……………
แม่ของเรไรไม่ยอมเชื่อในสิ่งที่ลูกสาวของเธอบอกเลยสักนิดคงคิดว่าลูกของหล่อนกำลังเสียเปรียบพวกของทางฝั่งเมียหลวงอยู่ แล้วยังคงถือว่าลูกสาวของเธอนั้นยังสาวยังสวยและน่าจะเรียกร้องอะไรได้บ้าง
เรไรตัดสินใจไปหาอานนท์เพื่อบอกความ้าของเธอให้กับอานนท์ฟัง ในตอนนั้นแม่ของเรไรก็ไปเป็เพื่อนด้วยกันกับเธอด้วย อานนท์ได้รับเงินเดือนของเขาคืนจากสุภัทรามาแล้ว เขาจึงได้ยื่นเงินบางจำนวนแบ่งให้กับเรไรไปก่อน
“เอาไปแค่นี้ก่อนนะ ไปซื้อมุ้งกับพัดลมมาก่อน แล้วพรุ่งนี้พี่จะพาไปซื้อของใช้จำเป็เพิ่มเติม” เขายื่นธนบัตรใบละห้าร้อยมาให้เรไรสองฉบับ
สำอางผู้เป็มารดาของเรไรคว้าเงินที่อยู่ในมือของลูกสาวไปอย่างรวดเร็ว หล่อนนับจำนวนเงินแล้วบ่นใส่อานนท์อย่างหัวเสีย
“อะไรกัน? ให้มาได้แค่นี้!? แล้วไม่เผื่อให้ซื้อข้าวกินเลยรึไง? เห็นลูกสาวฉันเป็อะไร?”
อานนท์ทำหน้างง ๆ แต่พอเรไรบอกว่าผู้หญิงคนนี้คือแม่ของหล่อน อานนท์ก็ยกมือขึ้นไหว้ในทันที
“เอ่อ…สวัสดีครับ”
“เออ!!” สำอางพูดโดยไม่มองหน้าอานนท์เลยด้วยซ้ำ
“พอดีว่าพรุ่งนี้ผมหยุดน่ะครับ ผมตั้งใจจะไปหาเรไรอยู่แล้ว จะได้ดูว่าเธอขาดเหลืออะไร? ผมจะได้พาไปซื้อของใช้กันน่ะครับ แต่เห็นว่า…ตอนนี้ไม่มีมุ้งกับพัดลม ก็เลยกลัวว่าจะร้อนกันแล้วเวลาตอนนอนยุงอาจจะกัด ก็เลยให้เงินไปแค่พอซื้อของใช้ที่จำเป็ก่อน แค่มุ้งกับพัดลมจำนวนเงินเท่านี้ก็น่าจะพอนะครับ ใช้ของที่มันพอใช้ได้ไปก่อนก็ได้นี่ครับ จะได้ประหยัดเงินไปด้วย ผมไม่ค่อยมีเงินเท่าไหร่นัก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ให้กินอะไรหรือให้อดนะครับ”
“ก็…แหม…ฉันก็กลัวว่าเธอจะทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ลูกของฉันน่ะสิ!! แล้วนี่เธอน่ะอยู่บ้านใหญ่โตขนาดนี้ไม่มีเงินได้ยังไงกัน?”
“นี่ไม่ใช่บ้านของผมหรอกครับ เป็บ้านของเ้านายและผมก็ทำงานเป็ยามเฝ้าบ้านให้เขาน่ะครับ”
“แหม…ที่จริงนะ!! ทำไมไม่เอาเรไรมาอยู่ที่นี่เลยล่ะ? ลูกของฉันจะได้อยู่อย่างสบายมากขึ้นกว่านี้หน่อย”
“แม่!! พี่นนท์เขาก็บอกไปแล้วนี่ว่าที่นี่เป็บ้านของเ้านายของเขา จะเอาคนอื่นมาอยู่ด้วยได้ที่ไหนกันล่ะ? เดี๋ยวพี่เขาก็โดนไล่ออกกันพอดี แม่นี่…พูดอะไรไม่รู้เื่เลย…”
“เอ้…ก็เห็นแกบอกว่าเคยมานอนที่บ้านหลังนี้ยังไงล่ะ?”
