กรุงมาดริด...ประเทศสเปน
ภายในห้องนั่งเล่นของคฤหาสน์กาโมเรสโต้กำลังอบอวลไปด้วยบรรยากาศที่แสนอึดอัดเพราะเ้าของร่างบางที่เดินไปเดินมาอยู่ภายในห้องนั่งเล่นนั้นกำลังอยู่ในอารมณ์โกรธเคืองจัดและโวยวายออกมาโดยไม่ยอมฟังคำอธิบายใดๆ จากบิดาเลี้ยงและมารดาเลย
“ใจเย็นๆ ก่อนคาริน่านั่งลงและฟังพ่ออธิบายหน่อยเถอะ” แอนโตนิโอ กาโมเรสโต้ชายแก่อ้วนลงพุงในวัยห้าสิบเจ็ด ผู้ซึ่งเป็เ้าของคฤหาสน์หลังงามหลังนี้และเป็เ้าของธุรกิจก่อสร้างขนาดใหญ่ในสเปนเอ่ยขอร้องบุตรสาวเพียงคนเดียวซึ่งเป็ลูกติดจากภรรยาใหม่ของท่านอย่างอ่อนใจก่อนจะเริ่มปวดหัวเมื่อลูกสาวไม่ยอมทำตามที่ท่านขอร้องเลย
“ไม่ค่ะ หนูไม่อยากฟังคุณพ่อพูดเื่นี้อีกแล้ว” ศิศิรา หรือ คาริน่า กาโมเรสโต้ ยกมือขึ้นห้ามอย่างหงุดหงิดวงหน้ารูปหัวใจอันงดงามของเธอนั้นบูดบึ้งหนัก ริมฝีปากรูปกระจับน่าจูบก็เม้มแน่นดวงตากลมโตดำขลับเปล่งประกายเรืองรองบ่งบอกให้รู้ว่าเธอไม่มีวันยอมอย่างเด็ดขาด
หญิงสาวเดินไปหยุดยืนที่บานหน้าต่างยาวจรดพื้นเธอหันหลังให้กับทุกคนในห้องเพียงอึดใจเดียวก่อนจะหันกลับมามองสบตากับบิดาเลี้ยงเขม็งใบหน้างามเชิดขึ้นน้อยๆ จนพลอยทำให้จมูกโด่งได้รูปของเธอเชิดตามไปด้วยไม่ว่าใครก็ตามที่สนิทสนมและรู้จักศิศิราดี หากได้มาเห็นท่าทางในตอนนี้ของเธอเข้าก็คงเดาได้ในทันทีว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป“หนูขอบอกคุณพ่อกับคุณแม่เอาไว้ตรงนี้เลยนะคะและจะพูดเป็ครั้งสุดท้ายด้วยว่าหนูไม่ได้ชอบอีตาริคาร์โด้นั่นไม่ชอบและไม่มีวันจะชอบด้วยเพราะฉะนั้นคุณพ่อกับคุณแม่เลิกบังคับจิตใจหนูสักทีเถอะค่ะยังไงหนูก็ไม่มีวันยอมแต่งงานกับนายนั่นอย่างเด็ดขาด”
คำประกาศของศิศิราทำให้แอนโตนิโอกับจารุณีถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความหนักใจความจริงพวกท่านไม่ได้้าจะบังคับจิตใจลูกเลย แต่เพราะเกรงใจบิดาของริคาร์โด้ที่เคยมีบุญคุณช่วยเหลือในด้านธุรกิจแก่แอนโตนิโอมาก่อนพวกท่านจึงไม่อาจปฏิเสธได้
บิดาของริคาร์โด้เป็รุ่นพี่แอนโตนิโอที่มหาวิทยาลัยรู้จักและสนิทสนมช่วยเหลือเกื้อกูลกันมานานจนสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นเลยคิดจะให้ลูกๆ เกี่ยวดองกันทว่าก็ไม่อยากจะบังคับฝืนใจลูกของตนเอง พวกเขาจึงขอให้เด็กๆ ได้ทำความรู้จักกันให้มากกว่านี้ก่อนในสายตาของแอนโตนิโอนั้น ริคาร์โด้เป็คนดี หน้าตาก็หล่อเหลา การศึกษาเยี่ยมและเป็คนเอาการเอางานดีไม่เคยมีประวัติด่างพร้อยให้กระอักกระอ่วนใจเลย ดังนั้นแม้ไม่อยากบังคับฝืนใจแต่เขาก็มักพูดเชียร์ริคาร์โด้ให้ศิศิราฟังอยู่เสมอ
