ฉลามคลั่งรัก 19 : เกมซ่อนหา
#ฉลามคลั่งรัก
คิ้วทั้งสองขมวดกันแน่น ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเอริคถึงทำอย่างนั้นเขาเหวี่ยงกระเป๋าลงทะเลใสไม่สนใจว่าก่อนหน้านี้พยายามหามันขนาดไหนเ้ากระเป๋านั้นแลดูจะใส่ของหนักเอาไว้ เพราะไม่กี่ชั่วอึดใจมันก็เริ่มจมลงสู่ทะเลลึกเอริคยืนอยู่ตรงนั้น มองดูจนแน่ใจว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด จากนั้นก็รีบเดินกลับ เวลานี้เริ่มจะเช้าแล้ว
ผมเลียปากตัวเองรอจนเขาเดินเข้าศูนย์วิจัยพลันก็รีบไต่ลงจากแทงก์น้ำ วิ่งมาตรงจุดเดียวกับที่เขาโยนกระเป๋าทิ้งไประหว่างนั้นก็คิดว่าข้างในมีอะไรทำไมเขาถึงต้องทำลายมัน ดูท่าจะเป็ของสำคัญไม่ก็อะไรสักอย่างที่มีอิทธิพลเกินจะทานไหว
และทางเดียวที่เราจะรู้ว่าในนั้นคืออะไร
คือโดดลงไปเอามันซะ
“เอาล่ะนะ” ผมกลืนน้ำลายลงคอกวาดตามองหาว่ามีครีบยาวของอสูรกายอยู่แถวนี้ไหม พอเห็นว่าปลอดภัยก็ค่อย ๆถอดรองเท้าหย่อนตัวลงน้ำให้เบาที่สุด มันจะดีกว่าถ้าผมลงไปเงียบ ๆไม่ทำตัวให้เป็ที่เตะตา ถ้าผมะโลงไปแรง ๆ นอกจากจะทำให้ดายกับดีแลนว่ายมาหาคนในศูนย์วิจัยก็จะแห่มากันยกใหญ่
ผมไม่ปล่อยให้ตัวเองติดอยู่กับความหนาวเย็นของสายน้ำนานนักรีบหอบอากาศเข้าปากแล้วดำน้ำลงไปหาของที่น่าสนใจ สองขาตีกันอย่างแรงแหวกว่ายหยาดใสสลับกับมองหาว่าแถวนี้มีตัวอะไรจะมาเกเรใส่ผมไหมกระเป๋าสีดำใบนั้นอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่ มันกำลังร่วงลงความลึกที่ถ้าผมช้ากว่านี้ผมคงจะขาดใจตายก่อนรู้ว่ามันคืออะไร
และมันคงไม่ดีใช่ไหมถ้าผมตาย
เพราะผมจะไม่ได้อะไรเลยจากการเดิมพัน
“ฟู่ว” ฟองอากาศลอยตลบใบหน้าตามแรงที่ผมพ่นออกผมใช้แรงมหาศาลในการว่ายมาเอากระเป๋า คิดซะว่ากำลังช่วยชีวิตคนให้รอดจากฉลามเพราะความตื่นตระหนกจะทำให้เรามีแรงมากขึ้นเป็สิบเท่า มันเป็วิธีการเอาตัวรอดของมนุษย์
ทว่าในนาทีที่ผมกำลังจะคว้ากระเป๋าได้แสงสว่างจากบนหัวก็มืดดับ นาทีนั้นผมเลยหันกลับไปมองก่อนจะ...
“กึด !”
‘ดาย !’
หัวผมเกือบขาดตอนที่เ้าฉลามั์ตวัดตัวมาหาผมไม่รู้ตัวเลยว่ามันโผล่มาตอนไหน ยังจำได้ว่าก่อนหน้านี้ทุกอย่างยังเงียบสงบดายทำท่าจะโจมตีผม ความใพาให้ผมปล่อยอากาศที่มีจนเกือบหมดถึงอย่างนั้นผมก็พยายามตั้งสติ ใช้อากาศที่มีรีบดำลงไปเอากระเป๋า
เ้าตัวร้ายตามผมมาขากรรไกรของมันเฉียดขาผมอยู่รอมร่อ คาดว่าคงจะโกรธเื่เมื่อคืนอยู่ถึงได้หงุดหงิดขนาดนี้ดูจากความเร็วที่มันพุ่งมาหาผม นี่มันต่างจากปกติที่มันว่ายเข้าหา
มันคือการจู่โจมแบบบ้าอำนาจ
กะฆ่าให้ตายเหมือนคนอื่น
“อื้อ !”ผมครางในลำคอด้วยความตื่นตระหนกสองขาตีกันอย่างแรงแหวกว่ายผ่านสายน้ำพาตัวเองขึ้นฝั่งผมจับกระเป๋าใบนั้นไว้แน่นมาก อย่างน้อยก่อนตายผมก็ต้องรู้ให้ได้ว่าในนั้นมันคืออะไรและถ้าต้องตายผมต้องเอากระเป๋าใบนี้ขึ้นไปบนฝั่งให้ได้
มันต้องมีใครสักคนที่ช่วยผมได้แหละน่า
“กึด !”
