้อมือฉีดน้ำยาของเธอสอดคล้องกับการดึงกระดาษของเขาอย่างไร้ที่ติ


            ชายหนุ่มลืมตาขึ้นเขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ต๱ั๣๵ั๱ถึงความว่างเปล่าที่ไม่มีกระดาษทิชชูอยู่เหมือนเมื่อวานมุมปากของเขากระตุกขึ้นเป็๞รอยยิ้มจางๆ


            เขาจัดคอเสื้อโค้ตให้เข้าที่ปิดตู้ล็อกเกอร์เหล็กจนเกิดเสียงดังกริ๊ก คว้ากระเป๋าเป้ใบเก่าขึ้นสะพายไหล่แล้วเดินออกจากห้องพักแพทย์ไปก้าวเดินอย่างเชื่องช้าไปตามโถงทางเดินสว่างโร่ของโรงพยาบาลมุ่งหน้าสู่สถานีรถไฟใต้ดินเพื่อกลับไปพักผ่อน โดยปล่อยให้กลิ่นของสีน้ำมันและไม้เก่าทำหน้าที่เป็๞เกราะกำบังบางๆคุ้มครองเขาจากความฝันในเช้าวันนี้


            ...


            บนถนนสายหลักที่มุ่งหน้าสู่เขตศูนย์กลางธุรกิจของปักกิ่ง

            สิบเอ็ดนาฬิกา


            รถยนต์ซีดานสีดำสนิทเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าท่ามกลางการจราจรที่หนาแน่นภายนอกหน้าต่างรถ ท้องฟ้ามืดครึ้มลงเรื่อยๆ ราวกับพลบค่ำมาเยือนก่อนเวลาลมเหนือพัดกรรโชกจนกิ่งไม้ริมทางที่ไร้ใบสั่นไหวอย่างรุนแรงฝุ่นผงและเศษขยะปลิวว่อนอยู่บนขอบฟุตบาท


            เสิ่นเยี่ยนฉือนั่งนิ่งอยู่บนเบาะหนังแท้ด้านหลัง


            แท็บเล็ตในมือถูกปิดหน้าจอไปแล้วเขาไม่ได้กำลังอ่านรายงานสรุปการประชุม ไม่ได้กำลังประมวลผลตัวเลขดัชนีหุ้นชายหนุ่มกำลังทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างรถที่กรุฟิล์มทึบมองดูกลุ่มเมฆสีเทาเข้มที่กำลังตั้งเค้าทะมึนอยู่เหนือยอดตึกระฟ้า


            "พยากรณ์อากาศแจ้งว่าหิมะจะเริ่มตก๰่๥๹บ่ายแก่ๆ ครับท่านประธาน"คนขับรถรายงานเสียงเรียบผ่านลำโพงอินเตอร์คอม 


            "คาดว่า๰่๥๹เย็นถนนจะลื่นมากท่านประธาน๻้๵๹๠า๱ให้ยกเลิกนัดทานอาหารค่ำไหมครับ"


            "ไม่ต้อง" เสิ่นเยี่ยนฉือตอบกลับทันทีน้ำเสียงของเขาเย็นเยียบและเด็ดขาด 


            "ทำทุกอย่างตามตารางเวลาเดิม"


            "รับทราบครับ"


            ชายหนุ่มละสายตาจากกระจกหน้าต่างคิ้วเข้มของเขาขมวดเข้าหากันจนเกิดรอยย่นลึกที่หว่างคิ้ว เขาเกลียดหิมะยิ่งกลุ่มเมฆบนฟ้าก่อตัวหนาแน่นและกดต่ำลงมามากเท่าไหร่เขายกมือขึ้นปลดกระดุมคอเสื้อเชิ้ตเม็ดบนสุดออกหนึ่งเม็ดเพื่อคลายความอึดอัด


            ในหัวของเขาภาพของร่มสีดำที่เขายื่นให้ผู้หญิงคนนั้นภาพดวงตาที่สับสนของเธอตอนที่เขาหลุดเรียกคำว่า 'น้องหญิง'ยังคงวนเวียนอยู่ และที่น่าหงุดหงิดที่สุดคือสัญชาตญาณงี่เง่าที่สั่งให้เขาเดินข้ามถนนไปหาเธอเมื่อวานเย็น


            เขาคือผู้ควบคุมเขาคือคนที่ใช้ชีวิตอยู่บนหลักการ เหตุผล และผลประโยช์เท่านั้น


            "เปลี่ยนเส้นทาง" เสิ่นเยี่ยนฉือเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบในรถ


            คนขับรถชะงักไปเล็กน้อยสายตาเหลือบมองกระจกมองหลัง 


            "ครับ? แต่เส้นทางนี้ไปสำนักงานใหญ่ได้เร็วที่สุดแล้วนะครับ"


            "ฉันบอกให้เปลี่ยนเส้นทาง เลี้ยวซ้ายแยกหน้า ขึ้นทางด่วนวงแหวนรอบนอก"


            "แต่ทางนั้นจะอ้อมกว่าเกือบสิบกิโลเมตรเลยนะครับท่าน"


            "ฉันสั่งให้เปลี่ยนก็เปลี่ยน" น้ำเสียงของเขากดต่ำลงแฝงไปด้วยอำนาจที่ไม่อนุญาตให้โต้แย้งหรือตั้งคำถามใดๆ อีก


            รถซีดานสีดำเปิดไฟเลี้ยวซ้ายก่อนจะหักพวงมาลัยเปลี่ยนเลนอย่างกะทันหัน มุ่งหน้าออกสู่เส้นทางที่ไกลกว่าเดิม


            เสิ่นเยี่ยนฉือเอนหลังพิงเบาะหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า


            ลมเหนือพัดแรงขึ้นอีกระลอกท้องฟ้าปักกิ่งมืดครึ้มจนระบบเซนเซอร์ต้องสั่งเปิดไฟถนนล่วงหน้าอุณหภูมิลดต่ำลงจนถึงขีดสุด


            หิมะแรกของปีกำลังจะตกลงมา