“นั่นมัน!? แม่พอเถอะ!!”
“เอ่อ…ขอโทษครับ พอดีว่าสุภัทราภรรยาผมได้ตกลงกับพวกเราไปเป็ที่เรียบร้อยแล้วครับ เพื่อแก้ปัญหาเื่ของที่พักให้กับเรไร แล้วก็จะเป็การยุติธรรมให้กับทั้งสองฝ่าย เพราะอันที่จริงั้แ่เื่ของเราเมื่อคราวนั้นผมก็ไม่ได้ติดต่อกับเรไรไปอีกเลยมาเป็ระยะเวลาสามเดือนมาแล้ว จนกระทั่งเรไรมาบอกว่าเธอได้ท้องกับผม ซึ่งผมก็พร้อมที่จะยอมรับผิดชอบตามกำลังที่ผมมี”
“โธ่เอ๊ย!! แล้วบ้านของเธอล่ะอยู่ที่ไหน? เื่นี้ครอบครัว!? พ่อแม่ของเธอรู้เื่แล้วหรือยัง?”
“เอ่อ…แม่ของผมรู้เื่แล้วครับ แต่คงยังจะไม่พร้อมในตอนนี้สักเท่าไหร่”
“ไม่พร้อมอะไร? ต้องรอถึงเมื่อไหร่กัน? ท้องของเรไรมันโตขึ้นทุกวันนะ จะไม่คิดทำอะไรเลยงั้นรึ?”
“แม่…พี่อานนท์ก็บอกไปแล้วไงว่าเขาจะดูแลเื่ของหนูน่ะแม่พอทีเถอะ”
“ไม่ได้สิ…ว่าไง? บ้านพ่อแม่ของเธอน่ะอยู่ที่ไหนล่ะ? ถ้าไม่กล้าไปหาฉันจะไปเอง…หน็อยแน่!! ให้แกมาอยู่ที่บ้านเช่าเล็กเท่ารูหนูส่วนตัวเองกลับมาอยู่บ้านหลังใหญ่โต ทั้งที่บ้านของพ่อแม่ตัวเองก็มี ทำไมไม่ให้ลูกชั้นไปอยู่ที่บ้านของเธอกันล่ะ?”
“แม่…ฉันไม่ได้ขอให้แม่มาทำแบบนี้นะ ถ้าแม่ไม่พอใจ แม่กลับบ้านไปเลย ฉันอยู่ของฉันเองได้”
“อ๊ะ…อีนี่!? นึกว่าฉันอยากมาอยู่กับแกเรอะ!! ฉันเป็ห่วงแกหรอกนะเดี๋ยวจะโดนพวกคนเห็นแก่ตัวพวกนี้มันเอาเปรียบเอา”
“ไม่มีใครเอาเปรียบเรไรหรอกครับ แล้วที่บ้านหลังนั้นมันคือบ้านแม่ของผมเอง ผมก็ไม่ได้เป็เ้าของอีกด้วย และอีกอย่างภรรยากับลูกของผมก็อยู่ที่นั่นแล้วบ้านหลังนั้นมันก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรแบบที่คุณป้าคิดด้วยครับ”
“นี่!! เธอ…ฉันเป็แม่ยายของเธอนะ เรียกคุณแม่ยายสิ ไม่ใช่คุณป้า”