‘ไอ้ฉลามงี่เง่า’
ผมคิดในใจตอนได้ยินเสียงขบกัด ดายไล่ตามผมมาไม่หยุดยั้ง ดีแค่ไหนที่ดีแลนไม่มาร่วมด้วยไม่งั้นผมคงมีแต่ตายกับตายเนื่องจากเมื่อวานก่อเื่ไว้ค่อนข้างมากผมรู้ว่าตัวเองไม่ควรจะลงมาหลังจากทำเื่แบบนั้นให้มันคิดไกลแต่ใครจะคิดว่ามันจะตื่นเร็วและมาอันธพาลใส่
มันเป็ฉลามโง่ที่สมบูรณ์จริงๆ
ผมถีบปากดายเพื่อส่งตัวเองขึ้นผิวน้ำแสงสว่างจากดวงอาทิตย์เป็สิ่งเดียวที่ผมต้องขึ้นไปเจอมันให้ได้แม้ว่าตอนนี้ผมจะตกอยู่ในอันตรายใหญ่หลวงเลยก็ตาม
พลันในตอนที่ผมกำลังจะขึ้นไปรับอากาศดายกลับทำเื่โหดร้ายใส่
งับ !
มันกัดเข้าที่กระเป๋าผมลงทะเลไป กะจะฆ่าผมให้ตายจริง ๆ !
‘บ้าเอ๊ย’
“อื้อ !!!!” ผมส่งเสียงเตือนให้มันรู้ว่าลมหายใจผมจะใกล้หมดนั่นแปลว่าผมไม่มีเวลาต่อล้อต่อเถียงกับมันมากนัก และด้วยความที่ผมเสียกระเป๋าใบนั้นไม่ได้ผมเลยต้องคิดหาทางใหม่ บวกกับลมหายใจที่หมดทำสติผมไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่
ภาพตรงหน้าพร่าเลือนก่อนที่แสงสว่างจะสาดเต็มใบหน้า
ดายพาผมขึ้นมาบนผิวน้ำคล้ายกับปลอบประโลมก่อนขาดใจ
“เฮือก!” นาทีนั้นผมรีบโกยอากาศเข้าปอดนานเหมือนกันก่อนที่มันจะลากผมลงไปในน้ำอีกครั้ง คราวนี้ผมตั้งใจคิดหาทางให้มันปล่อยผมจากความตายผมพยายามยื้อกระเป๋าออกจากปากดายย่นคิ้วใส่สบเข้ากับั์ตาสีดำที่สะท้อนภาพผมเอาไว้
ดายกำลังโกรธเป็ครั้งแรกที่เห็นชัดเจนจนเผลอหวั่นใจ
ถึงอย่างนั้นผมก็อาศัยจังหวะที่มันเผยอปากนิดหน่อยกระชากกระเป๋าออกพร้อมกับถีบปากมันส่งตัวให้ว่ายกลับไปในทางที่มา
สองขาตีกันฉับๆ รวดเร็วไม่ต่างจากหัวใจที่เต้นแรงไม่เป็ส่ำไม่ทันสังเกตเลยว่ามันลากผมมาไกลจากศูนย์วิจัยเหมือนกันเลยต้องใช้เวลาว่ายกลับผมหอบหายใจ ในหัวมึนไปหมด พยายามฝืนกายว่ายหนีมันให้พ้นดายกัดผมไม่ปล่อยแถมยังตีคู่มาคล้ายจะฆ่ากันให้ได้
ผมเบี่ยงตัวหลบให้มันลอยผ่านหัวผมไปคราวนี้ผมสะพายกระเป๋าไว้ด้านหลัง จะได้ว่ายน้ำสองมือได้สะดวกขึ้นสายน้ำกระเซ็นไปตามแรงว่ายของผม แย่หน่อยที่ผมดำลงไปลึก ๆ ไม่ได้ผมรู้สึกเหมือนจะหน้ามืดเลยต้องว่ายแบบที่ต้องคอยโผล่ขึ้นมาหายใจ
เ้าตัวร้ายหายไปผมเลยอาศัยจังหวะนั้นโยนกระเป๋าขึ้นไปบนทางเดินก่อน แล้วค่อยดันตัวขึ้นไป
ทว่าในตอนที่ผมกำลังจะทำได้...