“ทำไมหนูถึงไม่ชอบเขาล่ะริคาร์โด้เป็คนดีนะ หน้าตาก็หล่อเหลา เอาการเอางานดีด้วย”บิดาเลี้ยงพยายามชักนำให้ลูกสาวเห็นตามที่เขาพูด
“ค่ะ เขาดีดีมากด้วยแต่หนูไม่ได้รักเขานี่คะคุณพ่อ”
“หนูยังรู้จักเขาไม่ได้นานเลยนะลองศึกษาเขาก่อนดีไหม เผื่อหนูจะเปลี่ยนใจ”
“ไม่ค่ะหนูไม่ชอบถูกคลุมถุงชน”
“พ่อไม่ได้คิดจะคลุมถุงชนหนูนะคาริน่าพ่อแค่อยากให้หนูลองศึกษาริคาร์โด้ดูก่อนเท่านั้นเอง”
“หยุดพูดเถอะค่ะ ยังไงเย็นนี้หนูก็ไม่ไปกินข้าวกับเขาหรอก”ศิศิราบอกพร้อมสะบัดหน้าไปทางอื่นอย่างดื้อดึงและเอาแต่ใจตามประสาลูกสาวคนเล็กที่ถูกตามใจมาตลอด
“น้ำค้าง” จารุณีเรียกชื่อเล่นของลูกสาวเสียงหนักจึงทำให้ท่าทีขึงขังที่ไม่ยอมอ่อนให้สักนิดเมื่อครู่นี้ของศิศิราคลายลงฉับพลันเนื่องจากไม่บ่อยนักที่มารดาจะเรียกชื่อเล่นเดิมของเธอด้วยน้ำเสียงเช่นนี้เพราะหากเรียกเมื่อไรก็หมายความว่าท่านกำลังไม่พอใจอย่างมากนั่นเอง
“พูดจากับคุณพ่อให้ดีๆหน่อยสิ” จารุณี สาวไทยทางภาคเหนือในวัยสี่สิบต้นๆ ที่โชคดีได้แต่งงานรอบสองกับมหาเศรษฐีชาวสเปนเอ่ยเตือนบุตรสาวสุดที่รักอย่างไม่ชอบใจเธอไม่ชอบให้ศิศิราทำตัวแข็งกร้าวกับผู้ใหญ่ ซึ่งไม่ใช่แค่เฉพาะพ่อแม่เท่านั้นแต่รวมถึงคนอื่นๆด้วย
“หนูก็ไม่ได้พูดจาไม่ดีกับคุณพ่อนี่คะ” ศิศิราเถียงกลับเสียงอ่อยๆ ก่อนจะเดินมานั่งหน้าเง้าหน้างอที่โซฟาเดี่ยว
“เอ๊ะ ยังจะเถียงอีก” ผู้เป็แม่ดุ จนคนเป็พ่อที่แม้จะเป็แค่พ่อเลี้ยงก็ตามแต่ก็รักศิศิราเหมือนลูกในอกต้องรีบคลี่คลายสถานการณ์ก่อนที่จะลามปามไปมากกว่านี้
“ไม่เอาน่าที่รักยัยหนูไม่ได้พูดจาอะไรไม่ดีกับผมเสียหน่อย คุณก็อย่าโมโหแกไปเลยน่า”
จารุณีตวัดสายตาเขียวๆมองสามีแล้วว่าให้อย่างหมั่นไส้
“เพราะคุณคอยให้ท้ายลูกแบบนี้ยังไงล่ะลูกถึงได้ดื้อรั้นและเอาแต่ใจตัวเองเหลือเกิน”
“โธ่...ทำไมมาลงที่ผมล่ะ” แอนโตนิโอโอดครวญ ศิศิราเห็นมารดาไปเล่นงานบิดาแทนก็รีบใช้จังหวะนี้ลุกขึ้นวิ่งหนีไปจารุณีหันขวับมองตามไปทันทีพลางะโบอก
“อย่าเพิ่งไปนะยัยหนูมาพูดกันให้รู้เื่ก่อน”
“รู้เื่แล้วหนูไม่ไปเด็ดขาด” ศิศิราะโตอบขณะวิ่งออกจากห้องนั่งเล่นไปจารุณีถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนหันกลับมามองหน้าสามีที่กำลังนั่งทำหน้าละเหี่ยใจเนื่องจากเขาเองก็จนปัญญาเพราะไม่กล้าบังคับลูกสาว
“แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะคะคุณ”
“ก็คงต้องอ้างว่ายัยหนูติดธุระ”
“แต่เราอ้างแบบนี้มาหลายครั้งแล้วนะคะ”
“ทำยังไงได้ล่ะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อนเถอะแล้วเราค่อยมาคิดกันทีหลังว่าจะพูดยังไงไม่ให้ฝ่ายโน้นขุ่นเคืองใจครอบครัวเรา”
“เฮ้อ...ยัยหนูนี่ก็เหลือเกินแค่ให้ไปทำความรู้จักกันให้มากขึ้นเท่านั้นก็ทำเหมือนเราจะส่งไปตายเสียอย่างนั้นดื้อรั้นเอาแต่ใจก็ทีหนึ่ง มันน่าหยิกให้เนื้อเขียวจริงๆ”
“อย่านะที่รัก ผมไม่ชอบเราต้องคุยกันด้วยเหตุผลมากกว่ากำลังสิ”
จารุณีมองค้อนสามีวงโตที่รีบออกตัวปกป้องบุตรสาวแม้จะรู้สึกหมั่นไส้แต่เธอก็ดีใจมากที่แอนโตนิโอรักศิศิราดั่งลูกในไส้ของตัวเอง เธอตัดสินใจถูกจริงๆที่ยอมแต่งงานเป็ครั้งที่สองกับผู้ชายต่างชาติต่างภาษาคนนี้ เขาดีต่อเธอกับลูกมากและไม่เคยแสดงท่าทีรังเกียจลูกสาวของเธอเลยมีแต่จะพะเน้าพะนอและช่างตามอกตามใจมากกว่าเธอที่เป็แม่เสียอีก
จารุณีเป็แม่ม่ายลูกติด สามีของเธอตายเพราะอุบัติเหตุทำให้เธอต้องเลี้ยงลูกมาเพียงลำพังเนื่องจากไม่มีญาติที่ไหนอีกแล้วเธอทำงานเป็พยาบาลที่อนามัยแถวบ้าน ความที่รักลูกสาวมากทำให้เธอตัดสินใจที่จะไม่แต่งงานใหม่เนื่องด้วยกลัวว่าจะมีปัญหาเื่ลูกเลี้ยงกับพ่อเลี้ยงตามมาในภายหลังจนกระทั่งเธอได้พบกับแอนโตนิโอและอัลเฟรโด้สองพ่อลูกชาวสเปนที่ขึ้นมาเที่ยวทางภาคเหนือของเมืองไทย
ทั้งสองคนหลงป่ามาจนถึงป่าแถวหมู่บ้านของเธอและบังเอิญเหลือเกินที่เธอกับลูกเข้าป่าไปแถวนั้นพอดีเลยช่วยแอนโตนิโอกับอัลเฟรโด้ออกมาได้แต่ก็ต้องรีบนำคนทั้งคู่ส่งสถานีอนามัยอย่างเร่งด่วนเพราะเป็ไข้ป่าและอ่อนเพลียมากเนื่องจากอดอาหารมาหลายวันตอนนั้นเธอทำหน้าที่ดูแลสองพ่อลูกเลยทำให้สนิทสนมกันเนื่องด้วยเธอพูดภาษาอังกฤษได้ดีและความสนิทนี้เองที่ทำให้เธอได้รู้ว่าแอนโตนิโอรักลูกชายของเขามากแค่ไหน ความที่เป็ม่ายเหมือนกันจึงทำให้เธอกับเขาคุยกันถูกคอและเข้าอกเข้าใจกันได้ดีแถมพวกลูกๆ ก็ยังเข้ากันได้ดีเช่นกัน
เธอกับแอนโตนิโอติดต่อกันอยู่สองปีซึ่งในสองปีนี้ก็ต่างมีความรู้สึกดีๆให้แก่กันจนกระทั่งเขาตัดสินใจเดินทางมาหาเธอที่เมืองไทยและขอเธอแต่งงาน เธอจึงตอบตกลงและพาศิศิราย้ายมาอยู่ที่สเปนกับเขาซึ่งนับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ผ่านมาเกือบสิบปีแล้ว แอนโตนิโอก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
