เ้าทิพสะดุ้งใจด้วยไม่ได้คิดหมายว่าเป็ตนที่ถูกเรียกให้เข้าเฝ้ากลางที่ชุมนุมซึ่งปั่นป่วนอยู่ในขณะนี้ได้แต่ลุกย่อเดินตามโขลนวังผู้หนึ่งที่เฝ้าอยู่หน้าพระทวารเข้าไป เมื่อข้ามพ้นธรณีพระทวารก็คลานเข่าตามเข้าไปเห็นพระเ้าศรีมหาราชประทับเป็ประมุขอยู่ตรงกลางพระเ้าฤทธิเทวาประทับอยู่เบื้องขวา พระแท่นที่ประทับจัดวางเรียงรายสำหรับพระมเหสีพระราชธิดาวิสาณี องค์ชายอัศวเมฆ นางสุชีราผู้รับพระราชทานราชนิกุลด้านหน้าออกมาเป็ตั่งของมหาอำมาตย์วาสุธี มหาอำมาตย์วิษณุยัน ขุนพลสิงหลเ้ากรมท่าของทั้งสองนครส่วนเซียงจือกงและคณะนั่งบนตั่งอีกฟากตรงข้ามกับมหาอำมาตย์ของสองเมือง
เมื่อเริ่มคลานเข่าเข้าไปในท้องพระโรงตนสังเกตเห็นทุกสายตาของข้าราชบริพารต่างพากันจับจ้องมาที่ตนพร้อมกับซุบซิบปรึกษากันจนเมื่อเข้าไปถึงกึ่งกลางสถานที่ประชุมเสียงกระซิบกระซาบที่ประสานกันดังขรมจึงค่อยสงบลงโขลนวังหยุดนำแล้วผายมือชี้จุดให้เ้าทิพคลานเข่าต่อไปยังเบื้องซ้ายเฉพาะพระพักตร์ของพระเ้าฤทธิเทวาตนจึงรู้ด้วยนัยว่าเป็พระราชดำรัสของพระเ้าปตานีให้ตนเข้าเฝ้า เมื่อหยุดในตำแหน่งเฝ้าแล้วจึงถวายบังคมพระเ้าเหนือหัวทั้งสองพระองค์
ชายหนุ่มลอบสังเกตเห็นพระพักตร์พระเ้าฤทธิเทวาเครียดขึ้งขณะที่สีพระพักตร์ของพระเ้าศรีมหาราชเพียงดูเป็พระกังวลเล็กน้อย
“เราให้ขุนพลสิงหลรายงานผู้เข้าร่วมประลองชิงตำแหน่งขุนพลฉลูนักษัตรทำไมจึงมีชื่อเ้าปรากฏอยู่ จงตอบมาเดี๋ยวนี้”พระเ้าฤทธิเทวารับสั่งถามขึ้นทันทีที่เ้าทิพถวายบังคมเสร็จ
เ้าทิพได้แต่นั่งนิ่งหันไปมองขุนพลสิงหล ตั้งสติสักครู่จึงกราบทูลตอบด้วยเสียงราบเรียบ
“เมื่อวานเย็นอันเป็เวลาสุดท้ายของการรับสมัครเข้าประลองขุนพลนักษัตรข้าพระองค์ผู้มีสิทธิ์ส่งผู้เข้าสมัคร ได้เสนอชื่อตนเองเป็ผู้ร่วมประลอง พระเ้าค่ะ”กราบทูลเสร็จก็มีเสียงอุทานอึงอลทั่วท้องพระโรง
“เ้าไม่มีทั้งสิทธิ์ที่จะส่งใครเข้าประลองและตัวเ้าก็ไม่มีสิทธิ์เข้าประลองด้วย” รับสั่งด้วยพระสุรเสียงช้าชัดแข็งกร้าว คล้ายพระดำรัสสั่ง
“ขอเดชะพระอาญามิพ้นเกล้าข้าพระองค์ขอยืนยันว่ามีสิทธิ์ที่จะเสนอบุคคลเข้าร่วมประลองได้ พระเ้าค่ะ”
คำกราบทูลคัดค้านของเ้าทิพทำเอาผู้คนในท้องพระโรงเงียบกริบไปตามๆกัน ด้วยนึกไม่ถึงว่าเ้าผู้ไร้ยศศักดิ์จะกล้าต่อฝีปากคัดค้านพระอาญาสิทธิ์ขององค์เหนือหัวในครานี้แม้แต่พระราชธิดาวิสาณียังทรงสะดุ้งพระทัย ขณะที่เซียงจือกงพยายามปรายตาเป็เชิงปรามเ้าทิพ
พระเ้าฤทธิเทวาทรงตบพระชานุด้วยกริ้วจัดทรงพยายามระงับพระโทสะด้วยมีพระเ้านครศรีธรรมราชประทับอยู่
“เ้าว่าเ้ามีสิทธิ์.. เช่นนั้นจงหาเหตุผลว่ามาดีๆหาไม่เ้าจะได้รับโทษทัณฑ์หนักในคราวนี้”