จู่ ๆก็มีอะไรบางอย่างกระชากผมลงทะเล
“อื้อ!!!!!” ร่างผมจมลงในนั้นฟองอากาศลอยตลบอบอวลขณะที่ผมหลับตาปี๋เพราะน้ำกระเด็นเข้าใส่เนื้อตัวโดนโอบรัดด้วยอะไรสักอย่าง มันแ่ายิ่งกว่าคีมเหล็กหากแต่กลับอบอุ่นเหมือนอ้อมกอดราวกับว่าผมตกอยู่ในวงแขนของใครสักคนยังไงยังงั้น
ผมใมากพยายามดันตัวเองออกทุกการกอดรัดมันเจ็บจนเหมือนกระดูกจะหัก พลันผมก็ต้องเบิกตากว้าง เผลอกรีดร้อง เสียดายที่น้ำมันโอบอุ้มเสียงของผมไว้เลยไม่มีใครได้ยินความช่วยเหลือที่ผมส่งผ่านไปได้
ผมถูกกัด
อย่างแรงเลยที่ท้ายทอย
รับรู้ได้ถึงกลิ่นคาวเืที่ลอยมาเปื้อนใบหน้านาทีนั้นผมคิดว่าผมไม่รอดแน่ แต่ก็พยายามดิ้นรนจิกเล็บลงกับเนื้อที่กอดเอวผมไว้ไม่นานนักบางอย่างด้านหลังก็ยอมถอยไป ผมรีบตะเกียกตะกายขึ้นฝั่งหัวใจเต้นแรงไม่เป็ส่ำ รีบถอยกรูไปชิดกับรั้วกั้นอีกฝั่งของทางเดิน กุมท้ายทอยที่มีเืไหลเยิ้มของตัวเองไว้แน่น
มันทั้งร้อนทั้งแสบยิ่งโดนน้ำเค็มของทะเลก็ยิ่งเจ็บจนน้ำตาซึมไปหมดผมไม่รู้ว่าอะไรกัดผม มันรุนแรงไม่ต่างจากฟันฉลาม และด้วยความที่ผมใส่เสื้อขาวหยาดข้นเลยไหลย้อมตัวไปหมด ร่างกายผมสั่นไหวรับรู้ได้ถึงความกลัว
พยายามถามตัวเองว่าผมโดนอะไรกัด
มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าไม่ใช่ดายแน่ ๆ ฟันฉลามไม่สร้างรอยแผลแค่นี้ถ้าเป็มันผมคงตายไปแล้ว แต่จะว่าเป็คน ผมก็ว่าไม่มีใครอยู่ในนั้นยิ่งผีก็คงไม่น่าใช่
แล้วมันคือตัวอะไร
“ตัวอะไรอยู่ในน้ำกัน” ผมถามตัวเองมองมือเปื้อนเืที่สั่นไหวเพราะความกลัวผมเลยไม่กล้าหันหลังไปดูว่าตัวที่ฉุดผมลงไปคืออะไรทำได้แค่ต่อสู้แล้วก็โดนมันทำร้าย กวาดตาไปดูทะเลก็ไม่พบความผิดปกติอะไรนอกจากครีบยาวของดายที่ลอยห่างออกไป
มันดูจะพอใจแล้วที่ไล่ผมขึ้นฝั่ง
พลันตอนที่ผมกำลังหลุบตาคิดหาเหตุผลล้านแปดประการผมก็เหลือบไปเห็นกระเป๋าที่ตัวเองโยนขึ้นมาก่อนหน้า ริมฝีปากสีสดถูกละเลียดช้า ๆเอื้อมไปลากมันเข้าหา นิ่วหน้าเจ็บแผลนิดหน่อย หนำซ้ำยังต้องกดห้ามเืไว้ถึงอย่างนั้นความอยากรู้มันก็ไม่เข้าใครออกใคร
ผมเทของในกระเป๋าออกมาสอดส่ายสายตาดูว่าข้างในมันมีอะไร
ส่วนใหญ่ก็เป็พวกกระเป๋าตังค์มือถือ และของใช้ทั่วไป กระทั่งบางอย่างตกลงมากระทบกับทางเดินเข้าให้วินาทีนั้นแหละที่ผมเบิกตากว้างใส่
มันคือปืนผมที่หายไปมันอยู่ในกระเป๋าของโจเอล
“อะไรกัน มันไปอยู่ในนี้ได้ยังไง”
กึก !
“นี่มันเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่” คิ้วสวยขมวดกันแน่นไม่เข้าใจเลยว่าทำไมปืนผมถึงมาอยู่ในนี้ได้ผมมั่นใจว่าไม่เคยยื่นปืนให้ใคร ผมไม่ได้เปิดกล่องที่เก็บปืนไว้มานานมากและคนเดียวที่รู้ที่ซ่อนก็คือคนที่ตายไปแล้วอย่างสตีฟ
แล้วนี่ทำไมมันถึงมาอยู่ในกระเป๋าของโจเอลกัน
หนำซ้ำเอริคยังเอามาทิ้งลงทะเลอีก
มันเกิดอะไรขึ้นกับคนที่นี่
พวกเขาปิดบังอะไรผมอยู่
“อ้าวคุณโซล มาทำอะไรตรงนี้ครับ”
“อ๊ะ !”
“แล้วนั่นที่คอไปโดนอะไรมาครับ เืเต็มเลย !” ผมสะดุ้งรีบเก็บของลงกระเป๋าก่อนจะหันไปหาเบอร์นาร์ดที่เบิกตากว้างใส่ความใทำให้ผมลืมแผลที่ท้ายทอยไปกลับมาเจ็บอีกก็ตอนที่เขาทักซ้ำร้ายยังต้องรีบเอากระเป๋าซ่อนไว้ด้านหลัง ยกยิ้มให้เขาตอนยืนขึ้นมา
“ไม่มีอะไรหรอกเบอร์นาร์ด ผมก็แค่...โดนอะไรกัดนิดหน่อย”
“ไม่นิดหน่อยนะครับคุณโซล แผลมันดูใหญ่มาก !”
“ใหญ่อะไรกัน นิดเดียวเอง เดี๋ยวผมก็ไปทำแผลแล้วน่า” เ้าตัวทำหน้ากังวลผมเลยเดินไปตบบ่าเขาเป็การปลอบขวัญผมรู้ว่าเขาเป็ห่วงที่ผมมีแผลฉกรรจ์แต่มันก็ไม่ใช่ประเด็นตอนนี้หรอก “จริงสิ โอเว่นตื่นหรือยัง ผมอยากคุยกับเขาเื่งานสักหน่อย”
“เห็นออกจากห้องมาแล้วนะครับคุณโซล แต่ไม่แน่ใจว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน”
“งั้นไม่เป็ไร เดี๋ยวผมเดินหาเขาเองก็ได้”
“ให้ผมพาไป...”