จารุณีมองหน้าสามีด้วยแววตารักใคร่สุดหัวใจก่อนจะสวมกอดร่างตุ้ยนุ้ยของเขาไว้แน่นใบหน้าที่ยังคงความงามเอาไว้ไม่เสื่อมคลายซบลงกับอกอุ่นๆ ของสามีซึ่งอีกฝ่ายก็กอดตอบและก้มลงจุมพิตขมับบางของภรรยาอย่างรักใคร่เช่นกันทั้งสองไม่พูดอะไรออกมาอีกจะมีเพียงแค่ใบหน้าที่อมยิ้มอย่างมีความสุขเท่านั้น
ด้านศิศิราพอเข้าห้องนอนมาได้ก็รีบจัดการล็อกประตูอย่างแ่าทันทีจากนั้นก็เดินมาทิ้งตัวลงนอนคว่ำบนเตียงนุ่มด้วยใบหน้าที่ยังบึ้งตึงไม่หาย
“คอยดูนะถ้ายังบังคับให้ไปกินข้าวกับริคาร์โด้อีก เราจะไม่ยอมออกจากห้องเลย” หญิงสาวพูดอย่างงอนๆ ตามประสาคนเอาแต่ใจตัวเองเพราะถูกเลี้ยงดูมาแบบนี้ั้แ่เด็กศิศิราเป็เด็กกำพร้าพ่อ แม่จึงเลี้ยงมาเพียงลำพังและตามใจเธอเป็อย่างมากเหมือนจะชดเชยความรักในส่วนของพ่อแทนให้แก่เธอและพอแม่มาแต่งงานกับพ่อเลี้ยงชาวสเปน พ่อเลี้ยงกับพี่ชายก็ยังตามใจเธอเช่นกันเพราะเธอเป็ลูกสาวคนเดียวของบ้านดังนั้นไม่ว่าเธอ้าอะไรพวกท่านก็จะหามาให้ทุกอย่างหญิงสาวจึงติดนิสัยเอาแต่ใจตัวเองมาจนถึงทุกวันนี้พอใครขัดใจเข้าหน่อยก็มักจะขังตัวเองอยู่ในห้องและประชดด้วยการไม่ยอมกินข้าวกินปลาแบบนี้อยู่เสมอ
ทว่าใช่ว่าศิศิราจะเอาแต่ใจตัวเองจนไม่ยอมรับฟังอะไรเลยก็ไม่ถูกนักเพราะหากมีเหตุผลที่รับฟังได้มากพอและสิ่งนั้นจะสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นเธอก็พร้อมที่จะเชื่อฟังเหมือนกันหญิงสาวพลิกตัวเป็นอนหงายแล้วนึกถึงหน้าของริคาร์โก้ขึ้นมาชายหนุ่มแสนหล่อเหลาที่เธอเพิ่งจะได้รู้จักไม่กี่ครั้งจะว่าไปเขาก็ไม่ได้เสียหายอะไรเลย ออกจะเป็ชายในฝันของสาวๆ ด้วยซ้ำไปแต่ติดตรงที่เธอรู้ว่าผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายคิดจะเกี่ยวดองกันโดยใช้เขากับเธอเป็ตัวเชื่อมนี่สิมันเลยทำให้ใจเธอรู้สึกต่อต้านและพาลไม่ชอบริคาร์โด้ไปด้วยขึ้นมา
ศิศิราคิดถึงวันที่ได้รู้ว่าตนเองกำลังจะถูกจับคลุมถุงชนวันนั้นเธอไปงานการกุศลของนักการเมืองชื่อดังในประเทศอิตาลีกับครอบครัวซึ่งครอบครัวของริคาร์โด้ก็ไปด้วยเหมือนกัน ทางฝ่ายชายพูดเหมือนอยากจะหมั้นหมายเธอไว้ก่อนหญิงสาวจึงไปคาดคั้นเอากับพี่ชายถึงได้รู้ความจริง เธอโมโหมากจึงหนีออกจากงานมายืนสงบสติอารมณ์ที่สระน้ำพุ