เ้าทิพสูดลมหายใจลึกเข้าไปในทรวงกราบทูลด้วยน้ำเสียงนิ่ง ราบเรียบ
“ขอเดชะ เดิมการคัดเลือกขุนพลนักษัตรเป็สิทธิ์ของแต่ละเมืองที่จะสรรหาหรือแต่งตั้งผู้ใดก็ได้และมักเฟ้นหาผู้มีฝีมือการรบเป็หลัก จนถึงพิธีชุมนุมสิบสองนักษัตรครั้งที่ ๔ ปีจอพุทธศักราช ๑๘๗๗ จัดขึ้นที่เมืองตะกั่วป่า.. ครั้งนั้นขุนพลนักษัตรจากบางเมืองมีพื้นเพเป็นักรบรับจ้างชาวโจฬะทมิฬเข้ามาประลองเพื่อหวังลาภสักการะมิได้ตั้งใจจะค้นหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สูญหาย แต่เพราะมีฝีมือเก่งกล้าจึงชนะได้เป็ตัวแทนของเมืองหากเคราะห์ยังดีที่พ่ายแพ้ไปในการชิงตำแหน่งาาสิบสองนักษัตร หลังจากนั้นจึงเกิดข้อกำหนดร่วมกันของเ้าเมืองนักษัตรทั้งสิบสองผู้จะเข้ารับคัดเลือกเป็ขุนพลนักษัตรของทุกเมืองต้องมีผู้รับรองเสนอจากบุคคลสี่กลุ่มจึงถือเป็ผู้มีสิทธิ์เข้าประลอง..”
น้ำเสียงและถ้อยคำที่เ้าทิพกราบทูลออกไปสร้างความฉงนให้กับทุกบุคคลที่ร่วมชุมนุมในท้องพระโรงเดิมเคยมีแต่ภาพเ้าทิพที่เก็บตัวเงียบในที่ชุมนุมสงบปากสงบคำคล้ายคนขลาดไม่กล้าเจรจาความ บัดนี้ต่อหน้าเ้าชีวิตถึงสองพระองค์ กลับกราบทูลโต้แย้งด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งมิได้มีอาการหวาดสะทกสะท้านแต่อย่างใด เหตุผลที่ยกมาเจรจาก็ชวนให้สดับฟังเป็ลำดับชัดเจน ได้ยินเสียงเ้าทิพกราบทูลต่อว่า
“หนึ่งคือผู้ที่ได้รับการรับรองจากประมุขแห่งดินแดนซึ่งก็คือจากพระาาเ้าเมืองนักษัตร
สองคือผู้ที่ได้รับการรับรองจากทายาทโดยสายพระโลหิตของประมุขดินแดน
สามคือผู้ที่ได้รับการรับรองจากมุขมนตรีระดับเ้ากรมขึ้นไป
สี่คือผู้ที่ได้รับการรับรองจากขุนทหารระดับนายกองขึ้นไป
ทั้งหมดเป็ข้อกำหนดของพระาาทั้ง๑๒ เมืองนักษัตรตรากำหนดร่วมกัน และถือปฏิบัติมาั้แ่การประลองครั้งที่ ๕หาใช่สิ่งที่เมืองใดจะกำหนดสิทธิ์หรือตัดสิทธิ์ตามอำเภอใจได้ พระเ้าค่ะ”
พระเ้าฤทธิเทวาถึงกลับทรงชี้พระดัชนีไปยังเ้าทิพพระเนตรลุกวาวราวเปลวเพลิง.. มิได้ทรงพระพิโรธด้วยเหตุผลที่ยกมา แต่เพราะทรงคาดไม่ถึงว่าเ้าทิพจะกล้ากราบทูลแย้งต่อหน้าที่ประชุมขุนนางและที่สำคัญ..ต่อเบื้องพระพักตร์พระเ้าศรีมหาราช
“เ้าคงคิดว่าตนมีศักดิ์เป็ทายาทของประมุขดินแดนอย่างนั้นหรือ..”รับสั่งขึ้นหลังจากทรงสะกดข่มพระโทสะ
“ตัวข้าพระองค์มิมีศักดิ์ฐานะอันใดแต่ก็มิอาจปฏิเสธความจริงของโลหิตภายในกายได้ พระเ้าค่ะ”
สิ่งที่เ้าทิพกราบทูลเป็ความจริงชัดเจนแม้มิมียศศักดิ์เป็อาภรณ์ประดับร่างแต่โลหิตในกายคือขัตติยาโลหิตแห่งเมืองปตานีแน่นอนในเมื่อปฏิญญาข้อกำหนดให้ถือสายพระโลหิตย่อมไม่อาจปฏิเสธสิทธิ์ของเ้าทิพได้และกฎนี้ถูกบัญญัติโดยประมุขทั้ง ๑๒ ดินแดนทรงตราร่วมกันหากจะมีเมืองหนึ่งเมืองใดละเลยย่อมไม่สามารถกระทำได้