“แต่คุณช่วยอย่าบอกใครได้ไหมว่าเห็นผมในสภาพนี้”
“หา?”
“เผอิญผมไม่อยากให้ใครเป็ห่วงน่ะพวกเราเพิ่งเจอเื่ไม่ดีมา ผมไม่อยากให้พวกเขาต้องมาคิดมากอีก” ถอนหายใจไปทีทำหน้าเหมือนขอให้เขาเข้าใจโดยไม่ต้องถามว่ากันตามตรงผมไม่ได้สนใจเื่นั้นหรอกผมแค่ไม่อยากให้เบอร์นาร์ดเอาไปบอกเอริคว่าเห็นผมตัวเปียกยืนซ่อนกระเป๋าไว้ด้านหลัง
ก็ถ้าเอริคหรือหนึ่งในพวกเขารู้ว่าผมโดดลงน้ำเพื่อไปเอามันมาผมรับประกันได้ว่าผมจะต้องโดนเล่นงานหนักกว่าที่คิดแน่นอน
ซึ่งคำพูดผมทำให้เบอร์นาร์ดชะงักหน่อยๆ เสียดายที่ผมไม่มีเวลาอธิบายมากนัก ผมตบบ่าอีกครั้งแล้วเบี่ยงตัวหลบกลับเข้าไปในศูนย์วิจัยสิ่งแรกที่ผมทำคือไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ผมคงไม่หอบสภาพตัวเองที่เปียกเหมือนลูกหมาไปตามสืบใครรวมถึงคงไม่เดินถือหลักฐานไปทั่วให้ใคร ๆ เห็นว่าผมมีอะไร
ผมเลือกที่จะซ่อนมันไว้ในห้องตรงตู้เซฟที่ต้องเข้ารหัส
ไม่มีใครรู้ว่ารหัสนี่คืออะไรนอกจากตัวผมและพวกฉลามถ้าถามว่ามันเกี่ยวอะไรกับดีแลนและดาย...
มันคือวันที่พวกมันเกิดขึ้นมา
“โอเว่นอยู่ไหนนะ” ผมพึมพำกวาดตามองหาโอเว่นว่าอยู่ที่ไหนผมเดินตามหาเขามาพักใหญ่ั้แ่อาบน้ำเสร็จ ทว่าหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอเขาชะงักนิดหน่อยตอนเดินผ่านห้องควบคุมแล้วเห็นแนชลีย์ปลอบจอร์แดนที่เศร้าอยู่ผมรู้ว่ามันเป็เื่ที่ทำใจยากสำหรับเขา แต่เราต้องผ่านมันไปให้ได้ ผมจะไปปลอบใจเขาหลังคุยกับโอเว่นเสร็จ
คิดไว้แล้วว่าจะทำยังไงคงต้องใช้มารยา...
“คุณทำบ้าอะไรของคุณคิดจะใช้เขาเป็เหยื่อล่อหรือไง !”
“!!!”
“คุณรู้ไหมว่าถ้าเขาเป็อะไรไปคนที่จะตายยิ่งกว่าตายมันคือคุณ ไอ้หน้าโง่เอ๊ย” เสียงของใครบางคนดังลอดออกมาจากทางเดินข้างใต้ศูนย์วิจัยมันเป็ทางเดินใต้ทะเลไว้ดูว่าพวกสัตว์น้ำเป็ยังไงและสามารถมองเห็นได้ว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ในห้องตัวเองซึ่งจนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่ได้เปิดม่านนั่นแปลว่าไม่มีใครเห็นผมทำอะไรั้แ่เมื่อวาน
อีกอย่างทางเดินนี่แทบไม่เคยมีคนลงมาส่วนใหญ่พวกเขาจะทำงานกันอยู่้า
การที่มีคนมายืนทะเลาะกันอยู่ตรงนี้ถือว่าเป็เื่พิกลส่งผลให้ผมที่ลงมาต้องรีบซ่อนตัวไม่ให้พวกเขาเห็นแอบชะโงกหน้ามองผ่านกล่องลังที่พวกพนักงานเอามาสุมไว้ คาดว่าน่าจะเป็พวกอุปกรณ์อะไรสักอย่างด้านหลังผมเป็ประตูมีทางเดินฉุกเฉินอยู่ไม่ไกลดีที่ผมเดินลงมาจากบันไดเลยไม่มีใครรู้ว่าผมมา
“ก็มันช่วยไม่ได้โอกาสแบบนั้นมันจะมีอีกที่ไหน มีอะไรก็ต้องคว้าไว้”
“แล้วก็พาตัวเองไปตายน่ะเหรอคุณใช้สมองคิดบ้างหรือเปล่าริชาร์ด !”
“อา?”
“ทันทีที่พวกมันรู้ว่าคุณจะฆ่าเขามันจะล่าคุณจนกว่าจะตาย ต่อให้แลกด้วยชีวิตหลานชายคุณมันก็ไม่หยุดหรอกผมจะบอกให้”
“แต่เขาก็ปลอดภัยไม่ใช่หรือไง อย่าคิดเยอะเลยน่าเอริค”
“เอริคเหรอ”
ตุ้บ !