“เอ่อ…ครับ…คุณ…แม่ยาย…” อานนท์มองเรไรแบบที่เขารู้สึกว่าไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก เรไรทำหน้าเสียอาการไปได้อย่างชัดเจน และพลอยคิดไปว่าทำไมแม่ของหล่อนถึงได้วุ่นวายอะไรกันขนาดนี้ แล้วนี่หล่อนจะได้อยู่อย่างสงบสุขกันไหมล่ะนั่น
“หรือว่าเธอจะให้ฉันไปหาเมียหลวงของเธอดีล่ะ? ฉันรู้จักนะ หล่อนเป็เ้ามือหวยนี่ ฉันถามคนแถว ๆ บ้านของฉันเองก็ได้” สำอางยังไม่ลดละเธอยังจะถามเพื่อเอาคำตอบให้ได้
“เรไรพี่ว่าเธอพาแม่ของเธอกลับบ้านไปเถอะ พี่จะไปทำงานแล้ว พรุ่งนี้พี่จะแวะไปหาตอนเที่ยง ๆ ก็แล้วกันนะ” อานนท์พูดตัดบทและเดินหนีเข้าประตูบ้านหลังใหญ่ไป
“โห!! ไอ้เ้านี่…มันจองหองนัก ผู้ใหญ่พูดด้วยก็ไม่ยอมตอบ ทำเป็ทนฟังไม่ได้”
“แม่…หนูว่าแม่กลับบ้านไปเถอะ เดี๋ยวหนูจัดการเื่ของหนูเอง แม่ไม่ต้องยุ่งกับหนูหรอก ไปอยู่ดูเฝ้าผัวใหม่ของแม่ให้ดีเถอะ!!”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับแฟนของชั้น เขานิสัยดีจะตายไปไม่อวดดีอย่างผัวของแกหรอกนังลูกโง่!?”
“ก็นั่นแหละ…มันดีมากจนหนูไม่อยากอยู่กับแม่เลยยังไงล่ะ? เมื่อไหร่แม่จะเลิกทำตัวแบบนี้ หนูเบื่อ…”
“เออ…ชั้นไปก็ได้ เชิญแกอยู่ให้สบายใจไปเลยนะ” สำอางเดินหนีลูกสาวของเธอ
“เดี๋ยวก่อนแม่…”
“อะไรอีกล่ะ?”
“เอาเงินของหนูคืนมาด้วย หนูจะไปซื้อของ”
“โอ๊ย…อะไรกันอีก!? ไอ้เงินแค่นี้? เอาคืนไปเลยไป” สำอางหงุดหงิดที่ลูกสาวของเธอไม่ได้ดั่งใจอะไรสักอย่าง
………………
รุ่งขึ้นอีกวัน
สำอางเธอรู้ว่าอานนท์คงไม่ได้อยู่ที่บ้านอย่างแน่นอนเพราะว่าหล่อนได้ยินที่อานนท์นัดกับเรไรว่าจะพาไปซื้อของด้วยกัน หล่อนจึงเที่ยวเดินถามคนแถว ๆ บ้านของหล่อนถึงบ้านที่อยู่ของคนขายหวยใต้ดินที่ทำงานโรงงานไปด้วยจนได้ที่อยู่มา แล้วจึงคิดแผนการขึ้นเพื่อที่จะไปหาเื่ขอเงินค่าทำขวัญให้แก่ลูกสาวของตัวเอง แต่ดูท่าทางแล้วคงจะไม่ได้คิดให้เงินกับลูกสาวของแกเองหรอกนะ ยัยป้ามหาภัยคนนี้
……………..
