บทที่ 39 เขาไม่เคยสงสัยในตัวลูกสาว
“กำไลเงินของอันอัน... ต้องกินพลังวิญญาณด้วยเหรอลูก?”
ฉินฮ่าวเฉิน ขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย สมองระดับอัจฉริยะที่เคยจัดการแต่ตัวเลขและแผนธุรกิจกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่ลูกสาวตัวน้อยสื่อสารออกมา
ในตอนแรกเขาอาจจะมองว่าเป็นเรื่องจินตนาการของเด็ก แต่พอนึกถึงเหตุการณ์แปลก ๆ ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการรอดพ้นจากอันตรายอย่างปาฏิหาริย์ หรือรังสีบางอย่างที่เขาสัมผัสได้จากกำไลนี้ เขาก็เริ่มฉุกคิดว่าบางทีเรื่องเหนือธรรมชาติอาจจะมีอยู่จริง ไม่อย่างนั้นเขาจะอธิบายได้อย่างไรว่าทำไมกำไลเงินธรรมดา ๆ ถึงมีพลังปกป้องยัยหนูได้ถึงขนาดนี้?
อันอัน พยักหน้าหงึก ๆ ยืนยันอย่างเคร่งขรึม
“ใช่ค่าคุณพ่อ~”
ฉินฮ่าวเฉินทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ หน้าพุ่มไม้ดอกอีกครั้งอย่างใจเย็น
“แล้วอันอันบอกพ่อได้ไหมลูก... กำไลเงินต้องกินนมนานแค่ไหน เอ๊ย! ต้องกินพลังวิญญาณนานแค่ไหนถึงจะอิ่มล่ะครับ?”
“อืมม...” ยัยหนูเอียงคอพลางส่ายหัวแบบซื่อ ๆ
“อันอันไม่รู้เลยค่ะห่านขาวไม่ได้บอกไว้~”
เมื่อไม่มีอะไรทำและกลัวเพื่อนที่ข้อมือจะไม่อิ่ม เธอจึงเลือกที่จะนั่งจุ้มปุ๊กสงบนิ่งอยู่ในพุ่มไม้ต่อไปอย่างมีความสุข
ฉินฮ่าวเฉินไม่ได้กดดันหรือเร่งรัดลูกสาวแม้แต่น้อย
“ได้ครับ ถ้าหนูอยากอยู่ต่อ พ่อก็จะนั่งอยู่ตรงนี้เป็นเพื่อนหนูเอง”
ตอนนี้ความสงสัยในเรื่องลี้ลับได้มลายหายไปจากใจเขาแล้ว แต่มันถูกแทนที่ด้วยสายตาของ ‘นักบริหารจัดการ’ เขาเริ่มกวาดตามองสำรวจพุ่มไม้กอนี้ด้วยความจริงจัง... ในหัวเริ่มวางแผนว่าจะจ้างช่างสวนมาขยายพุ่มไม้นี้ให้กว้างขวางและสะดวกสบายได้อย่างไร เพราะครั้งหน้าเขาไม่อยากให้ลูกสาวต้องมุดเข้าไปนั่งคนเดียวในที่แคบ ๆ แบบนี้ เขาอยากจะเข้าไปนั่งเป็นเพื่อนคุยกับเธอด้วย!
ฉินฮ่าวเฉินไม่เคยสงสัยในสิ่งที่ลูกสาวพูดเลยสักนิด สำหรับเขาแล้ว คำพูดของอันอันคือความจริงสูงสุด เขาพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อตอบสนองความต้องการของเธอ ไม่ว่าคำขอนั้นจะดูประหลาดหรือหลุดโลกแค่ไหนก็ตาม
อันอันนั่งอยู่พักหนึ่งก็เริ่มหันมามองคุณพ่อ เธอเริ่มเป็นห่วงว่าคุณพ่อที่ตัวโตขนาดนั้นจะเบื่อที่ต้องมานั่งรอเด็กตัวเล็ก ๆ เธอจึงลูบกำไลเงินเบา ๆ สองครั้งเหมือนเป็นการปลอบใจเพื่อนรัก
“อันอันจะมาหาใหม่นะ~”
จากนั้นเธอก็คลานเตาะแตะออกมาจากพุ่มไม้ด้วยท่าทางร่าเริง
ฉินฮ่าวเฉินรีบเข้าไปประคองร่างเล็ก ๆ ไว้ในอ้อมแขนทันที เขาใช้มือกวาดปัดเศษใบไม้และเศษหญ้าที่ติดมาตามเสื้อผ้าและผมม้าให้อย่างอ่อนโยน
“อันอันไม่อยู่ข้างในต่อแล้วเหรอครับ?”
“พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ค่า~”
ยัยหนูซบหน้าลงกับลาดไหล่แข็งแรงของคุณพ่อ แก้มนุ่มนิ่มถูไถไปมาอย่างออดอ้อน
“อันอันอยากอยู่กับคุณพ่อมากกว่า~”
“พ่อก็คิดแบบนั้นเหมือนกันครับ”
เขาอุ้มลูกสาวขึ้นแนบอกพลางก้าวเดินกลับเข้าสู่คฤหาสน์ด้วยรอยยิ้ม
“เดี๋ยวพ่อจะหาวิธีดูนะ ว่าครั้งหน้าพ่อจะเข้าไปอยู่ในพุ่มไม้กับอันอันยังไงได้บ้าง”
อันอันเงยหน้ามองคุณพ่อพลางขมวดคิ้วมุ่นด้วยความกังวล
“แต่ว่าคุณพ่อคะ... พุ่มไม้มันเล็กจิ๋วเดียวเองนะคะ”
ยัยหนูหยุดคิดครู่หนึ่งก่อนจะโพล่งออกมาด้วยดวงตาเบิกกว้าง
“คุณพ่อทำตัวให้เล็กเท่าอันอันได้ไหมคะ?”
ฉินฮ่าวเฉินหัวเราะร่วนออกมาอย่างห้ามไม่ได้
“ฮ่า ๆ พ่อทำตัวเล็กแบบนั้นไม่ได้หรอกลูก... แต่พ่อสั่งให้คนมาขยายพุ่มไม้ให้ใหญ่ขึ้นเท่าห้องนอนเลยยังได้นะ”
“อ้อออ~”
ยัยหนูทำท่าเหมือนเพิ่งบรรลุสัจธรรมบางอย่าง
“คุณพ่อเก่งที่สุดในโลกเลยค่า~”
“ขอบคุณที่ชมครับเจ้าตัวเล็ก”
แววตาของฉินฮ่าวเฉินเต็มไปด้วยความรักสว่างไสวขณะมองเจ้าตัวน้อยในอ้อมแขนที่ตอนนี้กลายเป็นโลกทั้งใบของเขาไปแล้ว
เกือบสี่ทุ่ม อันอันถึงเริ่มออกอาการตาปรือขยี้ตาด้วยความง่วง ฉินฮ่าวเฉินจึงพาเธอขึ้นไปนอนพักผ่อนบนเตียงนุ่ม ๆ
ส่วน คุณปู่ที่เดินทางข้ามทวีปมาทั้งวันกลับยังไม่ยอมข่มตาลงง่าย ๆ ท่านนั่งรออยู่ในห้องรับแขกอย่างสงบนิ่งพร้อมกับพ่อบ้านหลิน ฉินเหยียนอี้ ซึ่งต้องเตรียมตัวกลับไปประจำการที่โรงพยาบาลในวันพรุ่งนี้เห็นคุณปู่คอยเช็กหน้าจอโทรศัพท์บ่อย ๆ จึงถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง
“คุณปู่รอโทรศัพท์จากคุณย่าเหรอครับ?”
“ย่าของแกกำลังนอนพักกลางวันอยู่ ปู่รอให้ย่าตื่นก่อนค่อยโทรหา”
ท่านโบกมือไล่หลานชายอย่างไม่ถือสา
“ไปนอนเถอะเจ้าสอง ไม่ต้องห่วงปู่หรอก”
พ่อบ้านหลินช่วยเสริมว่าตนจะอยู่เป็นเพื่อนปรนนิบัติคุณท่านเอง หลานชายคนที่สองจึงขอตัวขึ้นไปพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวทำงาน
เวลาห้าโมงเย็นของประเทศ F ซึ่งตรงกับเวลาห้าทุ่มที่ไทย นาฬิกาปลุกเรือนเก่งของคุณท่านก็สั่นเตือน ท่านรีบกดโทรออกไปยังเบอร์ที่คุ้นเคยที่สุดทันที เมื่อปลายสายกดรับเครื่อง เสียงไอแห้ง ๆ ของสตรีสูงวัยก็ดังแว่วมาตามสาย
“แค่กๆ... คุณยังไม่นอนอีกเหรอคะ?”
คุณท่านขมวดคิ้วแน่นทันที
“ทำไมไออีกแล้ว? ห่มผ้าไม่หนาพอหรือยังไง หรืออากาศที่นั่นมันเย็นไป?”
“เปล่าค่ะ แค่เพิ่งตื่นเลยคอแห้งนิดหน่อยเท่านั้นเอง”
เสียงปลายสายตอบกลับมาอย่างอ่อนโยน
คุณท่านถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
“งั้นดื่มน้ำอุ่นก่อนนะ ผมมีข่าวดีที่สุดในชีวิตจะบอกคุณ..”