ผมรีบหันกลับมามานั่งชิดลังเพราะดันใกับชื่อที่ได้ยิน แล้วเผลอชนเข้ากับอะไรบางอย่างจนเกิดเสียงดังตุ้บนาทีนั้นหัวใจของผมเต้นแรงไม่ยอมหยุด กลัวพวกเขาจะรู้ว่าผมซ่อนอยู่ตรงนี้มือขาวถูกยกมาปิดปาก พยายามตั้งสติไม่ให้ผลีผลามทำอะไรไม่ดีเสียงพูดคุยเงียบไปเล็กน้อยยิ่งทำผมลุ้นระทึกมากขึ้นอีกเท่าตัว
“นั่นอะไร ?”
“สงสัยดายคงชนกระจก กล่องมันเลยหล่นลงมา” เอริคตอบกลับเขาถอนหายใจแล้วกลับไปคุยกับริชาร์ดต่อ “คุณอย่ามาเปลี่ยนเื่นี่ไม่ใช่เื่ที่คุณจะมองข้ามได้ คุณรู้ไหมว่าคุณทำให้เขาสงสัย”
“แต่เธอก็กำจัดหลักฐานไปแล้วไม่ใช่หรือไง เขาก็สงสัยอะไรไม่ได้หรอก” คำพูดของริชาร์ดทำผมชะงัก ภาพกระเป๋าของโจเอลลอยเข้ามาในหัว “ปืนนั่นคงลงทะเลไปแล้วแหละไม่ต้องกลัว คุณเป็คนทำเองแท้ ๆ จะกังวลอะไร”
“ผมไม่ได้กังวล แต่ผมไม่ชอบที่คุณทำให้โซลกลายเป็เหยื่อล่อฉลาม”
“เขาก็เป็แบบนั้นมาตลอดไม่ใช่หรือไง”
“ริชาร์ด...!”
“อีกอย่างดวงเขาแข็งจะตาย ไม่งั้นเขาก็คงตายไปพร้อมพ่อแม่นานแล้ว” ดวงตาผมเบิกกว้างนึกถึงวันที่เสียพ่อแม่ไปผมยังจดจำได้ทุกอย่างว่าวันนั้นมันเลวร้ายแค่ไหน ถึงความทรงจำจะไม่สมบูรณ์เท่าไหร่แต่เสี้ยวใบหน้าของคนที่โยนพ่อแม่ผมลงทะเลไป...
ผมไม่เคยลืมมัน
“เขารอดมาได้เพราะพวกมันรักเขาเราถึงใช้ประโยชน์จากเขาได้เยอะไงเอริค” ผมลอบมองก็เห็นริชาร์ดบีบบ่าของคนที่ขย้ำคอเสื้อเขาอยู่เอริคหลุบตาลงดูเหมือนกำลังคิดอะไรความรู้สึกหลากหลายไหลผ่านอยู่ในดวงตาปิดบังด้วยใบหน้านิ่งงันผมพยายามปะติดปะต่อเื่ราวที่พวกเขาพูดกัน
ดูเหมือนว่าริชาร์ดจะใช้ผมเป็เหยื่อล่อเพื่อทำอะไรสักอย่างเมื่อวาน
“และดีมากที่โจเอลตายจะได้ทำอะไรได้มากขึ้นไม่ต้องห่วงอะไรสักที”
“ผมนึกว่าคุณจะเสียใจกับเื่นั้นจริง ๆ”
“ผมไม่เสียใจกับคนตายหรอกนะเอริค เด็กนั่นมันขี้ขลาด” อาทำหน้ารำคาญกลอกตาไปมาไร้จิตสำนึก “ตอนที่ผมเห็นโซลขึ้นมาคนเดียวคุณไม่รู้หรอกว่าผมดีใจแค่ไหน ผมหาจังหวะล่อมันไปตายตั้งหลายครั้งมันก็ยังรอดมาได้”
“…”
“แต่ไปกับโซลแค่แป๊บเดียวมันก็ตาย ดีแล้วที่ผมใช้โซลล่อมันมา” เขาหัวเราะดูสนุกต่างจากผมที่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากผมไม่คิดว่าริชาร์ดจะใจดำขนาดนั้นถึงจะรู้ว่าเขาเป็นักธุรกิจที่ยอมแลกได้ทุกอย่าง แต่นั่นมันหลานชายเขาเลยนะ
หลานของเขาทั้งคน
“แต่คุณเองก็ไม่ต่างกันไม่เห็นเสียใจที่สตีฟตายตรงไหน”
“ผม...”
“ไม่งั้นคงไม่ไปปลอบใจโซลที่ห้องหรอกใช่ไหมอย่าคิดว่าผมไม่เห็นนะว่าคุณขโมยคีย์การ์ดเข้าไปในห้องเขาน่ะไม่ยักรู้ว่าแฟนเก่าเขาชอบทำกันแบบนี้” เอริคเงยหน้ามองเขาดูหงุดหงิดที่ถูกพูดแบบนั้นใส่ผิดกับริชาร์ดที่ยิ้มเยาะไม่สนใจว่าตัวเองอาจจะโดนขย้ำคอตายได้ง่าย ๆ เลยด้วยซ้ำ “นึกว่าโซลเกลียดคุณไปแล้วซะอีก นี่หลานชายผมชอบกินของเก่าั้แ่เมื่อไหร่”
“ไม่ต้องมายุ่งเื่ส่วนตัวของผมมันไม่ใช่หน้าที่ของคุณ”
“หึ”
“ส่วนเื่ที่สตีฟตายไม่มีใครไม่เสียใจและคนที่เสียใจมากที่สุดก็คือโซล”
“อ้าวผมนึกว่าเป็โอเว่นซะอีก”
“อะ...”