พัชรากับชาติชายได้ชักชวนกันมาเยี่ยมพ่อกับแม่ของเธอในวันหยุดโดยไม่ลืมพาน้องแคทลูกสาวตัวน้อยมาด้วย สร้อยดีใจมากที่ลูกสาวพาหลานมาเยี่ยมเธอ วันนี้จึงคึกคักกันเป็พิเศษ วัลลภจึงขออาสาทำอาหารเลี้ยงลูก ๆ หลาน ๆ ของตัวเองแทนสร้อยผู้เป็ภรรยา วัลลภเป็คนที่ทำกับข้าวได้อร่อยมากแต่เขาไม่ค่อยจะได้ทำสักเท่าไหร่นัก เพราะด้วยหน้าที่การงานจึงทำให้วัลลภไม่ค่อยมีเวลาทำอาหารกินเองเสียมากกว่า เขาจึงปล่อยให้เป็หน้าที่ของภรรยาไป เมนูที่วัลลภเลือกทำในวันนี้ได้แก่ ต้มยำไก่ ไข่เจียวหมูสับ และผัดพริกแกงใส่หน่อไม้ เขาดูมีความสุขมากที่ได้แสดงฝีมือของตนเองในการทำอาหารให้แก่ลูกหลานกินในวันนี้
่เวลาแห่งความสุขของคนในครอบครัวในขณะที่ทุกคนกำลังรับประทานอาหารกันอยู่นั้น
“เอ่อ…นี่ใช่บ้านของอานนท์หรือเปล่าคะ?” เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งวัยกลางคนกำลังยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ที่หน้าประตูบ้านของสร้อย
สร้อยมองออกมาด้วยความสงสัย หล่อนก็เลยลุกจากวงรับประทานอาหารที่กำลังนั่งสังสรรค์กับลูกหลานอยู่
“อานนท์…ทำไมหรือคะ?” สร้อยถามออกมาด้วยถ้อยทีที่สุภาพ
“ที่นี่ใช่บ้านของอานนท์หรือเปล่าจ๊ะ?”
“ใช่ค่ะ…อานนท์เป็ลูกของฉันเอง มีอะไรรึเปล่าคะ?” สร้อยยังงุนงงกับผู้หญิงคนนี้ที่เธอไม่เคยรู้จัก
“อ๋อ…เป็แม่สินะ ดีเลย…ฉันมีธุระเื่ของอานนท์น่ะ อยากขอคุยด้วยหน่อยค่ะ”
“เอ่อ..ถ้าอย่างนั้นเชิญเข้ามานั่งในบ้านก่อนค่ะ” สร้อยต้อนรับแขกที่ไม่รู้จักแต่คิดว่าเขาคงจะมาเื่ธุระจำเป็และอาจจะเป็คนรู้จักของอานนท์
“เอ่อ…ฉันไม่อยากอ้อมค้อมนะคะ พอดีฉันรู้จากอานนท์แล้วว่าคุณแม่…เอ่อ…คุณรู้เื่ของอานนท์กับลูกสาวของฉันแล้วใช่ไหมล่ะ?” เธอเริ่มพูดในสิ่งที่้ากับสร้อยในทันที
“ลูกสาว?” สร้อยทวนคำ
“ใช่ค่ะ…ลูกสาวของฉันที่ชื่อเรไรไงล่ะ?”
“อ๋อ…แล้วยังไงกันคะ?” สร้อยรู้ในทันทีว่าเธอกำลังพูดอยู่กับใคร?