แล้วดวงหน้าคมสันอันหล่อเหลาของชายแปลกหน้าคนหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในความทรงจำของศิศิราหญิงสาวอมยิ้มขันอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่เพราะยังจำสภาพเปียกปอนของผู้ชายคนนั้นได้ดี ตอนนั้นเธอกำลังโกรธจัดพอเขาเข้ามาพูดจาด้วยเธอจึงพูดไม่ดีตอบกลับไปซึ่งพอเธออารมณ์เย็นลงแล้วก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ที่ทำมารยาทแย่ๆ ใส่เขาแบบนั้น
“ช่างเถอะคงไม่ได้เจอกันอีกแล้วล่ะ”ศิศิราพึมพำออกมาและเลิกใส่ใจเื่นี้อีกต่อไปหญิงสาวลุกขึ้นนั่งแล้วคว้าหนังสือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียงมาเปิดอ่านแก้เบื่อไปเรื่อยๆจนกระทั่งตกค่ำ ประตูห้องของเธอก็ถูกเคาะ
“ใคร”เธอะโถาม
“ลิลลี่เองค่ะคุณหนู”
“มีอะไรเหรอ”
“คุณผู้ชายให้ดิฉันมาเชิญคุณหนูลงไปทานอาหารค่ะ”
“ไปบอกคุณพ่อกับคุณแม่นะว่าฉันไม่หิว” เธอตอบกลับไปอย่างเล่นตัวก่อนจะร้องครางออกมาเบาๆ เมื่อรู้สึกแสบท้องนิดๆเพราะเริ่มหิวแล้วเช่นกัน “ไม่นะ เราต้องอดทนต้องให้คุณพ่อสัญญามาก่อนว่าจะไม่บังคับฝืนใจเราอีก อดทนไว้ๆ” หญิงสาวพึมพำพลางลูบท้องตัวเองไปมา จนเวลาผ่านไปเกือบสิบนาทีได้เสียงเคาะประตูห้องของเธอก็ดังขึ้นอีกครั้งทว่าคราวนี้ไม่ใช่สาวใช้คนเดิม
“ใคร”
“พี่เองคาริน่าเปิดประตูให้พี่หน่อยสิ”
ทุกคนที่บ้านนี้ร่วมถึงผู้คนที่รู้จักเธอต่างก็เรียกเธอว่าคาริน่ากันหมดเพราะง่ายต่อการออกเสียงจารุณีเองก็พลอยเรียกตามไปด้วยจนติดปากไป แต่จะเรียกชื่อเล่นเดิมของเธอออกมาก็ต่อเมื่อท่านเริ่มโมโหแล้วเท่านั้นคาริน่าเป็ชื่อที่อัลเฟรโด้ตั้งให้เธอสมัยเด็กๆ ที่เพิ่งรู้จักกันพอเธอเข้ามาเป็ส่วนหนึ่งของครอบครัวเขาแล้วชื่อนี้ก็กลายเป็ชื่อจริงๆของเธอไปเลย แต่ในความรู้สึกของหญิงสาวแล้ว เธอชอบชื่อไทยของเธอมากกว่าเพราะมันเป็ชื่อที่พ่อของเธอตั้งให้
ศิศิรานิ่งคิดอยู่ครู่ก่อนจะลุกไปเปิดประตูห้องให้พี่ชายเข้ามาเธอเดินกลับมานั่งที่เตียงตามเดิมโดยมีอัลเฟรโด้เดินตามมานั่งลงข้างๆก่อนชายหนุ่มจะยกมือขึ้นลูบเส้นผมดำสนิทที่นุ่มสลวยยาวตรงจรดเอวของน้องสาวด้วยกิริยาอ่อนโยนริมฝีปากหนาที่มักตรงอยู่ตลอดเพราะผู้เป็เ้าของไม่ค่อยชอบยิ้มสักเท่าไรนักบัดนี้กำลังแย้มออกจนเผยรอยยิ้มแสนอบอุ่นที่ไม่แพ้แววตาออกมา
สำหรับอัลเฟรโด้แล้วไม่ว่าศิศิราจะเอาแต่ใจและดื้อรั้นแสนงอนมากแค่ไหนแต่เขาก็ยังรู้สึกรักใคร่เอ็นดูไม่เปลี่ยนแปลงเพราะเธอคือน้องสาวคนเดียวของเขา แม้จะไม่ใช่น้องแท้ๆ ที่คลานตามกันมาก็ตามความจริงแล้วชายหนุ่มเคยมีน้องสาวอยู่คนหนึ่งแต่พอคลอดออกมาได้เพียงสามวันก็ตายจากไปเนื่องจากคลอดก่อนกำหนด ดังนั้นพอมีศิศิราเข้ามาเขาก็ถือว่าเธอคือน้องสาวที่จากเขาไปและได้กลับมาหาเขาแล้วแทน