“ก็เขาเป็คนยิงสตีฟหนิยิงกับมือเลยนะ ผมเห็นเต็มสองตา :)”
“ไม่จริงน่า...”ผมเบิกตากว้างไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน ภาพเมื่อวานลอยคืนเข้ามาในหัวโอเว่นไม่ได้พูดอะไรเลยนอกจากบอกว่าเครนลากสตีฟลงน้ำไปและผมตั้งใจจะไปคุยกับเขาเื่ปืนเผื่อจะจับอะไรได้บ้างแต่นี่ผมรู้แล้วว่าทำไมมันถึงหายไป
เขาใช้มันฆ่าคนของผมไม่สิ...ไม่ใช่
เขาใช้มันฆ่าเพื่อนตัวเอง
“ตอนแรกก็เห็นมือสั่นอยู่หรอกแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าใจเด็ดขนาดที่ไม่แม้แต่จะกล่าวลาเพื่อนสักหน่อยเขาร้ายกว่าที่ผมคิดไว้เยอะเลย”อายิ้มแย้มดูสนุกผิดกับผมและเอริค ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ร่างสูงกำลังคิดอะไรอยู่รู้แค่ว่านาทีนี้ผมรู้สึกวูบโหวงในหัวใจ
ผมรู้สึกเหมือนไม่เหลือใคร...
ไม่เหลือแม้แต่คนเดียว
“คุณก็ด้วยตีบทแตกเป็แฟนเก่าผู้แสนดีจนผมอยากจะปรบมือให้ นี่ถ้าแผนการของเราสำเร็จคุณคงมีความสุขที่ได้เขาไป”
“...”
“แล้วเราก็จะได้ฉลองกันสักที” ถ้อยคำนั้นยิ่งกว่าเข็มพันเล่มทิ่มเข้ามากลางหัวใจพาให้ผมกัดปากแน่นอยากจะแสดงตัวแต่ก็ทำไม่ได้ผมมองหน้าริชาร์ดสลับกับเอริคซ้ำไปซ้ำมาราวกับเตือนตัวเองให้ระวังคนอันตรายหรือไม่ก็บอกตัวเองไว้...
ว่าคนที่ผมให้ใจก็พร้อมที่จะหักหลังผมตลอดเวลา
“เราขึ้นไปข้างบนดีกว่า เดี๋ยวโซลหาคุณไม่เจอแล้วเขาจะสงสัย”
“…”
“อ้อและช่วยเล่นละครต่อไปให้เนียน ๆ อีกนะ เพราะเกมของเรามันยังไม่จบ หึ” ผมดึงสติทันทีที่ได้ยินแบบนั้นริชาร์ดดันให้เอริคถอยไปและทำท่าเหมือนจะเดินมาทางผม เล่นเอาผมเผลอร้อนรนถึงอย่างนั้นก็ค่อย ๆ ถอยไปหลบตรงทางเดินฉุกเฉิน
ผมรู้ว่าพวกเขาจะต้องขึ้นลิฟต์ที่อยู่ข้างๆ แทนการเดินขึ้น ผมเลยจำเป็ต้องรีบขึ้นไปก่อนไม่ให้เขาสงสัยทว่าในตอนที่ผมกำลังจะเปิดประตูออกไป...
ดวงตาผมก็สบเข้ากับฆาตกร
“โอเว่น”
“โซล ?” เ้าของชื่อเลิกคิ้วใส่ ในมือถือแก้วกาแฟกะพริบตามองผมอย่างแปลกใจที่เห็นผมขึ้นมาทางนี้ผมนิ่งงัน ชั่วแวบหนึ่งภาพของสตีฟก็ลอยเข้ามาในหัวซ้อนทับด้วยมโนภาพของคนตรงหน้าที่เป็คนยิงเขาบอกตามตรงผมนึกไม่ออกเลยว่าเ้าของรอยยิ้มอันอบอุ่นที่ผมชอบมองจะยิงคนได้ยังไง
ถ้าเกิดจะมีใครที่แสนดีและดูไร้อันตรายมากที่สุดผมก็คงยกให้เขาเป็ที่หนึ่ง...