“ค่ะ ก็ตอนนี้เรไรของฉันกำลังลำบากอย่างมากเลยค่ะ งานก็ไปทำไม่ได้อีกแล้ว แถมแม่…ภัทรอะไรนั่น? ใช่ไหมนะ? เมียหลวงของอานนท์น่ะ เขาก็บังคับให้เรไรลูกของฉันต้องไปอยู่คนเดียวอย่างนั้น ไอ้ฉันก็ลำบากหาเช้ากินค่ำ บ้านยังต้องไปอาศัยคนอื่นเขาอยู่เลยค่ะ ฉันก็เลยอยากให้ลูกของฉันมาอยู่เสียที่นี่เลยด้วยกันกับคุณแม่ของอานนท์ยังไงล่ะคะ”
สร้อยนั่งฟังในสิ่งที่สำอางได้พูดออกมาแต่เพียงอย่างเดียว และตอนนี้เธอก็กำลังกำมือแน่นเพื่อพยายามอดทนอดกลั้นต่อคำพูดของสำอางเป็อย่างสูง
“และอีกอย่างนะคะ เรไรของฉันน่ะ อายุก็ยังน้อยอยู่เลยยังสาวยังสวยเลยแท้ ๆ แต่ต้องมาหมดอนาคตงานการก็ไม่สามารถทำได้เพราะอานนท์เลยนี่คะ คุณแม่ของอานนท์ควรจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของลูกชายตัวเองไม่ใช่หรือไง? เรไรน่ะเป็ลูกสาวเพียงคนเดียวของฉันเลยนะคะอย่างน้อย ๆ ก็ควรมีค่าเลี้ยงดูให้กับฉันบ้างสิ…จริงไหมคุณแม่?” สำอางพูดแบบลอยหน้าลอยตาอย่างไม่มีความเกรงใจเลยสักนิด
เส้นความอดทนอดกลั้นของสร้อยขาดผึง!! หล่อนจึงพูดออกมาแบบไม่เกรงใจกับผู้หญิงแปลกหน้าคนนี้อีกต่อไปแล้ว
“อ๋อ!! ฉันรู้ได้เลยว่าลูกมัน…ได้เหมือนใคร? จะให้ฉันไปรับผิดชอบเื่อะไรของลูกแก!? ในเมื่อพวกมันแอบไปเอากันเองโดยที่ฉันก็ไม่รู้มาก่อน แถมไอ้อานนท์ลูกเลวของฉันมันก็ยังมีลูกมีเมียอยู่แล้วเป็ตัวเป็ตน…สะใภ้ของฉันน่ะ ตบแต่งเข้าบ้านมาอย่างถูกต้องและถูกกฎหมาย!! แล้วพวกแกน่ะเป็ใคร? ลูกแกก็เป็แค่เมียน้อยของลูกชายฉันยังหน้าด้านมาถึงที่นี่ ฉันไม่มีทางให้อะไรกับคนพวกแกแน่นอน ไปเลย!! รีบออกจากบ้านฉันไปเดี๋ยวนี้!!” สร้อยไล่ตะเพิดสำอางให้ออกไปอย่างไม่แยแส
ทุกคนในบ้านต่างตกตะลึงพรึงเพริด กับอากัปกิริยาของสร้อยเป็ที่สุด
“อ่าว ๆ ๆ อย่างนี้ก็สวยสิ!! ฉันจะแจ้งความจับพวกแกเอาเข้าคุกให้หมดทุกคนเลย ฉันจะบอกทุกคนเลยว่าลูกของแกน่ะทำลูกสาวของฉันท้องแล้วไม่รับผิดชอบ!? ไม่ยอมจ่ายค่าทำขวัญทั้ง ๆ ที่ลูกสาวของฉันยังเป็เด็กอยู่เลยแท้ ๆ ฮือ ๆ ๆ แล้วนังเมียหลวงคนนั้นยังมากดขี่ข่มเหงลูกสาวของฉันอีกด้วย ฮือ ๆ ๆ แง…”
สำอางแกล้งส่งเสียงร้องไห้ดัง ๆ เพื่อที่จะทำให้สร้อยและครอบครัวต้องอับอายจากเพื่อนบ้านแถวนั้นจนทำให้สุภัทราที่อยู่ในห้องได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจึงออกมาดู ก็เลยทราบสาเหตุของเื่ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้
“คุณ…คนนี้คือ? คุณแม่ของเรไรหรือเปล่าคะ?” สุภัทราทำทีเป็ถามเพื่อความแน่ใจ
สำอางเงยหน้าขึ้นจากการแกล้งร้องไห้ของหล่อน เพื่อมองดูว่าผู้ที่กำลังพูดอยู่กับเธอนั้นเป็ใคร
“ใช่สิ!! ฉันเองแหละค่ะ ที่เป็แม่ของเรไรผู้น่าสงสารของแม่…ฮือ ๆ ๆ” พูดเสร็จหล่อนก็ลงมือแหกปากร้องไห้ขึ้นใหม่อีกครั้ง
“ไม่ต้องแกล้งทำเป็ร้องไห้หรอกค่ะ เพราะมันหนวกหูมากเลย” สุภัทราพูดพลางถอนหายใจแบบรู้สึกว่าน่ารำคาญเป็อย่างมาก
“แกล้งอะไรกัน!? เธอเป็พวกเดียวกันกับคนพวกนี้ใช่ไหม?”