ความจริงข้อกำหนดทั้งสี่เป็ที่รู้กันโดยสามัญหาได้ถูกลืมเลือนแต่สิ่งที่ถูกลืมกันไปคือเ้าทิพ.. ผู้ที่ถูกกระทำคล้ายคนต่ำต้อย น่ารังเกียจ.. เป็ผู้สืบสายพระโลหิตแห่งพระประมุขนครปตานี
พระเ้าศรีมหาราชทรงเห็นทุกฝ่ายนิ่งงันไปจึงตรัสเป็เชิงสรุปว่า
“ตกลงเ้าทิพมีสิทธิ์รับรองผู้เข้าประลองคัดเลือกขุนพลนักษัตรใช่หรือไม่”
พระเ้าฤทธิเทวาหันพระพักตร์ไปกราบทูลว่า
“เ้าทิพมีสิทธิ์รับรองผู้เข้าประลองแต่อย่างไรเสียเ้าทิพไม่สามารถรับรองให้ตนเองได้”
“เพราะเหตุใด..หรือเพราะเ้าทิพไม่รู้วิชาการต่อสู้”
“เป็เพราะหม่อมฉันสั่งห้ามไม่ให้เ้าทิพยุ่งเกี่ยวกับวิชาการต่อสู้มิเช่นนั้นจะลงโทษทัณฑ์”
พระเ้าศรีมหาราชทรงหันไปตรัสกับเ้าทิพว่า
“ว่าอย่างไรตัวเ้าก็ไม่รู้วิชาการต่อสู้และถูกห้ามไม่ให้ยุ่งเกี่ยว แล้วจะเข้าประลองได้อย่างไร”
“ขอเดชะ ฝ่าพระบาท.. องค์เหนือหัวปตานีมีพระบัญชาห้ามมิให้ผู้ใดสั่งสอนวิชาการต่อสู้และการรบแก่ข้าพระพุทธเ้าหากแต่มิเคยมีพระบัญชาประกาศมาถึงตัวข้าพระพุทธเ้ามิให้เรียนรู้หรือยุ่งเกี่ยวกับวิชาการต่อสู้แต่อย่างใด..ดังนั้นข้าพระพุทธเ้าจึงมีสิทธิ์ที่จะเป็ผู้รับรองและเป็ผู้เข้าประลองด้วยตนเองพระพุทธเ้าข้า”
ทันทีที่คำกราบทูลของเ้าทิพจบลงเสียงอื้ออึงก็ดังขึ้นอีกครั้งในที่ประชุมท้องพระโรง
“นี่ เ้า..” ตรัสได้เท่านั้น พระเ้าปตานีก็ทรงเบือนพระพักตร์หนีทั้งจนพระทัยและขัดพระทัย
พระเ้าศรีมหาราชทอดพระเนตรพระอาการขององค์กษัตริย์ปตานีที่ประทับนิ่งโดยดุษฎีจึงตรัสเป็เชิงสรุปแทนว่า
“ตกลงก็เป็สิทธิ์เดียวกับองค์ชายอัศวเมฆที่รับรองตนเองเข้าประลอง”
แม้จะปรากฏชัดเจนแล้วว่าเ้าทิพได้สิทธิ์เข้าร่วมประลองคัดเลือกขุนพลนักษัตรประจำเมืองปตานีแต่คำถามที่เกิดขึ้นในใจของทุกคนคือเ้าทิพรู้วิชาการต่อสู้มากน้อยแค่ไหนจึงอาจหาญเสนอตนเข้าประลองยิ่งได้รับรู้เื่ราวซึ่งกล่าวกันว่าถูกพระองค์ชายใหญ่ทรงไล่ทุบตีที่เมืองเก่าแล้วต่างคิดกันว่าชายหนุ่มกระทำลงไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ..ครั้นก่อนถึงเวลาประลองจริงคงจะมาขอสละสิทธิ์ถอนตัว..
อย่างไรก็ตาม การยกเหตุผลขึ้นมากราบทูลโต้แย้งพระดำริและพระประสงค์ขององค์เหนือหัวปตานีกลางที่ชุมนุมใหญ่โดยไม่สะทกสะท้านทำให้ทัศนคติที่ทุกคนมีต่อเ้าทิพเริ่มเปลี่ยนไปชายหนุ่มผู้นี้หาได้อ่อนแอและด้อยความคิดแต่อย่างใด
บางที.. ลูกนกอินทรี จะอย่างไรก็คือนกอินทรี..วันหนึ่ง เมื่อถึงเวลาเติบใหญ่ก็จักบินได้สูงเทียมฟ้าเอง...
--------------------------------------------------