เป็ที่หนึ่งมาตลอดกระทั่งเมื่อผมรู้ความจริง
“ลงไปเดินเล่นมาเหรอ ถึงขึ้นมาทางนี้ ?” โอเว่นถามผมยิ้ม ๆมันไม่ใช่เื่แปลกที่จะเห็นผมลงไปอยู่ในสถานที่เสี่ยงตายหรือน่าหวั่น “คุณคงคิดมากเื่สตีฟสินะเลยลงไปดูอะไรเล่นข้างล่าง”
“ก็คงงั้น”
“…”
“ผม...อดคิดไม่ได้ว่าสตีฟจากเราไปแล้วจริง ๆ”ราวกับเพิ่งหาเสียงตัวเองเจอผมเลยตอบไปอย่างนั้นโอเว่นเลยถือวิสาสะเอื้อมมือมาลูบบ่าผมเบา ๆ มันเป็วิธีการปลอบใจที่ผมก็ได้รับอยู่หลายครั้งเวลามีเื่ไม่สบายใจ
“ผมรู้ ผมเองก็ยังทำใจไม่ได้”
“…”
“แต่อีกสักพักพวกเราก็จะชิน”เขาว่าอย่างคิดบวกนั่นเป็นิสัยที่เขาแสดงออกมาตลอดผมไม่แน่ใจว่าคนเป็หมอคิดบวกทุกคนไหม แต่ทุกครั้งที่พวกเรามีเื่กวนใจเขาจะพยายามให้กำลังใจและปลอบขวัญต่อให้เื่นั้นมันจะร้ายแรงเกินกว่าที่เราจะรับไหวก็ตาม
ผมหลุบมองมือเขาความรุ่มร้อนแผ่ซ่านผ่านเนื้อผิวเป็จังหวะเดียวกับที่เขาเลื่อนมือมาจับท้ายทอยผมเอาไว้
“คุณไปโดนอะไรมาน่ะโซล นี่มันรอยกัดไม่ใช่เหรอ ?” โอเว่นย่นคิ้วถาม ขยับตัวมาดูแผลฉกรรจ์ที่ผมได้รับมานิดหน่อยตามประสาหมอเวลาเจอคนาเ็เขาก็คงไม่นิ่งเฉยอยู่แล้ว “ให้ตายสิมันมีเืซึมอยู่นิด ๆ นี่คุณเพิ่งโดนมาเหรอ ทำไมไม่รีบไปหาผมล่ะ ผมจะได้ทำแผลให้”
“ผม...ตามหาคุณแล้ว แต่ก็ไม่เจอเลยลงไปเดินเล่นข้างล่าง”
“อ่า…”
“งั้นตอนนี้คุณช่วยทำแผลให้ผมได้ไหม ผมไม่อยากติดเชื้อตายตามสตีฟน่ะ”ผมยกยิ้มแสร้งทำเหมือนว่าที่พูดมามันตลก โอเว่นเลยพยักหน้าพาผมไปที่ห้องพยาบาลและจัดการทำแผลให้นาทีแรกที่แอลกอฮอล์ััแผลผม มันแสบเจียนขาดใจทว่าผมก็กำมือแน่นสะกดกลั้นมันไว้ อดทนให้เขาทำมันต่อ
ระหว่างนั้นในหัวผมก็คิดอะไรมากมายหลายอย่างทั้งเื่ที่ได้ยิน ทั้งเื่ที่เจอมา ทุกอย่างมันประเดประดังจนผมอยากจะบ้า โดยเฉพาะประโยคที่ริชาร์ดว่า...
‘เขาเป็คนยิงสตีฟหนิยิงกับมือเลยนะ ผมเห็นเต็มสองตา’
ทำเอาผมอยากจะสวนหมัดใส่หน้าคุณหมอชะมัด
“เจ็บเหรอโซล ผมเห็นคุณกำมือแน่น”
“ไม่เท่าไหร่”
“งั้นผมจะเบามือกว่านี้นะคุณจะได้ไม่เจ็บมาก”
“ชีวิตผมผ่านความเจ็บมาเยอะโอเว่น เยอะจนผมคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรให้เจ็บอีก” ผมฝืนขำทั้งที่เวลานี้มันอึดอัดยิ่งกว่าอะไร ผมหันไปมองเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคล้ายกับค้นหาคำตอบที่มันใช่หลากคำพูดที่ผมได้ยินทำให้ผมรู้สึกว่าการมองหน้าเขา มันเป็ความรู้สึกที่เปลี่ยนไป
ทั้งที่เป็รอยยิ้มเดียวกับที่เขาเคยยิ้มให้ผมกลับรู้สึกว่ามันเป็เพียงหน้ากากที่เขาสวมไว้
หน้ากากที่ใกล้จะหลุดลอกออกมา
“คุณเก็บอะไรไว้ในใจอีกแล้วนะคนเก่ง”
“...”
“บางอย่างคุณคุยกับคนอื่นได้นะ”เขาว่าพร้อมลูบหัวผมอย่างแ่เบาความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมานั้นแลดูจะเข้าไม่ถึงจิตใจผม “อย่างน้อยมันก็ทำให้คุณสบายใจขึ้น”
“ผมไม่คิดว่ามีคนที่ผมอยากคุยเื่นี้ด้วยนะครับ” ผมตอบกลับพ่นลมหายใจช้า ๆ คล้ายกับกลัวอากาศจะหมดปอด โอเว่นยีหัวผมเล็กน้อยเขาไม่อยากให้ผมคิดมากดูได้จากแววตาของเขา
“คุณแค่ต้องเปิดใจการคุยอะไรกับใครอาจจะทำให้รู้สึกดีกว่า”
“แล้วถ้าเกิดเื่ที่พูดมันคือเื่ที่เ็ปมากๆ ล่ะครับ คุณจะเล่าให้ใครฟังไหม” ผมตีหน้าซื่อถามทั้งที่ความจริงมันเป็ความนัย“ถ้าเกิดเื่นั้นมันใหญ่เกินกว่าจะพูดออกไปและมีผลกระทบกับจิตใจของใครหลายคน คุณจะยอมเล่าให้คนอื่นฟังไหม ?”
“ก็คงต้องดูก่อนว่ามันเป็เื่แบบไหน
“ก็พวกเื่เ็ปทั่วไป”
“หืม?”