“ฉันคือเมียหลวงของอานนท์ค่ะ คนที่คุณะโว่าอยู่ปาว ๆ เมื่อครู่ยังไงล่ะคะ” สุภัทราบอกเหตุผลให้สำอางได้รับรู้
“และอีกอย่างนะคะคุณแม่ของเรไร เื่ที่คุณจะไปแจ้งความน่ะระวังจะโดนจับข้อหาแจ้งความเท็จนะคะ เพราะว่าอานนท์นั้นไม่ได้ปัดความรับผิดชอบต่อลูกของคุณเลยสักนิด และฉันก็ไม่เคยข่มเหงหรือว่าไปกดขี่อะไรลูกสาวของคุณอีกด้วย แถมยังช่วยหล่อนโดยการพาไปเช่าบ้านหาที่พักให้แก่เรไรอีกต่างหาก พวกเราทั้งสามคนก็ยังได้ตกลงทำสัญญาร่วมกันโดยมีลายลักษณ์อักษรด้วยนะคะ จะลองดูไหม?” สุภัทราว่าพลางแล้วเธอก็ยื่นกระดาษที่ถูกถ่ายสำเนาโดยมีชื่อสุภัทรา อานนท์ และเรไรทั้งสามคนเซ็นอยู่ในนั้นรวมถึงรายชื่อของพยานผู้เป็คนกลางเพื่อยืนยันว่าข้อตกลงนี้เป็กลางอีกด้วย ซึ่งพยานยืนยันก็คือคนขายก๋วยเตี๋ยวกับลูกจ้างที่อยู่ในตอนนั้นนั่นเอง
หน้าของสำอางดูเปลี่ยนไปหลังจากที่ได้ดูกระดาษใบนั้น
“แล้วอีกอย่างนะคะ คุณเข้าใจอะไรผิดไปรึเปล่า? กฎหมายของประเทศไทยเรานั้นไม่เคยได้ให้คุ้มครองเมียน้อยเลยนี่คะ เพราะถ้าในทางกลับกันฉันเกิดไปแจ้งความเอาผิดกับลูกของคุณ พวกคุณจะต้องเสียเงินนะคะ คุณอยากจะจ่ายคืนให้ดิฉันสักเท่าไหร่ดีล่ะ? หือ? ฉันให้โอกาสคุณไปฟ้องร้องได้เต็มที่เลยค่ะ พอดีว่า…ฉันก็อยากจะรู้อยู่เหมือนกันว่าคุณ? หรือฉัน? ใครกันแน่ที่ต้องอับอายกันมากที่สุด? จะเอายังไงดีคะ?” สุภัทราเดินเข้าไปใกล้สำอางอย่างไม่หวั่นเกรง ดวงตาของเธอแน่วแน่อย่างคนเข้มแข็ง หรือว่า…สุภัทราคนเดิมจะกลับมาแล้ว
“อะไรกัน? ทำไม? ไม่เห็นมีใครบอกฉันเื่นี้เลย” สำอางรู้สึกผิดหวังขึ้นมาแต่เธอก็ยังคงรั้นแบบโง่ ๆ ต่อไปอีก
“ฉันไม่เชื่อที่แกพูดหรอก…เพราะแกจะมาหลอกชั้น คิดว่าฉันโง่แล้วจะเชื่อในสิ่งที่แกพูดอย่างงั้นเหรอ? ไม่มีทาง… อย่างน้อยฉันต้องได้ค่าสินสอดสินไหม ค่าน้ำนมอะไรบ้างสิ!! กว่าฉันจะเลี้ยงลูกมาจนโตหมดไปตั้งเท่าไหร่?”