คุณท่านพูดคุยโทรศัพท์ยาวไปจนเกือบเที่ยงคืนถึงยอมวางสายและขึ้นนอนด้วยรอยยิ้ม คฤหาสน์ทั้งหลังจมอยู่ในความเงียบสงัด มีเพียงเวรยามบอดี้การ์ดและ ท่านห่านขาว ที่ตอนนี้พักอยู่ในห้องของฝูเจีย
จู่ ๆ ห่านขาวก็สะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก ตาเล็กเท่าเม็ดถั่วเบิกกว้างสั่นระริก! ก๊าบ~ นี่ข้าฝันกลางตื่น หรือว่าเห็นนิมิตเหตุการณ์ร้ายข้างหน้ากันแน่? มันมองเข้าไปในส่วนลึกของห้องนอนฝูเจียอย่างระมัดระวัง ก่อนจะแอบย่องออกจากห้องไปเงียบเชียบราวกับไร้ตัวตน
รุ่งเช้าวันใหม่…
อันอันลืมตาตื่นขึ้นมาเจอใบหน้าหล่อเหลาที่คุ้นเคยของคุณพ่อ ยัยหนูยิ้มแก้มปริด้วยความอุ่นใจทันที เธอเอื้อมมือน้อย ๆ ไปกุมมือใหญ่ของคุณพ่อไว้เบา ๆ แล้วนอนนิ่ง ๆ มองหน้าเขาอย่างว่าง่ายไม่อยากปลุกให้เขาตื่น
ทว่าในจังหวะนั้นเอง... กำไลเงินที่ข้อมือกลับเปล่งแสงสีเงินอ่อนละมุนออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
อันอันก้มมองอย่างฉงนสงสัย แสงนั้นวูบวาบเพียงครู่เดียวก็เลือนหายไป กลายเป็นกำไลโลหะปกติ แต่ทันใดนั้น เสียงกระซิบปริศนาที่แหบพร่าและดูลึกลับกลับดังขึ้นที่ข้างใบหูของยัยหนูอย่างชัดเจน!
“ทำไมกำไลเงินอันนี้ถึงได้เปล่งแสงด้วยล่ะ?”
อันอันสะดุ้งสุดตัว! ยัยหนูรีบมุดเข้าหาอกกว้างของคุณพ่อพลางมองซ้ายมองขวาด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด
ฉินฮ่าวเฉินรู้สึกตัวตื่นขึ้นทันทีเพราะแรงสั่นสะเทือนของลูกสาว เขาโอบกอดร่างน้อยไว้แน่น
“อันอัน... เป็นอะไรครับลูก? ตื่นเช้าจัง”
“คุณพ่อคะ...”
อันอันเงยหน้ามองพ่อด้วยแววตาที่สั่นไหวและรู้สึกผิด
“ขอโทษนะคะ อันอันทำให้คุณพ่อตื่น”
“ไม่เป็นไรเลยครับ พ่อตื่นมาเห็นหน้าหนูก็มีความสุขแล้ว”
ความง่วงหายเป็นปลิดทิ้ง เขาจับมือน้อย ๆ ถามอย่างห่วงใย
“ฝันร้ายเหรอคะ? ไม่ต้องกลัวนะ พ่ออยู่ตรงนี้ทั้งคน”
“เปล่าค่า...”
ยัยหนูกวาดมองไปรอบ ๆ ห้องที่ว่างเปล่า ไม่ได้ยินเสียงแปลก ๆ นั่นแล้ว
“คุณพ่อนอนต่อเถอะค่ะ อันอันไม่เป็นอะไรแล้ว”
ฉินฮ่าวเฉินก้มลงจูบหน้าผากลูกสาวเบา ๆ ดูเวลาเพิ่งจะตีห้าครึ่ง
“อันอันไม่ง่วงแล้วเหรอครับ?”
ยัยหนูพยักหน้ายืนยัน
“งั้นเราลุกกันเถอะ พ่อกลัวหนูจะหิวจนแสบท้อง”
สองพ่อลูกล้างหน้าแต่งตัวเสร็จก็พากันเดินจูงมือลงมาข้างล่าง ห้องครัวยังไม่เริ่มเดินเครื่องทำอาหาร ฉินฮ่าวเฉินจึงรับหน้าที่ชงนมอุ่น ๆ ให้อันอันและชงกาแฟดำกลิ่นหอมกรุ่นให้ตัวเอง
อันอันนั่งอยู่บนโต๊ะเล็ก ๆ อุ้มขวดนมดื่มพลางมองแก้วกาแฟสีเข้มของคุณพ่อด้วยความสนใจ
“อันอันดื่มสีขาว ๆ คุณพ่อดื่มสีดำ ๆ~”
ฉินฮ่าวเฉินหัวเราะเบา ๆ ยกแก้วกาแฟขึ้นแตะกับขวดนมของลูกสาวอย่างหยอกล้อ
“ชนแก้วครับ~”
อันอันเอียงคอทำ ๆ มึนตึ้บ
“ชนแก้ว... คืออะไรเหรอคะคุณพ่อ?”