“คุณล่ะมีเื่อะไรที่ทำให้เ็ปบ้างไหมเช่นการเสียคนที่รักไปหรือการถูกทรยศ”คำพูดของผมทำอีกคนย่นคิ้วใส่ โอเว่นนิ่งไปก่อนจะยิ้มนิด ๆ
“ผมว่าทุกคนมีเื่เ็ปอยู่ในใจทั้งนั้นนะแค่เลือกที่จะไม่แสดงออกมามากกว่า”
“แล้วคุณเคยทำให้ใครเ็ปบ้างไหม”
“อะ...”
“ใครสักคนที่คุณหักหลังเขาน่ะ” โอเว่นชะงักตามคำพูดของผมดวงตาของเขาหลุบลงไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่รู้แค่ว่ารอยยิ้มอ่อนโยนถูกแปรเปลี่ยนเป็เรียบเฉยมันเป็สีหน้าที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน เขาปิดแผลที่ท้ายทอย เงียบไปนานเหมือนไม่ได้ยินที่ผมถาม“คุณว่าคนโดนจะรู้สึกยังไง”
“ก็ต้องรู้สึกแย่สิ ไม่มีใครไม่รู้สึกแย่ที่โดนแบบนั้น”
“ผมก็คิดอย่างนั้น” ผมยิ้มทำเป็เหมือนไม่คิดอะไร “แล้วคุณว่าการจะหักหลังใครสักคน มันต้องมีเหตุผลอะไร ?”
“ผมว่าทุกคนมีเหตุผลที่บอกคนอื่นไม่ได้ว่าทำไมถึงต้องทำ”เขาเบี่ยงตัวหลบเอากล่องทำแผลขึ้นไปวางบนชั้น หันหลังเพื่อซ่อนสีหน้าหรืออะไรก็ตามที่ผมจะจับผิดได้“อยู่ที่ว่าเหตุผลนั้นมีค่าให้เชื่อมากน้อยแค่ไหนหรือไม่บางทีการไม่พูดออกไปมันดีกว่า”
“แล้วก็ปล่อยให้คนที่โดนเสียความรู้สึกน่ะเหรอครับ”
“มันเป็เื่ที่ช่วยไม่ได้”
“…”
“คุณเองก็น่าจะรู้นะว่าคนอ่อนแออยู่บนโลกนี้ไม่ได้ทุกคนก็ต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตอยู่ต่อไป”
“แล้วก็กลายเป็คนทรยศโดยสมบูรณ์งั้นเหรอ ?” ผมเลิกคิ้วถามส่งผลให้เขาที่หันมาหลุบตาต่ำความเงียบคือคำตอบยืนยันว่าเขาคิดแบบนั้นจริง ๆ มันทำให้ผมถึงกับเลียปากเสยผมตัวเองอย่างคิดมากเพราะไม่คิดว่าจะได้ยินเขาพูดอย่างนี้จริง ๆ
คนอ่อนแอบนโลกนี้จุดจบเดียวคือต้องแลกชีวิตงั้นเหรอ
มันไม่ยุติธรรม
“ผมว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่คนเราควรได้รับ”
“แต่ผมกลับมองว่าคุณควรหยุดคิดเื่นี้นะ”
กึก !
“คุณมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำอย่ามาสนใจเื่พวกนี้เลยดีกว่า” เขาเลือกที่จะตัดบทสนทนาปั้นหน้ายิ้มไม่ต่างจากทุกที วางมาดผู้ใหญ่เนื่องจากเขาโตกว่าผมค่อนข้างมาก “หลังจากนี้เราต้องคิดว่าจะเดินหน้าต่อไปยังไงเราไม่ควรจมปลักกับสิ่งที่ผ่านมาแล้ว”
“งั้นสิ่งแรกที่ผมจะทำคือการกำจัดคนที่แข็งแกร่งกว่า”
“หา ?”
“ถ้าคุณบอกว่าคนอ่อนแออยู่บนโลกนี้ไม่ได้ผมก็จะทำให้เห็นว่าการเป็คนแข็งแกร่งแต่อยู่ใต้ฝ่าเท้าคนอื่นมันเป็ยังไง” ผมเหยียดยิ้มหยันหากแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเดือดดาลอยู่ในใจ สองมือโอบรอบคอแกร่งรั้งเขาเข้ามาใกล้ๆ ให้เหมือนกับการแกล้งที่ผมชอบทำ ผิดที่ครั้งนี้ผมไม่ได้ยั่วให้ดายหึงโหด
ผมแค่้าให้เขาเห็นการมาลองดีกับคนของฉลามมันจะเป็ยังไง
จุดจบของคนแข็งแกร่งมันก็คือความตายไม่ต่างกัน
“คนที่รักตัวกลัวตาย เขาจะพยายามไม่ร้ายใส่ใคร”
“โซล”
“เพราะถ้าคนที่ร้ายด้วยเขาร้ายกลับเมื่อไหร่...” ผมเงียบไปแล้วเสตามองเงาขนาดใหญ่ที่เลื่อนผ่านจำได้ไหมว่าห้องพยาบาลมันอยู่ล่างศูนย์วิจัย นั่นแปลว่าใต้ทะเลเราเห็นอะไรก็ได้ผมเลยจับคางของโอเว่นบิดเบือนให้มันหันไปมองเ้าอสูรกายขนาดใหญ่
ดายอยู่ตรงนั้นเคียงข้างดีแลนที่ไม่รู้ว่ามาตอนไหน
“คุณเห็นไหมว่าความตายรอคุณอยู่”