ชาติชายทนฟังในสิ่งที่สำอางพูดต่อไปไม่ไหวแล้วเพราะเขารู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ดื้อแพ่งจนเกินไป
“คุณน้า…ผมก็ไม่รู้ว่าคุณน้าไปเอาความคิดแบบนั้นมาจากที่ไหนนะครับ แต่มันคือความจริงครับ เกี่ยวกับกฎหมายในเื่ของเมียหลวงและเมียน้อย อันที่จริงตัวผมเองก็ไม่อยากไปยุ่งเื่ของคุณน้าหรอกครับ แต่ผมอยากจะแจ้งเื่ความเข้าใจผิดของคุณน้า เื่ที่ว่าภรรยาที่แต่งงานจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายนั้นมีสิทธิเรียกร้องและสามารถฟ้องร้องเอาผิดสามีของตนที่ประพฤติผิดมีภรรยาน้อยได้ รวมไปถึงการเอาผิดและเรียกร้องค่าเสียหายได้ทั้งตัวสามีผู้ที่กระทำความผิดเองและภรรยาน้อยอีกด้วยนะครับ” ชาติชายถอนหายใจหนึ่งครั้งทั้งยังคงมองมาที่สำอางด้วยความสมเพช
“คุณน้าจะลองเสี่ยงไปแจ้งความกันดีไหมครับ? ผมจะได้เป็ธุระให้ เพราะที่จริงวันนี้ผมหยุดนะครับ ผมทำงานราชการเป็พัศดีอยู่ในเรือนจำและมีคนรู้จักมีเพื่อนที่เป็ตำรวจ กับทนายอยู่สองสามคน ผมจะได้พาคุณน้าไปภายในวันนี้เลย ดีไหมครับ?”
สำอางรู้สึกหวั่นเกรงและประหม่าในคำพูด หล่อนไม่กล้าที่จะเอ่ยอะไรอีกต่อไป คงมองมาที่สุภัทราประหนึ่งว่าจะขอความเห็นใจ
“เอ่อ…แม่หนู…เอ่อ…คุณเมียหลวงคะ คือที่จริงแล้ว ฉันก็ไม่ได้รู้เื่ทางกฎหมายอะไรนั่นหรอก แต่…อย่าเอาผิดตัวฉันเลยนะ ช่วยนึกสงสารเรไรมันด้วย ตอนนี้มันท้องอยู่ ฉันก็แค่อยากจะช่วยมันหาเงินค่าคลอดลูกให้น่ะ แหะ…แหะ…” สำอางแค่นเสียงหัวเราะออกมา
“อะไรกันคะ? นี่คุณเป็แม่ของเรไรจริงรึเปล่าคะนี่? หรือว่าเรไรยังไม่ได้บอกอะไรแก่คุณกันแน่” สุภัทราเริ่มทำเสียงแข็งขึ้น
“ว่า…ฉันจะช่วยจ่ายเงินค่าทำคลอดให้แก่เรไรยังไงล่ะคะ? รวมถึงค่าเช่าบ้านอีกด้วย จนกว่าเรไรจะคลอดลูกออกมา ฉันถึงได้ทำสัญญาเป็ลายลักษณ์อักษรแบบนี้ไง? ลูกของคุณไม่ได้เสียเปรียบอะไรเลยนะ!! จนฉันเริ่มจะคิดใหม่แล้วเนี่ย…ว่าควรจะฟ้องเรียกเงินคืนจากคุณดีไหม?” สุภัทราพูดทำทีเป็ขู่สำอางออกมา
“โอ๊ะ!! อย่าทำแบบนั้นเลยนะ ฉันขอร้อง…ฉันขอโทษ ฉันไม่เอาอะไรแล้ว ฉันกลับก่อนนะ” สำอางเลิ่กลั่กตอบและรีบผลุนผลันลุกเดินหนีออกจากบ้านของสร้อยไป