“งอนอะไรคุณพ่อคุณแม่อีกล่ะจ๊ะ” เขาถามเสียงอ่อนโยน
“พี่เฟรโด้รู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอคะจะถามทำไมอีก”
อัลเฟรโด้หัวเราะหึๆเมื่อถูกน้องพาลใส่เข้าแล้ว
“เลิกงอนเถอะลงไปกินข้าวกันดีกว่านะ”เขาลุกขึ้นยืนแล้วคว้ามือบางมากุมไว้ “เร็วเข้า ลุกขึ้นเถอะคุณพ่อคุณแม่รอทานข้าวอยู่นะ”
“น้องไม่หิว” พูดออกไปแล้วหญิงสาวก็หน้าแดงด้วยความอับอายเพราะทันทีที่เธอพูดจบเสียงท้องของเธอก็ร้องประจานความจริงออกมาทันทีอัลเฟรโด้จึงหัวเราะอย่างขบขันแกมเอ็นดูก่อนจะออกแรงดึงแขนน้องสาวให้ลุกขึ้นยืนซึ่งศิศิราก็ยอมลุกตามแต่ก็ยังไม่ยอมเดินไปง่ายๆ
“เสียงท้องร้องดังซะขนาดนี้ยังจะโกหกอีกเหรอฮึ”
“น้องไม่อยากลงไปนี่นาน้องไม่อยากถูกจับแต่งงานกับคนที่น้องไม่ได้รัก”พูดแล้วก็อดน้ำตาซึมไม่ได้ผู้เป็พี่เห็นเข้าก็ใจไม่ดีจนต้องโอบร่างบางเอาไว้แนบอกศิศิราเป็ผู้หญิงไทยตัวเล็กสูงแค่ร้อยหกสิบเท่านั้น เธอจึงสูงเพียงแค่บ่าของพี่ชายเท่านั้นเอง
“อย่าเพิ่งคิดไปถึงขั้นนั้นสิคุณพ่อแค่อยากให้น้องทำความรู้จักกับริคาร์โด้ไว้เท่านั้นเอง”
“ไม่จริงหรอกค่ะถ้าน้องยอมทำตามอีกหน่อยคุณพ่อกับคุณลุงก็คงให้แต่งงานกันแน่ๆ”
“อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้สิจ๊ะถ้าน้องไม่รักไม่ชอบเขาจริงๆ พี่เชื่อว่าคุณพ่อไม่บังคับหรอก”
“น้องไม่เชื่อหรอกค่ะ”เธอส่ายหน้ากับอกพี่ชายพร้อมกับเช็ดน้ำตาไปด้วยซึ่งอัลเฟรโด้ก็รับรู้ได้จึงรู้สึกสงสารน้องสาวจับใจ เขาลูบหลังบอบบางเบาๆ ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยหวังแค่จะปลอบโยนเท่านั้นแต่ศิศิราก็ถือเป็จริงเป็จังทันที
“ไม่ต้องกลัวหรอกนะถ้าถึงเวลานั้นพี่จะช่วยน้องเอง”
“จริงๆ นะคะ” เธอเงยหน้าขึ้นมองอย่างมีความหวัง “พี่เฟรโด้ต้องช่วยน้องจริงๆนะ”
ดวงตากลมโตที่เปล่งประกายแห่งความหวังที่มองสบมานั้นทำให้ชายหนุ่มต้องเอ่ยปากตอบรับออกไป
“จริงจ้ะ”
“สัญญานะคะ”
“สัญญาจ้ะ เอาล่ะสบายใจแล้วใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นก็ลงไปทานข้าวกันเถอะ พี่หิวจนแสบท้องไปหมดแล้วล่ะ”
ศิศิราหัวเราะคิกพลางพยักหน้าให้แล้วเดินยิ้มร่าเริงออกจากห้องนอนไปพร้อมกับพี่ชายสุดที่รักอย่างไม่เกี่ยงงอนอีกต่อไปเพราะเธอเองก็หิวจนแสบท้องจะแย่แล้วเหมือนกัน